รวมวิธีเตรียมตัวรับน้ำท่วมด้วยตนเอง ปี 2554

ช่วงนี้ (ตุลาคม 54) ข่าวน้ำท่วมมาแรง ทีวีทุกช่องออกอากาศทุกวัน ผู้รับชมได้รู้สภาพความยากลำบากของผู้คนที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมแล้วก็ยากที่จะทนอยู่เฉย ๆ ได้ บ้างก็รวมตัวกันไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย บ้างก็ส่งความช่วยเหลือเป็นของบริจาค บ้างก็ส่งเงินสมทบ มีหลายช่องทางที่คนไทยแสดงออกถึงน้ำใจคนไทยช่วยเหลือกันและกัน การรวมพลังสามัคคีในทางสร้างสรรค์

ด้านหนึ่ง ข่าวที่สื่อต่าง ๆ พยายามนำเสนอได้เห็นเหยื่อของน้ำท่วมที่พบกับความเดือดร้อนและความเสียหาย อีกด้านหนึ่ง โซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก สังคมปากต่อปาก ก็เกิด “ข่าวลือ” ที่น่ากลัว ภาพน้ำท่วม ภาพน้ำหลาก ที่นำมาโพสต์ กลายเป็นว่าเราเป็นเหยื่อที่ไม่สามารถทราบได้เลยว่าภาพที่เห็น นั้นเป็นภาพปัจจุบันหรือว่าเป็นภาพเก่าที่เหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว  สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม บางครั้งก็แยกไม่ออกว่าสถานการณ์จริงแท้เป็นอย่างไร ตระหนกทุกครั้งที่ได้ยินว่าน้ำทะลักเข้าที่โน่นที่นี่ ใกล้บ้านของตนเรื่อย ๆ แล้ว   ความตื่นตระหนก ขาดสติ เกิดการกักตุนของกินของใช้ ไม่ทันคิดถึงการอพยพเอาตัวเองออกจากภัย ส่วนใหญ่ไม่ยอมทิ้งบ้าน ห่วงข้าวของ ท้ายที่สุดต้องเดือดร้อนถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องไปนำตัวออกมาจากพื้นที่เสี่ยง หากเกิดน้ำท่วมกรุงเทพควรตระหนักถึงการช่วยตัวเองให้มากที่สุด อย่าได้หวังว่าเจ้าหน้าที่จำนวนน้อยนิดจะสามารถมาช่วยอพยพคนเป็นล้าน ๆ เลย  อย่าได้คิดว่าอาหารและถุงยังชีพจะส่งได้ทั่วถึงไปยังผู้ประสบภัยทุกคน

เตรียมตัวและช่วยตัวเองในภาวะน้ำท่วมนั้นดีกว่ารอคอยความช่วยเหลือจากผู้อื่นแน่นอน

จากข้อมูลของ กรมอุตุนิยมวิทยา   เขียนไว้ว่า

อุทกภัย คือ ภัยและอันตรายที่เกิดจากสภาวะน้ำท่วมหรือน้ำท่วมฉับพลัน มีสาเหตุมาจากการเกิดฝนตกหนักหรือฝนต่อเนื่องเป็นเวลานาน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก หย่อมความกดอากาศต่ำ , พายุหมุนเขตร้อน (พายุดีเปรสชั่น, พายุโซนร้อน, พายุใต้ฝุ่น ), ร่องมรสุมหรือร่องความกดอากาศต่ำ ,  ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ , ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ เขื่อนพัง

ลักษณะของอุทกภัยมีความรุนแรง และรูปแบบต่าง ๆ กัน ขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ และสิ่งแวดล้อมของแต่ละพื้นที่

1 “น้ำป่าไหลหลาก หรือน้ำท่วมฉับพลัน” มักจะเกิดขึ้นในที่ราบต่ำหรือที่ราบลุ่มบริเวณใกล้ภูเขาต้นน้ำ เกิดขึ้นเนื่องจากฝนตกหนักเหนือภูเขาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้จำนวนน้ำสะสมมีปริมาณมากจนพื้นดิน และต้นไม้ดูดซับไม่ไหวไหลบ่าลงสู่ที่ราบต่ำ เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว มีอำนาจทำลายร้างรุนแรงระดับหนึ่ง ที่ทำให้บ้านเรือนพังทลายเสียหาย และอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

2 “น้ำท่วม หรือน้ำท่วมขัง” เป็นลักษณะของอุทกภัยที่เกิดขึ้นจากปริมาณน้ำสะสมจำนวนมาก ที่ไหลบ่าในแนวระนาบ จากที่สูงไปยังที่ต่ำเข้าท่วมอาคารบ้านเรือน เรือกสวนไร่นาได้รับความเสียหาย หรือเป็นสภาพน้ำท่วมขัง ในเขตเมืองใหญ่ที่เกิดจากฝนตกหนัก ต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีสาเหตุมาจากระบบการระบายน้ำไม่ดีพอ มีสิ่งก่อสร้างกีดขวางทางระบายน้ำ หรือเกิดน้ำทะเลหนุนสูงกรณีพื้นที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล

3 “น้ำล้นตลิ่ง” เกิดขึ้นจากปริมาณน้ำจำนวนมากที่เกิดจากฝนหนักต่อเนื่อง ที่ไหลลงสู่ลำน้ำ หรือแม่น้ำมีปริมาณมากจนระบายลงสู่ลุ่มน้ำด้านล่าง หรือออกสู่ปากน้ำไม่ทัน ทำให้เกิดสภาวะน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมเรือกสวน ไร่นา และบ้านเรือนตามสองฝั่งน้ำ จนได้รับความเสียหาย ถนน หรือสะพานอาจชำรุด ทางคมนาคมถูกตัดขาดได้

จากข้อมูลข้างต้น ทำให้ทราบว่าที่พักอาศัย/ที่ทำงานของเรานั้นเสี่ยงอันตรายจากอุทกภัยรูปแบบไหน จะได้จัดการเตรียมตัวรับมือ”พลังของน้ำ” ได้

ตนเป็นที่พึ่งของตน อย่ายึดติด จนต้องทำให้ตนเองและคนอื่นเดือดร้อน!!

ผู้เขียนเองมีที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมของกรุงเทพมหานคร หลังบ้านก็ติดคลอง ถนนที่เข้าออกจากซอยก็ไม่มีท่อระบายน้ำ เมื่อถึงฤดูฝนทุกปี ซอยจะเปลี่ยนสภาพเป็นสถานที่ระบายน้ำฝนเป็นช่วง ๆ  วันไหนฝนตกหนักระดับน้ำบนถนนจะเอ่อสูงเลยแก้มยางรถยนต์นั่งส่วนบุคคล กว่าจะแห้งก็กินเวลาหลายวัน พื้นที่ว่างสองข้างทางเดิมเป็นที่ลุ่มเต็มไปด้วยป่าหญ้าธูปฤาษีรองรับน้ำมาหลายปี แต่ปีนี้มีการถมที่ เพื่อสร้างโครงการหมู่บ้านจัดสรรและมีการสร้างอพาร์ทเม้นต์ขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้น้ำฝนมารวมกันที่ถนนเข้าออกจากซอยปริมาณมาก อดหวั่นไม่ได้ว่าถ้าน้ำทะเลหนุน ร่วมกับ ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน รวมกับน้ำเหนือที่กำลังจะมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว จะระบายน้ำลงคลองทันไหม และน้ำจากคลองจะไหลลงแม่น้ำและลงทะเลทันไหม  โอกาสเกิด”น้ำท่วมขัง” “น้ำล้นตลิ่ง” มีสูง เราจะดำเนินชีวิตให้รอดปลอดภัยได้อย่างไร

ได้ศึกษาและค้นหาวิธีเอาชีวิตรอดจากน้ำท่วมจากหลาย ๆ ที่  สรุปด้วยตัวเองว่าควรเตรียมตัวรับน้ำท่วมไว้ 3 ขั้น คือ ก่อนน้ำท่วม ขณะน้ำท่วม และหลังน้ำท่วม

 เนื่องจากสถานการณ์น้ำเปลี่ยนไปทุกระยะ ผู้เขียนจะพยายามอัพเดทข้อมูลทุกวันจนกว่าตัวเองจะต้องอพยพหรือจนกว่าเหตุการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ  

               ก่อนน้ำท่วม

[18 ตุลาคม 2554]  จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แนวพระราชดำริแก้น้ำท่วมกับวิธีรับมือน้ำ 3 เส้นทางใหญ่ของกรุงเทพมหานคร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระปริวิตกห่วงใยในปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอยู่เสมอมา ทรงวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมและทรงคำนึงถึงการ เลือกใช้วิธีการต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพท้องที่และสมรรถนะของกำลังเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ ตลอดจนงบประมาณค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย

โดยวิธีการต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริในการแก้ไข ปัญหาน้ำท่วมคือ

1. การก่อสร้างคันกั้นน้ำ

เพื่อป้องกันน้ำท่วมซึ่งเป็นวิธีการดั้งเดิมแต่ครั้งโบราณโดยการก่อสร้างคันดินกั้นน้ำขนาดที่เหมาะสมขนานไปตามลำน้ำห่างจากขอบตลิ่งพอสมควรเพื่อป้องกันมิให้น้ำล้นตลิ่งไปท่วมในพื้นที่ต่างๆ ด้านใน เช่น คันกั้นน้ำโครงการมูโนะและโครงการปิเหล็ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส

2. การก่อสร้างทางผันน้ำ

เพื่อผันน้ำทั้งหมดหรือบางส่วนที่ล้นตลิ่งท่วมท้นให้ออกไป โดยการก่อสร้างทางผันน้ำหรือ ขุดคลองสายใหม่เชื่อมต่อกับลำน้ำที่มีปัญหาน้ำท่วมให้น้ำไหลไปตามทางผันน้ำที่ขุดขึ้น ใหม่ไปลงลำน้ำสายอื่น หรือระบายออกสู่ทะเลตาม ความเหมาะสม

3. การปรับปรุงและตกแต่งสภาพลำน้ำ

เพื่อให้น้ำที่ท่วมทะลักสามารถไหลไปตามลำน้ำได้สะดวกหรือช่วยให้กระแสน้ำไหลเร็วยิ่งขึ้น โดยใช้วิธีการขุดลอกลำน้ำตื้นเขินให้น้ำไหลสะดวกขึ้น,ตกแต่งดินตามลาดตลิ่ง ให้เรียบ,กำจัดวัชพืช ผักตบชวา และรื้อทำลายสิ่งกีดขวางทางน้ำไหล, หากลำน้ำคดโค้ง มากให้หาแนวทางขุดคลองใหม่เป็นลำน้ำสายตรง, การก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำ
การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามพระราชดำริแก้มลิง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริให้มีระบบการบริหารจัดการด้านน้ำท่วม ในวิธีการที่ตรัสว่า แก้มลิง ซึ่งได้พระราชทานพระราชอรรถาธิบายว่า
“…ลิง โดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกแล้วเอาเข้าปากเคี้ยวแล้วเอาไปเก็บไว้ที่แก้ม ลิงจะเอากล้วยเข้าไปไว้ที่กระพุ้งแก้มได้เกือบทั้งหวี โดยเอาไปไว้ที่แก้มก่อน แล้วจึงนำมาเคี้ยวบริโภคและกลืนกินเข้าไปภายหลัง…”
เปรียบเทียบได้กับเมื่อเกิดน้ำท่วมก็ขุดคลองต่างๆ เพื่อชักน้ำให้มารวมกันแล้วนำมาเก็บไว้ เป็นบ่อพักน้ำอันเปรียบได้กับแก้มลิง แล้วจึงระบายน้ำลงทะเลเมื่อปริมาณน้ำทะเลลดลง

ลักษณะและวิธีการของโครงการแก้มลิง

1. ระบายน้ำออกจากพื้นที่ตอนบนให้ไหลไปตามคลองในแนวเหนือ-ใต้ ลงคลองพักน้ำขนาดใหญ่ที่บริเวณชายทะเล เช่น คลองชายทะเลของฝั่งตะวันออก ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นบ่อเก็บน้ำขนาดใหญ่ คือ แก้มลิง

2.  เมื่อระดับน้ำทะเลลดต่ำลงกว่าระดับน้ำในคลอง ก็ทำการระบายน้ำจากคลองดังกล่าวออกทางประตูระบายน้ำ โดยใช้หลักการทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของโลก (Gravity Flow) ตามธรรมชาติ

3. สูบน้ำออกจากคลองที่ทำหน้าที่แก้มลิงนี้ ให้ระบายออกในระดับต่ำที่สุดออกสู่ทะเล เพื่อจะได้ทำให้น้ำตอนบนค่อยๆ ไหลมาเองตลอดเวลาส่งผลให้ปริมาณน้ำท่วมพื้นที่ลดน้อยลง

4.  เมื่อระดับน้ำทะเลสูงกว่าระดับน้ำในลำคลองให้ทำการปิดประตูระบายน้ำ เพื่อป้องกันมิให้น้ำย้อนกลับ โดยยึดหลักน้ำไหลทางเดียว (One Way Flow)

โครงการแก้มลิงฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา  ทำการรับน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา นับตั้งแต่ จ.สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร มาตามคลองสายต่างๆ โดยใช้คลองชายทะเลที่ตั้งอยู่ริมทะเลด้าน จ.สมุทรปราการ ทำหน้าที่เป็นบ่อพักน้ำหรือรับน้ำ และพิจารณาหนองบึงหรือพื้นที่ว่างเปล่าตามความเหมาะสม เป็นบ่อพักน้ำเพิ่มเติมโดยใช้คลองธรรมชาติในแนวเหนือ-ใต้ เช่น คลองพระองค์ไชยนุชิต  คลองบางปลา คลองด่าน คลองบางปิ้ง คลองตำหรุ คลองชายทะเล เป็นแหล่งระบายน้ำเข้าและออกจากบ่อพักน้ำ

โครงการแก้มลิงในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทำหน้าที่รับน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่เจ้าพระยา ตั้งแต่ จ.อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี  นครปฐม กรุงเทพมหานคร และสมุทรสาคร ไปคลองมหาชัย-สนามชัยและแม่น้ำท่าจีน เพื่อระบายออกสู่ทะเลด้าน จ.สมุทรสาคร

มูลนิธิชัยพัฒนา (The Chaipattana Foundation) ทฤษฏีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามแนวทางการบริหารจัดการด้านน้ำท่วมล้น (Flood Management)

พระเจ้าอยู่หัวป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ 2538  (16 ปีที่แล้ว)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งเรื่อง การป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ 2538
ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เวลา 20:40-22:45 วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2538
—————————————————-
ชั่วโมงที่ 1 เรื่องป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ
—————————————————
วันที่ 18 กันยายน 2538 ฝนตกหนักในกรุงเทพฯ พายุดีเปรสชั่น Ryan ทำให้ฝนตกมากเหนือประเทศไทยและกรุงเทพฯ น้ำเหนือไหลบ่าลงมาจะเข้าท่วมกรุงเทพฯ การระบายน้ำออกจากเขื่อนสิริกิติ์ทำมากกว่าเขื่อนภูมิพล สร้างปัญหาน้ำจะเข้าท่วมกรุงเทพฯปี 2538
ทันทีในวันรุ่งขึ้น วันที่ 19 กันยายน 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเรียกประชุมข้าราชการที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วน ทรงอธิบายต่อที่ประชุมฉุกเฉินข้าราชการกรมชลประทาน (อธิบดี และ รองอธิบดี -ปราโมทย์ ไม้กลัด, สวัสดิ์ วัฒนายากร, รุ่งเรือง จุลชาต), ผู้ว่าฯกทม. (กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา), ปลัด กทม. (ประเสริฐ สมะลาภา) และองคมนตรี ที่มีความชำนาญเรื่องน้ำและวิศวกรรม รวมทั้งข้าราชการผู้ชำนาญเรื่องน้ำอีกหลายท่าน ทุกคนนั่งร่วมโต๊ะประชุมแบบล้อมวงรีร่วมกับพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงรับสั่งให้เร่งแก้ปัญหาพร้อมทั้งอธิบายรายละเอียดทางวิชาการ วิธีการทำงานป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ให้นำ้ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ตำ่ตามธรรมชาติของน้ำ ทรงให้ขุดตัดถนนที่ขวางทางน้ำ ขุดใต้ทางรถไฟ หาทางให้น้ำไหลลอดออกลงคลองระบายน้ำ เพื่อให้ลงทะเลไปโดยเร็ว ทรงรับสั่งทำให้เสร็จในสามวัน ส่วนโครงการใหญ่ระยาวก็ทรงให้เตรียมการขุดขยายคูคลองระบบประตูระบายน้ำและสูบน้ำต่าง­ๆ การทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาจต้องเสียสละและอาจต้องโยกย้ายออกจากที่สาธารณะริมคล­องต่างๆ ทรงประสงค์จะให้เร่งทำความเข้าใจกับประชนชนถึงความสำคัญของโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้­นของกรมชลประทาน และโครงการอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำต่างๆในภาคเหนือ ฯลฯ

[ส่วนชั่วโมงที่สอง-ซึ่งได้ตัดแยกออกไป-เป็นเรื่องโครงการพัฒนาอื่นๆ เช่น โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง นากุ้ง นาข้าว โครงการเขื่อนป่าสัก เขื่อนแก่งเสือเต้น ฯลฯ]

ที่มา: http://www.facebook.com/note.php?note_id=241008409291222

ถ้าเรามี Flood way ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานแนวทางป้องกันน้ำท่วมไว้ 20 ปีก่อน เราคงไม่ต้องใช้วิธีป้องกันน้ำท่วมแบบฉุกเฉินเหล่านี้

         8 วิธีเตรียมตัวก่อนที่น้ำจะท่วม

1. ศึกษาข้อมูลว่าบ้านของเรา หรือธุรกิจของเราตั้งอยู่ในบริเวณที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมหรือไม่ กระแสน้ำพัดจากทิศใดไปทิศใด เราจะทราบได้จากสถิติน้ำท่วมในอดีตซึ่งจะทำให้ได้ค่าว่าแต่ละปีน้ำท่วมขึ้นสูงระดับใดทำให้คาดการณ์ถึงระดับน้ำที่จะท่วมสูงในอนาคตได้ และสามารถคาดการณ์คร่าว ๆว่าน้ำจะท่วมขังอยู่นานเท่าใด   จากแผนที่ด้านล่าง เราจะทราบ ระดับความเสี่ยงและระดับน้ำท่วมบริเวณบ้าน ลบออกด้วย ระดับพื้นดินเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลางของบริเวณบ้าน จะได้ระดับความสูงของน้ำที่จะท่วมบ้านคร่าว ๆ

   แผนที่ระดับน้ำท่วมกรุงเทพฯและปริมณฑลแบบเข้าใจง่าย ของ จุฬาฯ       ระบบสารสนเทศเพื่อรับมือภัยพิบัติและช่วยงานฟื้นฟู (Thai Crisis Planer & Reporter)  thaicrisis.chula.ac.th

เพียงเข้าไปที่เว็บแล้วคลิกบริเวณบ้านบนแผนที่ จะมีสัญลักษณ์และตัวเลขขึ้นมาโชว์ว่าบริเวณนั้นสูงเท่าไร(หน่วย: เมตร)  สีแดงคือท่วม  สีเขียวคือไม่ท่วม
คลิกเพื่อดูค่าระดับของแต่ละพื้นที่ หรือเปลี่ยนตำแหน่งจุดที่มีอยู่ด้วยการ Drag/Drop
แก้ค่าระดับน้ำท่วม แล้วคลิกคำนวณใหม่ เพื่อดูผลกระทบ

 แผนที่  Team Group ทีมกรุ๊ปเตือนภัยน้ำท่วม 


9 พ.ย. 54  แผนที่ระดับความเสี่ยง และระดับน้ำท่วมของพื้นที่ต่าง ๆ


แผนที่ระดับพื้นดินเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง

  แผนที่ แสดงระดับความเสี่ยงและระดับน้ำท่วมของพื้นที่ต่าง ๆ ใน กรุงเทพมหานคร นครปฐม สมุทรสาคร   แผนที่เฝ้าระวังระดับน้ำ ซึ่งแบ่งโซนเป็นระดับสี   Team Group ทีมกรุ๊ปเตือนภัยน้ำท่วม

  รวมลิงก์ดาวน์โหลด แผนที่แสดงความสูงต่ำภูมิประเทศบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ของ กรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย

 แผนที่แสดงค่าหมุดระดับในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แผนที่แสดงค่าหมุดระดับในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

 แผนที่แสดงระดับของแนวคันกั้นน้ำและถนนสายสำคัญในเขตกทม.และปริมณฑล  แผนที่แสดงระดับของแนวคันกั้นน้ำและถนนสายสำคัญในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

 แผนที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ ของ”รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์” ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ผู้ซึ่งถูกจัดอยู่ในทำเนียบผู้รู้เรื่องน้ำที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทยไปแล้ว
ดูบ้านของเราอยู่ในพื้นที่ส่วนไหน สีของแผนที่จะบอกระดับของน้ำท่วมสูง เราจะได้รู้ว่าจะเตรียมยกของสูงเท่าไหร่จึงจะพ้นจากน้ำท่วม

  ศูนย์รู้ทันน้ำ โทร 08-1702-2999 โทรเช็คข้อมูลได้ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น.  โดยบอกพิกัดสถานที่ตั้งบ้านพักอาศัยกับเจ้าหน้าที่ จะได้ข้อมูลว่าพื้นที่บริเวณบ้านของเรามีความเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมมากน้อยเพียงใด หรือได้ข้อมูลน้ำจะท่วมสูงเท่าใดเพื่อจะได้เตรียมยกของให้พ้นจากระดับน้ำท่วม 

2.  เรียนรู้เส้นทางการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุด จากบ้านไปยังที่สูงพื้นที่ปลอดภัย เตรียมความพร้อมก่อนการอพยพ ถ้าเกิดน้ำำท่วมสูง จะพาตนเองและครอบครัวอพยพไปบริเวณที่ปลอดภัยได้อย่างไร ควรกำหนดจุดนัดพบที่ปลอดภัย รู้จุดที่ทางการจัดไว้เป็นศูนย์พักพิง/ศูนย์อพยพ ให้คำนึงถึง ผู้ป่วย เด็ก คนชรา ในบ้าน ควรเคลื่อนย้ายไปอยู่ในที่ปลอดภัยไว้ก่อนอื่น เพราะผู้คนส่วนใหญ่มักจะรอจนเห็นน้ำจึงอพยพ เวลานั้นปัญหามากมาย เช่น เกิดความแตกตื่น โกลาหล วุ่นวาย รถติด การจราจรถูกตัดขาด ทางขาด  น้ำขึ้นสูงจนออกมาไม่ได้ ขาดเรือเข้าไปรับ ขาดอาหาร/น้ำดื่ม

 ลิงก์ รวมข้อมูล ศูนย์อพยพ และ ศูนย์พักพิง สำหรับผู้ประสบอุทกภัย

  กรุงเทพมหานคร เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวให้กับชาวบ้านผู้สบภัยน้ำท่วม

  แผนที่ศูนย์อพยพ และศูนย์พักพิง สำหรับผู้ประสบอุทกภัย ทั่วกรุงเทพมหานคร

 ศูนย์ช่วยเหลือที่พักพิงกระทรวงศึกษาธิการ ติดต่อศูนย์ประสานงานที่ โทรสายด่วน 1579

3.  สำรวจและรวบรวมของมีค่าและเอกสารสำคัญ ควรนำไปฝากเก็บไว้กับธนาคาร(ที่น้ำไม่ท่วม) เช่าตู้นิรภัยจะปลอดภัยกว่าเก็บไว้ในบ้านหรือในสำนักงานที่ไม่มีคนอยู่

4. ควรเกาะติดสถานการณ์ ฟังประกาศจากสถานีโทรทัศน์ วิทยุ รถติดเครื่องขยายเสียงในชุมชน และติดตามข่าวน้ำท่วมจากทางการ (กรมชลประทาน, กรมอุตุนิยมวิทยา)อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหน่วยงานในท้องถิ่นที่อยู่อาศัย เพราะน้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติ อาจค่อย ๆ เอ่อท่วมจากปริมาณน้ำฝน หรือเกิดกระแสน้ำหลากรุนแรงมากจากปริมาณน้ำที่ล้นจากพนังกั้นน้ำหรือล้นจากแหล่งกักเก็บ ระวังข่าวลือ ควรตรวจสอบแหล่งข่าวและแหล่งที่มาของข่าวที่เชื่อถือได้

               แหล่งข่าวสารสถานการณ์น้ำท่วม  มีดังนี้

รวมลิงค์ ตรวจสอบ ข้อมูลระดับน้ำ และ เฝ้าระวัง

สรุปสถานการณ์น้ำ รายวัน

ระบบตรวจวัดน้ำท่วมบนถนน

ระบบตรวจวัดน้ำในคลองหลัก

ศูนย์ประมวลวิเคราะห์ สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน

ศูนย์ควบคุมระบบป้องกัน น้ำท่วม กรุงเทพฯ

แผนผังสภาพน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ฝั่งตะวันออก – ตะวันตก

พยากรณ์อากาศประจำวัน กรมอุตุนิยมวิทยา

แผนที่แสดงจุดเกิดอุทกภัย บนทางหลวงทั่วประเทศ

สภาวะระดับน้ำในแม่น้ำ เจ้าพระยา โดยกองทัพเรือ

ระดับน้ำทำนายสูงสุด-ต่ำสุด ปี 2554 โดยกองทัพเรือ

กล้องท่าน้ำกรมชลประทาน สามเสน

CCTV ดูกล้องตามถนนในกทม

  รายการโทรทัศน์ สถานีไทยพีบีเอส  วิเคราะห์สถานการณ์น้ำ สรุปสถานการณ์ทั้งหมดประจำวันโดย “รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์” ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร

- สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมอุตุนิยมวิทยา กรุงเทพมหานคร (AM 1287 KHz)

- FM.100.5 เกาะติดวิกฤตน้ำท่วม

- วิทยุครอบครัวข่าว FM.106

  ศูนย์รู้ทันน้ำ โทร 08-1702-2999 โทรเช็คข้อมูลได้ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น.  โดยบอกพิกัดสถานที่ตั้งบ้านพักอาศัยกับเจ้าหน้าที่ จะได้ข้อมูลว่าพื้นที่บริเวณบ้านของเรามีความเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมมากน้อยเพียงใด หรือได้ข้อมูลน้ำจะท่วมสูงเท่าใดเพื่อจะได้เตรียมยกของให้พ้นจากระดับน้ำท่วม 

แผนที่แสดงพื้นที่น้ำท่วม GISTDA  

  แผนที่น้ำท่วมโดย Esri Thailand 

- แผนที่แสดงพื้นที่น้ำท่วมประเทศไทย  

- ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเที่ยม RADARSAT-2 แสดงพื้นที่น้ำท่วม นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท เพชรบูรณ์ สุพรรณบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี กาญจนบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี นครนายก ปราจีนบุรี กรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ชลบุรี 

- แผนที่เลี่ยงเส้นทางน้ำท่วมทั่วประเทศไทย 

- สถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดจากสำนักข่าวไทย

- ศูนย์ข้อมูลเพื่อการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย thaiflood.com

- ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย กรุงเทพมหานคร

 ศูนย์ช่วยเหลือที่พักพิงกระทรวงศึกษาธิการ ติดต่อศูนย์ประสานงานที่ โทรสายด่วน 1579

 ลิงก์ รวมข้อมูล ศูนย์อพยพ และ ศูนย์พักพิง สำหรับผู้ประสบอุทกภัย

  กรุงเทพมหานคร เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวให้กับชาวบ้านผู้สบภัยน้ำท่วม

  แผนที่ศูนย์อพยพ และศูนย์พักพิง สำหรับผู้ประสบอุทกภัย ทั่วกรุงเทพมหานคร

- จุดจอดรถฟรี สำหรับผู้ประสบอุทกภัยในกรุงเทพมหานคร พร้อมคำแนะนำเอกสารที่ควรเตรียมไปด้วย

กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.)  ได้เผยแพร่ข้อมูลสถานที่ที่ให้บริการจอดรถยนต์  โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  เพื่อหนีจากสถานการณ์น้ำท่วม  ผ่านเว็บไซต์  http://www.trafficpolice.go.th/  ซึ่งเป็นข้อมูลที่อัพเดทแล้ว พร้อมเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ   ซึ่งก่อนที่ประชาชนจะเดินทางไป ควรโทรศัพท์สอบถามล่วงหน้าก่อนด้วย เนื่องจากบางสถานที่อาจเต็มแล้ว
หรือ คลิกดาวน์โหลดไฟล์  บก.02 แนะนำจุดจอดรถกรณีน้ำท่วม

 ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ศปภ. โทร. 1111 กด 5     help@floodthailand.net

Thaiflood  สายด่วน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน แห่งชาติ(สพฉ.) 1669  สายด่วน กรมชล. 1460 เช็คปริมาณน้ำขึ้น

สายด่วน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน แห่งชาติ(สพฉ.) 1669     

  The Bangkok Governor Facebook

   ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร @BKK_BEST Facebook

   ThaiFlood ศูนย์ข้อมูลช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม Facebook

   Nation Channel Facebook

  TEAM Group of Companies  Facebook

    รู้ทันน้ำ   Facebook

    รู้สู้ flood   Facebook

    TEAM Group of Companies Facebook

  ศปภ.ศูนย์ปฎิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย บน Facebook

ภาพแผนแนวป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร (ที่มา:สำนักการระบายน้ำ)


ภาพแผนแนวป้องกันน้ำท่วมริมคลองหกวา สายล่าง (ที่มา:สำนักการระบายน้ำ)

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร พอจะสรุปได้ดังต่อไปนี้

  • กรุงเทพมหานครตั้งอยู่ในเขตมรสุม นอกจากฝนที่ได้รับอิทธิพลมาจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งมีปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งปี ประมาณ 1,400 มม. แล้วยังมีฝนที่มาจากพายุโซนร้อน และดีเปรสชั่น ฝนที่ตกหนักในระยะเวลาอันสั้นส่งผลให้เกิด น้ำท่วมขังชั่วคราว
  • ปริมาณน้ำท่าจากทางเหนือที่ไหลผ่านกรุงเทพมหานคร ในปีที่น้ำน้อยจะ ประมาณ 1,000 – 2,000 ลบ.ม./วินาที ส่วนในปีที่น้ำมากจะประมาณ 4,000 – 5,000  ลบ.ม./วินาที ในขณะที่แม่น้ำเจ้าพระยามีความสามารถในการลำเลียงน้ำได้โดยไมล้นตลิ่งประมาณ 2,000 – 3,000 ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำที่มากกว่าความสามารถในการลำเลียงของแม่น้ำเป็นเหตุให้ เกิดน้ำท่วมบริเวณริมแม่น้ำ
  • ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้ำพระยาขึ้นอยู่กับอิทธิพลการขึ้นลงของระดับน้ำทะเล ซึ่งสามารถหนุนได้สูงถึง 2.1 ม.รทก. (ระดับน้ำทะเลปานกลาง) ถ้าน้ำทะเลหนุนในช่วงระยะเวลาเดียวกับน้ำเหนือไหลผ่าน จะทำให้น้ำล้นท่วมตลิ่งได้ในฤดูน้ำหลาก
  • ลักษณะทางกายภาพของเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ชุมชนเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีปัญหาการใช้ที่ดินไม่ถูกต้อง เช่น ถมที่เพื่อการก่อสร้าง การรุกล้ำคลองสาธารณะ ส่งผลให้เส้นทางลำเลียงน้ำลดลง ระบบระบายน้ำเดิมไม่สามารถรอง รับการขยายตัวของชุมชนได้ทัน
  • ปัญหาแผ่นดินทรุดเนื่องจากการสูบน้ำบาดาล ทำให้พื้นที่ในกรุงเทพฯ เดิมซึ่งเป็นพื้นที่ราบต่ำอยู่แล้วทรุดตัวลงมากกว่าเดิม เมื่อเกิดน้ำท่วมขัง จึงยากที่จะระบายออกจากพื้นที่ได้

  ข้อมูลจากสำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร

 อยากรู้พื้นที่ต่ำที่เป็นจุดอ่อนน้ำท่วมกรุงเทพ ร่วมช่วยกันตรวจตราการทำงานของเครื่องสูบน้ำของ กทม. ใกล้ชุมชนของเรา อ่าน แผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2554 ในส่วนสำนักการระบายน้ำ

ภาพจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่สุดจะป้องกัน กรุงเทพฝั่งตะวันออก 

ปราการด่านสุดท้ายกรุงเทพฝั่งตะวันตก  

ภาพจาก ไทยรัฐ (28 ตุลาคม 2554) แผนผังป้องกันน้ำท่วมและระบายสู่ทะเลของกทม.

นายบุญสนอง สุชาติพงษ์ โฆษกกรมชลประทาน กล่าวว่า การระบายน้ัำเหนือลงสู่ทะเล ของพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก ไล่ตั้งแต่สถานีสูบน้ำพระยาวิสูตร เรื่อยไปจนถึง สถานีสูบน้ำตำหรุ ที่อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ สามารถระบายน้ำลงทะเลได้ประมาณวันละ 37.78 ล้าน ลบ.ม./วัน ขณะที่พื้นที่ฝั่งตะวันตกของ กทม. ไล่ตั้งแต่สถานีสูบน้ำคลองมหาชัยเรื่อยไปจนถึงคลองมหาชัย สามารถระบายน้ำได้วันละ 26.18 ล้านลบ.ม./วัน รวมกับการระบายออกทางแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งที่ดันน้ำออกและไหลไปตามธรรมชาติประมาณ 300 ล้าน ลบ.ม. /วัน รวมทั้งสิ้นสามารถระบายน้ำออกได้วันละ 400-420 ล้าน ลบ.ม./วัน ซึ่งทำให้ภาพรวม กทม. สามารถระบายน้ำออกสู่ทะเลในภาพรวมมากกว่าน้ำที่รับเข้ามาวันละประมาณ 3,500 ลบ.ม./วัน หากไม่มีสถานการณ์อื่นมากระทบอาทิ น้ำในเขื่อนที่อยู่เหนือขึ้นไปปล่อยน้ำลงมา ฝนตกเพิ่มจากมีพายุลูกใหม่เข้า เชื่อว่าหากกรมชลประทานสามารถระบายน้ำออกไปในอัตรานี้ สถานการณ์น้ำท่วมในที่ราบลุ่มภาคกลาง รวมไปถึง กทม. จะคลี่คลายลงไปได้จนสู่ภาวะปกติได้ ภายใน30-45 วัน ซึ่งก็คือประมาณกลางเดือนธ.ค. ที่จะถึงนี้


ระดับพื้นที่สูง-ต่ำ และพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมในกรุงเทพฯ


   

 

     หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินน้ำท่วม

 ลิงค์ รวมหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน สายด่วน

  • รวมข้อมูล เบอร์โทรติดต่อ รถทหารช่วยผู้ถูกน้ำท่วม 
    ข้อมูลจากทวิตเตอร์ สถานีข่าวระวังภัย ได้ให้ข้อมูลสำหรับผู้ที่ต้องการขอความช่วยเหลือจากทหาร รถทหารบริการน้ำท่วม สามารถติดต่อได้ ดังนี้
    เขตลาดพร้าว บึงกุ่ม คันนายาว ต้องการขอความช่วยเหลือจากทหาร โทรหา พ.ท.ศักดิ์ชัย พงศ์พนาไกร 0-2573-2233
    เขตบางซื่อ ร.1รอ. /ร.ท.สันติ 08 9424 4387
    เขตห้วยขวาง ร.1/4รอ./ ร.ท.วสันต์ 08 9511 4630
  • เขตบางกะปิ ปตอ./1 พ.ท.วีรยุทธ วุฒิศิริ 0 2241 2560
    เขตวังทองหลาง ช./1รอ. ร.ต.ฉัตรชัย 08 6089 2112
    เขตบึงกุ่ม ปตอ./6 พ.ท.ศักดิ์ชัย วงศ์พนาไกร 0 2573 2233
    เขตคันนายาว ปตอ./6 พ..ศักดิ์ชัย วงศ์พนาไกร 02-5732233
    เขตคลองสามวา พันสห.11. พ.ท.โอม ปัจจักขะภัติ 0 2565 8257
    เขตสายไหม ร.1/1รอ. พ.ท.ณัฐพงษ์ อัศวินวงษ์ 08 6038 2113 และ 08 0087 8764
    เขตดอนเมือง พันร.มทบ.11 พ.อ.ชนมภรณ์ ภิบาลชนม์ 08-1925-2758
    เขตตลิ่งชัน แจ้งขอความช่วยเหลือ ทบ.ได้ที่ พ.ท.อรรถชัย 08 1661 3316 พ.อ.ณัฐพงษ์ 081-876-7682 จ.ส.อ.กมล 085-657-0590
    เขตแจ้งวัฒนะ โทร 0 2243 020 ต่อ 92510 ร.อ.วัชิระพล แสงอุทัย
    เขตทวีวัฒนา แจ้งขอความช่วยเหลือ ทบ. ได้ที่ พ.ท.อัษฎาวุธ 081-933-7674 /ร.อ.ธนวัฒน์ 081-277-0405 /จ.ส.ท.การัน 086-011-5265 โทร. 08 4553 9500
    เขตตลิ่งชัน แจ้งขอความช่วยเหลือ ทบ.ได้ที่ พ.ท.อรรถชัย 081-661-3316 พ.อ.ณัฐพงษ์ 081-876-7682 จ.ส.อ.กมล 085-657-0590
    เขตทุ่งครุ / เขตบางขุนเทียน แจ้งขอความช่วยเหลือ ทบ. ได้ที่ พ.ท.คึกฤทธิ์ 085-147-7775 /ร.อ.ธนพงษ์ 087-161-8833 /ร.ท.นิรุต 086-415-9030
    เขตภาษีเจริญ / เขตบางแค แจ้งขอความช่วยเหลือ ทบ.ได้ที่ พ.ท.พิทยากูล 086-777-1180 /ร.อ.วีระศักดิ์ 081-892-4520 /จ.ส.ท.เดชา 080-297-2184
    เขตบางบอน / เขตหนองแขม แจ้งขอความช่วยเหลือ ทบ.ได้ที่ พ.ท.วิวัฒน์ 08 6317 9125 /ร.ท.ชัยชาญ 089-546-8264 /ส.อ.ทนงศักดิ์ 084-317-0991
    เขตจตุจักร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดหน่วยยกรถฉุกเฉินบริการยกรถหนีน้ำ และขนของหนีน้ำมีทั้งรถ-เรือให้บริการ (ในเขตก่อน) สามารถใช้บริการรถยก ส.ส.อรรถวิชช์ @Atavit 24 ช.ม.ไม่เสียค่าใช้จ่าย โทร 08 6322 4688จ.ปทุมธานี – พัน.ร.มทบ11 พ.อ.ชนมาภรณ์ ภิบาลชนม์ 08-1925-2758
    จ.ปทุมธานี อ.ลำลูกกา – พธ.ทบ. พ.ท.ดิตถ์ ชวะนันท์ 08-1941-0246
    จ.นนทบุรี ปากเกร็ด – กอง สพบ.พล.ปตอ. พ.ต.ชัยยันต์ หยกสุริยันต์ 0 2573 4492
    จ.นนทบุรี อ.เมือง – พล.ปตอ. ร.อ.วชิรพล เเสงอทัย 0 2243 0200 ต่อ 92510
  • คุณหมอสายด่วน    บริการให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพในช่วงน้ำท่วมและประสานความช่วยเหลือกรณีเร่งด่วน รวม 50 คู่สาย ตั้งแต่เวลา 08.00 – 20.00 น.
    โทร 088 686 5116 ถึง 45  และ โทร 090 410 7600 ถึง 19
  • แจ้งเหตุน้ำท่วม 24 ชั่วโมง โทร 1784
  • สายด่วน กรมชลประทาน 1460 เช็คปริมาณน้ำขึ้น
  • ให้บริการแพทย์ฉุกเฉิน และนำส่งโรงพยาบาล ฟรี โทร 1669
  • ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) โทร 1111 กด 5  หรือ sms มาที่ 4268822 
  • ขอความช่วยเหลือ-พื้นที่น้ำท่วมกับไทยพีบีเอส โทร 02 790 2111 หรือ sms มาที่ 4567892
  • เกาะติดวิกฤติการณ์น้ำท่วม LIVE ครอบครัวข่าว 3 ส่งเรื่องราวร้องทุกข์ ตู้ ปณ. ข่าว 3 โทร 02 262 3331  เรื่องเล่าเช้านี้ โทร 02 262 2253  เรื่องเด่นเย็นนี้ โทร 02 262 3326  ข่าว 3 มิติ  โทร 02-262-2251 ถึง 53
  • ศูนย์ประสานและติดตามสถานการณ์น้ำ โทร 02 243 6956
  • สายด่วน กรมชลประทาน โทร 1460 หรือ 02 669 2560 (24 ชั่วโมงช่วงวิกฤติ)
  • รับแจ้งแก้ปัญหาน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร โทร 02 248 5115
  • ศูนย์ข้อมูลกรุงเทพมหานคร โทร 02 224 2961
  • กทม.ต้องการอพยพ ศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัยกทม. โทรสายด่วน กทม. 1555
  • ศูนย์ช่วยเหลือที่พักพิงกระทรวงศึกษาธิการ ติดต่อศูนย์ประสานงานที่ โทรสายด่วน 1579
  • ผู้เดือดร้อนจากน้ำท่วม กทม ปริมณฑลและภาคกลาง ติดต่อ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่  1    โทร 02 281 5443 
  • ครอบครัวข่าว 3 ร่วมกับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย  สายด่วน 0 2262 3331 (เบอร์กลาง)
  1. ศูนย์โยธิน ประสานงานเขต รังสิต/คลองหลวง/ธัญญะ โทร 081 732 0052
  2. ศูนย์วานนท์ ประสานงานเขต ดอนเมือง/ปากเกร็ด โทร 089 795 6765
  3. ศูนย์วัฒนะปทุม ประสานงานเขต เมืองปทุมธานี โทร 089 445 0189
  4. ศูนย์บูรพา ประสานงานเขต คูคต/ลำหิน/ลำผักชี/สุวินทวงศ์ โทร 081 445 5431
  5. ศูนย์สุวรรณภูมิ ประสานงานเขต ลาดกระบัง /จะเข้น้อย/บางพลี/บางบ่อ โทร 081 901 6277 (หากติดต่อยากต้องขออภัยไว้ณ.ที่นี้ด้วยเนื่องจากมีการติดต่อขอความช่วยเหลือมาเป็นจำนวนมาก)
  • สอบถามข้อมูลสถานที่ให้บริการจอดรถฟรีสำหรับผู้ประสบอุทกภัยได้ที่ ศูนย์ประสานงานการปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของ กทพ. โทร. 1543 (EXAT Call Center) ตลอด 24 ชั่วโมง
  • สายด่วน มีปัญหาสัตว์ป่า สัตว์มีพิษ สัตว์อันตราย 1362 หรือ โทร 09 0101 0030 
  • ไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โทร 1129
  • การไฟฟ้านครหลวง โทร 1130
  • ประปานครหลวง โทร 1125
  • สายด่วน กรมทางหลวง โทร. 1586 ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม โทร. 1356
  • กรมทางหลวงชนบท โทร. 1146
  • ข้อมูลทางด่วน การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โทร. 1543
  • องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) โทร. 184
  • รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) โทร. 0-2617-6000
  • การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รถใต้ดิน รฟม.) โทร. 0-2246-5733, 0-2246-5744
  • บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) 1490
  • ตำรวจทางหลวง โทร. 1193 สอบถาม เส้นทางน้ำท่วม ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร ข้อมูลปิดการจราจรน้ำท่วมขัง โทร. 1197
  • การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 1690 
  • ท่าอากาศยานไทย โทรศัพท์ : 02 535 1111
    • ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โทรศัพท์ : 02 132 1888, 02 132 1111-2
    • ท่าอากาศยานดอนเมือง โทรศัพท์ : 02 535 1111 Information : 02 535 1254
    • ท่าอากาศยานเชียงใหม่ โทรศัพท์ : 05 327 0222-33 Information : 05 392 2100
    • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย โทรศัพท์ : 05 379 8000 Information : 05 379 8171
    • ท่าอากาศยานหาดใหญ่ โทรศัพท์ : 07 425 1007-12  Information : 07 422 7050
    • ท่าอากาศยานภูเก็ต โทรศัพท์ : 07 632 7230-7  Information : 07 635 1166
  • กรมสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง
  • สถานีวิทยุ ร่วมด้วยช่วยกัน โทร 1677, 02 644 6969
  • สถานีวิทยุ จส.100 โทร 1137, 02 383 9191-9
  • สถานีวิทยุ สวพ.91 โทร 1644, 02 562 0033-5
  • สถานีวิทยุ สน.จราจรเพื่อสังคม  99.5 สายด่วน 1255 หรือ 0 2288 5050
  • มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง โทร 02 226 4444 – 8
  • มูลนิธิร่วมกตัญญู โทร 02  751 0951 – 3
    • สำนักงานบางพลี โทร. 02-751-0944-48, 02 – 751-0951
    • สำนักงานกล้วยน้ำไท โทร. 02-249-4821, 02-249-6620, 02-249-4677, 02-249-3770
    • สำนักงานวัดหัวลำโพง โทร. 02-235-4347-9
  • แจ้งเหตุเพลิงไหม้ ศูนย์ดับเพลิงศรีอยุธยา 199
  • แจ้งเหตุฉุกเฉิน อุบัติภัยสารเคมี กรมควบคุมมลพิษ 1650
  • แจ้งเจ็บป่วยฉุกเฉิน ศูนย์นเรนทร กระทรวงสาธารณสุข 1669
  • ศูนย์กู้ชีพ “นเรนทร” 0-2354-8222
  • ศูนย์ประสานงานฉุกเฉิน 24 ชม. 0-2226-4444
  • สายด่วนแจ้งเหตุสาธารณภัย (ปภ.) ตลอด 24 ชั่วโมง 1784
  • แจ้งเหตุทางน้ำ กองบัญชาการตำรวจ 1196
  • แจ้งเหตุด่วนทางน้ำ ศูนย์ปลอดภัยทางน้ำ 1199
  • ศูนย์วิทยุกรุงธน 0-2455-0088
  • ศูนย์วิทยุรามา 0-2246-0999
  • อุบัติเหตุบนทางด่วน 1543
  • ศูนย์ค้นหาและช่วยชีวิต กองทัพอากาศ 02-534-4267,02-534-1911
  • ตำรวจนครบาล 191, 02-246-1338
  • ตำรวจกองปราบปราม 195, 02-513-3844
  • ตำรวจทางหลวง 1193
  • ตำรวจท่องเที่ยว 1155
  • ตำรวจดับเพลิง 199
  • ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร 1197
  • แจ้งรถหาย 1192
  • สอบถามหมายเลขฉุกเฉิน โทร 1188
  • ศูนย์รับแจ้งเด็กหาย 0-22821815
  • แจ้งอายัดบัตรหาย : บริการแจ้งอายัดบัตรเอทีเอ็ม-บัตรเครดิต (ATM / Credit Card)
    • ธนาคารกรุงเทพ 1333 , 0-2645-5555, 0-2638-4455
    • ธนาคารกรุงไทย 1551, 0-2665-5443, 0-2665-5000
    • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 1572 , 0-2296-2001-5, 0-2646-3000
    • ธนาคารกสิกรไทย 0-2888-8888 
    • ธนาคารทหารไทย 1558
    • ธนาคารธนชาต 1589
    • ธนาคารไทยพาณิชย์ 0-2777-7777
    • ธนาคารยูโอบี รัตนสิน 1580 , 0-2661-2600
    • ธนคารอาคารสงเคราะห์ 0-2202-2000
    • ธนาคารเอเชีย 1585 , 0-2285-1555 
    • ธนาคาร ไทยธนาคาร 0-2626-7777
    • ธนาคารนครหลวงไทย 0-2208-5000 0-2221-3565, 0-2225-4925
    • ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 0-2729-8807-11
    • ธนาคารแสตนดาร์ด ชาเตอร์ นครธน 1595
    • ธนาคารทิสโก้ 0-2633-6000
    • ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย 0-2359-0000
    • ซิตี้แบงก์ ประเทศไทย (City Bank) 1588 , 0-2232-2484
    • ฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ (HSBC) 1590
    • อเมริกัน เอ็กซ์เพรส (American Express) 0-2273-5544
    • ไดเนอร์สคลับ (Diners Club) 0-2238-3660
    • อิออน 0-2665 0111
    • เซทเทเลม 0-2667-3655
    • เพาเวอร์บาย 0-2627-8208
    • บัตรเครดิตไทยแอร์เอเชีย 0-2797-3399
    • แคปิตอล โอเค 0-2793-3333
    • เซ็นทรัลการ์ด 0-2627-8111
    • อีซี่ บาย 0-2695-0000
    • บิ๊กซี การ์ด 0-2667-3684
  • สมาชิกในครอบครัว โทร  1………………………. 2……………………….. 3…………………………..
  • โรงเรียน/มหาวิทยาลัย โทร 1………………………. 2……………………….. 3…………………………..
  • ที่ทำงาน โทร 1………………………. 2……………………….. 3…………………………..
  • ธนาคาร โทร 1………………………. 2……………………….. 3…………………………..
  • เพื่อนบ้าน โทร  1………………………. 2……………………….. 3…………………………..
  • หัวหน้าชุมชน โทร  1………………………. 2……………………….. 3…………………………..
  • ข่างไฟฟ้า โทร  1………………………. 2……………………….. 3…………………………..
  • ช่างประปา  โทร  1………………………. 2……………………….. 3…………………………..
  • แพทย์ประจำตัว โทร ………………….
  • โรงพยาบาลที่รักษาประจำ โทร ……………………
  • สำนักงานบรรเทาสาธารณภัยประจำจังหวัด โทร 1………………………. 2……………………….. 3…………………………..
  • ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยใกล้บ้าน โทร 1………………………. 2……………………….. 3…………………………..

ควรศึกษาคู่มือ/วิธีการรับมือกับน้ำท่วมให้เข้าใจ

 ดาวน์โหลด การเตรียมการก่อนน้ำท่วม การรับมือระหว่างน้ำท่วม การปฏิบัติภายหลังน้ำท่วม และสารอื่น ๆ คู่มือรับสถานการณ์น้ำท่วม โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

5. เตรียมบ้าน/สำนักงาน ให้พร้อม

5.1 เตรียมป้องกันไม่ให้น้ำเข้าบ้าน โดยการทำเขื่อนรอบบ้าน ทำคันดินยกสูง เตรียมกระสอบทรายไว้เสริมคันดินเผื่อไว้หากต้องเจอระดับน้ำขึ้นสูงกว่าเดิม เตรียมแผ่นพลาสติกไว้กั้นน้ำเข้ามาในพื้นที่ ต้องอุดช่องทุกช่องที่น้ำจะเล็ดรอดผ่านเข้ามาได้ เช่น รั้วรอบบ้าน ประตูรั้วบ้าน ประตูหน้าบ้านและหลังบ้าน รอยแยก รอยแตกของผนังและกำแพง ท่อระบายน้ำ ท่อซักล้าง ท่อน้ำทิ้ง ท่อชักโครก/ท่อส้วม การอุดท่อเล็ก ๆ ใช้จุกอุดซิ๊งก์ล้างจานหรือจุกอุดอ่างอาบบ้ำอุดก่อนแล้วใช้ของหนักเช่นถุงใส่ทรายวางทับอีกชั้น ถ้าท่อมีขนาดใหญ่ให้ดัดแปลงหาแผ่นพลาสติกวางทาบปากท่อก่อนทับด้วยของหนักเช่นถุงทรายอีกที ท่อชักโครกใช้ที่ปั๊มสูญญากาศ (เวลาส้วมตันเราใช้ที่ปั๊มนี้ปั๊มท่อ)ครอบรูท่อแล้วเอาถุงทรายทับไว้  ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะน้ำที่ล้อมรอบบริเวณจะมีแรงดันและมักจะไหลย้อนมาตามท่อระบายน้ำตามบ้าน แรงดันน้ำนอกบ้านนี่แหละที่จะดันสิ่งปฏิกูลจากท่อออกมาเลอะเทอะบ้าน จึงต้องอุดกันไว้ก่อน     สำหรับปั้มน้ำที่เตรียมไว้สำหรับสูบน้ำออกควรใช้พลังงานน้ำมันจะดีกว่าใช้ไฟฟ้า เพราะถ้าถูกตัดไฟเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดไม่สามารถใช้การได้   ดูคลิปวิดิโอสาธิตการวางกระสอบทรายรับน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพที่คอมเม้นต์ด้านล่าง

5.2 เตรียมย้ายเฟอร์นิเจอร์และสิ่งของที่จะเสียหายจากน้ำหรือลอยไปกับน้ำ ให้เก็บขึ้นที่สูงให้พ้นน้ำ โดยเฉพาะปลั๊กไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้า การย้ายปลั๊กไฟให้ช่างไฟมาย้าย อย่าทำเอง

5.3 ต้องเตรียมตัดกระแสไฟ กรณีต้องการแยกสวิชต์ชั้นล่างชั้นบนควรปรึกษาช่างไฟฟ้า กรณีหม้อแปลงไฟฟ้าอยู่ในบริเวณที่น้ำท่วมถึงต้องรีบแจ้งการไฟฟ้ามาย้ายหม้อแปลงขึ้นที่สูง
ติดต่อไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โทร 1129   การไฟฟ้านครหลวง โทร 1130

5.4 กรณีบ้าน/สำนักงานมีสารเคมีหรือสารพิษ ควรเตรียมย้ายสารเคมีหรือวัตถุอันตรายที่จะปนเปื้อนไปกับน้ำ เก็บขึ้นที่สูงเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัย

5.5 กรณีมีสัตว์เลี้ยงหรือฟาร์มปศุสัตว์ควรเตรียมย้ายสัตว์เลี้ยงขึ้นที่สูงที่พ้นจากน้ำท่วม อย่าลืมเตรียมอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงให้เพียงพอด้วย

 ดาวน์โหลด วิธีกันน้ำท่วมเข้าบ้าน การอุดน้ำรั่ว การกั้นน้ำไม่ให้กำแพงพัง ดูแลระบบไฟฟ้า ดูแลถังใต้ดิน ดูแลหลังคา และวิธีหาทางหนีทีไล่ บัญญัติ 20 ประการ เตรียมบ้านก่อนน้ำท่วมโดย อาจารย์ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์

 คู่มือแนะนำการทำคันป้องกันน้ำท่วมชุมชน กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย

 แนวทางการแก้ไขปัญหา อุปสรรค การออกแบบและก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วม กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย

แบบเขื่อนกันน้ำของ วสท. ประหยัดกว่ากระสอบทราย

 อ่านวิธีการป้องกันน้ำท่วมบ้านเรือน บ้านคอนกรีต/บ้านไม้ วิธีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันน้ำเข้าทางประตู พร้อมภาพประกอบ ลิงก์ วิธีป้องกันความเสียหายจากน้ำไหลเข้าบ้าน

 Building A Dike :Sandbagging Safety Tips for Leaders and Volunteer Workers

  [19 ตุลาคม 2554]  จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จุดเฝ้าระวัง! ป้องกันน้ำเข้าบ้านคุณ วิธีการรับมือเมื่อน้ำเล็ดลอดผ่านบ้านของเราได้ทุกเมื่อ

 จากมติชน  24 ตุลาคม  2554 ข้อแนะนำในการป้องกันนิคมฯและบ้านจัดสรร โดย ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 แนวทางการป้องกันน้ำไหลเข้าท่วมอาคาร + เทคนิคการอยู่กับน้ำ โดย สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) 

- ข้อแนะนำในการป้องกันนิคมฯและบ้านจัดสรร

- แบบการซ่อมพนังกั้นน้ำให้ดูเป็นแนวทาง ขนาดและความสูงของ Concrete Armor Unit

- วิธีการอยู่กับน้าท่วมของชาวบ้าน (ในเขตเมือง) ภาค 1 และ 2

- การใช้ถุงทรายเพื่อป้องกันนํ้าท่วม

- 6 แนวทางกันนํ้าท่วมเข้าบ้าน

- 10 ข้อแนะนำการก่อสร้างคันดินกันนํ้าให้ถูกต้องตามมาตรฐาน

- ข้อพึงระวัง การรีบเร่งสูบนํ้าออกนอกพื้นที่อาจทำความเสียหายแก่โครงสร้างได้

- ก่อสร้างพนังกันน้ำอย่างไรให้แข็งแรงรับมือน้ำท่วมในอนาคต

- 16 ข้อปฏิบัติความปลอดภัยในการสำรวจบ้านเรือนหลังน้ำท่วม

- 7 ประเด็น ความปลอดภัย “โครงสร้างอาคาร” หลังน้ำท่วม

- เทคนิคการป้องกันน้ำผุดภายในอาคาร

 จากเว็บพันทิป ไอเดีย คุณซูชิ  วิธีกันน้ำท่วมเข้าบ้านโดยไม่วางถุงทรายหรือก่ออิฐ
ซื้อของตามนี้เลย

แผ่นสมาร์ทบอร์ดหรือแผ่นเซโรกรีต ความหนาประมาณ 10-15 มิน(1.20×2.40ม.)
เรามาตัดแบ่งได้ 5 แผ่น ขนาด 1.20ม.x .48ม. แล้วเจาะรูเพื่อยึด

แล้วเจาะที่ผนังประตู ตามนี้ค่ะ

  

เจาะเสร็จแล้วใส่พุกตัวหนอน

ยิงซีรีโคนกันน้ำ ไว้ที่แผ่น 3 ด้าน ค่ะ

  

แปะติดแล้วใช้ไขควงไขตะปูเกลียวให้แน่น แล้วยิงซีรีโคนโดยรอบอีกครั้ง

ถ้าน้ำมาเยอะ เราก็เสริมขึ้นอีก 1 แผ่นเป็น 2แผ่น ค่ะ

หากสูงเกินกว่า 2 แผ่น น้ำจะเข้าทางหน้าต่าง เราก็จะปล่อยค่ะ เพราะเตรียมไว้แค่ 5 แผ่นเท่านั้น
เสริมแผ่นที่ 2 รอยต่อก็ต้องยิงซีรีโคนด้วย (นี่เป็นตัวอย่างยังไม่ได้ยิงซีรีโคนเลยเห็นรอยห่างที่ไม่สนิท)

 จากเว็บพันทิป ไอเดีย คุณAlumina_tee  D.I.Y กันน้ำท่วมแบบบ้าน ง่ายๆครึ่งวันก็เรียบร้อย
อุปกรณ์นะครับ

1. สว่าน
2. เลื่อย
3. ไขควง
4. ตลับเมตรหรือไม้บรรทัด
5. น๊อตเกลียวปล่อย (อันนี้ขึ้นอยู่กับจุดที่ไปติด ใช้ตั้งแต่ 1/2 นิ้ว ถึง 1นิ้วครึ่ง )
6. ซีลิโคนพร้อมปืนยิงซิลิโคน
7. อุปกรณ์เสริม ได้แก่ ไขควงไฟฟ้า เลื่อยจิ๊กซอ
พระเอกสำคัญในงานนี้คือ วีว่าบอร์ด หรือ ซีเมนผสมขี้ไม้อัดแผ่น 16 มม

*วีว่าบอร์ด คือซีเมนผสมขี้เลื่อยไม้อัดให้เป็นแผ่น โดยปกติ มักเอามาใช้ทำ ผนังด้าน พื้น เพราะมีความแข็งแรงสุด สามารถรับน้ำหนักได้เยอะ กันน้ำได้ (เซลที่มาขายที่ออฟฟิต เอาตัวที่แฉ่น้ำมาโชว์ ปรากฏว่าไม่บวม เลยทดลองเอา วีีว่า บอร์ดตัดแผ่นเล็ก มาแช่น้ำ แช่ได้ 2-3 อาทิตย์ยังไม่บวม )

จุดที่ลูกศรชี้คือจุดที่เรา จะทำการติดตั้งครับ ได้แก่ ช่องว่างระหว่างวงกบ ประตูหน้าบ้านกับ
ประตูเหล็กดัดในบ้านครับ ซึงจำเป็นจะต้องติดตั้งในจุดนี้เพื่อให้เราสามารถเปิด-ปิดประตูได้
ตามปกติครับ

วัดขนาดด้านในวงกบประตูให้ได้เกือบพอดีเผื่อไว้ซัก 2 มม. กว้างxความสูง(แล้วแต่ว่าเราอยากได้สูงเท่าไร พยายามตัดแผ่นวีว่าบอร์ด ในด้านขวางเพราะ ด้านในวงกบสำหรับประตูบานเดียวมักไม่เกิน 100 ม. ยกเว้นไซร์ประตูพิเศษ) พอตัดได้ขนาดแล้ว วางให้พอดี

ตัวอย่างฉากยึดที่ใช้

ใช้อุปกรณ์ฉากยึดจากด้านหลังถ้าใช้ ฉากยึดจากด้านหลังให้ใช้ น๊อกขนาด 1/2 นิ้วพอ ตามลูก
ศรใช้ทั้งหมด 4 ตัว หรือ 6 ตัวก็พอ

พอยึดได้ที่แล้วก็ เตรียม ซิลิโคน ผมเลือกใช้ ซิลิโคนขาวขุ่นกันน้ำ ตัดปลายหลอดซิลิโคน ใน
รูป เฉียง หลังจากนั้น เริ่มยิงซิลิโคน โดยเอียงกระบอกให้ ปลายหลอด เสมอเอียงตามปลาย
หลอด เพื่อที่จะให้ซิลิโคน ออก เยอะที่สุดและเรียบที่สุด

แนวตัดปลายหลอด ซิลิโคน

วิธียิงสมมุติวาง สีแดงคือแนวที่ต้องยิง ซิลิโคน
ยิงซิลฺโคนเรียบร้อย ใช้นิ้วรูดซิลฺโคน กดลงไปแรงๆ เพื่อให้ซิลิโคนอัดเข้าไประหว่างช่อง
ยิงซิลิโคนซ่ำ 2 -3 ครั้งเพื่อให้แน่ใจวางเอาอยู่

อันนี้เป็นอีกวิธีนึง ตัดแผ่นวีว่าบอร์ดปิดให้เสมอ หลังวงกบประตู ใช้สว่านเจาะเข้าที่แผ่นวีว่าบอร์ด
ให้เสมอ กับไม้พอดี ยึดด้วยน๊อต 1นิ้วครึ่ง ให้พอดีกับไม้ หลังจากนั้น ยิงซิลิโคนเหมือนเดิม เป็นอันจบงาน ต้องกันน้ำท่วม โดยไม่ต้องพึ่ง อิฐ ปูน ถุงทราย  โดยสามารถกันน้ำได้นานเป็นเดือน โดยที่น้ำไม่สามารถซึมผ่านได้เลย

 ภาพตัวอย่างเขื่อนกันน้ำทำเองเป็นพนังกันน้ำช่วยป้องกันบ้านไม่ให้เสียหายจากน้ำที่ล้นทะลักจากแม่น้ำยาซู รัฐมิซซิสซิปปี สหรัฐ พฤษภาคม 2554

เขื่อนดิน (พนังกั้นน้ำ) ที่มีประสิทธิภาพ ฐานของเขื่อนกว้างเป็นสามเท่าของความสูงของเขื่อน รถยนต์ขึ้นไปวิ่งบนสันเขื่อนได้เลย

การคลุมพลาสติกเขื่อนดินมีความบกพร่อง ไม่แนบสนิท พลาสติกลอยตัว น้ำจึงซึมเข้าด้านใต้เขื่อน

คาดการณ์ความสูงของเขื่อนผิดพลาด ระดับน้ำสูงเกินความคาดหมาย

  

เขื่อนทำเอง

การใช้กระสอบหนักทับแผ่นพลาสติกที่คลุมรอบเขื่อนช่วยกันน้ำและรักษาพื้นที่ภายใน

  

การที่เขื่อนดินป้องกันน้ำเข้าพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น เพราะมีการออกแบบและวางแผนโดยวิศวกรและมีขั้นตอนพอสมควร เช่น มีการศึกษาทิศทางไหลของกระแสน้ำ คำนวนความสูงของน้ำที่อาจท่วมถึง จากนั้นคำนวนความกว้างของฐานเขื่อนให้สัมพันธ์กับความสูงของเขื่อน คำนวนความกว้างฐานของเขื่อน = ความสูงของเขื่อน X 3 (สันเขื่อนยิ่งสูงเท่าไร ฐานยิ่งต้องกว้างมากขึ้นเท่านั้น) มีการขุดร่องก่อนวางกระสอบทรายเพื่อเพิ่มแรงเสียดทานระหว่างพื้นกับกระสอบไม่ให้แรงน้ำดันกระสอบล้มได้ง่าย มีการคลุมแผ่นพลาสติกกันน้ำที่ด้านนอกของเขื่อนแล้วปิดทับด้านบนของพลาสติกด้วยกระสอบทรายอีกชั้น กันน้ำซึมและกันกระแสน้ำพัดพลาสติกไป เมื่อมวลน้ำเพิ่มมากขึ้นก็จะเกิดแรงกดทับให้แผ่นพลาสติกทาบสนิทกับแนวเขื่อน ป้องกันเขื่อนแตกเพราะกระแสน้ำได้เป็นอย่างดี เขื่อนด้านที่ปะทะกับกระแสน้ำก็ต้องมีการคำนวนแรงปะทะ มีการเสริมส่วนฐานและความสูงเพิ่มจำนวนกระสอบทรายเข้าไปอีก มีแผ่นพลาสติกคลุม อีกทั้งมีแผนสำรอง คือเตรียมเครื่องสูบน้ำไว้พร้อม แต่การทำเขื่อนล้อมพื้นที่ในลักษณะนี้จะมีจุดอ่อนทันทีที่มีปริมาณฝนตกหนักเป็นเวลานาน พื้นที่ด้านในเขื่อนจะกลายเป็นอ่างเก็บกักน้ำฝน ในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่มีฝนชุก ฝนตกหนักติดต่อกันเป็นวันเป็นคืน หากจะกั้นเขื่อนแบบนี้ควรมีแผนสำรอง 1 2 3 เช่น เตรียมระบบระบายน้ำฝน เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำออกที่กำลังแรง ๆ มีการคลุมผนังเขื่อนด้านในด้วยแผ่นพลาสติกกันน้ำอีกชั้น ฯลฯ

 ศึกษารายละเอียดการสร้างเขื่อนป้องกันพื้นที่จากน้ำท่วม ตามเวบ How to Build a Homemade Levee

ภาพจาก daylife.com     msnbc.msn.com  dailymail.co.uk

6. เตรียมพาหนะให้อยู่ในสภาพใช้งาน ถ้าเป็นรถยนต์ควรเติมเชื้อเพลิงให้เต็มถัง ถ้าเป็นเรือยนต์ควรสำรองน้ำมันไว้ด้วย ฟังประกาศจากทางการ ถ้าสถานการณ์เสี่ยงต่อน้ำท่วมให้นำรถไปจอดบนที่สูงพ้นน้ำทันที    การป้องกันรถจากน้ำท่วมวิธีที่ดีที่สุดและง่ายที่สุดคือขับไปจอดไว้บนที่สูงที่น้ำท่วมไม่ถึง คงไม่มีใครเสียเวลาเอาพลาสติกมาหุ้มรถ ใส่ชูชีพให้รถ แล้วจอดรอให้น้ำท่วม ห่วงรถก็ต้องให้รถอยู่บนบก ไม่ใช่เอารถมาแช่น้ำกับเราด้วย ถ้ารถจมน้ำแล้วเวลาจ่ายค่าซ่อมจะกลุ้มไม่คุ้มเสี่ยง อีกทั้งต้องรอคิวซ่อมหลายเดือน (รถเคลื่อนที่ได้ ส่วนบ้านเคลื่อนที่ไม่ได้จึงต้องมีการตั้งรับ)  ถ้ากลัวว่าจอดที่อื่นจะไม่ปลอดภัยพูดง่าย ๆ คือ กลัวรถหาย แนะนำว่าหาที่เหมาะจอดรถได้แล้วก็ปล่อยลมยางออกทั้ง 4 ล้อเลย โจรคงเลือกเอารถคันอื่นไม่เสียเวลามาเติมลมยางรถของเรา  ถ้ากลัวล้อหายก็ถอดล้อออกมาเก็บไว้กับตัวด้วยแล้วเอาอิฐรองรถแทน หลักสำคัญเราต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน อย่านำรถไปจอดบนสะพาน อย่าไปจอดทิ้งบนทางด่วน/ทางต่างระดับ อย่าจอดในที่ห้ามจอด เพราะเป็นการปิดกั้นทางสัญจร เพิ่มภาระและปัญหากับสังคมส่วนรวม ทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทำได้ลำบาก

 อ่านลิงก์ บก.จราจร จัดจุดจอดรถหนีน้ำท่วมทั่วกทม. 109 จุด

 [13 ตุลาคม 2554] รวมสถานที่จอดรถหนีน้ำท่วม บช.น. 109 จุดทั่ว กทม. – กทพ.จัดที่จอดรถใต้ทางพิเศษ 9 แห่ง

 ดาวน์โหลด จุดจอดรถ ฉุกเฉิน กรณีน้ำท่วมพื้นที่กรุงเทพมหานคร

สอบถามข้อมูลสถานที่ให้บริการจอดรถฟรีสำหรับผู้ประสบอุทกภัยได้ที่ ศูนย์ประสานงานการปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของ กทพ. โทร. 1543 (EXAT Call Center)  ข้อมูลจราจร โทร 1197   สถานีวิทยุ จส.100 โทร 1137  สถานีวิทยุ สวพ.91 โทร 1644  สถานีวิทยุ สน.จราจรเพื่อสังคม  99.5 โทร 1255 หรือ 0 2288 5050 

จุดจอดรถฟรี สำหรับผู้ประสบอุทกภัยในกรุงเทพมหานคร พร้อมคำแนะนำเอกสารที่ควรเตรียมไปด้วย

กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.)  ได้เผยแพร่ข้อมูลสถานที่ที่ให้บริการจอดรถยนต์  โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  เพื่อหนีจากสถานการณ์น้ำท่วม  ผ่านเว็บไซต์  http://www.trafficpolice.go.th/  ซึ่งเป็นข้อมูลที่อัพเดทแล้ว พร้อมเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ   ซึ่งก่อนที่ประชาชนจะเดินทางไป ควรโทรศัพท์สอบถามล่วงหน้าก่อนด้วย เนื่องจากบางสถานที่อาจเต็มแล้ว
หรือ คลิกดาวน์โหลดไฟล์  บก.02 แนะนำจุดจอดรถกรณีน้ำท่วม

ช่วยหาทางออกให้แล้วอย่าเครียด  ปล่อยวางกันบ้างเถอะ

7. เตรียมของใช้ที่จำเป็นใส่กระเป๋าติดตัวหรือติดรถไว้เสมอ สำหรับเป็นชุดยังชีพฉุกเฉิน (ข้าวของเก็บใส่ถุงพลาสติกหรือใส่กระเป๋ากันน้ำด้วยจะดีมาก)  ระหว่างรอดูสถานการณ์น้ำ ให้ติดตามข่าวจากทางการ ฟังคำประกาศเตือน ดูฟ้าฝน ฟังพยากรณ์อากาศ อย่ารอจนน้ำเข้าพื้นที่ เห็นท่าไม่ดีก็สามารถเดินทางหรือขับรถพร้อมกระเป๋ายังชีพออกจากพื้นที่เสียงได้ทันที เราจะได้ดำรงชีวิตด้วยของจำเป็นที่เตรียมไว้เหล่านี้

รายการสิ่งของที่ควรใส่กระเป๋ายังชีพติดตัวหรือติดรถไว้กรณีฉุกเฉิน

8.  กรณีมีเวลาก่อนที่น้ำจะมาถึง ควรเตรียมของใช้ประจำบ้านไว้กรณีฉุกเฉินต้องติดอยู่ในบ้านหลายวัน ควรเตรียมไว้สำหรับ  3 วัน เป็นอย่างน้อย ให้คิดว่านอกบ้านมีภัย จะทำอย่างไรที่จะหลบภัยอยู่ในบ้านให้ได้นานที่สุด

ฉลาดเลือกตุนของกินของใช้ในภาวะเสี่ยงน้ำท่วม

ฉลาดแต่อย่าขาดปัญญา มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
เมตตา คือ ความรัก เข้าใจว่าทุกคนล้วนรักตัวกลัวตาย ทุกคนมีหน้าที่ต่อส่วนรวม ไม่ใช่คิดแต่ว่าครอบครัวคนอื่นอดไม่เป็นไร แต่ครอบครัวของฉันอดไม่ได้ ต้องรู้จักแบ่งปัน คิดดูเถิด ถ้าโลกแตก คนอื่นตายหมด เหลือเราครอบครัวเดียวแล้วจะอยู่รอดได้อย่างไร
กรุณา คือ ความสงสาร ถ้าสินค้ามีน้อยก็ซื้อพอประมาณ คนอื่นที่เขาลำบากจะได้มีกินมีใช้ด้วย
มุทิตา คือ มีจิตอ่อนโยน เห็นใครได้ของไปก่อนหน้าเราก็ยินดีด้วย เดี๋ยวเค้าก็เอาสินค้ามาวางใหม่
อุเบกขา คือ วางเฉยเมื่อเหตุไม่ดีเกิดขึ้น เขาแย่งชิงของไป หรือเขากันท่าจองเอาไว้ก็ปล่อยเขา ไม่ยื้อแย่ง ยอมรับตามความเป็นจริง จะได้ไม่ทุกข์เพิ่ม

รายการสิ่งของชุดเสบียงยังชีพ สำหรับผู้ที่ตั้งรับน้ำท่วมอยู่ในบ้าน มีดังนี้

เตรียมเครื่องบริโภค/อุปโภคตามจำนวนคน/จำนวนวันที่ต้องพักอาศัย ควรเตรียมไว้สำหรับ  3 วัน เป็นอย่างน้อย ให้ดีที่สุดคือเตรียมเผื่อไว้ 18 วัน มีความเป็นไปได้ว่า น้ำอาจจะเพิ่มสูงจนออกไปไหนไม่ได้ ถึงแม้ว่าออกไปซื้อของได้แต่การกลับเข้ามาพร้อมกับสิ่งของอาจทำได้ลำบากมากขึ้น เนื่องจากทางขาดหรือระดับน้ำสูง  ควรเตรียมเสบียงเผื่อไว้สำหรับเหตุการณ์์หลังน้ำลดด้วย ซึ่งมักจะเกิดภาวะขาดแคลนอาหารและของใช้ เกิดความชุลมุนแย่งซื้อข้าวของให้เห็นบ่อย ๆ

หมวดอาหาร

อาหาร ควรเป็นอาหารพร้อมรับประทาน อาหารแห้ง อาหารที่ปรุงเร็ว เก็บไว้ได้นาน ให้พลังงานสูง อิ่มท้อง เน้นว่าควรจะเป็นอาหารที่เราคุ้นเคย/ชอบ คือเคยรับประทานมาก่อน  (จำเป็นต้องทนกินอาหารซ้ำ ๆ ก็ควรหาอาหารที่เราชอบกินมาเก็บดีกว่า อาหารที่ไม่เคยกิน อย่าซื้อมาเก็บ)

- อาหารแห้งที่สามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่ต้องแช่เย็น เช่น ไข่ ปลาเค็ม ปลาแห้ง ปลาวง ปลาหวาน ปลาทูหมัก ปลาส้ม หมึกแห้ง กุ้งแห้ง ไข่เค็ม กุนเชียง หมูหยอง หมูฝอย แหนม เนื้อเค็ม ปลาผัดพริกขิง น้ำพริกปลาป่น น้ำพริกนรก น้ำพริกตาแดง ไชโป๊วหวาน วุ้นเส้น โปรตีนเกษตร อาหารประจำภาคที่คุ้นเคยของแต่ละคน เช่น ปลาร้าสับ ไตปลาแห้ง น้ำปู

- ข้าวสาร ข้าวเหนียว ธัญพืช ถั่วลิสง ลูกเดือย เผือก มัน ซีเรียลอาหารเช้าที่รับประทานกับนม

- เครื่องปรุง เช่น น้ำมันพืช น้ำตาล เกลือ กะปิ น้ำปลา มะขามเปียก ซอสปรุงรส พริกแห้ง หอม กระเทียม เห็ดหอม เห็ดแห้ง สาหร่าย พริกแกง ผงปรุงรสสำเร็จรูป

- อาหารกระป๋อง เช่น ปลากระป๋อง แกงกระป๋อง ผักกาดดองกระป๋อง ทูน่า มายองเนส

- บะหมี่สำเร็จรูป โจ๊ก ซุป เติมน้ำร้อนพร้อมรับประทาน

- กรณีตู้เย็นยังมีกระแสไฟฟ้า หรือมีกล่องโฟมใส่น้ำแข็งแช่ของสด ให้เตรียมตุนของสดไว้ได้พอประมาณ เช่น เนื้อสัตว์ หมู ไก่ เนื้อ ปลา ปลาทูนึ่ง เต้าหู้หลอด ผักคะน้า ผักกาดขาว มะเขือเทศ พริกหยวก ต้นหอม ผักชี กระเพรา โหรพา ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว มะระ  มะเขือ แตงกวา ฯลฯ

- ผักที่ไม่ต้องแช่เย็น เช่น กระหล่ำ ฟักเขียว ฟักทอง หัวไชเท้า แครอท พริก มะนาว มะละกอ ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก มะนาว

- ผลไม้สด/แห้ง  เช่น กล้วย แอ๊ปเปิ้ล ส้ม แตงโม ส้มโอ สับปะรด มะขามหวาน ลูกเกด กล้วยตาก กล้วยฉาบ

- ขนมขบเคี้ยว ถั่ว นัท เม็ดมะม่วงหิมพานต์ แครกเกอร์ เวเฟอร์ บิสกิตส์ ชอกโกแลตแท่ง ลูกอม ฝอยทองกรอบ กระยาสารท กรอบเค็ม ขนมเปี๊ยะ

- เครื่องดื่มในกล่อง/ขวด เช่น นมยูเอชที น้ำผลไม้

- เครื่องดื่มผงสำหรับชงดื่ม ชา กาแฟ นมผง โกโก้ ชอกโกแลต

ควรเตรียมสำหรับ 3 มื้อต่อคนต่อวัน ตามจำนวนคน ควรเตรียมเผื่อไว้อย่างน้อยสำหรับ 3 วันที่ต้องติดอยู่ในบ้าน

ตู้เย็นอาจจะถูกตัดไฟ อาหารที่เสียง่ายต้องนำมาปรุงก่อน เนื้อสัตว์ถ้ากินไม่ทันก็รวนให้แห้งสามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องได้ 1-2 วัน จากนั้นเลือกปรุงอาหารโดยดูวันหมดอายุ อายุสั้นกินก่อน อาหารบรรจุกระป๋องจะเก็บได้นาน  จากเสบียงข้างต้นจะได้เมนูอาหารสำหรับครอบครัวที่ติดอยู่ในบ้านที่น้ำท่วม ดังนี้
ผัดกระเพราหมู/ไก่ ผัดผัก ผัดพริก ผัดเผ็ด แกงจืดวุ้นเส้น ไข่พะโล้ ไข่ลูกเขย ไข่เจียว หมูหวาน ต้มยำปลากรอบ ต้มยำปลากระป๋อง ต้มโคล้งปลากรอบ  ข้าวผัดไข่ ข้าวผัดแหนม ข้าวผัดสับปะรด แกงส้ม แกงไตปลา แกงเลียงฟักทอง ต้มจืดฟัก น้ำพริกต่าง ๆ น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาทู ส้มตำ ยำปลากรอบ ยำทูน่า ยำปลากระป๋อง ยำกุนเชียง ยำไข่เค็ม ยำกุ้งแห้ง ยำวุ้นเส้น ผัดผักใส่ไข่เค็ม แกงจืดสาหร่าย แกงจืดเต้าหู้ ต้มจืดผักกาดดอง ต้มจืดหัวไชเท้า ไชโป้วผัดไข่  ผักกาดดองผัดไข่ ต้มจับฉ่าย แหนมผัดไข่ แตงกวาผัดไข่  ถั่วฝักยาวผัดพริกขิง โปรตีนเกษตรกรอบผัดพริกขิง ถ้าข้าวสารใกล้หมดก็ให้ต้มข้าวใส่ธัญพืช/เผือก/มันผสมลงไป อิ่มท้องและมีคุณค่า ฯลฯ

หมวดเครื่องดื่ม/ น้ำดื่ม/ น้ำใช้

- น้ำดื่ม 3 ลิตรต่อคนต่อวัน x จำนวนคน x จำนวนวัน

- น้ำสะอาด ควรเตรียมน้ำสะอาดสำรองไว้สำหรับใช้ให้เพียงพอกับจำนวนคนในบ้าน คือ 1 แกลลอนต่อคนต่อวัน เนื่องจากน้ำที่ท่วมขังทำให้น้ำประปาถูกปนเปื้อนไม่สะอาด

เตรียมตามจำนวนคน ควรเตรียมเผื่อไว้อย่างน้อยสำหรับ 3 วันที่ต้องติดอยู่ในบ้าน

หมวดของใช้ในครัว

- เตรียมสถานที่เหมาะสมไว้สำหรับปรุงอาหาร และเตรียมเครื่องครัว เช่น ถังแก๊สเตรียมไว้ให้เต็มถัง ภาชนะ หม้อ กะทะ จาน ชาม ช้อน ส้อม แก้ว มีด ครก สาก ถังบรรจุน้ำพร้อมน้ำสะอาดสำหรับปรุงอาหาร เก็บขึ้นที่สูงให้พ้นน้ำ กรณีขาดแคลนน้ำใช้/น้ำประปา ควรเตรียมภาชนะแบบใช้แล้วทิ้ง ป้องกันโรคท้องร่วงจากการสัมผัสน้ำที่ไม่สะอาด

- ที่เปิดกระป๋อง ที่เปิดขวด

- น้ำยาล้างจาน ฟองน้ำ

- ถุงขยะ หนังยาง สำหรับเก็บเศษอาหารมัดถุงให้มิดชิด

หมวดของใช้ในบ้าน

- เตรียมวิทยุแบบพลังงานถ่านไฟฉายพร้อมถ่านไฟฉายไว้ฟังสถานการณ์ กรณีไฟฟ้าดับ

- เตรียมไฟฉาย ตะเกียง เทียนไข ไม้ขีดไฟ ไฟแช็ค สำหรับใช้ยามค่ำคืน

- สเปรย์กำจัดแมลง ชอล์กกำจัดมด ช่วยขจัด ยุง มด แมลงที่มารบกวน

- เตรียมเครื่องนอน หมอน มุ้ง ถุงนอน ผ้าห่ม ให้ครบจำนวนคน สภาพอากาศอาจแปรปรวน ร้อนสลับเย็นควรเตรียมชุดที่ให้ความอบอุ่นเผื่อไว้ด้วย

หมวดของใช้ส่วนตัว

- ของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น เช่น เสื้อผ้า ชุดชั้นใน แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ แชมพู ยาสระผม แป้งฝุ่นโรยตัว กระดาษชำระ ผ้าอนามัย แว่นตา  คอนแทคเลนส์ พร้อมน้ำยาคอนแทคเลนส์

หมวดสุขอนามัย และ ของใช้ในห้องน้ำ/ห้องสุขา

- อุปกรณ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ เช่น ด่างทับทิม น้ำยาทำความสะอาด เจลล้างมือ แอลกอฮอล์ น้ำยาฆ่าเชื้อ น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักรีด ปูนขาว สารส้ม

- เตรียมถังและถุงดำ หนังยางไว้สำหรับการขับถ่ายส่วนตัวแล้วผูกมัดให้แน่น

- รวมทั้งเตรียมทิชชู่เปียก หรือกระดาษชำระให้พอสำหรับการใช้งานต่อคนต่อวัน

หมวดเครื่องมือช่าง

- เตรียมเทป พลาสติกกันน้ำ กาวซิลิโคน อะคริลิค โพลี่ยูริเทน ถุงทราย ติดบ้านไว้กรณีมีน้ำซึมเข้ามาตามหลังคาหรือช่องอื่น ๆ จะได้ซ่อมแซมอุดรอยรั่วได้ทันท่วงที

- เตรียมเครื่องมือช่างที่จำเป็นไว้ใช้ เช่น ประแจ คีม ค้อน ไขควง ขวาน ชะแลง วัสดุที่เป็นโลหะเมื่อสัมผัสน้ำนาน ๆ อาจเป็นสนิม ฝืด ต้องใช้แรงในการเปิดมากกว่าปกติ กรณีติดอยู่ภายในบ้านขณะน้ำท่วมสูงอาจจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เหล่านี้งัดบ้าน/หลังคาออกมา

- เชือกหลายขนาดความยาว 20-30 เมตร,  แผ่น/ถุงพลาสติกกันน้ำ ไว้รวบรวมสิ่งของผูกติดไว้ด้วยกันไม่ให้ลอยไปกับน้ำ ทำราวตากผ้าชั่วคราว หรือไว้ผูกยึดเป็นที่จับเวลาเดินฝ่ากระแสน้ำเชี่ยว ขวดพลาสติกเปล่าปิดฝาให้สนิทสามารถนำมาผูกรวมกันใช้เป็นชูชีพหรือแพชั่วคราวได้

หมวดเครื่องมือสื่อสารและพลังงานสำรอง

- เตรียมแบ็ตเตอรี่ ถ่านไฟฉายสำรองจำนวนมากพอ สำหรับวิทยุ และไฟฉาย

- โทรศัพท์มือถือ ควรชาร์ทแบตเตอรี่ให้เต็มไว้ ควรมีแบตเตอรี่สำรองไว้ด้วย  กรณีโทรศัพท์แบบเติมเงินควรเติมเงินล่วงหน้าไว้มากพอสำหรับการโทรออกที่จำเป็น หรือซื้อบัตรเติมเงินเก็บสำรองไว้

- เตรียมพลังงานสำรองกรณีใช้เครื่องปั่นไฟ เครื่องสูบน้ำ หรือเตรียมน้ำมันสำรองไว้สำหรับเรือยนต์

หมวดของใช้พิเศษ

- เตรียมชุดยาสามัญประจำบ้าน เช่น ยากันยุง ยาทารักษาโรคน้ำกัดเท้า ยาแก้แพ้ ยาแก้ผดผื่นคัน ยาคลายเครียด ยาแก้ปวดลดไข้ ยาธาตุ เกลือแร่ ยาแก้ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อ ชุดทำแผล  และยารักษาโรคประจำตัว เช่น ยาเบาหวาน ความดัน หอบหืด ควรศึกษาคู่มือและวิธีการปฐมพยาบาลเตรียมไว้ด้วย

- กรณีมีเด็กอ่อนหรือทารก ควรเตรียม นมผง อาหารสำหรับเด็กอ่อน ของใช้สำหรับเด็กอ่อนให้พอ  เช่น ผ้าอ้อม กระดาษชำระแบบเปียก ยาสำหรับเด็ก ยาน้ำลดไข้ ยาแก้หวัด ยาทาแก้แมลงกัดต่อย  กระติกเก็บน้ำร้อน ขวดนม ขวดน้ำ เบาะ เปล เครื่องนอนเด็ก มุ้งครอบกันยุง

- กรณีมีคนป่วยหรือคนพิการ ผู้สูงอายุ ต้องเตรียมยาและสิ่งของจำเป็นสำหรับคนป่วย/คนพิการ ผู้สูงอายุ  เช่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ยาเบาหวาน ยาลดความดัน ยาละลายลิ่มเลือด ยาโรคหัวใจ

- กรณีมีสัตว์เลี้ยง เตรียมอาหาร/น้ำดื่มสำหรับสัตว์เลี้ยงต่อตัวต่อวันอย่างน้อย 3 วัน และเตรียมสถานที่/อุปกรณ์ขับถ่ายให้พร้อม

- ควรมีหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินไว้ติดต่อขอความช่วยเหลือ ติดไว้ในที่สามารถมองเห็นได้ง่าย

- เตรียมกระดาษ ปากกา ดินสอ ไว้ในที่หยิบสะดวก เวลาฟังวิทยุมีประกาศเบอร์โทรที่ให้ความช่วยเหลือด้านใดจะได้จดเก็บไว้

- ควรมี หนังสือ เพลง เกมส์ กิจกรรมคลายเหงา แก้เบื่อ กรณีมีเด็กอาศัยอยู่ด้วยควรหากิจกรรม เกมส์ นิทานสำหรับเด็กติดบ้านไว้ด้วย

- เตรียมนกหวีด ไว้เป่าขอความช่วยเหลือ หรือเตรียมพลุไฟไว้จุดขอความช่วยเหลือฉุกเฉินในเวลากลางคืน โทรศัพท์มือถืออย่าให้แบตเตอรี่หมดควรใช้ติดต่อเท่าที่จำเป็น

- เตรียมชูชีพ ห่วงยาง เรือท้องแบน กรณีน้ำท่วมสูงจนอาศัยอยู่ในบ้านไม่ได้ จะได้อพยพออกมายังที่ปลอดภัยได้ด้วยตนเอง

  

               ขณะน้ำท่วม

ให้ติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด เช่น สังเกตลมฟ้าอากาศ และติดตามคำเตือนเกี่ยวกับลักษณะอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ระดับน้ำจากกรมเจ้าท่าหรือกรมชลประทาน คำเตือนจากผู้นำชุมชน  อย่างไรก็ดีควรเชื่อฟังคำเตือนจากทางราชการ อย่าคิดว่าในอดีตไม่เคยประสบอุทกภัยคงไม่เป็นไร  ควรมีการเตรียมพร้อมที่จะอพยพไปในที่ปลอดภัยเมื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน  เมื่อจวนตัวให้คำนึงถึงความปลอดภัยของชีวิตมากกว่าห่วงทรัพย์สมบัติ  แต่ถ้าน้ำยังไม่ทะลักเข้าบ้านก็ยังพอมี 2 ทางเลือก คือ อพยพหรือประจัญหน้า

ต้องการอพยพ

สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับการอพยพ ได้แก่

- วางแผนการอพยพ แจ้งจุดนัดหมายพ่อแม่ลูกจะพบกันที่ใด หลังจากนั้นกำหนดเป้าหมายว่าจะไปอยู่ที่ใด พักที่ไหน พักอยู่กับใคร และแจ้งเพื่อนบ้านไว้ ให้หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อไว้ อาจจะแจ้งหัวหน้าชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ให้รู้ว่าเราอยู่ในที่ปลอดภัยไม่ได้ติดอยู่ในบ้าน

 ลิงก์ รวมข้อมูล ศูนย์อพยพ และ ศูนย์พักพิง สำหรับผู้ประสบอุทกภัย

  กรุงเทพมหานคร เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวให้กับชาวบ้านผู้สบภัยน้ำท่วม

  แผนที่ศูนย์อพยพ และศูนย์พักพิง สำหรับผู้ประสบอุทกภัย ทั่วกรุงเทพมหานคร

-ตรวจเช็คของใช้จำเป็นที่เตรียมใส่กระเป๋าไว้แล้ว เช่น เสื้อผ้า ชุดชั้นใน ยาประจำตัว ของมีค่า กระเป๋าสตางค์ ธนบัตร เหรียญ เงินสด (น้ำอาจจะท่วมตู้ ATM การใช้บัตรเอทีเอ็มอาจไม่สะดวกเท่าใช้เงินสด) กุญแจบ้านสำรอง กุญแจรถสำรอง สำเนาเอกสารส่วนตัวที่สำคัญ บัตรประชาชน ประกันชีวิต ประกันภัย บัตรเอทีเอ็ม เครดิตการ์ดเก็บไว้ในถุงกันน้ำ และเก็บไว้ใกล้กับชุดยังชีพฉุกเฉินเพื่อจะได้หยิบฉวยได้ทันและกันลืม  สภาพอากาศอาจแปรปรวน ร้อนสลับเย็นควรเตรียมชุดที่ให้ความอบอุ่นเผื่อไว้ด้วย

- ตรวจสอบสิ่งของเครื่องใช้ในบ้านที่ยกขึ้นที่สูงไว้ ให้มั่นใจว่าพ้นน้ำ โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าต้องอยู่ให้สูงกว่าระดับน้ำ เครื่องใช้ที่ลอยน้ำได้ให้ผูกมัดด้วยเชือกยึดกับเสาหรือคานไว้ ป้องกันไม่ให้สิ่งของลอยไปกับกระแสน้ำ

- ตัดสะพานไฟ สับเบรกเกอร์/คัตเอ้าท์ในบ้าน ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด   ตู้เย็นควรเอาของที่แช่ออกให้หมดและเปิดฝาตู้ไว้เพื่อลดความเสียหายหลังจากกลับมาใช้งานอีกครั้ง

- ปิดวาล์วแก๊สให้สนิท ผูกถังแก๊สไว้กับเสาหรือคานไว้ด้วย ป้องกันไม่ให้ลอยตามน้ำไป

- อย่าลืมเอาโทรศัพท์มือถือไปด้วย พร้อมที่ชาร์ทแบตเตอรี่ / แบตเตอรี่สำรอง

- อุดทุกช่องทางที่น้ำจะซึมเข้าบ้าน ใช้จุกก็อกที่อุดซิ้งค์ล้างจาน หรือจุกที่อุดอ่างอาบน้ำ อุดตามท่อแล้ววางทับด้วยของหนักเช่นถุงทราย  ถ้าท่อใหญ่ก็ต้องดัดแปลงใช้แผ่นพลาสติกทาบปากท่อแล้วหย่อนถุงทรายขนาดใหญ่กว่าท่อนิดหน่อยตามไป ป้องกันแรงดันน้ำจากด้านนอกดันสิ่งปฏิกูลย้อนขึ้นมาเลอะเทอะ อุดท่อส้อม ท่อชักโครก ท่อน้ำทิ้ง ท่อระบายน้ำ  ในห้องครัว ห้องส้วม ห้องอาบน้ำ ห้องซักรีด อุดช่องประตูทุกบาน อุดช่องรั้วบ้าน (ที่เอาทรายใส่ถุงวางทับท่อ เพื่อให้มีน้ำหนักกดทับ และเมื่อหมดวาระต้องใช้แล้วจะได้ดึงออกง่าย)

- อย่าลืมนำสัตว์เลี้ยงไปด้วย สุนัข แมว นก สัตว์ในกรงควรปล่อยให้เขาเป็นอิสระ เมื่อน้ำท่วมกรงสัตว์เลี้ยงอาจตายได้ ถ้าเป็นฟาร์มปศุสัตว์ให้อพยพสัตว์พร้อมอาหารไปอาศัยที่สูงพ้นน้ำ

- ล็อกประตู หน้าต่าง ประตูรั้วให้แน่นหนา

- เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง สอบถามเส้นทางที่ไปได้ เส้นทางใดปิดมีน้ำท่วมขังอย่าไป อันตราย  ระหว่างทางหากพบน้ำท่วมทางอย่าเสี่ยงขับลุยเข้าไปเพราะเราไม่รู้ว่าน้ำลึกและเชี่ยวกรากมากน้อย  ดูวิดิโอน้ำพัดรถตกถนนที่คอมเม้นต์ด้านล่าง

  แผนที่แสดงจุดเกิดอุทกภัยบนทาง หลวงทั่วประเทศ

  • สายด่วน กรมทางหลวง 1586 ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม 1356
  • กรมทางหลวงชนบท 1146
  • การรถไฟแห่งประเทศไทย 1690
  • บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) 1490
  • ตำรวจทางหลวง โทร. 1193 สอบถาม เส้นทางน้ำท่วม ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • เส้นทางจราจรในกรุงเทพและปริมณฑล
    • ร่วมด้วยช่วยกัน โทร 1677
    • สถานีวิทยุ จส.100 โทร 1137
    • สถานีวิทยุ สวพ.91 โทร 1644
    • สถานีวิทยุ สน.จราจรเพื่อสังคม  99.5 สายด่วน 1255 หรือ 0 2288 5050 
    • ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร จะแจ้งสถานการณ์ข้อมูลปิดการจราจรน้ำท่วมขังให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ www.trafficpolice.go.th หรือ โทร. 1197

 (26 ตุลาคม 2554) การเตรียมตัวเป็นผู้ประสบภัยที่ดี

 
 
 
 ภาพอุปกรณ์อุดท่อ จากเว็บพันทิป สะใภ้อินเตอร์ วิธีป้องกันน้ำท่วมบ้าน 
  

 

 อ่านเพิมเติม How to Fill and Position Sandbags

 

ต้องการอยู่เฝ้าบ้าน

โปรดคิดให้ดีก่อนตัดสินใจเลือกวิธีนี้เพราะบ้านที่คุณเคยอยู่อาศัยและคุ้นเคยเป็นอย่างดีนั้นเมื่อถูกน้ำท่วมจะไม่เหลือความสะดวกสบายอีกต่อไป ระบบสาธารณูประโภคถูกตัดแน่นอน (ไม่มี ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ ถนนทางสัญจร) คุณจะไม่สามารถขับถ่ายในห้องส้วม/ห้องสุขา หรือใช้ห้องอาบน้ำ ที่คิดว่าจะใช้ห้องน้ำชั้นสองได้อาจจะต้องทบทวนดี ๆ เพราะปั้มน้ำอยู่ชั้นล่างถ้าน้ำท่วมปั้มแล้วชั้นสูง ๆ จะใช้น้ำได้อย่างไร  ห้องนอนที่ติดแอร์มีเครื่องปรับอากาศ มีพัดลม มีทีวี เครื่องเสียงเครื่องเล่นดีวีดี จะไม่สามารถใช้ได้เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกตัด ห้องครัวก็ไม่สามารถปรุงอาหารได้อย่างปกติเนื่องจากตู้เย็นไม่สามารถเก็บตุนอาหารสดได้อีกต่อไป เสื้อผ้าอาจมีการหมักหมมเพราะไม่สามารถใช้น้ำประปาได้อย่างปกติ ตกกลางคืนคุณอาจต้องอยู่ท่ามกลางความมืดมิดไร้แสงไฟ ไร้ความบันเทิงและการรอคอยให้น้ำลดอาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ สองสัปดาห์ เป็นเดือน หรือ หลาย ๆ เดือน เมื่อเสบียงอาหารและน้ำดื่มหมดลง จะอยู่ได้อย่างไร  โอกาสที่จะมีเจ้าหน้าที่นำเรือเข้ามารับออกไปศูนย์พักพิงมีน้อยมากและเรือที่จะมาแจกสิ่งของบรรเทาทุกข์มีน้อยยิ่งไปอีก และ ที่สำคัญน้ำที่ท่วมขังนานๆ มักเน่าเสีย มีกลิ่นเหม็น การสัมผัสน้ำเน่าเสีย อาจทำให้ติดเชื้อโรค เกิดความเจ็บป่วยได้ง่าย

 

ขณะที่คุณอยู่ในบ้านที่แวดล้อมด้วยน้ำ

1. เก็บรักษาอุปกรณ์ชุดยังชีพฉุกเฉินที่เตรียมไว้ก่อนน้ำท่วมข้างต้นไว้ในที่ปลอดภัย หยิบใช้ง่าย คือที่แห้ง น้ำท่วมไม่ถึง

2. ตรวจสอบสิ่งของเครื่องใช้ในบ้านที่ยกขึ้นที่สูงไว้ ให้มั่นใจว่าพ้นน้ำ โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าต้องอยู่ให้สูงกว่าระดับน้ำ เครื่องใช้ที่ลอยน้ำได้ให้ผูกมัดด้วยเชือกยึดกับเสาหรือคานไว้ ป้องกันไม่ให้สิ่งของลอยไปกับกระแสน้ำ

3. สำรวจจุกก็อกและถุงทรายที่อุดท่อ อุดอ่างอาบน้ำ อุดท่อระบายน้ำ ที่อุดทุกช่องทางที่น้ำจะซึมเข้าบ้าน อีกครั้งว่าไม่มีจุดที่ตกสำรวจ สำรวจตามห้องครัว ห้องส้วม ห้องอาบน้ำ ห้องซักรีด ช่องประตูทุกบาน   หมั่นคอยสำรวจรอยรั่วเป็นระยะ ๆ ถ้ามีน้ำขังในบริเวณบ้านให้สูบน้ำออก  ดูวีดิโอสาธิตการวางกระสอบทรายป้องกันบ้านที่คอมเม้นต์ด้านล่าง

4. เมื่อน้ำเข้าตัวบ้านปริมาณมากให้รีบตัดสะพานไฟทันที ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด   ตู้เย็นควรเอาของที่แช่ออกให้หมดและเปิดฝาตู้ไว้เพื่อลดความเสียหายหลังจากกลับมาใช้งานอีกครั้ง

5. ไม่รับประทานอาหารที่สัมผัสกับน้ำที่ท่วม หากต้องการดื่มน้ำประปาในช่วงน้ำท่วมควรนำไปต้มให้เดือดเสียก่อน

6. ไม่เปิดใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในขณะน้ำท่วม จนกว่าจะแน่ใจว่าปลอดภัย ไม่มีกระแสไฟรั่วลงน้ำ หรือ ไม่ยืนแช่น้ำอยู่

7. ระวังสัตว์ร้ายหรือสัตว์มีพิษ เช่น งูพิษ ตะขาบ แมลงป่อง สัตว์เลื้อยคลาน จระเข้ที่หลุดจากฟาร์มเลี้ยง ฯลฯ ที่มักจะหนีน้ำท่วมเข้ามาอยู่ในบริเวณที่แห้ง กรณีจระเข้เมื่อหิวต้องการอาหารอาจเป็นอันตรายได้ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาจัดการ สายด่วน มีปัญหาสัตว์ป่า สัตว์มีพิษ สัตว์อันตราย 1362 หรือ โทร 09 0101 0030  มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง โทร 02 226 4444 – 8 มูลนิธิร่วมกตัญญู โทร 02 751 0951

8. หลีกเลี่ยงการบุกลุยเข้าไปในบริเวณน้ำท่วม อาจจะมีฝาท่อเปิดไว้ หรือมีการทรุดตัวของทางเป็นหลุมลึก หรือน้ำเชี่ยวกรากเป็นอันตรายทำให้เสียการทรงตัวและถูกน้ำพัดจมได้

9. ถ้าจำเป็นต้องลุยน้ำ ควรสวมรองเท้าที่กันน้ำหรือที่มีพื้นหนากันลื่น ป้องกันสิ่งของแหลมคมทะลุรองเท้า กลับมาจากการลุยน้ำให้ล้างชำระตัวให้สะอาดด้วยน้ำแช่ด่างทับทิม สำหรับเท้าให้แช่ด้วยน้ำละลายสารส้มเข้มข้นเป็นการป้องกันเชื้อโรคและโรคน้ำกัดเท้าได้ เช็ดตัวให้แห้งเสมอ ระวังปอดบวม

10. หากจำเป็นต้องขับรถออกจากบ้าน ควรตรวจเช็คเส้นทางการจราจรก่อนทุกครั้งว่าเส้นทางไหนปลอดภัยไม่มีน้ำท่วม อย่าขับรถลุยน้ำโดยที่ไม่รู้ว่าน้ำท่วมลึก/ตื้น กระแสน้ำแรง/ไม่แรง  ดูคลิปวิดิโอเหตุผลที่ห้ามขับรถลุยน้ำท่วม ดูวิธีเอาตัวรอดออกจากรถเมื่อรถจมน้ำ ที่คอมเม้นต์ด้านล่าง

11. ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมจากสถานนีวิทยุท้องถิ่น เพื่อติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นฉุกเฉิน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการ  หากระดับน้ำสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีคำเตือนให้อพยพก็ให้อพยพออกมาจากบ้านทันที อย่ารอจนน้ำขึ้นสูงท่วมมิดศรีษะ เพราะการลงแช่น้ำระดับนั้นเสี่ยงทั้งกระแสน้ำแรง เสี่ยงจากไฟรั่ว ไฟดูด ต้องระวังตนเองไม่ลุยน้ำเข้าใกล้ เครื่องใช้ไฟฟ้า ปลั๊กไฟ เสาไฟ ตู้โทรศัพท์

12. ถ้าน้ำลดลงพอที่จะออกนอกบ้านได้ หาจังหวะออกไปซื้อของกิน/ของใช้ มาเติมเสบียงที่พร่องเรื่อย ๆ หาซื้อจากตลาดในชุมชนใกล้บ้านดีที่สุด อาจจะยังพอมีอาหารสดขาย   น้ำที่ท่วมขังนาน ๆ อาจทำให้เส้นทางสัญจรเสียหาย ค่าขนส่งสูง พื้นที่เกษตรกรรมเสียหาย ปลูกสวนผักไม่ได้และฟาร์มปศุสัตว์ล้มตายโตไม่ทัน โรงงานผลิตอาหารถูกน้ำท่วมเสียหาย เกิดภาวะสินค้าขาดตลาด ราคาอาจจะพุ่งสูง และยากที่จะประมาณการณ์ว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อไร

 ข้อมูลจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีมีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง

ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 1   ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 2

ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 3  ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 4

ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 5   ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 6

ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 7   ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 8

ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 9

ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 10

 วงจรตรวจสอบไฟฟ้ารั่วแบบความไวสูง  คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

 FloodDuck เป็ดน้อยเตือนภัย จากเว็บ it24hrs.com

จากสถิติผู้เสียชีวิต จากภัยน้ำท่วม ส่วนใหญ่มาจากผู้ประสบภัยจมน้ำเสียชีวิต แต่มีสิ่งที่น่ากลัวว่า  ”สถิติคนถูกไฟช็อตตายช่วงน้ำท่วมเพิ่มขึ้น 6 เท่าตัวใน 1 เดือน”   วิธีป้องกันด้วยการเช็คกระแสไฟฟ้ารั่วในบริเวณน้ำท่วมนี้มีหรือไม่? ส่วนใหญ่จะแนะนำใช้ไขควงเช็คไฟฟ้า แต่วิธีนี้จะไม่สะดวกนะและในบางครั้งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เหมือนกัน จึงมีคนคิดประดิษฐ์เครื่องตรวจกระแสไฟฟ้าในแหล่งที่น้ำท่วมในชื่อว่า “FloodDuck เป็ดน้อยเตือนภัย”

ด้วยแรงบันดาลใจจาก อ.ดุสิต สุขสวัสดิ์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ได้นึกถึงเจ้าเป็ดน้อยที่ลอยน้ำบนอ่าง กับปัญหาการเช็คไฟฟ้ารั่วด้วยไขควง จึงได้ประดิษฐ์ เจ้า FloodDuck นี้ขึ้น โดยมีทีมงานและอาสาสมัครมาช่วยผลิตเจ้าเป็ดน้องเตือนภัยด้วย    ผู้ช่วยที่น่ารักเครื่องนี้ ใครจะไปเชื่อว่าจะช่วยตรวจกระแสไฟฟ้ารั่วในช่วงน้ำท่วมได้ แต่เจ้าเครื่องนี้เจ๋งทำได้จริง จนเป็นกระแสพูดถึงบนโลก Social Network อย่างกว้างขวางมาก

วิธีการใช้งานเจ้าเป็ดน้อยเตือนภัยตัวนี้ แนะนำทำคันแขวนเอาไว้ถือคล้ายตะเกียง แล้วแขวนเจ้าเป็ดน้อยเตือนภัยนี้ก่อน ค่อยๆนำลงไปลอยน้ำในแหล่งน้ำท่วม เพื่อทำการตรวจเช็คกระแสไฟฟ้า ว่ามีไฟฟ้ารั่วหรือไม่ ปลอดภัยหรือเปล่า หากพบกระแสไฟฟ้ารั่ว เจ้าเป็ดน้อยเตือนภัยก็จะส่งเสียงดัง พร้อมกับแสดงไฟสีแดงขึ้น เพื่อเตือนให้รู้ว่าในแหล่งน้ำท่วมนี้อันตราย ไม่ปลอดภัย มีกระแสไฟฟ้ารั่วอยู่ หากเหยียบย่ำเข้าไปก็จะโดนไฟดูดถึงแก่ชีวิตได้! เมื่อใช้เสร็จก็เช็ดเจ้าเป็ดน้อยให้แห้งและตรวจเช็คแบตเตอรี่ด้วยว่าหมดแล้วหรือยัง หากหมดควรเปลี่ยนแบตก่อนใช้งาน ต้นทุนในการผลิตเจ้าเป็ดน้อยตัวนี้ ราคาเพียง 150-160 บาท เท่านั้นเอง

จากรายการ Q081 ชุมชนไม่จนปัญญา ทาง ThaiPBS ท่านผู้ที่ได้รับ flood duck ไปใช้แล้วขอแนะนำว่าการใช้งาน ควรต่อขาทั้งสองให้ยาวและห้อยขาเป็ดให้ถึงพื้นดินที่จะลุยน้ำ เพราะว่าไฟที่รั่วเราจะวัดแค่ที่ผิวน้ำไม่ได้  ต้องวัดที่พื้น จึงต้องต่อขาให้วัดไฟรั่วในน้ำลึก ๆ ได้

แต่ความตั้งใจของโครงการ FloodDuck นี้ คือจะแจกฟรีให้กับหน่วยงานต่างๆ ยังขาดเงินทุนสนับสนุนในการผลิต ใครสนใจจะช่วยเหลือก็สามารถร่วมบริจาคเงินสมทบทุน “โครงการเป็ดน้อยเตือนภัย (FloodDuck)  ได้ที่ 

เลขที่บัญชี 631 – 2 – 08293 – 2  ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยเทคโนฯ พระจอมเกล้า ลาดกระบัง

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม โทร 088 – 873 – 6859 หรือทาง Facebook ที่ facebook.com/floodduck54

วิธีทำส้วมฉุกเฉินจากอุปกรณ์ในบ้าน

อุปกรณ์ ได้แก่ ตระกร้า หรือถังที่แข็งแรงพอรับน้ำหนักตัวได้ ถุงขยะขนาดพอดีกับตระกร้า/ถัง ทิชชูเปียก ทิชชู่แบบหนา ปูนขาว สเปรย์ปรับอากาศ เทียนหอม

วิธิการคือนำถุงขยะสวมลงในตระกร้า/ถัง พันชายถุงคลุมขอบตระกร้า/ถัง เอาทิชชู่รองก้นถุง พับทิชชู่แบบหนาหลาย ๆ ทบวางบนขอบตระกร้า เพื่อจะได้นั่งได้สะบาย เสร็จกิจแล้วโรยปูนขาวลงไปผูกมัดปากถุงให้เรียบร้อย จัดเก็บถุงปฏิกูลในที่ที่เหมาะสม จุดเทียนหอมหรือฉีดสเปรย์ปรับอากาศ สภาพห้องก็จะพร้อมทำกิจกรรมอื่นได้

ข้อมูลจาก crohnsoncampus.com

 

  

แต่ถ้ายังพอมีเวลา ลองดัดแปลงใช้วัสดุที่มั่นคงปลอดภัยจะดีมาก

ตัวอย่าง

ส้วมเฉพาะกิจ ไอเดียคุณ Diamondoid  จากเว็บพันทิป   อุปกรณ์ ได้แก่ เก้าอี้พลาสติกไม่มีพนักพิง (ที่รองรับน้ำหนักได้ และมั่นคง)  1 ตัว , ถุงดำขนาด 30×40 นิ้ว, จุลินทรีย์ EM สำหรับดับกลิ่น 1 ขวด, กระดาษทิชชู่, ตัวหนีบ 4 ตัว, ยางรัด

   ข้อเสนอแนะการออกแบบสุขาชั่วคราวเพื่อป้องกันโรคระบาด ในสภาวะน้ำท่วม โดย กลุ่มอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สำหรับ สุขาชั่วคราวที่ใช้ถุงดำ ให้เติมปูนขาว (Ca(OH)2) เพื่อปรับสภาพให้เป็นด่างซึ่งจะช่วยหยุดการทำงานของจุลินทรีย์ จุลินทรีย์ก่อโรคจะถูกกำจัดไปเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต (pH สูงเกินไป) และเมื่อ pH ลดลงมา จุลินทรีย์อื่นๆ ก็สามารถกลับมาทำงานได้ใหม่ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ในการบำบัดของเสียหลังการเก็บรวบรวมมาแล้วเพื่อนำไปบำบัดรวม เช่น อาจนำไปทำเป็นปุ๋ยได้ การเติมปูนขาวเพื่อฆ่าเชื้อโรคควรเติมจนกระทั่งได้ค่าพีเอช (pH) ประมาณ 12 หรือประมาณคร่าวๆ คือ 300 กรัมปูนขาว (1 ถ้วย) ต่อ ปริมาตรของเสียประมาณ 10 ลิตร หรือประมาณ 0.3 ลิตรต่อปริมาตรของเสียประมาณ 10 ลิตร ดังนั้น การขับถ่ายใส่ถุงดำควรต้องเผื่อปริมาตรไว้สำหรับการเติมปูนขาวด้วย  ในกรณีที่เลือกใช้ถุงดำขนาด 20 ลิตร ควรใส่ปูนขาวลงไปประมาณ 300 กรัม และน่าจะใช้งานได้ประมาณ 5 – 10 ครั้ง (อาจใช้งานได้ถึง 15 ครั้ง สำหรับกรณีถ่ายหนักอย่างเดียว)     สำหรับรูปแบบการเติมปูนขาวอาจทำได้ 3 แบบ ดังนี้
1. แบ่งเติมทุกครั้งที่ขับถ่าย ประมาณ 15 กรัม หรือ ประมาณ 16 มิลลิลิตรปูนขาว (ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ) ต่อการขับถ่าย 1 ครั้ง ไม่ว่าจะอุจจาระหรือปัสสาวะ
2. เติมตอนเริ่มต้นครึ่งหนึ่ง (150 กรัม) และหลังจากใช้งานเสร็จ (150 กรัม) ก่อนมัดถุงอีกครึ่งหนึ่ง
3. เติมตอนเริ่มต้นครั้งเดียว (300 กรัม)

 ดาน์โหลด ข้อแนะนำการฆ่าเชื้อโรคสุขาชั่วคราวเพื่อป้องกันโรคระบาดในสภาวะน้ำท่วม

อ่าน ปภ.แนะการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในช่วงน้ำท่วม

การดำเนินชีวิตอย่างปลอดภัยในช่วงที่เกิดสถานการณ์อุทกภัย ดังนี้ ห้ามใช้ยานพาหนะ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ในการอพยพหนีน้ำท่วมอย่างเด็ดขาด เพราะความแรงของกระแสน้ำอาจพัดพาหนะจมน้ำ รวมถึงหลีกเลี่ยงการเดินข้ามลำน้ำที่มีระดับน้ำสูงเหนือเข่า และไหลเชี่ยวกราก เพราะอาจถูกน้ำพัดหรือได้รับอันตรายจากท่อนไม้ ก้อนหินที่ลอยมาตามน้ำได้ หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือพายเรือเข้าใกล้เสาไฟฟ้า เพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูด รวมถึงไม่เข้าไปในบริเวณทางน้ำไหลผ่านหรือร่องน้ำ โดยเฉพาะบริเวณที่มีรอยแยกของหน้าดิน เพราะหากมีฝนตกลงมาซ้ำ ดินอาจอุ้มน้ำไว้ไม่ไหว และพังถล่มลงมาได้

อีกทั้งไม่ลงเล่นน้ำหรือจับปลาในบริเวณที่น้ำท่วม เนื่องจากความแรงของกระแสน้ำอาจพัดพาให้จมน้ำเสียชีวิตได้เพิ่มความระมัดระวังสัตว์มีพิษที่อาจหนีน้ำขึ้นมาอาศัยอยู่ในบ้านเรือน เช่น งู ตะขาบ ควรสวมรองเท้าบู๊ททุกครั้งที่ต้องเดินลุยน้ำ เพื่อป้องกันการเหยียบเศษวัสดุที่อยู่ใต้น้ำ เช่น เศษแก้ว กระเบื้อง ตะปู หากต้องเดินลุยน้ำในช่วงกลางคืน ควรใช้ไฟฉายและถือไม้นำทางตลอดเวลา เพื่อป้องกันการเดินตกท่อระบายน้ำที่น้ำท่วมจนมองไม่เห็น ในการช่วยเหลือคนตกน้ำ ให้ใช้ห่วงยาง ลูกมะพร้าวหรือโยนเชือกให้คนที่ตกน้ำยึดตัวเองไว้จะปลอดภัยมากกว่าการลงไปช่วยด้วยตัวเอง

ตัวอย่าง หลากหลายไอเดียเด็ด สู้ภาวะน้ำท่วม

 

แพประดิษฐ์จากขวดพลาสติก สำหรับการหนีออกจากบ้านที่น้ำท่วม

ข้อมูลจาก wonderfulkaku

วิธีทำง่าย ๆ เพียงมีเทปกาวและขวดเปล่า 90 ใบ พันขวดเข้าด้วยกันด้วยเทปตามภาพ

   

  

   

และอีกหลาย ๆไอเดีย ทุ่นแพลอยน้ำจากถังและขวดพลาสติก

ภาพจาก rat-patrol.org

 

อย่าได้มองข้าม วัสดุรอบ ๆ ตัว จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ประเทศบังคลาเทศ ปี 2552 เขาได้สิ่งประดิษฐ์ลอยน้ำ จากวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น แพต้นกล้วย ข้อมูลจาก Empty pitchers carrying by a banana raft

แพไม้ไผ่ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จากประเทศไทย

 

    จากไทยรัฐ (14 ธันวาคม 2554) ‘LuminAID’ ถุงแสงสว่างยามฉุกเฉิน

สถาบันออกแบบ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย คิดค้น “LuminAID” แนวคิดเพื่อให้แสงสว่างยามเกิดภัยพิบัติ จากพลังงานแสงอาทิตย์…

LuminAID หรือถุงพลังงานแสงอาทิตย์นั้น มาจากการคิดค้นของสถาบันออกแบบ ภาควิชาสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ออกแบบเพื่อให้ใช้ในยามเกิดภัยพิบัติที่เฮติหรือปากีสถานที่ผ่านมา ซึ่งนอกเหนือจากอาหาร น้ำดื่ม และที่พักแล้ว แสงสว่างก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตในยามค่ำคืน เพื่อความปลอดภัย และความสะดวกสบายในยามที่ไม่มีไฟฟ้า

สำหรับ LuminAID มีลักษณะคล้ายถุงรูปสี่เหลี่ยม ภายในประกอบด้วยแผงโซล่าเซลล์ขนาดเล็ก มีน้ำหนักเบา พกพาได้สะดวก สามารถเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ได้โดยการนำถุงไปตากแดด สามารถให้พลังงานแสงสว่างแทนโคมไฟได้ถึง 10 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังสามารถกันน้ำและลอยน้ำได้อีกด้วย

จะเห็นได้ว่า นอกเหนือจากจะสามารถให้แสงสว่างในยามฉุกเฉินกับผู้ประสบภัยได้แล้ว LuminAID ยังมีแนวคิดที่ตอบสนองกับโลก แนวทางการใช้พลังงานของเราที่เปลี่ยนไปอีกด้วย.

 

กลุ่มนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพวังสะพุง จังหวัดเลย คิดถุงพลาสติกหุ้มรถกันน้ำท่วมขึ้นมาให้ชื่อว่า “ถุงไอเดีย คอปเวอร์ คาร์” (IDEA cover car) ไว้ใช้คลุมรถที่จมอยู่ใต้น้ำได้ปลอดภัย ๑๐๐% ด้านนายสันติประชา ดอนชุม อาจารย์ประจำแผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตร่วมกับนักศึกษา กล่าวว่า ถุงไอเดีย ทำจากวัสดุโพลิเมอร์เอสทีลิน ซึ่งเป็นพลาสติกหนาสามารถกันน้ำได้ มีการออกแบบและตัดเย็บได้ตามขนาดของรถแต่ละชนิด มีซิบกันน้ำสำหรับเปิดเป็นช่องเพื่อขับรถเข้าไปเก็บในถุง รถยนต์จะวิ่งเข้าไปจอดอยู่ด้านในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ที่มีความหนาและทนทาน ก่อนที่จะรูดซิปยาวครอบทั้งคันรถ เหมือนกับการสวมถุงพลาสติกสิ่งของ ต้นทุนในการผลิตถุงไอเดียขนาดใส่รถยนต์กระบะ ๑ คัน ประมาณ ๑,๕๐๐ บาท จากการทดลองได้นำรถยนต์เข้าไปไว้ในถุงแล้วปิดให้สนิท จากนั้นนำลงไปแช่ในน้ำทั้งคันเป็นเวลานาน ๑-๒ วัน ปรากฏว่าไม่มีน้ำซึมเข้าไปภายในถุงได้ ทำให้รถปลอดภัยจากน้ำท่วม ทั้งนี้ตนและทาง สอศ.ได้มีการจดสิทธิบัตร “ถุงไอเดีย” ไว้แล้ว พร้อมทั้งเตรียมที่จะพัฒนารูปลักษณ์ และการหาวัสดุคุณภาพดีมาใช้ผลิตถุงไอเดียให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วย จึงมั่นใจว่าผลงานชิ้นนี้จะสามารถช่วยเหลือผู้ที่มีรถยนต์ รถจักรยานยนต์ในช่วงเวลาคับขันที่เกิดปัญหาน้ำท่วมได้มาก

ภาพจากเวบพันทิป ปูแผ่นพลาสติก หรือหงายแผ่นคลุมรถไว้กับพื้น จากนั้นขับรถเข้าำไปจอดบนแผ่นคลุมรถ คลุมแผ่นคลุมรถตลบขึ้น จัดการแร็ปรถ  ตามภาพ (ยังไม่คอนเฟิร์มว่ากันน้ำที่มากับน้ำท่วมได้จริง)  ถ้ารถจมน้ำแล้วเวลาจ่ายค่าซ่อมจะกลุ้มไม่คุ้มเสี่ยง อีกทั้งต้องรอคิวซ่อมหลายเดือน

 จะให้ชัวร์ว่ารถจะลอยเหนือน้ำต้องหนุนด้วยโฟมแล้วประครองรถไว้สี่มุมแบบนี้ ไม่อยากให้รถเคลื่อนที่ควรหาเชือกมาผูกรถไว้กับเสาหรือคานด้วยไม่ให้ลอยไปตามกระแส น้ำ

ไอเดียคุณกล่องออมสิน D.I.Y เรือง่ายๆ ทำจากฟิวเจอร์บอร์ด กับท่อ PVC ครับ งบประมาณไม่กี่ร้อยบาท  ภาพจากเวบพันทิป  เรือฟิวเจอร์บอร์ดเหมาะสำหรับบรรทุกของแล้วใช้เชือกผูกจูงลากขณะน้ำท่วมไม่สูง ยังสามารถเดินลุยน้ำได้อยู่ (ยังไม่คอนเฟิร์มว่าบรรทุกคนแล้วจะพายทวนกระแสน้ำได้อย่างปลอดภัย)

  วิธีช่วยรถให้ลอยน้ำ จากเหตุการณ์น้ำท่วมล้นมาจากแม่น้ำโอไฮโอ ใกล้ หลุยส์วิลล์  เคนตั๊กกี้ สหรัฐ เมื่อพฤษภาคม 2554  ด้วยหัวคิดที่หลักแหลมของเจ้าของรถ คือ บิล มุสเซลเมน และเพื่อน ใช้เบาะลมช่วย  964 Porsche 911 ซึ่งเป็นรถหายากของนักเลงรถในสหรัฐ มีเพียง 250 คันบนโลก เห็นเก่า ๆ แต่มีค่าทางใจ เป็นเราก็ยอมทำทุกอย่างเพื่อรถแสนรักเช่นเดียวกัน read more How I saved my Porsche from a flood by floating it

ปกติปลายฤดูหนาวเมื่อหิมะละลาย น้ำในแม่น้ำก็จะท่วมทุกปี ประมาณ 17 ฟุต (5.1 เมตร)  แต่ฤดูใบไม้ผลิ ทางการแจ้งเตือนว่ามีพายุ น้ำจะสูง 24 ฟุต (7.2 เมตร) เขาก็ได้เตรียมกั้นโรงจอดรถเพื่อให้พ้นน้ำท่วม แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เกิดพายุฝนตกหนักติดต่อกันสี่วันระดับน้ำค่อย ๆ เพิ่ม สูงถึง 34 ฟุต (10.2 เมตร) สูงกว่าที่ทางการประกาศ ถึง 9 ฟุต (2.7 เมตร)  อาศัยที่มีเพื่อนเป็นช่างยนต์มีครื่องมือช่างมาพร้อม และเบาะลมก็มีอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทุนซื้อหา เพียงใช้สมองและแรงก็เลยได้เห็นรถพอร์ชสีเหลืองลอยน้ำได้ดังภาพ อย่าคิดว่าทำได้ง่าย ๆ ต้องใช้ทักษะช่าง รู้ว่าจะวางเบาะลมไว้ตรงไหนบ้างเพื่อให้น้ำหนักสมดุล จากรูปจะเห็นว่าด้านหน้ารถมีเบาะหนึ่งชิ้นและด้านท้ายของรถจะมีเบาะรองถึงสองชิ้นด้วยกัน เนื่องจากรถคันนี้เขาวางเครื่องที่ท้ายรถ น้ำหนักส่วนท้ายจึงมากกว่าด้านหน้ารถ แล้วใช้ปั๊มลมอัดลมเข้าไปในเบาะเป็นระยะ ต้องประมาณปริมาตรของลมแต่ละเบาะเพื่อให้สามารถรับน้ำหนักรถได้อย่างสมดุลด้วย มิฉะนั้นรถจะเอียงตกน้ำได้ ผู้เขียนมั่นใจว่าถ้าบิลรู้ว่าน้ำจะสูงขนาดนี้คงไม่เอารถมาลอยน้ำอย่างนี้แน่ ถ้าเขาไม่อยู่ท่ามกลางพายุกระหน่ำ เขาคงขับรถไปจอดบนที่สูงพ้นน้ำแน่นอน อย่านำวิธีนี้ไปใช้โดยไม่ศึกษารายละเอียด จะกลายเป็นว่าเร่งรถให้จมน้ำเร็วขึ้น

 

 คลิปรายการ พบหมอไขข้อข้องใจ  สารพันปัญหาในภาวะน้ำท่วม”  จากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส  thaipbs ฝ่าวิกฤติน้ำท่วม รวมวิธีแก้ปัญหาที่มากับน้ำท่วมโดยผู้เชี่ยวชาญ  ออกอากาศ เวลา 20.30  – 21.30 น. ฝากคำถามถึงหมอบ้าน  โทร. 02 790 2900 และ 02 790 2027 (ในเวลาออกอากาศ)  หรือส่ง SMS  พิมพ์ QA ตามด้วยคำถาม ส่งไปที่ 4268822

    “หมอรถ” (31 ต.ค. 54) การเตรียมรถก่อนลุยน้ำท่วม

    “รู้ทันน้ำ” (31 ต.ค. 54) โดย ผศ.ดร. นพนันท์ ตาปนานนท์ ผศ.ดร.พนิต ภู่จินดา และ ผศ.ดร.ไขศรี ภักดีสุขเจริญ

 “ดูแลผู้ป่วยอัมพฤกษ์-อัมพาต” (29 ต.ค. 54) โดย นพ.มัยธัช สามเสน ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา

 “ปรับใจ รับสภาพน้ำท่วม” (29 ต.ค. 54) รายการคนสู้โรค โดย นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต

 “หมอบ้าน” (29 ต.ค. 54) การดูแลบ้านและการประเมินสถานการณ์เพื่อรับมือกับวิกฤต

 การดูแลจิตใจให้ผ่านพ้นวิกฤต (28 ต.ค. 54) พูดคุยกับประเด็นสำคัญในภาวะวิกฤตน้ำท่วมที่เกิดขึ้นกับผู้ประสบภัยจำนวนมากเวลานี้

 “รู้ทันน้ำ” (28 ต.ค. 54) โดย ผศ.ดร. นพนันท์ ตาปนานนท์ ผศ.ดร.พนิต ภู่จินดา และ ผศ.ดร.ไขศรี ภักดีสุขเจริญ

 การป้องกันภัยจากไฟดูดและอุบัติภัยอื่นๆ (27 ต.ค. 54)  ฟังคำตอบจาก นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย และคุณสกาวรัตน์ สมสกุลรุ่งเรือง

 “รู้ทันน้ำ” รู้ว่าบ้านของเราเสี่ยงน้ำท่วมหรือไม่ ถ้าท่วมน้ำจะสูงเท่าไร (27 ต.ค. 54) โดย ผศ.ดร. นพนันท์ ตาปนานนท์ และ ผศ.ดร.พนิต ภู่จินดา ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศูนย์รู้ทันน้ำ โทร 08-1702-2999 โทรถามข้อมูลได้ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น.  โดยบอกพิกัดสถานที่ตั้งบ้านพักอาศัยกับเจ้าหน้าที่ จะได้ข้อมูลว่าพื้นที่บริเวณบ้านของเรามีความเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมมากน้อยเพียงใด หรือได้ข้อมูลน้ำจะท่วมสูงเท่าใดเพื่อจะได้เตรียมยกของให้พ้นจากระดับน้ำท่วม

 จับงูอย่างไรให้ปลอดภัย (26 ต.ค. 54) จับงูอย่างไรให้ปลอดภัย และ การใช้ชีวิตในภาวะวิกฤต

 “รู้ทันน้ำ” (26 ต.ค. 54) บ้านของท่านน้ำจะท่วมสูงแค่ไหน และจะอยู่อย่างไรกับน้ำ เพื่อจะได้ไม่เป็นผู้ประสบภัย

 การทำน้ำใช้ในภาวะวิกฤต (25 ต.ค. 54) วิธีเปลี่ยนน้ำท่วมให้เป็นน้ำใช้ โดย ผศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล

กายภาพบำบัด (24 ต.ค. 54 ) รู้วิธี ยกของหนัก ยกกระสอบทราย ไม่ให้เกิดอันตรายกับกระดูกสันหลัง มีวิธีผ่อนคลายกล้ามเนื้อ คอ ไหล่ สะบัก อักเสบบวมให้ใช้น้ำแข็งประคบ  แก้ตะคริวที่น่อง ข้อเท้าพลิก ปรึกษาคลีนิคกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล  โทร  02 441 5450 

“หมอกู้ภัย”  การทำงานอาสาสมัครช่วยกู้ภัยน้ำท่วม บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ กับการทำงานอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู วิธีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย, การช่วยเหลือผู้ถูกไฟดูด จมน้ำ งูกัด ตะปูตำ  มูลนิธิร่วมกตัญญู โทร 02 751 0951 -53  (24 ต.ค. 54 )

  “หมอรถ” เรื่องน่ารู้เี่กี่ยวกับกล่อง ECU โดยคุณชาญเฉลิม สินธุเสน ผู้จัดการด้านเทคนิคศูนย์การจัดการเรียนรู้ (23 ต.ค. 54)

 “หมอบ้าน” ข้อแนะนำการดูแลบ้านและระบบไฟฟ้าในวิกฤตน้ำท่วม (22 ต.ค. 54) ถุงพลาสติกใช้กันน้ำห่อหุ้มเครื่องใช้ไฟฟ้า หุ้มตู้เย็น เครื่องซักผ้า

 เอาชีวิตรอดยามวิกฤต โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช แพทย์ด้านอายุรวัฒน์ (22 ต.ค. 54)

 “เภสัชกร” “ยาจำเป็นติดตัวเมื่อยามภัยพิบัติ” โดย ภก.ดร.บดินทร์ ดิวสุวรรณ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ (22 ต.ค. 54)

 “โภชนาการ” “กินอยู่อย่างไรให้ถูกวิธีและอยู่รอดในช่วงวิกฤตน้ำท่วม” โดย ณัฏฐิรา ทองบัวศิริไล นักโภชนาการ กองโภชนาการ กรมอนามัย (21 ต.ค. 54)

 “หมอบ้าน” ไขปัญหาเรื่องป้องกันบ้านจากน้ำท่วม กับคุณธเนศ วีระศิริ เลขาธิการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (20 ต.ค. 54)   : วิธีสร้างผนังกันน้ำ

 “หมอรถ” แก้ไขปัญหารถในภาวะน้ำท่วม (19 ต.ค. 54)  : การดูแลและบำรุงรักษารถในภาวะำน้ำท่วมเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่, เตรียมรถและอุปกรณ์ประจำรถก่อนลุยน้ำ,  วิธีขับรถขณะน้ำท่วม, เบรกไม่ควรแช่น้ำอันตราย, แก้ปัญหาหลังรถลุยน้ำท่วม แก้ครัชติด

 “หมอรถ” (ช่างเล็ก) ดูแลยานพาหนะช่วงน้ำท่วม (15 ต.ค. 54)

 “หมอบ้าน” ป้องกันบ้านช่วงน้ำท่วมกับสถาปนิก (17 ต.ค. 54)

 “หมอบ้าน” การรักษาดูแลบ้านในภาวะน้ำท่วม (15 ต.ค. 54)

 ไขปัญหาสุขภาพ การดูแลสุขภาพช่วงน้ำท่วม (15 ต.ค. 54)

 ไขปัญหาประกันภัยจากภาวะน้ำท่วม  (18 ต.ค. 54)

 ไขปัญหาประกันสังคมจากภาวะน้ำท่วม  (18 ต.ค. 54)

[21 ตุลาคม 2554] ข่าวจาก ครอบครัวข่าว 3  ดูคลิปวิดีโอ”วิธีทำให้รถยนต์ลอยน้ำ…ป้องกันน้ำท่วม ” หรือดูวิดีโอจากคอมเม้นต์ด้านล่าง

ส่วนใครที่กำลังกังวลว่าน้ำท่วมไม่รู้จะเอารถไปจอดที่ไหน วันนี้เรามีไอเดียร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ที่สามารถทำให้รถลอยในน้ำ

อาจารย์และนักศึกษาประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล ได้ทำการทดสอบวิธีการที่ทำให้รถลอยในน้ำ ด้วยการหาวัสดุง่ายๆ มาใช้กับรถ คือ ตาข่าย และผ้าใบ ที่มีขนาดพอดีเท่ากับรถของคุณผู้ชม โดยตาข่าย และผ้าใบนั้น มีขนาดความหนาที่ใช้กับรถบรรทุก 10 ล้อโดยทั่วไป ขั้นแรกนำผ้าใบมาวางก่อน ตามมาด้วยตาข่ายอยู่ด้านบน จากนั้นก็ถอยรถมาจอดบนตาข่าย พร้อมกับหาผ้าคลุมรถมาคลุมด้านบน แล้วค่อยยกตาข่ายมารัดหุ้มตัวรถชั้นที่ได้แน่นก่อน จากนั้นก็ตามมาด้วยผ้าใบหุ้มตามอีกที เพื่อป้องกันน้ำเข้า และสาเหตุที่ทำให้รถลอยได้ เพราะน้ำหนักของตัวรถถูกถ่ายหรือกระจายไปตามรูตาข่าย ซึ่งจะทำให้ผ้าใบและตาข่ายไม่ฉีกขาด และสามารถทำให้รถลอยน้ำได้ทั้งคัน

แต่ทั้งนี้รถจะลอยขึ้นมาได้ต้องอยู่ในระดับน้ำประมาณ 47 เซนติเมตรเป็นต้นไป ส่วนสนนราคาในการใช้วัสดุอุปกรณ์ครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 4 พันบาท สำหรับผู้สนใจอยากที่จะทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อไปที่สาขาวิชา วิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่หมายเลข 044-224410-1

   

 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ไอเดียเจ๋งแนะวิธีช่วยรถจมน้ำ ม.เทคโนโลยีสุรนารีคิดค้นวิธีการรถลอยน้ำด้วยตาข่ายและผ้าใบ

ม.เทคโนโลยีสุรนารีคิดค้นวิธีการรถลอยน้ำด้วยตาข่ายและผ้าใบ

เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อาจารย์และนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) นำโดย รศ.ดร.ทวิช จิตรสมบูรณ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล มทส. (เจ้าของความคิดประดิษฐ์เรือน้ำใจปีบทอง) และอาจารย์ธีทัต ดลวิชัย สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล ได้คิดค้นวิธีการ  “รถลอยน้ำด้วยตาข่ายและผ้าใบ” ซึ่งเป็นวิธีการในตาข่ายและผ้าใบคลุมรถ เพื่อให้รถยนต์ลอยขึ้นจากน้ำ โดยทำการทดสอบและสร้างต้นแบบเพื่อให้ประชาชนที่สนใจนำไปจัดทำเองได้ ใช้วัสดุที่หาได้ง่าย และใช้งานจริงได้ทันที

รศ.ดร.ทวิช กล่าวว่า ได้คิดไว้ก่อนหน้าแล้วว่าจะหาทางช่วยรถไม่ให้จมน้ำ เช่น รถที่จอดไว้ในที่จอดรถของบ้าน เจ้าของอาจวิตกว่าน้ำจะท่วมรถยนต์เสียหาย หากเอาไปจอดไว้ที่อื่นก็ไม่สะดวก ไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับรถยนต์จำนวนมาก และปัญหาความปลอดภัยอาจจะถูกงัดแงะโจรกรรม จึงทำการทดลองเอาตาข่ายแข็งแรงมาหุ้มรถแบบตึงๆ เอาเชือกรัดให้แน่นเข้ากับหลังคารถ จากนั้นเอาผ้าใบหุ้มอีกชั้น มัดหลวมๆ  จะทำให้รถลอยน้ำได้เมื่อน้ำท่วม โดยผ้าใบและตาข่ายจะทำหน้าที่รับน้ำหนักรถที่ล้อทั้งสี่ล้อ แล้วกระจายเฉลี่ยไปยังตาข่ายด้านในไม่กระทำเป็นจุด  ผ้าใบและตาข่ายจะไม่ฉีกขาด และรับน้ำหนักรถให้รถลอยน้ำได้ทั้งคัน

ขณะที่ อ.ธีทัต ซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลการจัดทำและการทดสอบร่วมกับนักศึกษา กล่าวว่า วัสดุอุปกรณ์ในการจัดทำรถลอยน้ำประกอบด้วย ตาข่าย ผ้าใบชนิดหนาพิเศษ และเชือกสำหรับมัด โดยจะคลุมด้วยตาข่าย มัดและดึงให้แน่นก่อน แล้วคลุมด้วยผ้าใบอีกชั้นเพื่อกันน้ำ โดยใช้ผ้าใบขนาดประมาณ 4×7 เมตร เจาะตาไก่ร้อยเชือกคลุมเกือบทั้งคันหลวมๆ เมื่อระดับน้ำขึ้นสูง รถยนต์ทั้งคันจะลอยน้ำขึ้นมา ไม่ต้องกลัวปัญหารถจมน้ำ และลดปัญหาการหาที่จอดรถตามสะพาน หรือตึกสูง เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำท่วมและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย วิธีการในการทำไม่ยากสามารถทำเองได้ มีต้นทุนไม่เกิน 5,000 บาท

ทั้งนี้ ผู้สนใจนำแบบวิธีการจัดทำรถลอยน้ำไปใช้ สามารถติดต่อได้ที่ สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา โทรศัพท์ 0-4422-4410-1 หรือ รศ.ดร.ทวิช จิตรสมบูรณ์  โทร. 08-5903-3882 E-mail : tabon@sut.ac.th.

 ภาพจากเว็บพันทิป อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่จะรักษารถให้พ้นจากน้ำท่วมครั้งนี้ครับ แนวคิดจาก ม.เทคโนโลยีสุรนารี        how to prevent car from flood, Thai Cool Idea against flooding

  

 

 จากเดลินิวส์ 24 ตุลาคม 2554  เครื่องกรองน้ำท่วม


ภาวะน้ำท่วมแบบนี้ มองไปทางไหนก็เห็นแต่น้ำล้อมรอบ ทว่าสิ่งที่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมขาดแคลนมากที่สุด ก็คือ “น้ำ” นั่นเอง โดยคนเราต้องการน้ำทั้งใช้ดื่มกินและชำระล้าง ไม่ใช่แค่ 8 แก้วต่อวัน…ถ้าอย่างนั้น คงดีไม่น้อยหากสามารถเปลี่ยนสภาพน้ำที่ท่วมอยู่รอบๆ บ้าน ให้นำมาใช้เป็นน้ำอุปโภคและบริโภคได้..
ผศ.ดร.มณฑล ฐานุตตมวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวด ล้อม และรองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ นายปรัชญา จันทร์ศักดิ์ นักวิจัยประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ตอบสนองความต้องการของผู้ประสบภัยได้ ด้วยสิ่งประดิษฐ์ที่ชื่อว่า Mobile Aqua Purifier (MAP) หรือ เครื่องผลิตน้ำสะอาดที่สามารถเคลื่อนที่ได้

เจ้าเครื่องที่ว่านี้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส เนื้อวัสดุทำจากสเตนเลส ขนาด 45x50x55 เซนติเมตร น้ำหนัก 15 กิโลกรัม มีคุณสมบัติในการผลิตน้ำสำหรับอุปโภคได้ 120 ลิตรต่อชั่วโมง และน้ำบริโภค 30 ลิตรต่อชั่วโมง ไม่ว่าน้ำที่ท่วมจะมีสีขุ่นมากหรือมีกลิ่นเน่าเหม็นเพียงใด หากผ่านเครื่องกรองรุ่นนี้ จะสามารถได้น้ำที่ใสสะอาดสำหรับดื่มกินและใช้ชำระล้างได้อย่างสบายใจ ซึ่งน้ำที่ได้นั้นผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยทีมวิเคราะห์คุณภาพน้ำของคณะวิศวฯ ม.ก. มาแล้ว นอกจากนี้ทีมวิจัยยังรับประกันด้วยการดื่มเองกินเองจึงยืนยันได้ว่าปลอดภัยหายห่วงแน่นอน

แต่หากอยากมั่นใจอีกนิด ลองมาดูการทำงานของเจ้าเครื่องกรองน้ำรุ่น MAP กันดีกว่า…

โดยกระบวนการกรองน้ำของเครื่องรุ่นนี้ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ขั้นแรกคือการกรองหยาบ ด้วยไส้กรองชั้นแรกที่มีลักษณะเป็นแท่งใช้สัมผัสกับน้ำที่ต้องการกรอง โดยจะมีเชือกพันอยู่รอบแท่งนั้นเพื่อคัดกรองไม่ให้สิ่งสกปรกชิ้นใหญ่ไหลตามน้ำเข้าสู่เครื่อง จากนั้นน้ำจะเดินทางเข้าสู่ขั้นที่ 2 เรียกว่าขั้นตอนกรองละเอียด โดยวัสดุไส้กรองที่ทำจากเซรามิกเผามีประสิทธิภาพในการดักความขุ่นของน้ำจนใสสะอาดได้ ข้อยกเว้นสำหรับเครื่องรุ่นนี้คือน้ำที่ผสมสีหรือน้ำกร่อยและน้ำทะเลเท่านั้นที่ไม่สามารถแยกสีและความเค็มออกมาได้ ส่วนขั้นตอนที่สามคือการผ่านตัวดูดซับด้วยแท่งคาร์บอนที่ใช้ในเครื่องกรองน้ำทั่วไป จุดนี้จะเป็นการดูดซับสารพิษในน้ำเพื่อให้ปลอดภัยต่อการใช้อุปโภค

“หากผ่าน 3 ขั้นตอนนี้ น้ำจะสะอาดพอสำหรับการอุปโภค แต่ถ้าต้องการความมั่นใจเพิ่มขึ้น เราจะมีคลอรีนให้ด้วย 1 กระปุก สำหรับใช้ผสม 1 ช้อนต่อน้ำ 10 ลิตร เพื่อให้น้ำนั้นสะอาดมากยิ่งขึ้น กระทั่งสามารถนำไปใช้ชำระล้างแผลได้ แต่ถ้าจะใช้น้ำในการบริโภคก็จะต้องให้น้ำไหลไปผ่านขั้นตอนที่ 4 นั่นคือการกรองด้วยเยื่อกรองนาโน ซึ่งจะทำให้คุณภาพน้ำที่ได้ทัดเทียมกับการกรองน้ำด้วยระบบรีเวอร์สออสโมซิส (Reverse Osmosis System) นั่นคือระบบการกรองน้ำที่สะอาดที่สุด”

สำหรับความพิเศษของเครื่องกรองน้ำที่ผลิตโดย ทีมวิจัยคณะวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มก. อันดับแรก วัสดุอุปกรณ์ทั้งหมดที่นำมาใช้ต้องสามารถหาได้ง่าย ส่วนประกอบทุกชิ้นซื้อได้ที่คลองถมหรือตามตลาดทั่วไป ดังนั้นหากเข้าใจระบบการทำงานของเครื่องแล้ว ประชาชนก็สามารถนำไปผลิตไว้ใช้ในครัวเรือนได้เอง และความพิเศษอีกข้อหนึ่งคือการผลิตเครื่องกรองน้ำโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า เพราะในช่วงน้ำท่วมมักจะถูกตัดขาดจากระบบสาธารณูปโภคน้ำ-ไฟด้วย

ดังนั้นเครื่องนี้จึงทำงานด้วยระบบแรงดันจากมือ คล้ายกับการสูบลมล้อรถจักรยาน โดยจะมีท่อพีวีซีเพื่อใช้ในการดันน้ำ ภายในท่อนั้นจะถูกออกแบบให้มีลิ้นเพื่อใช้แรงดูดน้ำจากภายนอก พร้อมๆ กับดันน้ำให้เข้าสู่ภายในเครื่องในเวลาเดียวกัน เนื่องจากเทคนิคสำคัญอย่างหนึ่งของการกรองน้ำที่สะอาด คือจะต้องมีแรงดันที่ดีในการส่งน้ำเข้าสู่ชั้นกรอง

“อย่างที่บอกว่าถ้าเข้าใจระบบแล้ว ชาวบ้านสามารถนำ 4 ขั้นตอนของการกรองไปใช้เพื่อผลิตน้ำสะอาดได้ แต่หากเป็นเครื่องรุ่น MAP ของ มก. ก็จะสะดวกมากขึ้นเพราะผู้ใช้เพียงสูบน้ำใส่เข้าไปแล้วขั้นสุดท้ายก็แค่บิดหัวก๊อกน้ำเพื่อรองน้ำสะอาดออกมา ขณะที่การเปลี่ยนชิ้นส่วนเมื่อหมดอายุการใช้งานหรือการทำความสะอาดก็ง่าย เพราะทุกชิ้นสามารถถอดออกมาล้างเองได้ และไม่ต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์ใด ๆ ในการแกะหรือประกอบเข้าไป”

และเนื่องจากสภาวะน้ำท่วมของประเทศไทยทำให้เจ้าเครื่อง MAP ได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ โดยทางมหาวิทยาลัยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนสนับสนุนงบประมาณผลิตเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยผ่านทางมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก ในราคาต้นทุนเครื่องละ 15,000 บาท จำนวน 80 เครื่อง กำหนดแล้วเสร็จต้นเดือนพฤศจิกายน 54 สำหรับท่านที่สนใจต้องการเป็นเจ้าของ หรืออยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อผลิตไว้ใช้เอง สามารถติดต่อไปได้ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ก. เพราะเครื่องกรองน้ำรุ่นนี้จดอนุสิทธิบัตรของมหาวิทยาลัยเอาไว้แล้ว โทร. 0-2942-8555 ต่อ 1152 หรือ 08-6894-3639

    ขั้นตอนในการผลิตน้ำสะอาดสำหรับอุปโภค (น้ำใช้เท่านั้น) ด้วยตนเองในสภาวะน้ำท่วม โดย กลุ่มอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อุปกรณ์ที่จำเป็น ประกอบไปด้วย 3 ส่วน ได้แก่

1. โอ่ง ถังพลาสติก หรือภาชนะรองรับน้ำ จำนวน 2 ใบ
2. สารส้มก้อน
3. สารฆ่าเชื้อโรคคลอรีนชนิดน้ำ 2% (หยดทิพย์)
ขั้นตอนการผลิตน้ำสะอาด ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน คือ

1. เตรียมน้ำลงในภาชนะรองรับน้ำใบที่ 1 โดยเลือกใช้น้ำจากแหล่งน้ำในบริเวณที่สะอาด ห่างจากแหล่งสุขาหรือโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ และไม่ผ่านการปนเปื้อนจากสารเคมี จากนั้นตักใบไม้หรือเศษไม้ที่อาจลอยอยู่บนผิวน้ำออก

2. แกว่งสารส้มในน้ำ แกว่งสารส้มในน้ำจนกระทั่งสังเกตเห็นตะกอนเริ่มจับตัว ซึ่งอาจใช้เวลามากน้อยต่างกันไปตามปริมาตรและลักษณะของน้ำ โดยทำการแกว่งที่ความลึกประมาณ 2/3 ส่วนของความลึกน้ำจากผิวน้ำ

3. การตกตะกอนเพื่อให้ได้น้ำใส หลังจากขั้นตอนการแกว่งสารส้ม จะต้องทิ้งน้ำไว้จนกระทั่งตะกอนตกลงสู่ก้นถัง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาประมาณ 30 นาทีหรืออาจตั้งทิ้งไว้ข้ามคืน จากนั้นจึงตักหรือถ่ายน้ำส่วนใสเข้าสู่ภาชนะบรรจุใบที่ 2 น้ำที่ผ่านขั้นตอนนี้จะมีลักษณะใสแต่ยังไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อโรค

4. การเติมสารเพื่อฆ่าเชื้อโรคลงในภาชนะรองรับน้ำใบที่ 2 โดยเติมสารฆ่าเชื้อโรคคลอรีนชนิดน้ำ 2% (หยดทิพย์) ในปริมาณ 1 หยด ต่อน้ำ 1 ลิตร กวนผสมและปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้สารฆ่าเชื้อโรคออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาชนะรองรับน้ำใบที่ 2 จึงควรทราบปริมาตรน้ำโดยคร่าว หากใช้ถังซึ่งแจกโดยทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมีขีดบอกปริมาตรน้ำภายในถัง

น้ำหลังบำบัด / น้ำก่อนบำบัด

ในภาวะอุทกภัยที่เกิดขึ้น การประยุกต์ใช้กรรมวิธีอย่างง่ายในการผลิตน้ำสะอาดที่สามารถนำไปใช้อุปโภค (น้ำใช้เท่านั้น) ได้อย่างปลอดภัยนับว่ามีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน อย่างไรก็ตาม น้ำใสที่ได้อาจยังไม่เหมาะสมต่อการบริโภคเนื่องจากน้ำที่ผ่านการผลิตขึ้นเองอาจไม่มีการควบคุมคุณภาพที่ดีเพียงพอ ด้วยความปรารถนาดีจากกลุ่มอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คำเตือนสำหรับน้ำยาหยดทิพย์

- เก็บให้พ้นมือเด็ก
– อย่าให้เข้าตาและสัมผัสผิวหนัง
– ห้ามรับประทานโดยตรง
– หากสารละลายหยดทิพย์ถูกมือให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาด
– ถ้าสารละลายหยดทิพย์เข้าตาต้องรีบล้างตา
– เก็บรักษาสารละลายหยดทิพย์ในที่มืด
– ด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้งแล้วรีบไปพบแพทย์

  จากเดลินิวส์ (13 ธันวาคม 2554)  ผลิตน้ำดื่มจาก“ชุดกรองน้ำพลังงานแสงอาทิตย์”

ทดสอบคุณภาพด้วยชุดตรวจเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียของกรมอนามัย มั่นใจสะอาดปราศจากจุลินทรีย์

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ อาจารย์สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เผยว่า ชุดกรองน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ ได้พัฒนาขึ้นจากแนวคิดที่จะช่วยผ่อนคลายปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มในแหล่งชุมชนน้ำท่วม หรือ ในศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย ให้มีน้ำสะอาดดื่มอย่างเพียงพอ จึงพัฒนาชุดกรองน้ำดังกล่าว แทนการใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งสามารถใช้น้ำดิบจากแหล่งน้ำธรรมชาติ คูคลองน้ำไหล หรือ น้ำประปาสีขุ่นดื่มได้ไม่สนิทใจ โดยนำน้ำดิบมาพักไว้ แกว่งสารส้มประมาณ 5-10 นาที ให้ตกตะกอน น้ำจะใสขึ้น จากนั้น นำมาผ่านชุดกรอง จะได้น้ำดื่มสะอาด ทำการทดสอบคุณภาพด้วยชุดตรวจเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มั่นใจได้ว่า สะอาด ปลอดภัย ปราศจากเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินอาหาร

“เป็นการพัฒนาเทคโนโลยี หรือ อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว ประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาเซลล์ แบตเตอรี่ ปั้มน้ำ ระบบกรองน้ำ ไส้กรองน้ำ ระบบฆ่าเชื้อด้วยรังสี UV สามารถหาซื้อได้ในท้องตลาด โดยเลือกใช้อุปกรณ์มีมาตรฐานรับรอง มั่นใจคุณภาพ ข้อดีคือสะดวก รวดเร็ว ใช้งานได้ทันที ซึ่ง มทส.จัดสรรงบประมาณจัดทำชุดกรองน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ นำไปติดตั้งในชุมชน หรือ ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องน้ำดื่มแล้วเบื้องต้น 3 ชุด” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรชัย กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.รังสรรค์ ทองทา กล่าวถึง การทำงานของชุดกรองน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ ว่า ประกอบด้วยอุปกรณ์ 2 ส่วน คือ ส่วนที่ใช้กรองน้ำ และส่วนที่ให้พลังงาน โดยใช้เครื่องกรองน้ำที่หาซื้อได้ทั่วไป แต่พิเศษคือเพิ่มการกรองหยาบเข้าไป จึงใช้ได้กับน้ำที่มีคุณภาพด้อยกว่าน้ำประปา สำหรับด้านหลังชุดกรองน้ำ ประกอบด้วย อินเวอร์เตอร์ รับพลังงานจากโซลาเซลล์ เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ปั้มน้ำ อาศัยแรงดันให้เครื่องทำงาน ผู้ใช้เพียงกดสวิทซ์เครื่องก็จะกรองน้ำ

“ไม่ใช้พลังงานไฟฟ้า ปลอดภัยจากไฟรั่ว และไฟช็อต ต้นทุนการผลิตประมาณ 20,000 บาทต่อชุด ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กกะทัดรัด ใส่ในกระเป๋าเดินทางได้ เคลื่อนย้ายสะดวก มีกำลังการผลิตโดยกรองน้ำดื่มได้ 120 ลิตรต่อชั่วโมง หรือ ประมาณถังน้ำขนาด 20 ลิตร จำนวน 6 ถัง เหมาะต่อการนำไปใช้ในกลุ่มชุมชน หรือ พื้นที่ประสบภัยต่าง ๆ ได้” ผศ.ดร.รังสรรค์ กล่าว

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยสุรนารี โทร. 0 4422 4081-5.

 

 วิธีทำอุปกรณ์ตรวจไฟรั่ว

จากเดลินิวส์ (15 พ.ย. 54)  “ชุดทดสอบไฟรั่ว” เวอร์ชั่นง่ายใช้สะดวก 

จุฬาฯ ประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยตรวจไฟรั่วในภาวะน้ำท่วม แบบฉบับง่าย ๆ ใช้สะดวก แจกผู้ประสบอุทกภัย

อาจารย์อำนาจ สาธานนท์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น ภัยจากกระแสไฟฟ้ารั่วเป็นอีกหนึ่งอันตรายที่ควรระวัง ทำให้ภาควิชาฟิสิกส์มีแนวคิดผลิต “ชุดทดสอบไฟรั่ว” เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย สามารถใช้ตรวจสอบตำแหน่งไฟฟ้ารั่วได้ ป้องกันตนเองจากไฟฟ้าดูด โดยมีอาจารย์ นิสิต และบุคลากรในคณะช่วยลงแรง รวมทั้งการสนับสนุนงบประมาณจาก บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด

“เครื่องมือนี้ถูกออกแบบให้คล้ายคันเบ็ดตกปลา เพื่อทำให้ผู้วัดไม่ต้องเสี่ยงไปอยู่ใกล้บริเวณที่วัดไฟรั่ว โดยอุปกรณ์ประกอบด้วย 1.หัววัดไฟ มี 2 แบบ คือ แบบทุ่น และแบบแผ่นโฟมลอยน้ำ 2.เครื่องวัดไฟรั่ว และ 3.สายไฟ ยาวประมาณ 250 เซนติเมตร” อาจารย์อำนาจ กล่าว

อาจารย์อำนาจ อธิบายถึง ขั้นตอนการประกอบ ว่า
 เริ่มจากนำสายไฟมายึดกับด้ามไม้ (อาจใช้ไม้กวาด ไม้ขนไก่ หรือ ท่อพีวีซีก็ได้) ยาวประมาณ 1 เมตร ให้ปลายด้านหนึ่งของสายไฟอยู่ที่ปลายของด้ามไม้ และเหลืออีกปลาย ยาวประมาณ 120 เซนติเมตร จากนั้น ต่อสายไฟด้านที่อยู่ติดกับด้ามไม้เข้ากับเครื่องวัดไฟรั่ว แล้วต่อปลายอีกด้านของสายไฟเข้ากับหัววัดไฟ โดยต่อสายสีแดงเข้าช่องสีแดง และสายสีดำเข้าช่องสีดำ (ควรใช้แบบทุ่นในกรณีวัดไฟรั่วใต้น้ำ และแบบแผ่นโฟมลอยน้ำในกรณีวัดไฟรั่วที่ผิวน้ำ)

“สำหรับวิธีใช้งาน เริ่มจากเปิดสวิทซ์เครื่องวัดไฟรั่วก่อน จะเห็นไฟสีเขียวขึ้น จากนั้น ทดสอบอุปกรณ์ก่อนนำไปวัดไฟ (โดยนำสายไฟด้านที่ต่อกับหัววัดไฟมาต่อเข้ากับถ่านไฟฉาย ถ้าหลอดไฟสีแดงติด แสดงว่าอุปกรณ์พร้อมใช้งาน) แล้วนำหัววัดไฟไปหย่อนในน้ำที่ต้องการวัดไฟรั่ว ถ้าหลอดไฟสีแดงติดขึ้นมาแสดงว่าบริเวณแถวนั้นมีไฟรั่วอยู่ ยิ่งเข้าไปใกล้จุดไฟรั่ว ไฟสีแดงจะยิ่งสว่างมากขึ้น” อาจารย์อำนาจ กล่าว

ทั้งนี้ ระวังอย่าให้ด้าม และเครื่องวัดไฟรั่วโดนน้ำ เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้ ห้ามเหวี่ยงหัววัดไฟขณะกำลังวัดไฟรั่ว ต้องทดสอบอุปกรณ์โดยต่อกับถ่านไฟฉายทุกครั้งก่อนวัดไฟ และขณะวัดไฟรั่วควรหมุนหัววัดไฟไปมาบริเวณที่วัด เพื่อให้แน่ใจว่ามีไฟรั่วหรือไม่ เมื่อหลอดไฟสีแดงสว่าง แสดงว่าบริเวณนั้นมีไฟรั่ว ห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด ให้รีบสับเบรคเกอร์ทั้งชั้น และติดต่อการไฟฟ้า แจ้งให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยเหลือ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม หรือ ติดต่อขอรับ ได้ที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร.02-218-5000.


จากเดลินิวส์ (22 พ.ย. 54)  เรือทำง่ายรวดเร็วปลอดภัย  
“มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี” เผยไอเดีย “เรือน้ำใจปีบทอง 2” เน้นสร้างรวดเร็ว ปลอดภัย ใช้ต้นทุนต่ำ

รศ.ดร.ทวิช จิตสมบูรณ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) กล่าวว่า หลังจากมหาวิทยาลัยออกแบบ และผลิต “เรือน้ำใจปีบทอง 1” ระดมนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากร ร่วมลงแรง เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยบริจาคให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปแล้วกว่า 150 ลำ ขณะนี้ ได้มีการพัฒนาเรือรุ่นที่ 2 ขึ้น โดยเปลือกเรือเป็นสังกะสีแผ่นเรียบ ใช้เบอร์ 24 เพราะขึ้นรูปง่าย และทนทาน หนาประมาณ 0.4 มม. (จากเดิมรุ่นแรกทำด้วยผ้าใบคลุมรถสิบล้อ) มีข้อดีคือ ราคาถูกลง พร้อมทนต่อการทิ่มทะลุมากกว่า แต่เนื่องจากข้อจำกัดของหน้ากว้างสังกะสีขนาด 4 ฟุต และยาว 8 ฟุต ทำให้สร้างเรือหน้ากว้างที่สุดได้ 58 ซม. กราบเรือสูง 30 ซม. ตัวเรือยาว 160 ซม. หัวเรือยาวประมาณ 50 ซม. นั่งได้ 3 คน หรือ ผู้ป่วยนอน 1 คน ส่วนราคาวัสดุ ประกอบด้วย สังกะสีแผ่นเรียบประมาณ 500 บาท และเหล็กเส้นประมาณ 50 บาท

“ขั้นตอนในการประกอบเรือ เริ่มจากการสร้างแบบ โดยนำเหล็กฉากเชื่อมเข้าด้วยกันตามขนาดเรือ ให้กราบเรือแบะออกเล็กน้อย จากนั้น วางแบบลักษณะคว่ำ บนเสาสูงประมาณ 1.2 เมตร แล้ววางสังกะสีแผ่นเรียบด้านบนแบบ ใช้ค้อนเคาะพับขึ้นรูป ทั้งนี้ บริเวณส่วนโค้งด้านหัว และท้าย ต้องพับเหล็กเข้าด้วยกัน (คล้ายพับเรือกระดาษ) ต่อมา สร้างโครงเรือ ด้วยเหล็กเส้นก่อสร้าง ขนาด 3 หุน ประกอบด้วย โครงสี่เหลี่ยมด้านพื้นเรือ 1 ชุด โครงสี่เหลี่ยมกราบด้านบน พร้อมทำหัวแหลม 1 ชุด และโครงแนวขวาง รูปตัวยู ที่กางออกเล็กน้อยอีก 2 ชุด เชื่อม หรือ มัดเข้าด้วยกันโดยใช้ลวด เมื่อเสร็จ ให้นำโครงเหล็กลงวางในตัวเรือ แล้วตีพับขอบสังกะสีด้านบนเข้ามาหุ้มโครงเหล็ก” รศ.ดร.ทวิช กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.ทวิช เผยว่า มทส.ได้ดัดแปลง “เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายบ่า” มาเป็นใบพัดหางยาว สำหรับขับเคลื่อนเรือ โดยการถอดส่วนใบตัดหญ้า และเพลาดอกจอกที่หักมุมเพลา ออก แล้วเอาใบพัดเรือหางยาว ขนาด 5 นิ้ว สวมเข้าไป ซึ่งต้องตีปลอกให้รูใบพัดเล็กลงพอเหมาะกับแกนเพลาเครื่องตัดหญ้า ซึ่งเป็นเดือยหมู จากนั้น เจาะปลอกเพลาใบพัด 6 รู ทำเกลียวใน ขนาด 1 หุน แล้วนำน๊อตขันอัดเข้ากับแกนเพลาให้แน่น

ทั้งนี้ เรือดังกล่าว ไร้ตะเข็บรอยต่อ จึงปราศจากการรั่วซึม ผ่านการทดลองขับเคลื่อนด้วยการพาย ถ่อ ลาก หรือ เข็น เครื่องยนต์มีกำลัง 2 แรงม้า ทำความเร็วได้ประมาณ 20 กม.ต่อชม.

               หลังน้ำท่วม

น้ำที่ท่วมเป็นเวลานานมักเน่าเสีย มีเชื้อโรคจำนวนมาก ควรระวังไม่สัมผัสน้ำที่ท่วม ไม่รับประทานอาหารที่สัมผัสน้ำท่วม

บ้านในบริเวณน้ำท่วม มักจะไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ ห้องน้ำห้องสุขา/ห้องส้วมไม่สามารถใช้การได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาสุขอนามัย ขับถ่ายของเสียในถุงพลาสติกโรยด้วยปูนขาวและมัดปากถุงทุกครั้ง อย่าขับถ่ายทิ้งลงน้ำ อาจทำให้เกิดโรคระบาด ท้องร่วง อหิวาต์

กรณีไฟฟ้ายังใช้การได้ ให้ระวังอันตรายจากไฟดูด ไฟช็อต ก่อนเปิดสวิชต์ใช้งานเครื่องไฟฟ้าทุกครั้งต้องมั่นใจว่าตัวไม่เปียกหรือยืนแช่น้ำอยู่

การกลับเข้าบ้านหลังน้ำลด อย่าเพิ่งเปิดสะพานไฟ ให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ไฟฟ้า ปลั๊กไฟ สายไฟ หลอดไฟไม่เปียกน้ำ  อย่าใช้ร่างกายสัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโลหะโดยตรง ระวังไฟดูด ให้ใช้ไม้ที่แห้งเขี่ยเปิดกล่องเปิดฝาสะพานไฟ แล้วสำรวจภายในด้วยสายตา แทนการใช้มือเปล่าเปิด

ใช้ไฟฉายส่องตามซอก มุม หลืบ เพดาน ตู้ ลิ้นชัก ส้วม ชักโครก เพื่อสำรวจว่าไม่มีสัตว์มีพิษเข้ามาอาศัยอยู่ ถ้าพบสัตว์มีพิษควรเรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาจัดการ สายด่วน มีปัญหาสัตว์ป่า สัตว์มีพิษ สัตว์อันตราย 1362 หรือ โทร 09 0101 0030  มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง โทร 02 226 4444 – 8 มูลนิธิร่วมกตัญญู โทร 02 751 0951 หากพบซากสัตว์ตายให้โรยด้วยปูนขาวแล้วฝังกลบให้มิดชิดอย่าให้แมลงวันตอมจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อ

สำรวจความเสียหายของบ้านและทรัพย์สิน ดูว่าโครงสร้างของบ้านยังแข็งแรงสามารถเข้าอยู่อาศัยได้หรือไม่ รื้อสิ่งปรักหักพังออก ซ่อมได้ก็ซ่อม ซ่อมไม่ได้ต้องรื้อออก  ถ้าจะกลับเข้ามาอยู่ในบ้านควรตรวจ ประตู หน้าต่าง หลังคา กลอน ซ่อมแซมให้แข็งแรงจากโจรภัยงัดแงะ  เร่งฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ให้ใช้งานได้ก่อน

ระบายน้ำออกจากบ้านให้หมด เปิดประตู หน้าต่างเพื่อขจัดความชื้นในบ้านออกด้วย ของใช้/เฟอร์นิเจอร์ที่เปียกน้ำให้นำออกไปตากแดดให้แห้งสนิท

ทำความสะอาด เก็บกวาด ขยะ ดิน โคลนที่มากับน้ำ ควรทำความสะอาดภายในบ้าน และภายในท่อระบายน้ำในบ้านด้วย เพราะอาจมีดินโคลนไปอุดตันท่อทำให้เกิดปัญหาน้ำเสียไหลออกจากบ้านไม่ได้ เกิดน้ำท่วมซ้ำ

ระวังโรคระบาดที่มากับน้ำท่วม เช่น ปอดบวม ตาแดง โรคฉี่หนู อหิวาตกโรค ควรเตรียมวิธีป้องกันและรักษา เช่น ยากันยุง ยาทารักษาโรคน้ำกัดเท้า ยาแก้แพ้ ยาแก้ผดผื่นคัน ยาคลายเครียด ยาแก้ปวดลดไข้ ยาแก้อักเสบ ยาธาตุ ยาแก้ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อ พยายามรักษาสุขภาพจิตด้วย อย่าเครียด อย่าอยู่คนเดียวให้หาเพื่อนพูดคุยจะได้ไม่เป็นโรคซึมเศร้า

เตรียมค่าใช้จ่าย สำหรับการฟื้นฟู ซ่อมแซม ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า อาจจะต้องหาแปลนบ้านที่ยกสูง หรือเตรียมหาบ้านทำเลใหม่ หลังน้ำท่วมสภาพแวดล้อมย่อมเปลี่ยนแปลง อาจต้องเผชิญกับภาวะสินค้าแพง จากข้ออ้าง การขนส่งลำบาก ถนนถูกตัดขาด ต้องปรับตัว บางคนอาจมีญาติ/มิตร ให้ความช่วยเหลือ บางคนอาจจะไม่เหลือญาติ ไม่เหลือบ้านเลย อย่าพึ่งหมดกำลังใจ ถ้าไร้ที่พึ่งให้ติดต่อหน่วยงานของรัฐ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรสงเคราะห์ผู้ประสบภัยต่าง ๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ จะได้บรรเทาทุกข์ไปสักระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตามอย่าลืม เตรียมกำลังกายและกำลังใจให้พร้อม ชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป เข้มแข็งไว้ สู้ สู้

 ดาวน์โหลดวิธีซ่อมแซมกู้บ้านหลังน้ำท่วม  บ้านหลังน้ำท่วม โดย อาจารย์ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์

 ดาวน์โหลดเอกสาร สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) 

16 ข้อปฏิบัติความปลอดภัยในการสำรวจบ้านเรือนหลังน้ำท่วม

7 ประเด็น ความปลอดภัย “โครงสร้างอาคาร” หลังน้ำท่วม

 อ่าน เตือนภัย! โรคที่มากับน้ำท่วม

 download คู่มือการตรวจสอบและซ่อมแซมอาคารบ้านเรืองหลังน้ำท่วม
การตรวจสอบและซ่อมแซมอาคารบ้านเรืองหลังน้ำท่วม   เนื้อหาประกอบด้วย การตรวจและซ่อม
1. โครงสร้าง รั้วบ้านเอียง : อาคารทรุด, ฐานรากถูกน้ำเซาะ, เสา คาน พื้น แตก ร้าว
2. งานสถาปัตยกรรม ตกแต่งภายใน และงานจัดสวน : รั้วบ้าน, ประตู, ผนัง, พื้น, เฟอร์นิเจอร์, ต้นไม้, สนามหญ้า
3. ระบบสุขาภิบาล : ส้วมเหม็น ส้วมเต็ม ราดน้ำไม่ลง, ท่อส้วมแตก, ท่อระบายน้ำ, ระบบน้ำประปา
4. ระบบไฟฟ้า : แผงสวิตซ์ไฟฟ้า, ปลั๊กและสวิตซ์ไฟฟ้า, เครื่องใช้ไฟฟ้า
5. เครื่องกล : เครื่องปรับอากาศ, ลิฟต์, ปั๊มน้ำ

  

   ลิงก์ ดาวน์โหลด แบบบ้านลอยน้ำ : กรมโยธาธิการและผังเมือง

 สารจากอธิบดีกรมโยธาและผังเมือง แนวคิด บ้านลอยน้ำ

 ดาวน์โหลดแบบแปลนสถาปัตยกรรม บ้านลอยน้ำ

 ดาวน์โหลดแบบวิศวกรรมโครงสร้าง บ้านลอยน้ำ

 ดาวน์โหลดแบบงานระบบไฟฟ้า บ้านลอยน้ำ

 ดาวน์โหลดแบบงานระบบสุขาภิบาล บ้านลอยน้ำ

 ดาวน์โหลดประมาณราคาค่าก่อสร้าง บ้านลอยน้ำ

แปลนบ้านลอยน้ำ : กรมโยธาธิการและผังเมือง

 ปีหน้าถ้าจะท่วมอีกก็ไม่หวั่น ถ้ามีสระว่ายน้ำลอยน้ำ  ภาวะปกติก็เอาไว้ผ่อนคลาย ในภาวะน้ำท่วมขาดแคลนน้ำสะอาด ก็เก็บน้ำไว้ใช้  ถ้าผู้ผลิตเขาสร้างกระท่อมข้างสระให้ด้วยคงจะขายดี ผู้ผลิตอยู่ที่ภูเก็ต บริษัทผู้ผลิต

 

 

โดมลอยน้ำ ภาพจาก biskvitka.net

Плаващ дом / Floating Dome Home

Плаващ дом / Floating Dome Home

 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  (22 ตุลาคม 2544)  วิธีดูแลรถหลังประสบภัยน้ำท่วม

อาจารย์รักชาติ แสงวงศ์ หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมยานยนต์และหัวหน้าศูนย์บริการยานยนต์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความรู้ในการดูแลรักษารถยนต์ที่ผ่านการจมน้ำว่า การสำรวจรถยนต์ที่ผ่านการจมน้ำต้องตรวจดูสภาพโดยรวมว่ามีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน จากนั้น ควรเปิดฝากระโปรงรถเพื่อปลดขั้วแบตเตอรี่ออกเพื่อตัดระบบการจ่ายไฟ ที่สำคัญไม่ควรสตาร์ตรถ เพื่อลองเครื่องยนต์เนื่องจากระบบกลไกในรถยนต์รุ่นปัจจุบันมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นสมองกล ซึ่งระบบเหล่านี้จมน้ำเพียง 5 นาทีก็เกิดความเสียหายได้ ทั้งนี้หากจมน้ำ 1-2 วัน ระบบดังกล่าวอาจเป็นสนิมทำให้ระบบการทำงานเสียหายมาก และที่สำคัญต้องตรวจดูว่าเครื่องยนต์เสียหายมากน้อยแค่ไหน จากนั้น ให้ทำการเป่าหรือใช้สเปรย์ไล่ความชื้น เพราะในจังหวะที่เราดับเครื่อง กระบอกสูบบางกระบอกยังทำงานอยู่อาจทำให้น้ำเข้าได้ และควรถ่ายน้ำมันทุกชนิดที่อยู่ในรถออกทันที เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรก น้ำมันคลัตช์ ฯลฯ เพราะน้ำที่ปนกับน้ำมันจะทำให้เกิดสนิม

สำหรับรถยนต์ที่ผ่านการจมน้ำมาควรซ่อมแซมหรือขายทิ้ง อาจารย์รักชาติ แนะนำว่าต้องเอารถไปประเมินสภาพก่อนว่ามีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน คุ้มค่าหรือไม่ที่จะนำไปใช้ต่อ โดยปกติค่าซ่อมแซมรถยนต์ที่เสียหายจากการจมน้ำมีมูลค่าต่อคันอยู่ที่ประมาณ 300,000 บาท เพราะทุกอย่างเสียหายหมดเหลือแต่โครงรถกับเครื่องยนต์ ซึ่งต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ส่วนเครื่องยนต์ก็ต้องผ่าดูอีกว่ามีน้ำขังอยู่ข้างในหรือเปล่า ถึงแม้จะเสียเงินซ่อมแล้ว สภาพก็ไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม เพราะมีอุปกรณ์บางตัวที่ติดอยู่กับรถซึ่งไม่สามารถถอดออกมาเปลี่ยนได้ หากต้องการส่งซ่อมควรใช้บริการศูนย์ของรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ หรือส่งซ่อมที่อู่รถที่ได้มาตรฐาน มีผู้เชี่ยวชาญดูแล สำหรับรถยนต์ที่มีประกันชั้นหนึ่ง บริษัทประกันจะรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด โดยบริษัทจะสำรวจว่ามีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน แต่ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทประกันด้วย

ส่วน ข้อควรระวังในการซื้อรถยนต์มือสองหลังเกิดเหตุอุทกภัย เพื่อป้องกันการหลอกขายรถยนต์ที่เคยจมน้ำมา คือก่อนตัดสินใจซื้อรถต้องสำรวจดูสภาพโดยรวมก่อน เช่น รถที่ผ่านการจมน้ำเมื่อเปิดประตูเข้าไปจะได้กลิ่นอับ แม้จะซ่อมดีแค่ไหนแต่กลิ่นก็ไม่หาย เพราะน้ำท่วมไม่ใช่น้ำสะอาดต้องใช้เวลานานในการดับกลิ่น และผู้ซื้อควรตรวจสอบระบบจ่ายไฟว่ามีความขัดข้องหรือไม่ แม้จะซ่อมดีแค่ไหน หากรถยนต์ผ่านการจมน้ำมาระบบจะมีข้อบกพร่อง และจุดเด่นที่ต้องสังเกตคือ นอต ที่ใช้ขันเครื่องยนต์ ควรสำรวจดูว่ามีร่องรอยการรื้อหรือเป็นสนิมเพราะผ่านการจมน้ำมาหรือไม่

จากเดลินิวส์ (21 พ.ย. 54)  ซ่อมรถ..หลังน้ำลด

ช่วงสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลายแล้วแบบนี้ ปัญหาหนักอกหนักใจของบรรดาคนเมืองทั้งหลาย สิ่งหนึ่งคงหนีไม่พ้นพาหนะคู่ใจอย่างรถยนต์ที่ต้องเปียกแฉะทั้งช่วงล่าง ช่วงกลาง บ้างก็ถูกน้ำท่วมจมมิดทั้งคัน

ยุทธ โรหิตเสถียร อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยี สาขาเทคโนโลยียานยนต์ ในฐานะผู้ดูแลศูนย์บริการรถยนต์ ” สยามออโต้ เซอร์วิส” ของ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ให้ข้อมูลที่ฟังแล้วสบายใจได้ว่า รถยนต์ที่จมน้ำยังสามารถใช้การได้ขึ้นอยู่กับระดับน้ำที่ท่วมตัวรถว่าสูงมากน้อยแค่ไหน และระยะเวลาที่จอดแช่น้ำนานเพียงใด
สำหรับรถยนต์ขนาดเล็กหรือรถบ้านที่ถูกน้ำท่วมสูงประมาณ 15 เซนติเมตร หรือท่วมแค่ครึ่งล้อรถยนต์ เจ้าของรถสามารถลองสตาร์ตรถได้เอง หากสตาร์ตไม่ติดก็อาจเกิดจาก 2 กรณี คือ กรณีที่แบตเตอรี่ไม่มีไฟก็ต้องต่อสายพ่วงแบตฯ หรือกรณีมีปัญหาที่มอเตอร์สตาร์ต เพราะโดยส่วนใหญ่อุปกรณ์ตัวนี้จะติดตั้งไว้ต่ำทำให้ถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายได้ง่าย ทางแก้ก็ต้องส่งเข้าศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมรถ
ส่วนกรณีน้ำท่วมเกินครึ่งล้อรถยนต์ แนะนำว่าก่อนสตาร์ตให้ตรวจเช็กดูว่าน้ำเข้าท่อไอเสียและมอเตอร์สตาร์ตหรือไม่ หากน้ำเข้าก็จะทำให้โอกาสที่เครื่องจะติดหรือไม่ติดมีเท่ากัน แต่ถ้าในกรณีรถที่ถูกน้ำท่วมทั้งคันและแช่น้ำอยู่เป็นเวลานาน เจ้าของรถไม่ควรสตาร์ตรถเอง เพราะจะทำให้อะไหล่ในส่วนที่ไม่เสียหายก็อาจเสียหายได้ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสูงมากขึ้นตามไปด้วย

โดยหลักการแล้วควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจเช็ก ซึ่งจะมีการไล่ระบบต่าง ๆ ในเครื่องยนต์ ตั้งแต่ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำมันต่าง ๆ ทั้งน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย น้ำมันเบรก น้ำมันคลัตช์ น้ำมันเพาเวอร์ ที่ต้องมีการไล่ของเดิมออกแล้วเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด นอกจากนี้ยังต้องตรวจเช็กระบบสายพาน ตลับลูกปืน ฯลฯ หรือจะเรียกง่าย ๆ ว่าตรวจเช็กกันใหม่ทั้งคันเลยก็ว่าได้

ไพรัช ลัทธะวัฒน์ นักศึกษาปี 3 สาขาเทคโนโลยียานยนต์ เล่าว่า จากประสบการณ์การทำงานในอู่ซ่อมรถยนต์ที่มีอยู่เป็นทุนเดิม เมื่อนำมาบวกกับความรู้ที่ได้จากการศึกษาเล่าเรียนในรั้ววิทยาลัย ทำให้มีความมั่นใจทั้งในด้านทฤษฎีและในการปฏิบัติงานจริงที่สามารถทำได้รวดเร็วแม่นยำมากยิ่งขึ้น เพราะการเรียนรู้ในวิชาเรียนจะต้องฝึกปฏิบัติงานจริงในศูนย์บริการ ได้ประสบการณ์เพิ่มเติมและยังได้เรียนวิธีการใช้ชีวิตในสังคมเพื่อนร่วมงาน ตลอดจนการดูแลบริการลูกค้า รวมถึงสิ่งสำคัญคือ จรรยาบรรณของวิชาชีพช่างยนต์ที่ไม่ควรเอาเปรียบหรือหลอกลวงเจ้าของรถยนต์ให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็น

“ในวิชาเรียนที่เกี่ยวกับไฟฟ้ายานยนต์ก็จะมีการฝึกปฏิบัติซ่อมระบบไฟฟ้าของเครื่องยนต์ ส่วนวิชายานยนต์ก็จะฝึกปฏิบัติซ่อมเครื่องยนต์ เป็นต้น โดยก่อนอื่นจะมีการตรวจเช็กสภาพรถยนต์เบื้องต้นให้กับผู้มาใช้บริการ จากนั้นจะนัดให้มาตรวจเช็กและให้บริการในช่วงที่ตรงกับเวลาที่เรียน ในกรณีที่ต้องเปลี่ยนอะไหล่ชิ้นใดก็จะแจ้งเจ้าของรถเพื่อที่จะได้ซื้ออะไหล่มาให้เราเปลี่ยนโดยไม่คิดค่าบริการ สิ่งสำคัญในการตรวจเช็กจะต้องซื่อสัตย์กับผู้มาใช้บริการ ถ้าอะไหล่ชิ้นไหนยังไม่หมดอายุการใช้งานหรือใกล้หมดอายุการใช้งานก็ต้องแจ้งตามสภาพความเป็นจริง”

นอกจากนี้ในทุกปีทางวิทยาลัยจะมีโครงการให้ประชาชนนำรถมารับบริการตรวจเช็กเบื้องต้น 28 รายการ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งที่ผ่าน ๆ มาก็มีประชาชนให้ความสนใจนำรถมารับบริการจำนวนมาก และเช่นเดียวกันในปี 2554 นี้ ทางวิทยาลัยมีโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 โดยระหว่างวันที่ 1-30 ธ.ค. 54 จะเปิดให้ประชาชนสามารถนำรถมารับบริการตรวจเช็กสภาพพร้อมกับจะเพิ่มบริการพิเศษ ตรวจเช็กเครื่องยนต์หลังน้ำลด โดยไม่คิดค่าบริการแต่อย่างใด

สำหรับเจ้าของรถยนต์ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่คณะเทคโนโลยี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เลขที่ 46 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ 10600 โทร. 0-2878-5032 หรือที่ศูนย์บริการรถยนต์สยามออโต้ เซอร์วิส วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม โทร. 0-2878-5036

 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  (7 พ.ย. 54)  หลังน้ำลด….ซ่อมได้ 

ช่วงน้ำท่วมมาเวลานี้เรียกว่าสร้างความเสียหายไม่น้อยแล้ว แต่เชื่อแน่ว่าหลังน้ำลดสภาพความเสียหาย ที่แท้จริงจะมากยิ่งกว่า…นายสุขุม หลานไทย อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีไฟฟ้า คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) เพชรบุรี ให้คำแนะนำประชาชนเตรียมความพร้อมหลังน้ำลด เรื่องสำคัญอย่างหนึ่งเกี่ยวกับงบประมาณในการซ่อมบำรุงต่างๆ ไม่เฉพาะอาคารบ้านเรือนเท่านั้น แม้แต่บรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จมน้ำเปียกน้ำทั้งหลายด้วย

“โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปียกน้ำ บางชิ้นซ่อมแล้วคุ้มแต่บางอย่างก็ซื้อใหม่คุ้มกว่า ยิ่งช่วงหลังน้ำลด ราคาค่าซ่อมและอะไหล่จะแพง ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น ประชาชนสามารถตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้าเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง โดยเริ่มแรกแนะนำก่อนว่า ใครที่คิดว่าจะลองเสียบปลั๊กดูว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าใช้งานได้หรือไม่นั้น เป็นความคิดที่ผิดถนัด เนื่องจากการทดสอบเครื่องใช้ไฟฟ้าทันทีหลังจากเปียกน้ำจะทำให้ช็อตและเสียหายได้”

สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือการทำความสะอาดภายนอกและภายใน เท่าที่แกะชิ้นส่วนได้ โดยในส่วนของผิวสัมผัสด้านนอกวัสดุเช็ดล้างเท่าที่ทำได้ ส่วนแผงควบคุมหรือแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในเครื่องใช้ไฟฟ้า ขอแนะนำให้ใช้แปรงสีฟันขัดเบาๆ แต่อย่าใช้ของแข็งในการทำความสะอาดเด็ดขาดถ้าไม่อยากให้มันพังเสียก่อน จากนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการตากแดดจนแน่ใจว่าแต่ละชิ้นส่วนแห้งสนิท หรือหากใครจะใช้ลมเป่าก็ได้ ถ้าหากเป็นลมร้อนจากไดร์เป่าผมก็อย่าให้ใกล้วัสดุมากนัก

ต่อจากนั้นให้ไปหาเครื่องวัดค่าทางไฟฟ้า หรือ มัลติมิเตอร์ส (Multimeters) มาใช้ทดสอบ โดยเจ้าเครื่องนี้สามารถหาซื้อได้ทั่วไป มีตั้งแต่ราคาประมาณ 400 บาทขึ้นไปจนถึงหลักหมื่นบาท ซึ่งผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านไฟฟ้าเพียงปฏิบัติตามคู่มือ ด้วยการนำสายของตัวเครื่องแตะเข้ากับขั้วบวกและลบของเครื่องใช้ไฟฟ้า ระวังอย่าแตะผิดข้างเท่านั้น เพื่อตรวจสอบค่าความต้านทานไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ๆ โดยดูง่าย ๆ หากหน้าปัดของมัลติมิเตอร์สขยับก็แสดงว่าใช้ได้ สามารถลองเสียบปลั๊กเปิดใช้งานได้เลย แต่ในกรณีที่หน้าปัดขยับแต่เสียบปลั๊กแล้วใช้ไม่ได้ หรือถ้าลองเปิดแล้วพบสิ่งผิดปกติ เช่น มีเสียงแปลกปลอม หรือส่วนที่ควรหมุนกลับไม่หมุน เป็นต้น ก็ควรถอดปลั๊กแล้วนำไปส่งช่างซ่อมหรือให้ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้ามาดูให้จะดีกว่า หรือกรณีแตะขั้วบวกขั้วลบแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ได้เวลาส่งให้ช่างซ่อมได้เช่นกัน

นายสุธิศ วรรณคร นักศึกษาปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีไฟฟ้า คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.เพชรบุรี เล่าว่า ตลอดเวลา 3 ปีที่เรียนไฟฟ้า มรภ.เพชรบุรี ได้ออกฝึกปฏิบัติมาหมดแล้วทั้งงานใหญ่งานเล็ก ไม่ว่าจะเป็นการเดินสายไฟ วางระบบไฟ ซ่อมไฟ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ หรือแม้กระทั่งซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัวเรือน ตามโครงการ ’ไฟฟ้านำความรู้สู่ท้องถิ่นตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง“  ของ มรภ.เพชรบุรี ซึ่งในแต่ละปีจะออกพื้นที่ถึง 4 ชุมชนทั้งในจังหวัดเพชรบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง

“ครั้งหนึ่งเคยไปจัดกิจกรรมซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วมให้กับชาวบ้านชุมชนท่ายาง จ.เพชรบุรี ก่อนออกทีมเราก็จะมีการประสานกับแกนนำชุมชนล่วงหน้าเพื่อประกาศให้ชาวบ้านนำเครื่องใช้ไฟฟ้ามารวมกัน ส่วนคณะที่จะลงพื้นที่ก็จะเตรียมอะไหล่ที่คาดว่าต้องเปลี่ยนไปให้พร้อม ทั้งนี้ชาวบ้านก็ขนกันมาแบบจัดเต็ม เราก็ซ่อมให้ได้หมด ทั้งทีวี ตู้เย็น พัดลม หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ฯลฯ ส่วนใหญ่แล้วไม่มีอาการที่ซ่อมไม่ได้ แต่อาจมีปัญหาเรื่องขาดอะไหล่บางชิ้นไม่สามารถออกหาซื้อได้ทันเท่านั้น”

และด้วยสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่กินพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ทางทีมงานนักศึกษาและอาจารย์ สาขาเทคโนโลยีวิชาไฟฟ้า มรภ.เพชรบุรี กว่า 100 ชีวิต ได้เตรียมพร้อมเข้าให้บริการประชาชน โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างสำรวจพื้นที่เหมาะสมที่จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือกันแบบฟรี ๆ สนใจติดต่อสอบถามหรือขอความรู้เบื้องต้นได้ที่ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.เพชรบุรี โทร. 0-3249-3300-5 ต่อ 1214 และ 08-7166-9111.

ครบเครื่องเรื่องแคมปัส
คลิก อินไซด์แคมปัส dailynews online

 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  (24 พฤศจิกายน 2554) ตรวจสอบบ้านหลัง ‘น้ำ’ ลด ทำความสะอาดหรือต้อง รื้อ! 

หลังเกิดมหาอุทกภัย เป็นเหตุให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องอพยพออกจากบ้าน เนื่องด้วยมวลน้ำครั้งนี้ ไม่ได้ท่วมเพียงระดับพื้นชั้นล่างเท่านั้น หากยังเข้าสู่ตัวบ้าน ซึ่งบางพื้นที่อ่วมตั้งแต่ชั้นหนึ่งกระทั่งเกือบถึงชั้นสอง คำถามที่ตามมาคือ บ้านที่ทิ้งไปในขณะน้ำท่วมเป็นเวลานานนั้น จะกลับเข้าไปอยู่ได้หรือไม่ และต้องถึงกับรื้อหรือเปล่า? วันนี้ Special Report จะพาไปไขคำตอบกับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเรียนรู้ “วิธีตรวจสอบความผิดปกติของโครงสร้างหลักในบ้าน” รวมถึง “สิ่งที่ควรทำ และต้องห้าม! หลังน้ำลด”

อาจารย์ธเนศ วีระศิริ เลขาธิการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ หรือ วสท. และ อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีชนบท คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยกับเดลินิวส์ออนไลน์ว่า จากประสบการณ์การลงพื้นที่ตรวจสอบน้ำท่วมขังอาคารต่าง ๆ พบว่าอาคารไม้ หรือ อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนใหญ่ ไม่ได้รับความเสียหายถึงขนาดรื้อทิ้ง แต่ถามว่ามีหรือไม่ที่พบความเสียหายก็คือมี

ดังนั้นวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ หรือ วสท. จึงมีนโยบายที่จะใช้ความรู้ ความสามารถ และระดมวิศวกรอาสา ซึ่งปัจจุบันได้ 173 ท่านแล้ว เตรียมจะเข้าไปช่วยประชาชนตรวจบ้าน ทางด้านวิศวกรรม ไฟฟ้า สุขาภิบาล รวมทั้งโครงสร้าง ฐานราก เพื่อให้ประชาชนมีความสบายใจ หมดความกังวลใจ โดยจะบริการฟรี ตรวจฟรี ภายใต้ “ศูนย์ตรวจสอบอาคารด้านวิศวกรรมหลังอุทกภัย” ทั้งนี้ ขั้นตอนดังกล่าวอยู่ระหว่างรอเวลา ให้เป็นไปตามลำดับ ซึ่งขณะนี้เป็นช่วงให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ ที่ 080-812-3733 หรือ 080-812-3743 และจะมีการเพิ่มหมายเลขในภายหลัง

“สำหรับกรณีน้ำลดแล้ว มีคำแนะนำคือ ก่อนเข้าบ้านควรเตรียมถุงเท้า บู๊ทยาง ถุงมือยาง รวมทั้งหน้ากากป้องกันมลภาวะ เพราะน้ำท่วมขังจะมีการปนเปื้อน เตรียมแว่นตาในลักษณะป้องกันไว้ด้วย รวมทั้งอุปกรณ์ตรวจวัดไฟ เช่น ไขควงวัดไฟ จากนั้น ทำความสะอาดรอบนอกบ้าน กำจัดตะไคร่ ส่วนน้ำที่ยังขังต้องหาทางระบายออก แม้จะเป็นลักษณะท่วมติดพื้น

นอกจากนั้น สิ่งสำคัญคือ เมื่อเข้าไปในตัวบ้านแล้ว อย่าแตะสวิทซ์ไฟโดยเด็ดขาด ยังไม่ควรสับคัทเอาท์เชื่อมต่อแม้จะเห็นว่าแห้ง หรือ พยายามทำความสะอาดผิวภายนอกแล้วก็ตาม อย่ามั่นใจว่าข้างในไม่มีน้ำอยู่ ควรตามช่างมาถอดดู เช็ดทำความสะอาดเต้าปลั๊กไฟต่าง ๆ เพราะหากสับคัทเอาท์จะเกิดการลัดวงจร ทำให้ระบบไฟฟ้าเสียทั้งบ้าน” อาจารย์ธเนศ กล่าว

อาจารย์ธเนศ กล่าวต่อถึง หลักทำความสะอาดห้องน้ำ โดยต้องตรวจดูการอุดตัน ล้างท่อระบายน้ำ กำจัดถุงขยะ เศษพลาสติก รวมถึงถุงทรายที่เคยอัดไว้ก่อนออกจากบ้าน จากนั้น กดชักโครกดูว่าน้ำไหลดีหรือไม่ ถัดมา เช็คมิเตอร์น้ำ หากปิดวาล์วแล้วมิเตอร์ยังหมุนแสดงว่าท่อรั่ว อาจมีอะไรกดทับทำให้แตกร้าว หรือ หากเปิดวาวว์แล้วมิเตอร์ไม่ทำงานก็ผิดปกติเช่นกัน

พรม ผ้า หรือ โซฟาที่วางอยู่ชั้นล่างถูกน้ำท่วมถึง จะอุ้มน้ำ ต้องนำออกนอกบ้านผึ่งแดด แต่การทำความสะอาดพรมค่อนข้างลำบาก หากไม่มั่นใจควรทิ้ง อย่าปล่อยเป็นแหล่งกักเก็บเชื้อโรค ต่อมา สังเกตการบวมตัวของฝ้าเพดาน หากบวมให้ตามช่างมาถอดออก ป้องกันเหตุร่วงหล่น จากนั้น ทำความสะอาดพื้น ผนัง เสา แล้วเช็ดให้แห้ง

อย่าลืมตรวจคาน พื้น และผนัง แอ่นหรือไม่ มีรอยร้าวที่ผิดปกติไปจากเดิมก่อนจะออกจากบ้านหรือเปล่า เสาโย้ไหม หากเป็นไม้อาจเกิดลักษณะบวม ปล่อยทิ้งไว้นานเสี่ยงแตกได้ ส่วนกรณีบ้านอยู่ริมแม่น้ำลำคลอง ให้สังเกตแนวรั้วด้านที่อยู่ชิดแม่น้ำลำคลองว่าโน้มเอียงเข้าหาบ้าน หรือ เอียงออกฝั่งลำคลองหรือไม่ เพราะรั้วมีแนวโน้มจะล้ม จากนั้น สังเกตว่ามีรอยแยกของดินขนานคลองหรือเปล่า เป็นข้อบ่งชี้ว่าดินอาจจะสไลด์ แต่ไม่เสมอไป สำหรับ กรณีบ้านวางอยู่บนเสาเข็ม ให้ตรวจว่าดินฐานรากยุบตัวลง หรือ มีรอยแตกไหม ถ้าไม่มีแสดงว่าเสาเข็มยังรับแรงได้ ดังนั้น หากพบสิ่งผิดปกติข้างต้น ควรติดต่อวิศวกรเข้าตรวจสอบ เพื่อความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน” อาจารย์ธเนศ ให้คำแนะนำ

การตรวจสอบความผิดปกติหลังจากทิ้งบ้านไปนานช่วงน้ำท่วม ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำเป็นอันดับต้นๆที่ทุกคนควรทำ เพราะโครงสร้างของบ้านอาจได้รับผลกระทบร้ายแรงกว่าที่เราคิดจากปัญหาน้ำท่วม การตรวจสอบอย่างจริงจังและไม่ประมาทจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้บ้านของทุกครอบครัวกลับมาอยู่ได้อย่างปลอดภัยอีกครั้ง

 จาก ประชาชาติธุรกิจ (19 พฤศจิกายน 2544) เปิดคู่มือ “ทำความสะอาดบ้าน” ฉบับเข้มข้น ขจัดคราบน้ำท่วม “ด้วยตัวเอง”

ถึงตอนนี้ระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มลดลง ผู้คนเริ่มทยอยกลับเข้าบ้าน

บ้านหลังเดิมที่อาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สำหรับบ้านที่ไม่ได้ยกข้าวของเครื่องใช้ก่อนเผ่นออกจากบ้าน อาจจะต้องทำใจสักพักหนึ่งก่อนจะก้าวเข้าไปชมผลงานที่น้องน้ำฝากไว้

น้ำจอมพลังที่อาจจะเคลื่อนย้ายทุกสิ่งทุกอย่างในบ้าน โยกไปคนละทิศละทาง กองระเกะระกะอยู่ทั่วบ้าน สภาพไม่เหมือนเดิมแน่นอน หรืออาจจะแค่ฝากคราบสกปรกไว้ตามพื้น ผนัง และขอบโต๊ะเก้าอี้ ขึ้นอยู่กับระดับน้ำและระยะเวลาที่น้ำคงอยู่

ฉะนั้น ควรตั้งสติให้มั่นแล้วค่อย ๆ เดินกลับเข้าบ้านอย่างระมัดระวัง

มีขั้นตอนและวิธีการที่จะเข้าไปจัดการบ้านหรือที่อยู่อาศัย หลังจากที่น้ำท่วมขังมาเป็นเวลานานนับเดือนนั้น ซึ่งมีรายละเอียดมากมายที่ต้องจัดการอย่างระมัดระวัง

กมลพรรณ (กอวัฒนา) นุชผ่องใส กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ฟาร์อีสต์ เพียร์เลส (ไทยแลนด์) 1968 จำกัด ผู้เชี่ยวชาญในการทำความสะอาดแบบครบวงจรมานานกว่า 40 ปี แนะนำวิธีทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลดด้วยตัวเองไว้อย่างน่าสนใจ

เตรียมพร้อมก่อนเข้าบ้าน 

เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม อาทิ แว่นตาช่าง, หน้ากากกรองฝุ่น, ผ้าปิดปากปิดจมูก, ถุงมือยาง, รองเท้าบูต, ไฟฉาย และหมวกนิรภัย

จากนั้นแต่งกายให้พร้อมก่อนเข้าไปในตัวบ้าน สิ่งสำคัญคือห้ามประมาทและอย่าเข้าไปคนเดียว ต้องมีคนไปเป็นเพื่อน และต้องมีคนรออยู่ด้านนอก เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดคิดขึ้น

ขั้นตอนก่อนเข้าไปยังตัวบ้านให้ปฏิบัติดังนี้

1. ก่อนเข้าไปในตัวอาคารบ้านเรือน ให้เดินดูบริเวณรอบ ๆ บ้านก่อน โดยสำรวจพิจารณาดูโครงสร้างที่อาจจะเสียหายเป็นอันตรายก่อนตัดสินใจที่จะเข้าไป

2. ระวังเรื่องสัตว์มีพิษต่าง ๆ ที่อาจหนีน้ำเข้าไปอาศัยอยู่ในตัวบ้าน

3. สังเกตดูรอยร้าว หรือการบิดตัวของโครงสร้างก่อนตัดสินใจเข้าไป

4. ตรวจดูที่จัดเก็บถังแก๊ส มองหาสิ่งผิดปกติที่อาจจะมีการรั่วซึม

5. ตรวจสอบการจ่ายไฟให้แน่ใจว่า ไฟฟ้ายังไม่ได้จ่ายกระแสเข้าไปในบ้าน โดยการดูที่คัตเอาต์ว่ายังมีการสับสวิตช์ลงอยู่หรือไม่

6. เปิดประตูให้เกิดการถ่ายเทอากาศ อย่าเหยียบเข้าบ้านทันที ให้สังเกตพื้นบ้าน ลองค่อย ๆ ใช้เท้าทิ้งน้ำหนักเพื่อทดสอบก่อน

7. สังเกตดูเพดานว่ามีการอมน้ำ แอ่นท้องช้าง หรือมีคราบน้ำอยู่หรือไม่ เพราะเพดานอาจพังทลายลงมาได้เมื่อมีการเคลื่อนไหวให้ระมัดระวัง

ตรวจเช็กเชื้อโรค-ระบบไฟฟ้า 

ขั้นตอนของการทำความสะอาด ต้องใช้เวลาและความอดทนอย่างมาก

“ต้องคำนึงถึงการกำจัดการฆ่าเชื้อโรคเชื้อราที่เราอาจมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า จากการสัมผัสหรือหายใจเอาเชื้อเหล่านี้เข้าไปโดยไม่รู้ตัว” กมลพรรณย้ำ

ดังนั้น ต้องคำนึงถึงการป้องกันตนเอง เช่น การใส่ถุงมือยาง และรองเท้าบูต ที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคเชื้อรา, ป้องกันการสัมผัสสารเคมี รวมถึงป้องกันไฟดูด รวมทั้งคาดผ้าปิดจมูกและปากที่ช่วยป้องกันการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อราและไอระเหยของสารเคมีเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ

ในระหว่างการทำ ความสะอาดควรเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศระบายได้มากที่สุด โดยอาจเปิดพัดลมเพดานช่วยระบายอากาศ

ข้อห้ามคือ ห้ามเปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะเชื้อโรคต่าง ๆ จะถูกดูดเข้าไปอยู่ในระบบปรับอากาศ และจะกลายเป็นที่เพาะพันธุ์เชื้อราต่อไป ถือเป็นภัยเงียบที่เรามองไม่เห็น

จากนั้นก็มาเริ่มที่ระบบไฟฟ้าของทั้งบ้าน ซึ่งจะต้องถูกปิดทันทีที่น้ำท่วมบ้าน ดังนั้นระบบไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งแรก ๆ ที่จะต้องจัดการทันทีที่น้ำลด โดยให้ช่างไฟฟ้ามืออาชีพมาตรวจสอบและซ่อมแซมให้หมดก่อนจึงจะสามารถกลับไปใช้ไฟฟ้าได้

บางครั้งจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเดินสายไฟใหม่ทั้งหมด และสายไฟจะต้องแห้งสนิท รวมทั้งสวิตช์ไฟ, เต้าเสียบปลั๊กไฟต่าง ๆ ที่จมอยู่ใต้น้ำอาจจะมีโคลนตมและตะกอนที่มากับน้ำเข้าไปอยู่ จึงต้องมีการตรวจเช็กระบบอย่างละเอียด

ระบบเครื่องปรับอากาศ หลังน้ำลดต้องเรียกช่างแอร์มืออาชีพมาตรวจเช็กระบบเครื่องปรับอากาศภายในบ้านทั้งหมด พร้อมทั้งทำความสะอาดท่อ

ต่าง ๆ, แผ่นกรองอากาศ เปลี่ยนฉนวนกันความร้อนที่จมน้ำ ฯลฯ เมื่อช่างแก้ไขให้เสร็จเรียบร้อยแล้วให้ซีลปิดไว้ก่อนจึงจะเริ่มการทำความสะอาดบ้าน

อย่าลืมว่าก่อนจะเปิดเครื่องปรับอากาศต้องทำความสะอาดบ้านจนเสร็จเรียบร้อยพร้อมกลับเข้าไปอยู่แล้วเท่านั้น

ถึงเวลาลงมือทำ 

หลังจากตรวจเช็กทุกอย่างจนแน่ใจแล้ว ก็มาถึงวิธีการทำความสะอาดขนานใหญ่ โดยเริ่มตามโปรแกรมดังนี้

1. เริ่มด้วยการขนย้ายสิ่งของต่าง ๆ ภายในบ้านออกมาให้ได้มากที่สุด เพื่อสะดวกในการจัดการกับโคลนตมที่มากับน้ำ ให้ใช้พลั่วตักดินโคลนออกจากพื้นบ้านให้ได้มากที่สุด

จากนั้นจึงใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง (ถ้ามี) หรือสายยางฉีดน้ำเพื่อชะล้างโคลนออกจากพื้นผิว อุปกรณ์อย่างหนึ่งที่จะช่วยผ่อนแรงได้มากคือ ไม้ปาดน้ำ หากไม่มีและพื้นที่ไม่ใหญ่มากนัก สามารถใช้ผ้าขนหนูทำเป็นผ้าลากน้ำได้ โดยเน้นการกำจัดดินโคลนออกไปให้หมด

2. เรื่องของพื้น หากพื้นบ้านของท่านมีการใช้วัสดุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ไวนิล, เสื่อน้ำมัน, พรม, ปาร์เกต์ ฯลฯ มีความจำเป็นที่จะต้องรื้อวัสดุปูพื้นเหล่านั้นออกเพื่อให้พื้นด้านล่างแห้ง ซึ่งกว่าจะแห้งสนิทอาจใช้ระยะเวลานานพอสมควร

การทำความสะอาดพื้นทุกชนิด ต้องพิจารณาดูตามความเหมาะสมของพื้น โดยทั่วไป ๆ สามารถใช้น้ำผสมคลอรีนในอัตราส่วน 0.1% (1 CC ต่อน้ำ 1,000 CC) ฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณก่อนแล้วจึงขัดถูพื้นด้วยน้ำยาล้างจานหรือผงซักฟอก ขัดถูให้ทั่วบริเวณแล้วจึงราดด้วยน้ำร้อนเดือด ๆ หรือใช้ผลิตภัณฑ์น้ำยาเคมีทำความสะอาดที่สามารถฆ่าเชื้อต่าง ๆ ได้ ซึ่งต้องอ่านฉลากวิธีใช้ให้ละเอียดและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

หากเป็นไปได้ควรใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อกำจัดกลิ่นที่เป็นสารชีวภาพเอนไซม์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อ กำจัดกลิ่น กำจัดคราบไขมันได้

ข้อดีกว่าผลิตภัณฑ์อื่น ๆ คือ สารชีวภาพเอนไซม์นั้นจะยังคงมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อที่จะเกิดขึ้นใหม่จากความชื้นต่อไปได้อีกนานประมาณ 3-6 เดือน ตราบที่พื้นยังมีความชื้นอยู่ และที่สำคัญสารชีวภาพเอนไซม์นั้นไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

สำหรับพื้นบ้านที่ปูพรม ถ้าพื้นบ้านที่ปูพรมจมอยู่ใต้น้ำท่วมหรือน้ำเสีย ควรจะตัดใจกำจัดทิ้งไปเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ เพราะพรมเป็นแหล่งเพาะเชื้อราอย่างดี

การทำความสะอาดพรมด้วยตัวเองเป็นเรื่องยาก ต้องใช้มืออาชีพที่เชื่อถือได้ว่าจะใช้น้ำยาซักพรมที่ฆ่าเชื้อกำจัดกลิ่น และใช้เครื่องมือซักพรมชนิดพิเศษที่สามารถทำความสะอาดได้ล้ำลึก แต่ค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดค่อนข้างสูง ควรพิจารณาให้ดี

 จาก ประชาชาติธุรกิจ (19 พฤศจิกายน 2544)  ชุบชีวิต “เครื่องครัว-เฟอร์นิเจอร์”

เครื่องครัวและเครื่องใช้ไฟฟ้า 

เครื่องครัวเป็นสิ่งที่ต้องเน้นเป็นพิเศษเพราะสำคัญกับการกินอยู่ โดยพวกเครื่องครัวที่เป็นเครื่องแก้ว, เครื่องกระเบื้อง, พลาสติก, เมลามีน โดยเฉพาะแก้วน้ำและจานชามใส่อาหาร

ให้ผสมคลอรีน 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำร้อน 1 แกลลอน ใส่ลงในภาชนะแล้วนำสิ่งของเหล่านั้นแช่เอาไว้อย่างน้อย 10 นาทีเพื่อฆ่าเชื้อต่าง ๆ

จากนั้นนำขึ้นจากน้ำไปพึ่งแดดให้แห้ง 1 รอบ ก่อนนำกลับมาทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างจานอีกครั้งหนึ่ง ที่สำคัญอย่าใช้ผ้าเช็ดให้แห้ง แต่ควรทิ้งให้ถ้วยจานเหล่านั้นแห้งเอง

ส่วนเครื่องครัวที่เป็นเครื่องเงิน, เครื่องโลหะต่าง ๆ เช่น ช้อน, ส้อม, มีด, หม้อ, กระทะ ไม่ควรใช้คลอรีนเนื่องจากอาจทำปฏิกิริยากับโลหะหลาย ๆ ชนิดจะทำให้สีเปลี่ยนไป แนะนำให้นำไปต้มในน้ำเดือดอย่างน้อยเป็นเวลา 10 นาทีเพื่อฆ่าเชื้อ แล้วใช้น้ำยาทำความสะอาดที่สามารถฆ่าเชื้อได้แช่ไว้ ที่สำคัญน้ำยาที่ใช้จะต้องไม่เป็นอันตรายต่อคน เช่น ห้ามใช้โซดาไฟ กรณีที่เป็นเครื่องครัวขอแนะนำให้ใช้น้ำยาล้างจานที่มีส่วนผสมของสารชีวภาพเอนไซม์ ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อโรคและไม่เป็นอันตราย แล้วนำมาทำความสะอาดอีกครั้งหลังจากการต้มในน้ำร้อน

สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ก่อนที่จะนำกลับไปใช้งาน

มิฉะนั้นอาจเกิดไฟฟ้าชอร์ตเอาได้ หรืออาจก่อความเสียหายให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า

การทำความสะอาด, การขจัดคราบสกปรก และการกำจัดกลิ่นของเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น วิทยุ, โทรทัศน์, เครื่องซักผ้า, เครื่องล้างจาน, เครื่องดูดฝุ่น ฯลฯ เราอาจทำความสะอาดภายนอกตัวเครื่องได้เอง

แต่จำเป็นต้องให้ช่างมาตรวจเช็กดูข้างใน โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการต่อสายดินเพื่อป้องกันไฟดูด ไฟชอร์ต เมื่อถูกน้ำท่วมไปแล้วอาจมีสิ่งสกปรกหรือโคลนเข้าไปอุดตันอาจทำให้สายดินไม่สามารถทำงานได้ ควรจะให้ช่างมาตรวจเช็กก่อนการใช้งาน มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายได้

นอกจากนั้น ยังมีสิ่งของเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่อาจต้องทำความสะอาดด้วย เช่น สิ่งของเครื่องใช้ที่ทำจากผ้า โดยเฉพาะเสื้อผ้าต้องรีบนำมาซักทำความสะอาดฆ่าเชื้อโดยเร็วก่อนที่จะขึ้นรา ให้ซักด้วยน้ำร้อน แล้วตากแดดให้แห้ง

หนังสือเปียก

สำหรับเอกสารสำคัญ, ภาพถ่าย, และหนังสือที่เปียกน้ำ ในขั้นแรกให้ล้างเอาสิ่งสกปรกออกอย่างระมัดระวัง แล้วเก็บใส่ไว้ในถุงพลาสติก จากนั้นให้นำไปแช่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นชนิดที่เป็นแบบไม่มีน้ำแข็งเกาะ เพื่อป้องกันการขึ้นรา และเมื่อมีเวลาที่จะทำความสะอาดให้นำออกมาจากตู้เย็นให้ละลาย แล้วค่อยปล่อยให้แห้งอย่างช้า ๆ บางครั้งการทำความสะอาดของเหล่านี้อาจต้องใช้คนที่เป็นมืออาชีพเช่นกัน

และยังมีของหลายสิ่งที่เมื่อแช่อยู่ในน้ำแล้ว ไม่คุ้มค่าความเสี่ยงในการนำกลับมาใช้งาน ควรตัดใจกำจัดทิ้งไป เช่น ที่นอนฟูก, หมอน, ของเล่นเด็กตุ๊กตา ฯลฯ ที่สำคัญโปรดกรุณาอย่านำไปบริจาคให้ผู้ด้อยโอกาส เพราะจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว

ทั้งหมดนี้คือสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งทำหลังจากน้ำลด เพื่อให้บ้านกลับคืนสภาพให้เร็วที่สุด หรือใครที่อยากจะเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ใหม่ก็ถือโอกาสนี้ทำได้เลย…

เฟอร์นิเจอร์ไม้

นายพิริยะ บุญกิตติวัฒนา กรรมการผู้จัดการกลุ่มโรงงานในเครือบริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด เปิดเผยว่า เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้หากทำจากไม้จริง (solid wood) ให้ทำความสะอาดคราบสกปรก ตะไคร่น้ำ โดยใช้แปรงขนอ่อนชุบด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาล้างจาน จากนั้นเช็ดให้แห้ง และวางไว้ในที่ร่ม มีอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อไม้คลายความชื้นออกไป ห้ามนำเฟอร์นิเจอร์ไม้ตากแดดโดยเด็ดขาด เพราะไม้อาจแตกหรือคดงอได้

เมื่อความชื้นหมดแล้ว อาจใช้สีหรือแล็กเกอร์ทาเพิ่มเติม เพื่อความเงางามขึ้นก็ได้ (วิธีการทดสอบความชื้นแบบง่าย ๆ ใช้แผ่นพลาสติกขนาดพอประมาณ ใช้เทปกาวแปะติดผิวบนเฟอร์นิเจอร์ ทิ้งไว้ 1-2 วัน สังเกตหากมีไอน้ำขึ้นที่พลาสติกแสดงว่ายังคงมีความชื้นหลงเหลืออยู่) หากเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากชิ้นไม้อัด (particle board) ในกรณีที่โดนความชื้นจากน้ำเพียงเล็กน้อยอาจนำมาวางในที่ร่มเพื่อไล่ความชื้น หากกังวลเรื่องการเกิดเชื้อราหรือกลิ่นอับ อาจใช้ Nonoclean by Nanoyo ฉีดพ่นเพื่อลดการเกิดเชื้อราและกลิ่นอับชื้นต่าง ๆ แต่หากน้ำปริมาณมากท่วมเฟอร์นิเจอร์เป็นเวลานานไม้จะบวมและยุ่ย เสียความแข็งแรง แนะนำว่าควรต้องทิ้งไป

เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากโลหะ 

โลหะมีทั้งประเภทที่เป็นสนิม เหล็ก, ทองแดง, ทองเหลือง เป็นต้น และประเภทปลอดสนิม เช่น สเตนเลส อะลูมิเนียม หากถูกความชื้นสูงหรือแช่น้ำเป็นเวลานานจะทำให้เกิดสนิมหรือเป็นคราบหมองได้ วิธีแก้ไขเบื้องต้นคือใช้แปรงขนนุ่มขัดสนิมออก โดยอาจใช้น้ำยาขัดสนิมเพื่อทุ่นแรงในการขัดถูได้ดีกว่าเช็ดล้างทำความสะอาด อย่าให้มีรอยเปื้อนค้างอยู่

จากนั้นทิ้งไว้ให้แห้ง เมื่อแห้งสนิทดีแล้ว ป้องกันการเกิดสนิมอีกขั้นด้วยการทาสีทับ ซึ่งจะช่วยทำให้เฟอร์นิเจอร์ดูใหม่ขึ้น หากเป็นโลหะประเภท

สเตนเลสซึ่งปลอดสนิมใช้แค่แปรงขนนุ่มชุบด้วยน้ำสบู่อ่อน ๆ เช็ดทำความสะอาด สำหรับบานพับ ลูกบิด และรูกุญแจ ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตจากโลหะให้เช็ดให้แห้งสนิท ขัดส่วนที่เป็นสนิมออกให้หมด ใช้พวกน้ำยาหล่อลื่นชโลมตามจุดรอยต่อและรูต่าง ๆ ให้ทั่ว ห้ามใช้จาระบีหรือพวกขี้ผึ้งทา เพราะจะทำให้ความชื้นระเหยออกไม่ได้จะทำให้ฝังอยู่ข้างในและจะเป็นปัญหาในภายหลัง

เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากหนัง 

ใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์เทลงบนแปรงขนนุ่มหรือผ้าที่เปียกหมาด ๆ ทำให้เกิดฟองเล็กน้อย นำไปเช็ดถูเครื่องหนังที่ต้องการทำความสะอาด โดยอย่าให้เปียกน้ำมากเกินไป เช็ดฟองสบู่ออก ด้วยผ้าที่เปียกหมาด ๆ อีกผืน จากนั้นใช้ผ้าขนหนูแห้งเช็ดอีกครั้ง และอาจใช้น้ำยา แวกซ์ หรือครีมบำรุงรักษาเพิ่มความเงางามอีกครั้ง ไม่ควรนำเฟอร์นิเจอร์หนังไปตากแดดเพราะอาจทำให้หนังแตกและสีซีดจางได้

เฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนประกอบของผ้า 

หากโดนน้ำขังเป็นเวลานาน ๆ จะสกปรกมีคราบเลอะ อาจก่อให้เกิดเชื้อโรคสะสมและมีกลิ่นเหม็นอับ

หากเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถแกะมาทำความสะอาดได้ก็สามารถนำออกมาล้างน้ำทำความสะอาด และตากให้แห้งสนิท ถ้าเป็นแบบสำเร็จรูปที่ไม่สามารถแกะมาได้ควรทิ้งในทันที เพราะหากนำมาใช้จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และมีผลเสียต่อสุขภาพของผู้ใช้งานได้

แต่ในกรณีที่เกิดรอยเปื้อนเพียงเล็กน้อยอาจหาผ้ามาหุ้มใหม่ได้ และหากต้องการยับยั้งการเกิดเชื้อราและลดกลิ่นอับของผ้า อาจใช้ Nonoclean by Nanoyo ฉีดพ่นเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวได้

จาก ไทยรัฐ (8 ธันวาคม 2554) คืนชีพให้บ้าน 5,000 บาท เอาอยู่!

บ้านเธอแห้งยัง บ้านฉันแห้งแล้ว! แต่ยังไม่รู้เลยว่าจะเริ่มทำอะไรก่อน

นี้คงเป็นคำถามยอดฮิตของอีกหลายๆ ชีวิตที่ต้องเผชิญมวลน้ำก้อนใหญ่ไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนนานนับเดือนจนทำให้ทรัพย์สินบ้านเรือนเสียหายรวมทั้งสุขภาพพลานามัย เมื่อน้ำแห้งก็ถึงเวลาที่เราจะต้องมาเริ่มบูรณะซ่อมแซมทรัพย์สินให้กลับมาดีเหมือนเดิม หรือถือเอาช่วงเวลานี้ทำบ้านให้ดีกว่าเดิม

ไทยรัฐออนไลน์มีคู่มือจิ๋วบิวท์บ้านใหม่มานำเสนอเพื่อเป็นแนวทางให้ลองนำไปปรับใช้กันดูเผื่อจะเป็นประโยชน์ได้บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งในเนื้อหาอาจทำให้เราเห็นภาพรวมของสิ่งต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย และในคู่มือได้บอกวิธีตรวจเช็กบ้านคร่าวๆ สิ่งที่ต้องทำก่อนและหลัง เป็นขั้นเป็นตอน step by step ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ ที่ท่านผู้อ่านสามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยแยกออกเป็น 3 ขั้นตอน 1.ประเมินความเสียหาย 2.กู้ระบบ 3.ฟื้นฟู ในคู่มือท่านสามารถเช็กรายการที่ต้องทำความสะอาด ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนใหม่ และสามารถเพิ่มเติมได้ด้วยตัวของท่านเอง

วิธีการใช้
1.ปริ้นคู่มือฉบับจิ๋วออกมา
2.พับตามรอยประ(เมื่อพับแล้วท่านสามารถพกไปได้ทุกที่)
3.ลงมือทำได้เลย
โหลด pdf คลิก

Credit
รองศาสตราจารย์ ดร. อมร พิมานมาศ
สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศูนย์ข้อมูลความช่วยเหลือ

Announcement of Bangkok Metropolitan Administration : Flooding Situation in Bangkok 
M.R. Sukhumbhand Paribatra, the Governor of Bangkok, referred to the flooding situation in Bangkok

 thailandtourismupdate.com

 Flooding situation updates in Thailand 2011/ useful links and contact numbers (11/10/2011)

The current flooding is having some impact on tourism. Key tourist destinations and attractions across Thailand are not damaged by the floods and most are open. Provinces in the other parts of Thailand including the northeast, east, west and south are not affected by the floods. Major tourist destinations such as Chiang Mai, Loei, Phuket, Krabi and Samui are experiencing normal weather conditions.

The floods are mainly affecting land in low-lying agricultural areas and adjacent to major waterways such as the Chao Phraya River. Warnings of heavy rains resulting in localized flash floods and landslides in mountainous areas or areas adjacent to waterways have been issued for several provinces.

Certain areas of several provinces in north and central Thailand including Ang Thong, Ayutthaya, Chai Nat, Chaiyaphum, Kalasin, Kampheang Phet, Khon Kaen, Lamphun, Lop Buri, Mae Hong Son, Mahasarakham, Nakhon Nayok, Nakhon Pathom, Nakhon Ratchasima, Nakhon Sawan, Phichit, Phitsanulok, Prachin Buri, Saraburi, Sing Buri, Sukhothai, Suphan Buri, Ubon Ratchathani, and Uthai Thani have been affected by floods due to heavier-than-usual seasonal rains.

The crest of the floodwaters is currently passing through Bangkok. Most parts of the city have not been affected, while flooding is occurring in some areas adjacent to the Chao Phraya River. The Bangkok Metropolitan Administration (BMA) has comprehensive flood control measures in place and is monitoring the situation closely.

All airports throughout Thailand are operating as per normal. Train services from Bangkok to northern destinations beyond Lop Buri are suspended, with only limited services in the areas affected by the flooding. The State Railway of Thailand (SRT) is offering full refunds on tickets for travelers who want to cancel their trips to destinations where train service is suspended. Travelers can contact the SRT Call Center at 1690 for updates regarding train services. Highway 32, also known as The Asian Highway (AH-2), is partly affected by the floods and closed from Km 21 to Km 39 in Ayutthaya province.

Tourists planning to travel to the provinces affected by the floods are advised to check the latest weather forecasts for their destination and confirm arrangements with the transportation providers with which they will be travelling.  Tourists can also call the TAT Information Line at 1672 to check local conditions, or visit the Thailand Meteorological Department web site at http://www.tmd.go.th/en for updated weather forecasts.

Useful links

Thai flood Update from The Thai News Agency

http://apps.arcgis.com/hosted/OnePane/azuretwitter/index.html?appid=34d713d7671045779c7c0acb4a4b8b6c

http://maintenance.doh.go.th/test.html

http://www.tmd.go.th/en/daily_forecast.php

http://www.tmd.go.th/en/

Thais and foreigners who wish to support the Chaipattana Foundation’s flood relief efforts can contact 02 218 4425-8 ext 116 and 117 to donate money and necessities.

ข้อมูลบริจาคเงิน

  • มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก
    ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาเทเวศร์ ออมทรัพย์
    เลขที่ 020 – 2 – 53333 – 8
    ธ.กสิกรไทย สาขาถนนหลังสวน
    เลขที่ 082 – 2 – 66600 – 0
  • มูลนิธิชัยพัฒนา
    ศูนย์ช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วมของมูลนิธิชัยพัฒนา ลาดบัวหลวง โทร 09 0408 9472
    ศูนย์ช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วมของมูลนิธิชัยพัฒนา วังน้อย-มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย โทร 09 0408 9473-75ชื่อบัญชี มูลนิธิชัยพัฒนา ประเภทออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 067 – 2 – 00011 – 9 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาย่อยสวนจิตรลดาชื่อบัญชี มูลนิธิชัยพัฒนา ประเภทออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 046 – 2 – 40277 – 7 ธนาคารทหารไทย สาขาสนามเสือป่า

    สิ่งของที่ทางศูนย์ช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วมของมูลนิธิชัยพัฒนา ต้องการด่วนในขณะนี้  นมเด็ก ของใช้สำหรับเด็กเล็ก ผ้าอนามัย รองเท้าแตะ ผ้าถุง สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ผ้าอ้อมผู้ใหญ่และเด็ก  นำสิ่งของไปบริจาคได้ที่ศูนย์ช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม
  • มูลนิธีโอเพ่นแคร์ opencare.org
    บัญชี กองทุนร้อยนํ้าใจ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบ อุทกภัย ตลอดลำนํ้ายมมูลนิธีโอเพ่นแคร์ ธ.ไทยพาณิชย์ 402-177853-3
  • ArsaThai (พรรคประชาธิปัตย์)
    มูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ธ.กรุงไทย สาขา ย่อยกระทรวงการคลัง เลขที่ 068 – 0 – 02 -3607
  • บมจ. อสมท
    บัญชี “อสมท รวมใจ ช่วยภัยน้ำท่วม” ธ.กรุงไทย สาขาอโศก ออมทรัพย์ เลขที่ 015 -015 – 999 – 4
  • สำนักนายก
    บัญชี “กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบ สาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี” ธ.กรุงไทย สาขาทำเนียบ รัฐบาล ออมทรัพย์
    เลขที่ 067 – 0 – 06895 – 0
  • ไทยพาณิชย์
    บัญชี “มูลนิธิสยามกัมมาจล-ไทยพาณิชย์เพื่อ ผู้ประสบภัย” สาขา ATM & SCB Easy
    เลขที่ 111 – 3 – 90911 – 5
  • กรมการศาสนา
    บัญชี “สงเคราะห์พระภิกษุสามเณร และผู้ประสบภัย” ธ.กรุงไทย
    เลขที่ 059 – 1 – 29006 – 5
  • SpringNews TV
    ชื่อบัญชี “ร่วมมือ ร่วมใจ เพื่อผู้ประสบภัย” ธ.กรุงเทพ เลขที่ 196 – 075084 – 0
  • ครอบครัวข่าว 3
    บัญชี “ครอบครัวข่าว 3 ช่วยผู้ประสบอุทุกภัย 54″ กระแสรายวัน ธ.กรุงเทพ สาขามาลีนนท์
    เลขที่ 014 – 3 – 00444 – 8
  • บริจาคช่วยน้ำท่วมทาง SMS AIS / DTAC / TrueMove พิมพ์ 3 ส่ง 4567899 (10 บ/ครั้ง) มอบครอบครัวข่าว 3
  • ไปรษณีย์ร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัย น้ำท่วมเปิดจุด รับบริจาคเงิน ทุกที่ทำการทั่ว ปท.กว่า 2,000 แห่ง
  • กทม.
    บัญชี “กองทุนกรุงเทพมหานครช่วยเหลือ ผู้ประสบ ภัย” ธ.กรุงไทย สาขาถนนข้าวสาร
    เลขที่ 027 – 0 – 17081 – 2
  • แต้มสะสม KBank Reward Point
    ใช้บริจาคช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมได้ ผ่านสภากาชาด ไทย (ถึง 31 ต.ค.) รายละเอียด http://ow.ly/6z7ky
  • มูลนิธิราชประชา
    บัญชี “มูลนิธิราชประชานุเคราะห์” ออมทรัพย์ ธ.ไทยพาณิชย์ เลขที่ 401 – 6 – 36319 – 9
  • มูลนิธิวิจัยและพัฒนาระบบยากองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เพื่อจัดซื้อ “ชุดยาสู้น้ำ ท่วม” รายละเอียดบริจาค ttp://ow.ly/6zt2w
  • สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้า คุณทหาร ลาดกระบัง
    บัญชี “สถาปัตย์รวมน้ำใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำ ท่วม” ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาย่อยเทคโนโลยีฯ
    เจ้าคุณทหาร เลขที่ 088 – 251250 – 8
  • วุฒิสภาช่วยน้ำท่วม
    บัญชี “วุฒิสภาช่วยน้ำท่วม ธ. กรุงไทย สาขารัฐสภา ออมทรัพย์ เลขที่ 089 – 0 – 22222 – 3 สอบถาม 0-2244-1777-8 หรือสายด่วน 1102
  • @POH_Natthawut
    บัญชี “ทวิตสกิดใจคนไทยรักกัน” ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาโฮมโปร ราชพฤกษ์ เลขที่ 375 – 212428 – 9
  • จ.เชียงใหม่
    บัญชี “กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณะ ภัย” ธ.กรุงไทย สาขาข่วงสิงห์
    เลขที่ 547 – 0 – 37532 – 3

จุดบริจาคสิ่งของ

ภาพจาก สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น

CNN   reports:  Thailand flooding: Fear brings people together By Moni Basu  (October 14, 2011)

see more video at comment below

  

  

  

  

Thanks for all sources

ขอบคุณทุก ๆ ข้อมูล ทุก ๆ แหล่งข่าว

ภาพจาก blog.fabric.ch

คาถาแคล้วคลาด ตั้งสติ อย่าตื่นตระหนก ไม่ประมาท

About ☀Tawan™ Guide ☀

a Professional Tour Guide
This entry was posted in 2. ตะวันสัมผัสมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น. Bookmark the permalink.

64 Responses to รวมวิธีเตรียมตัวรับน้ำท่วมด้วยตนเอง ปี 2554

  1. tawanguide says:

    วิดิโอสาธิต การวางกระสอบทรายป้องกันพื้นที่จากน้ำท่วม

  2. tawanguide says:

    วิธีการทำเขื่อนกั้นมวลน้ำด้วยกระสอบทรายที่มีประสิทธิภาพ ควรมีพลาสติกกันน้ำคลุมกระสอบทรายอีกชั้นกันน้ำซึมเข้าพื้นที่

  3. tawanguide says:

    เรียนรู้ วิธีรับมือกับน้ำท่วม แนะวิธีวางกระสอบทรายป้องกันก่อนน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพ และอันตรายจากการขับรถลุยน้ำหลากท่วม

  4. tawanguide says:

    มีวิกฤติ มีโอกาส เมื่อน้ำท่วมชักโครกใช้ไม่ได้และมีเอ่อ ก็เลยเกิดไอเดีย ผลิตอุปกรณ์อุดส้วม ขายได้จริง

  5. tawanguide says:

    เทคนิคง่าย ๆ กั้นน้ำเข้าประตูบ้านด้วยกระสอบทรายและแผ่นพลาสติก

  6. tawanguide says:

    ต้นแบบแพลอยน้ำจากแกลลอนพลาสติก นำไปคิดต่อยอดช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมได้

  7. tawanguide says:

    เมื่อกลับสู่สถานการณ์ปกติแล้ว กระสอบทรายทุกใบมีความสำคัญ อย่าทิ้งขว้าง สามารถประดิษฐ์เป็นวิมานน้อย ๆ เท่ กิ๊บ เก๋ ได้หลายสไตล์

  8. tawanguide says:

    คลิป รถคาราวานเวิร์คพอยท์ถูกน้ำพัดตกถนน
    อุทาหรณ์การขับรถบนถนนที่ถูกน้ำหลาก รถออฟโร้ดก็มีโอกาสถูกน้ำพัดตกถนนได้

  9. tawanguide says:

    ขั้นตอนการเอาตัวรอด เมื่อรถจมน้ำ บอกวิธีเอาตัวเองออกมานอกรถที่จมน้ำอย่างละเอียด
    ขั้นที่ 1 : อย่าตื่นตระหนก

    ขจัดความหวาดกลัวโดยเตือนตัวเองว่ารถมักจะลอยหนึ่งหรือสองนาทีก่อนที่จะเริ่มจม ใช้เวลานี้เพื่อปลดเข็มขัดนิรภัย เปิดหน้าต่างด้านคนขับ หรือหลังคา ลดกระจกข้างลง และปลดล็อคประตู

    เคล็ดลับ : ตราบเท่าที่คุณยังคากุญแจรถอยู่ ระบบไฟฟ้ายังทำงานได้จนกว่ารถจะจมอยู่ใต้น้ำจนกระแสไฟฟ้าขัดข้อง

    ขั้นตอนที่ 2 : เจาะหน้าต่าง

    ถ้าคุณไม่สามารถเปิดหน้าต่างด้านข้าง ให้ทำลายกระจก ด้วยการถีบด้วยเท้า ทุบด้วยข้อศอก กระแทกด้วยส้นรองเท้า หรือใช้สิ่งที่อยู่ใกล้มือ เช่น ปากกาหรือไขควง เล็งที่ตรงกลางหน้าต่าง กระจกหน้ารถจะแข็งแรงแตกยากกว่ากระจกหน้าต่าง

    เคล็ดลับ : อุปกรณ์ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อทำลายหน้าต่างรถในกรณีฉุกเฉิน มีขายที่ร้านฮาร์ดแวร์

    ขั้นที่ 3 : ปลดเครื่องนุ่งห่มหนา ๆ ออก

    ถ้ารถจมช้า ๆ คุณมีเวลาถอดรองเท้า ถอดกางเกงยีนส์ สองสิ่งนี้จะถ่วงน้ำหนักตัวคุณทำให้การว่ายน้ำไปยังพื้นผิวน้ำยากขึ้น

    ขั้นที่ 4 : ออกจากรถให้เร็วที่สุด

    ปีนออกไปนอกหน้าต่างก่อนที่รถจะจมอยู่ใต้น้ำและว่ายน้ำเข้าฝั่ง

    เคล็ดลับ : จำ ป.ป.อ ย่อมาจาก : ปลดเข็มขัดนิรภัย, เปิดหน้าต่าง/ลดกระจกและ ออกมาจากรถ

    ขั้นตอนที่ 5 : รอจนน้ำเต็มรถ

    ถ้าคุณไม่สามารถที่จะออกทางหน้าต่างรถ ไม่ต้องตกใจ! ปล่อยให้น้ำเข้ารถจนเกือบเต็ม ทันทีที่รู้ว่าแรงดันน้ำภายในและแรงดันน้ำนอกรถเท่ากันคุณจะสามารถเปิดประตูรถและหนีออกมาได้

    เคล็ดลับ : ยึดจับที่เปิดประตูไว้เพื่อไม่ให้ลอยและตระแคง ถ้ารถพลิก

    ขั้นที่ 6 : เปิดประตู

    เมื่อน้ำมาถึงคาง สูดลมหายใจให้ลึกที่สุดและกลั้นลมหายใจไว้ จากนั้นเปิดประตูและว่ายน้ำออกมา หากคุณไม่แน่ใจว่าจะขึ้นไปทางไหน ให้มองหาฟองอากาศและว่ายน้ำไปในทิศทางที่ฟองอากาศผุดขึ้นไป

  10. tawanguide says:

    อย่าขับรถลุยน้ำ เว้นแต่คุณจะมีรถคันนี้
    รถสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก WaterCar – Amphibious Car Python Edition

  11. tawanguide says:

    เหตุผลที่ห้ามขับรถขณะน้ำท่วม
    อย่าประมาท น้ำไม่ลึกแต่ไหลเชี่ยว

  12. tawanguide says:

    เหตุผลที่ห้ามขับรถขณะน้ำท่วม
    น้ำหลากมาเร็ว และสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดูคลิปนี้แล้วคงตัดสินใจได้ว่าเมื่อน้ำท่วมคุณควรจะอยู่ที่ไหน ระหว่างอยู่นอกรถกับอยู่ในรถ

  13. ทำถุงยังชีพเป็นเสิ้อชูชีพ ทำเสื้อชูชีพจากขวดน้ำพลาสติก

  14. วิธีสร้างคันกระสอบทรายให้แข็งแรง
    เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม 2554 เวลา 13:26 น
    http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=711&contentId=170267

    พื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลมีดินเหนียวอ่อนเป็นดินฐานราก วางกระสอบทรายไม่ถูกวิธีคันอาจยุบตัว ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งเป็นเขตที่มีดินเหนียวอ่อนเป็นดินฐานราก การสร้างคันดินหรือกองกระสอบทรายสูงเกิน 3 เมตรจะเสี่ยงทำให้คันกั้นน้ำยุบตัวลง “ผศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์” อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา และศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศกรรมปฐพีและฐานราก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แนะนำหลักการสร้างคันกระสอบทรายกั้นน้ำดังนี้

    1)ควรกั้นกระสอบทรายสูงไม่เกิน 3 เมตร และควรวางกระสอบทรายเป็นฐานกว้าง ขนาดความกว้างฐานต่อความสูง 4:1 เช่น ฐานกว้าง 4 เมตร วางกระสอบทรายสูง 1 เมตร

    2)หากจะวางกระสอบทรายสูงเกิน 3 เมตร ควรใช้เสาเข็มไม้ยาว 3-6 เมตร กดลงไปเป็นฐาน แล้วจึงวางกระสอบทรายแทรกรอบหัวเข็มเป็นฐาน ก่อนจะวางกระสอบทรายทับ

    3)ไม่ควรวางกระสอบทรายสูงในแนวดิ่งตรง แต่ควรวางให้มีความเอียงเป็นรูปสามเหลี่ยมพิรามิด โดยวางลาดเป็นอัตราส่วนความสูงต่อระยะราบเท่ากับ 1:2

    4)หากต้องการให้กำแพงกระสอบทรายแข็งแรง ควรผสมปูนซีเมนต์ในทราย อัตราส่วนทรายต่อปูน 6:1 คือผสมทราย 6 ส่วนกับปูน 1 ส่วน ก่อนบรรจุลงในถุง จะช่วยให้กระสอบทรายมีความแข็งแรงและเมื่อถุงกระสอบทรายยุ่ย ทรายจะไม่ไหลออก

    สำหรับข้อควรรู้เกี่ยวกับการสร้างคันกระสอบทรายกั้นน้ำ

    1)กระสอบทรายที่ทำจากพลาสติกจะยุ่ยและสลายตัวง่ายเมื่อถูกแสงอาทิตย์ ทำให้ถุงทรายมีโอกาสแตกได้สูงหลังการใช้ 1 อาทิตย์

    2)ไม่ควรสูบน้ำด้านที่อยู่ภายในคันกั้นน้ำออกจนแห้ง เพราะจะทำให้ระดับน้ำภายนอกกับภายในต่างกันอย่างมาก คันกระสอบทรายอาจพังทลาย จึงควรให้มีน้ำท่วมขังภายในบ้างเพื่อลดความต่างระดับของน้ำภายนอกกับภายใน

    3)การตั้งกระสอบทรายในแนวดิ่งจะมีโอกาสพังทลายง่าย

  15. ประมวลภาพน้ำท่วมประเทศไทย 2554
    Flood in Thailand 2011

  16. น้ำท่วมกรุงเทพ ปี 2485 (Bangkok floods in 1942)

  17. รถลอยน้ำหนีน้ำท่วม แก้ปัญหารถจมน้ำและไม่มีที่จอดรถ
    ผู้สนใจนำแบบวิธีการจัดทำรถลอยน้ำไปใช้ สามารถติดต่อได้ที่ สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา โทรศัพท์ 0-4422-4410-1 หรือ รศ.ดร.ทวิช จิตรสมบูรณ์ โทร. 08-5903-3882 E-mail : tabon@sut.ac.th.

  18. ไม่ได้ขู่! นึกสนุกโพสต์รูป-ข้อความป่วนน้ำท่วม เจอคุก 20 ปี
    ข่าวไทยรัฐออนไลน์ 22 ตุลาคม2554

    นักกฎหมายชี้โพสต์ข้อความ-รูปภาพเป็นเท็จ ป่วนสถานการณ์น้ำท่วม ผิด พ.ร.บ.คอมฯ 2550 หลังน้ำลด มีสิทธิ์เข้าซังเต รวมโทษจำคุกกว่า 20 ปี…

    ในช่วงที่หลายพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัยและอยู่ในช่วงวิกฤตนั้น รัฐบาลประกาศเฝ้าระวัง พร้อมทั้งแจ้งเตือนภัยประชาชนเป็นระยะ แต่ในทางกลับกัน ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก อย่างทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก กลับมีการโพสต์ข้อความและรูปภาพ ที่บางครั้งเป็นการสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนที่รับข่าวสารเป็นอย่างมาก ซึ่งบางครั้งขัดแย้งกับรัฐบาล และบางครั้งสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงอย่างที่มีการโพสต์ข้อความออกมา

    จากการติดตามการโพสต์ข้อความ และรูปภาพผ่านทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ของทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม กว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าบางครั้งทวิตเตอร์มีการโพสต์ข้อความที่ไม่ชัดเจนในรายละเอียด อาทิ โพสต์ว่า น้ำที่คลองยาคูลท์ทะลัก ท่วมออกออกมาถึงพื้นถนน และเขตประชาชื่นน้ำท่วมถนน แล้วมีการรีทวีตกันต่ออย่างแพร่หลาย ขณะที่ตรวจสอบจากประชาชนในพื้นที่ พบว่าสถานการณ์ยังปกติ

    ส่วนข้อความและรูปภาพที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กนั้น อาทิ ศปภ.อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรประชาชนจะดูแลท่านเอง หรือการโพสต์รูปที่มีลักษณะน้ำท่วม แล้ว ศปภ.แถลงข่าวอยู่ พร้อมทั้งมีข้อความวว่า ศปภ. แถลงข่าวยัน ควบคุมน้ำได้แล้ว

    นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กล่าวว่า กรณีข้างต้นเป็นการกระทำที่มีลักษณะโพสต์ข้อความ หรือรูปภาพ ที่สร้างความปั่นป่วน และสับสนให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสารบนโลกไซเบอร์ ซึ่งเข้าข่ายผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือ พ.ร.บ.คอมฯ 2550 มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ส่วนกรณีที่มีการโพสต์ข้อความและรูปภาพที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ หรือพระบรมวงศานุวงศ์ แล้วไม่ใช่ข้อเท็จจริงนั้น อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ กล่าวว่า นอกจากจะผิด พ.ร.บ.คอมฯ แล้ว ยังผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา มีโทษจำคุก 10 ปีด้วย

    ทั้งนี้ หากประเมินความผิดเบื้องต้นแล้วจะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14 (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน (2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน (3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา โดยรวมทั้งหมดแล้วต้องรับโทษจำคุก ไม่ต่ำกว่า 20 ปี

    “การโพสต์ข้อความ หรือรูปภาพสร้างความปั่นป่วน เข้าข่ายบิดเบือนข้อเท็จจริง และก่อให้เกิดความสับสนของผู้รับข่าวสาร มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14 (1) (2) (3) และถ้าโพสต์เรื่องที่เข้าข่ายหมิ่นฯ สถาบัน ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา มีโทษจำคุก 10 ปี รวมแล้วอาจติดคุกประมาณ 20 ปี” นายไพบูลย์ กล่าว

    นอกจากนี้ หากตรวจสอบพบว่าเป็นผู้ให้บริการรายใด ก็จะมีความผิดไปตาม มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14 ด้วย

    ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กล่าวต่อว่า สำหรับหน่วยงาน หรือผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการโพสต์นั้น สามารถแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีได้ โดยเจ้าหน้าที่จะส่งเรื่องให้กับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ตรวจสอบก่อนดำเนินคดี

    สำหรับศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) นั้น เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาตามคำสั่งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาบริหารจัดการแก้ปัญหาอุทกภัย แต่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย และ พ.ร.บ.ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย จึงไม่สามารถแจ้งความดำเนินคดีกับผู้โพสต์ข้อความได้ แต่หากมีผู้แจ้งความ ผู้โพสต์ข้อความก็จะถูกดำเนินตาม พ.ร.บ.คอมฯ 2550

    อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำว่าให้มีความระมัดระวังในการโพสต์ข้อความ หรือรูปผ่านทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก ในช่วงสถานการณ์อุทกภัย เพราะหากไม่ใช่ข้อเท็จจริง นอกจากจะสร้างความสับสนและปั่นป่วนให้กับผู้อื่นแล้ว หลังน้ำลดอาจต้องหาคนไปประกันตัวที่สถานีตำรวจ หรือไม่ก็นอนอยู่ในมุ้งสายบัว.

    ทีมข่าวไอทีออนไลน์

  19. คลิปวิดีโอข่าวน้ำท่วมประเทศไทยจากสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น

    CNN

    Floodwaters swamp Bangkok, Thailand (October 22, 2011)

    Floodwaters engulf Bangkok area (October 21, 2011)

    Thai flooding causing ‘heartache’ (October 18, 2011)

    Stranded elephants in need of food (October 15, 2011)

    Thailand floods leave elephants stranded (October 13, 2011)

    Thousands are stranded in flooded homes in Ayutthara (October 12, 2011)

  20. ท่าน ว.วชิรเมธี แนะยึดหลักพรหมวิหารธรรม ร่วมฝ่าวิกฤติน้ำท่วม

    “หัวใจที่เต้นเพื่อคนอื่น คือ หัวใจของพระโพธิสัตว์”

    คงเป็นคำกล่าวที่สะท้อนให้เห็นภาพของบรรดาอาสาสมัครทั้งหลายที่ต่างร่วมแรงร่วมใจกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่ต่างก็มีหัวใจดวงเดียวกัน เต้นเป็นจังหวะเดียวกันเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ประสบทุกข์ภัยในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแพ็กของ การนำไปบริจาค รวมทั้งผู้ที่มีจิตศรัทธานำปัจจัย ตลอดจนเครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวของเครื่องใช้ ยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ มาร่วมกันบริจาคเพื่อนำไปแจกจ่ายต่อให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม

    จากน้ำใจที่หลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจของคนไทยได้อย่างชัดเจนว่า ไม่ว่าอุทกภัยภัยครั้งนี้จะยิ่งใหญ่และหนักหนาสาหัสเพียงใด เราคนไทยจะยืนอยู่ข้างกัน และพร้อมที่จะผ่านเหตุการณ์อันหนักหนาสาหัสเหล่านี้ไปด้วยกัน

    สถาบันวิมุตตยาลัย ร่วมกับ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ เชิญประชาชนร่วมกิจกรรม “ทอดกฐินน้ำใจ ช่วยภัยน้ำท่วม” โดยเปิดรับบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภค ปัจจัย 4 ข้าวของเครื่องใช้ ตลอดจนไตรจีวร เพื่อช่วยเหลือพระภิกษุสงฆ์ ตลอดจนประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม โดยเริ่มรับบริจาคตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนรถไฟ)

    พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ท่าน ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย เปิดเผยว่า “สองปีที่ผ่านมา ประเทศไทยของเราบอกได้เลยว่าอยู่ในช่วงโมงยามของความทุกข์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ทุกข์เพราะอุทกภัย ซึ่งจะบอกว่าน้ำท่วมธรรมดาคงไม่ได้ แต่ว่าอุทกภัยที่เราเจอนี้ คงต้องใช้คำว่าวิกฤตการณ์แต่เพียงอย่างเดียว เพราะอะไร เพราะว่าสถานการณ์น้ำท่วมเท่าที่เห็นและเป็นอยู่นี้นั้น ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ดังนั้น ท่ามกลางเพื่อนร่วมชาติของเราที่ลอยคออยู่ในทะเลแห่งความทุกข์จำนวนมากเวลานี้นั้น ถ้ามองอย่างตรงไปตรงมาสิ่งนี้ก็เป็นวิกฤติ ซึ่งเป็นความทุกข์มวลรวมประชาชาติก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในทางธรรม ท่ามกลางวิกฤตินี้เราก็สามารถพลิกให้เป็นโอกาสได้ นั่นคือเป็นโอกาสที่เราคนไทยจะได้มาหลอมรวมน้ำใจไทยให้เป็นหนึ่ง กล่าวคือ เราจะได้โอกาสในการทอดกฐินน้ำใจ ช่วยภัยน้ำท่วม ท่ามกลางเคราะห์ก็ยังมีโชคดี ถ้าเรารู้จักมองสถานการณ์ด้วยสติปัญญา ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ที่บอกว่าเป็นโอกาสก็คือ เราคนไทย ซึ่งปลอดภัยจากการถูกน้ำท่วมไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใดก็ตาม นับถือศาสนาใดก็ตาม ถ้าเราเห็นว่าเพื่อนของเรา ทุกจุดที่ตกอยู่ท่ามกลางทะเลแห่งความทุกข์นั้น เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ของเรา เราก็ควรจะคิดว่านี่คือโอกาสที่เราจะช่วยให้เขาเหล่านั้นได้พ้นจากความทุกข์

    พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้ว่า ธรรมที่จะคุ้มครองโลกนั้น ก็คือพรหมวิหารธรรม อันประกอบไปด้วย หนึ่ง ในยามปกติให้เมตตา คืออยู่กันด้วยความรัก มองไปทางไหนก็เห็นคนทั้งโลกเป็นมิตร สอง ในยามมีวิกฤติ ให้กรุณา คือ ลุกขึ้นมาช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สาม เมื่อยามที่ใครก็ตามได้ดิบได้ดีมีความสุขให้เราพลอยมุทิตา ไม่ใช่อิจฉา คือเปิดจิตเปิดใจให้กว้าง รื่นเริงบันเทิงใจกับความก้าวหน้าของคนอื่น และสี่ในสถานการณ์ที่คนขัดแย้งกับธรรมะ ให้เราวางใจเป็นกลาง ก็คือ อุเบกขานั่นเอง ไม่เลือกเข้าข้างคน แต่ให้ทำหน้าที่ของธรรมอย่างตรงไปตรงมา นี่คือธรรมที่จะสร้างสรรอภิบาลโลก ดังนั้น ในเวลานี้นั้น ธรรมที่เราควรปฏิบัติก็คือ เมตตาและกรุณา เมตตาก็คือมองไปทางไหน เห็นแต่เพื่อนชาวไทยของเราที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก เพื่อนของเราทั้งนั้น ไม่มีใครที่จะคู่ควรกับการโกรธเกลียดชิงชังของเราเลย มองไปทางไหนก็เพื่อนของเราทั้งนั้น และในเมื่อเพื่อนของเรากำลังตกทุกข์ได้ยาก ก็เป็นเวลาที่เพื่อนจะช่วยเพื่อน ดังนั้นท่ามกลางวิกฤติจึงเป็นโอกาสที่เราชาวไทยซึ่งเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ก็จะได้ช่วยซึ่งกันและกันให้พ้นออกมาจากความทุกข์

    การช่วยให้เราคนไทยพ้นทุกข์ก็ทำได้ 3 ระดับด้วยกัน เช่น 1. แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันอย่างไม่ต้องรอ ซึ่งเรากำลังทำอยู่ในเวลานี้ 2. ในระยะยาวก็คือ ต้องเยียวยาและต้องฟื้นฟูให้ผู้ที่ประสบอุทกภัยได้มีจิตใจที่เข้มแข็ง อดทน พร้อมที่จะเผชิญชีวิตต่อไป และ 3. ในอนาคตก็ต้องช่วยกันถอดบทเรียน เรียนให้รู้ว่าสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อไม่ให้เราก้าวผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก

    ดังนั้น ปัญหา ณ ขณะนี้ เราต้องทำข้อที่ 1 ก็คือ ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อาตมภาพจึงตั้งกองทุนที่เรียกกันว่า “โครงการทอดกฐินน้ำใจ ช่วยภัยน้ำท่วม” โครงการนี้มีสองส่วนก็คือ ส่วนที่หนึ่ง เป็นกองทุนก็คือรับบริจาคปัจจัยไทยธรรมที่เรียกว่า “เงิน” สำหรับช่วยฟื้นฟูหลังจากที่เราช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว เพราะว่ามีวัดจำนวนมาก และมีโรงเรียนจำนวนมาก ที่ ณ เวลานี้จมอยู่ในสายน้ำ ชนิดที่เรียกกันว่าต้องฟื้นฟูบูรณะกันอย่างขนานใหญ่ และนอกจากนั้นก็รับเป็นปัจจัยเครื่องอุปโภคบริโภค สำหรับบำบัดความทุกข์เฉพาะหน้าเฉพาะครั้งเฉพาะคราว ให้เราผ่านความยากเข็ญในขณะนี้ได้ไปเสียก่อน

    ดังนั้น ในเวลานี้คือ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนถึงวันอังคาร สามวันนี้อาตมภาพจะตั้งหลักรับบริจาคจตุปัจจัยไทยธรรม จากเราชาวไทยหรือชาวต่างชาติ ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนรถไฟ) ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ในโอกาสนี้ จึงขอเจริญพรเชิญชวนชาวไทย หรือชาวไทยในต่างแดน หรือชาวต่างชาติก็ตาม ที่อยากจะชวยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ในยามตกทุกข์ได้ยาก ก็เดินทางมาร่วมบริจาคกับอาตมภาพได้ ณ สวนรถไฟแห่งนี้ก็ได้ หรือจะบริจาคผ่านหมายเลขบัญชีที่อาตมภาพได้ประกาศไว้ใน Facebook หรือเครือข่ายสังคม Social Network ต่าง ๆ ก็ได้ อาตมภาพขอถือโอกาสนี้ ขออนุโมทนากับน้ำใสใจจริงของทุกท่านทุกคน ที่ได้หลั่งไหลกันมาร่วมบริจาค ตั้งแต่อาตมภาพเริ่มโครงการจนถึง ณ เวลานี้ ก็ยังมากันอยู่ไม่ขาดสาย กุศลบุญราศีที่สำคัญที่สุดที่เราจะได้รับร่วมกันก็คือ เราจะได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของเราให้พ้นจากนาทีแห่งความทุกข์ และวันหนึ่งข้างหน้าหากเรามีความทุกข์ใดก็ตาม เพื่อนร่วมทุกข์ของเรานั้น ก็จะได้ก้าวมาช่วยเหลือเราเช่นเดียวกัน ความทุกข์ของคน ๆ หนึ่งนั้น จะส่งผลถึงความทุกข์ของคนอีกคนหนึ่งเสมอไป เช่นเดียวกัน ความสุขของคน ๆ หนึ่ง ก็จะส่งผลถึงความสุขของคนอีกคนหนึ่งเสมอไป ฉะนั้น ความทุกข์ความสุขในชีวิตของเรานั้น ขึ้นอยู่กับกันและกัน ถ้าเราอยากให้เพื่อนของเรามีความสุข เราก็ต้องช่วยกันแบ่งปันความสุข ถ้าเราอยากให้เพื่อนของเราพ้นจากความทุกข์ เราก็ต้องไม่ดูดาย และนี่คือโอกาสที่เราจะได้ลุกขึ้นมา ทอดกฐินน้ำใจ ช่วยภัยน้ำท่วม” คลิกดูคลิป VDO นี้

    สำหรับผู้ที่ประสงค์จะบริจาคเงิน สามารถบริจาคผ่าน ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาศิริราช ชื่อบัญชี “สถาบันวิมุตตยาลัย” บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 016-416296-4 (Swift Code : SICOTHBK)

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สถาบันวิมุตตยาลัย เลขที่ 7/9-18 ถนนอรุณอมรินทร์ บางกอกน้อย กรุงเทพ 10700 โทรศัพท์ 08-5663-2636, 08-4173-5220, 08-9200-5172 Email: dhammatoday@gmail.com

    ดูแผนที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส คลิกที่นี่

  21. Battle to save Bangkok from floods

  22. 平成23年NHK総合TVニュース報道

  23. ส้วมฉุกเฉิน จัดทำและออกแบบโดยคณะสถาปัตยกรร­มศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    อ่าน ข้อเสนอแนะการออกแบบสุขาชั่วคราวเพื่อป้องกันโรคระบาดในสภาวะน้ำท่วม โดย กลุ่มอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  24. การผลิตน้ำสะอาดสำหรับอุปโภค (น้ำใช้เท่านั้น) ด้วยตนเองในสภาวะน้ำท่วมโดย กลุ่มอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    อ่าน ขั้นตอนในการผลิตน้ำสะอาดสำหรับอุปโภค (น้ำใช้เท่านั้น) ด้วยตนเองในสภาวะน้ำท่วม โดย กลุ่มอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  25. ข้อแนะนำเมื่อถูกปลิงเกาะ 14/10/54

  26. ดูคลิปวิดีโอ ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม

    o ช่วยชีวิตเบื้องต้นในภาวะวิกฤติ 12 Oct 11
    o นวด 25 จุด หยุดความเครียด 12 Oct 11
    o ป้องกันโรคระบาดช่วงน้ำท่วม 14 Oct 11
    o พกยา หนีน้ำท่วม 14 Oct 11
    o การดูแลยานพาหนะช่วงน้ำท่วม 15 Oct 11
    o การเลือกซื้ออาหารช่วงน้ำท่วม 18 Oct 11
    o น้ำท่วม กับ โรคปอดบวม 18 Oct 11
    o Vip – กระสอบทรายไฮเทค 17 Oct 11
    o บอกเก้า-สิ่งประดิษฐ์ช่วยน้ำท่วม 17 Oct 11
    o วิธีย้ายผู้ป่วยที่ถูกต้อง 19 Oct 11
    o น้ำท่วมกับสิทธิผู้เอาประกัน 18 Oct 11
    o ดูแลรักษารถช่วงน้ำท่วม 19 Oct 11
    o ผญ.ถึง ผญ. – วิธีใช้กรองน้ำนาโน 20 Oct 11
    o วิธีสร้างพนังกั้นน้ำ 20 Oct 11
    o Thai PBS ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม – พบหมอบ้าน 22 Oct 11
    o Thai PBS ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม – พบหมอรถ 23 Oct 11

  27. คลิปรายการ วีไอพี
    บ้านลอยน้ำ ส้อมลอยน้ำ โรงจอดรถลอยน้ำ ผู้ผลิต คุณธัชชัย กัลยกร ประธานบริษััท โรงเลื่อยจักรชัยประดิษฐ์ จำกัด

    กรมโยธาธิการและผังเมือง ออกแบบแปลนบ้านลอยน้ำ

  28. ขนน้องหมา อุ้มน้องแมว ฝากเลี้ยง-ให้อาหาร ที่ไหนดี ช่วงน้ำท่วม …?

    ใช่ว่าแต่ มนุษย์ที่เดือดร้อน จากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ของประเทศไทย ที่สร้างความปั่นป่วนโกลาหลไร้ที่อยู่ให้กับผู้คนหลายล้านคนใน พื้นที่ภาคกลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ กรุงเทพฯและปริมณฑล อยู่ขณะนี้ แต่สัตว์เลี้ยงซึ่งมีชีวิต มีจิตใจต่างก็ตกอยู่ในอาการหวาดผวาเมื่อน้ำมาเช่นกัน

    ดังนั้นเราจึงได้เห็นบรรดาผู้รักสัตว์เลี้ยงทั้งหลายที่ไม่เพียงหอบเอาทรัพย์สินสมบัติอันมีค่าอพยพติดตัวไปที่ปลอดภัยด้วยเท่านั้น แต่บรรดาน้องหมา น้องแมวรวมถึงสัตว์อื่นๆ ต่างก็ต้องถูกหอบหิ้ว หลอกล่อเพื่อรักษาชีวิตให้อยู่รอดกันไปด้วยอย่างทุลักทุเล

    หลายคนที่ย้ายไปอยู่ตามบ้านญาติ หรือศูนย์พักพิงผู้อพยพต่างต้องประสบปัญหากับความยากลำบากในการเลี้ยงดูน้องหมา น้องแมว ต่างๆเป็นอย่างมาก บ้างก็นำไปฝากไว้กับศูนย์รับฝากสัตว์เรียบร้อยแล้วแต่ยังมีอีกจำนวนมากที่ยังไม่ทราบว่า ศูนย์รับฝากสัตว์เลี้ยงทั้งหลายในภาวะน้ำท่วม(หนักหนา)มีที่ไหนบ้าง รวมถึงหน่วยงาน องค์กรที่รับบริจาคอาหาร วัสดุอุปกรณ์ช่วยเหลือสัตว์ต่างๆ รวมถึงรับแจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสัตว์

    จึงได้รวบรวม รายชื่อศูนย์รับฝากสัตว์ หน่วยงานรับบริจาค ตามที่ต่างๆมาให้ผู้อ่านได้ลองโทรศัพท์สอบถามไปเช็คข้อมูลกันว่า ยังมีที่ไหนมีพื้นที่ในการที่จะรับดูแลสัตว์เลี้ยงเหล่านี้เหลืออยู่บ้าง และที่ไหนบ้างที่ประสงค์ต้องการขอรับเงินบริจาค รวมถึงอาหารในการไปช่วยเหลือดูแลน้องหมาน้องแมวรวมถึงสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ ให้มีชีวิตอยู่รอดกันบ้าง

    ลองมาเช็คดูกัน

    1. โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน จ.นครปฐม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0-2942-8316

    ผู้ประสงค์ต้องการบริจาคเงินในเลี้ยงดูสัตว์เหล่านี้ ให้กับทาง โรงพยาบาลสามารถบริจาคได้ที่ “กองทุนสัตวแพทย์เกษตร” ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เลขที่ 374148297 ประเภทออมทรัพย์

    2. ศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัยเเจ้งวัฒนะ ติดต่อเบอร์ 084-3903900 เป็นเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ โซนสัตว์เลี้ยง หากมีกรงมาพร้อมสามารถนำหมามาฝากได้…มีเจ้าหน้าที่
    คอยให้อาหาร ดูแลให้ หากนำไปฝาก แนะนำให้ใส่ปลอกคอติดป้ายชื่อ เบอร์โทรศัพท์เจ้าของด้วย

    3. เครือข่ายวิชาชีพสัตวแพทย์ช่วยน้ำท่วม โดย คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รับบริจาค อาหารสุนัข ยา เพื่อกระจายไปให้น้องหมาที่ต้องการความช่วยเหลือ บริจาคได้ด้วยตัวเองที่ ที่อยู่ 39 คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ.อังรีดูนังต์, 10330 โทร 02-2189776 ถ้าจะมาบริจาคด้วยตัวเอง ติดต่อ รปภ.ด้าน รพ.สัตว์เล็ก หรือ รปภ.ที่ตึก 60 ปีสัตวแพทยศาสตร์ (ใกล้ศูนย์หนังสือจุฬาฯ สยามสแควร์) และถ้าหากขนของมา อาคาร 60 ปี เข้าประตูคณะเภสัชศาสตร์จะสะดวกค่ะ หรือติอต่อได้ทาง
    http://www.facebook.com/pages/เครือข่ายวิชาชีพสัตวแพทย์ช่วยน้ำท่วม/247143648671600

    4. เขตพื้นที่ กทม และปริมณฑล หากต้องการเคลื่อนขี้นย้ายสัตว์เลี้ยงออกจากพื้นที่ ติดต่อ กรมปศุสัตว์ 02-6534444 ต่อ 3381-3382 ทางกรมปศุสัตว์จะประสานงานให้ท่านอย่างรวดเร็วที่สุด

    5. มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ รับบริจาคอาหารเม็ด อาหารเปียกสำหรับสุนัขป่วย ติดต่อได้ที่ 084-682-6057 หรือสามารถนำไปบริจาคได้ด้วยตนเองที่ มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ (ในความอุปถัมภ์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) 15/1 หมู่ 1 ซอยพระมหาการุณย์ ถ.ติวานนท์ ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120 โทรศัพท์ 0-2584-4896, 0-2961-5625 (http://www.facebook.com/pages/มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ-home4animal/120551341358242)

    หากท่านใดที่มีความประสงค์จะช่วยบริจาคอาหารให้ มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ แต่ไม่สามารถมาถึงปากเกร็ดได้นั้น ยังสามารถนำอาหารเม็ดไปบริจาคได้ที่ ถนนข้าวสาร หน้าโรงแรมข้าวสารพาเลซ ติดต่อคุณเบียร์ 087-052-1646

    6. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เปิดศูนย์อพยพในกรณีที่ผู้อพยพมีสัตว์เลี้ยงมาด้วย สามารถนำมาได้ รับเฉพาะสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงที่มากับเจ้าของเท่านั้น สอบถามโทร 02-3298277 , 0-2329-8288

    7. แมว/สุนัข ที่ประสบภัยน้ำท่วม หากขาดแคลนอาหาร สามารถติดต่อขอรับอาหารได้ที่ “บ้านอาสาใจดี” โทร 085-503-1819

    8. คุณกล้วยไม้สีเงิน ณ ห้องจตุจักร เว็บไซต์ pantip.com และ อ.ปุ๊ก วิทยาลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิ เชิญชวนผู้มีจิตเมตตาทุกคนร่วมบริจาคอาหารสุนัข และแมว เพื่อนำไปช่วยเหลือน้องหมา น้องแมว ในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม

    ผู้มีจิตเมตตาที่สนใจจะบริจาค อาหาร หมา-แมว ขอให้ติดต่อบริจาคมาได้ที่ คุณกล้วยไม้สีเงิน โทร. 084-006-3927 , อ.ปุ๊ก โทร. 086-332-7565 , 083-906-4763, 086-331-9991

    อีเมล อ.ปุ๊ก : nunjanak@hotmail.com, วิทยาลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิ โทร.02-172-9623-6
    ส่วน ผู้ต้องที่ต้องการนำสิ่งของและอาหารมาบริจาคด้วยตนเอง สามารถบริจาคได้ที่จุดรับบริจาค 3 จุด ดังนี้
    จุดที่ 1 : วิทยาลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิ ลาดกระบัง
    จุดที่ 2 : โรงเรียนเทคนิคบริหารธุรกิจกรุงเทพ (เชิงสะพานพระโขนง)
    จุดที่ 3 : ซอยรามคำแหง 150 (รบกวนโทรสอบถามเส้นทางจาก อ.ปุ๊ก )

    หน่วยงานเอกชนอื่นๆ ที่สามารถเข้าไปติดตามข่าวสารการช่วยเหลือน้องหมาได้อีก เช่น

    1. A call for Animal Rights (http://www.facebook.com/Walk.rally4Dog)
    2. Unidog (http://www.facebook.com/unidog)
    3. ศูนย์ข้อมูลเพื่อการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (http://www.thaiflood.com หรือ #Thaiflood ใน Twitter)
    4. SOS ANIMAL THAILAND (http://www.facebook.com/pages/SOS-ANIMALS-Thailand/110567645710789)
    5. โครงการเพื่อนข้างถนน (http://th-th.facebook.com/pages/เพื่อนข้างถนน/194087173976733)
    6. องค์การสวนสัตว์เปิดสายด่วน 1362 รับแจ้ง หากพบสัตว์มีพิษสัตว์อันตรายที่อาจเป็นอันตรายกับคนและสัตว์เลี้ยง
    7. กองทุนร่วมด้วยช่วยแมว(หมา)
    ช่องทางการบริจาค ทางกองทุน มี 3 บัญชีธนาคาร
    ในนาม ชื่อบัญชี พุฒิพร จีวิพันธ์พงษ์ และสุภา ตันวิจิตร
    1.ธนาคารไทยพานิชย์ เลขที่บัญชี 258-214068-7 สาขาตลาดใหม่ 61
    2.ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 756-2-55070-9 สาขาทุ่งครุ
    3.ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 235-0725723 สาขาประชาอุทิศ

    นี่เป็นเพียง บางสถานที่หลักๆ และคร่าวๆ ที่ได้รวบรวมมาให้ลองติดต่อสอบถามเพื่อหาทางออกในเบื้องต้น…ถ้าอย่างไร ลองติดต่อสอบถามกันตามหมายเลขโทรศัพท์ และทางเฟซบุ๊กกันได้นะจ๊ะ

    ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ

    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    นอกจากนี้ยังมี “ศูนย์ช่วยเหลือ-ติดตามสัตว์เลี้ยงที่ประสบภัยน้ำท่วม” ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงและผู้ที่พบเจอสัตว์พลัดหลงกับเจ้าของจากภัยพิบัติน้ำท่วม เพื่อตามหาเจ้าของ และเป็นศูนย์กลางในการให้ความช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงที่ประสบภัยพิบัติน้ำท่วมในครั้งนี้ โดยเจ้าของสามารถลงข้อมูลสัตว์เลี้ยงทั้งหมดใน http://www.facebook.com/PetInFlood ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะนำไปสร้างเป็นเว็บไซต์ถาวร เพื่อความสะดวกและเป็นฐานข้อมูลในการตามหาสัตว์เลี้ยงที่พลัดหลงกับเจ้าของอีกทางหนึ่ง

    ข้อมูลจาก ไทยรัฐ

  29. คลิปรายการ คนค้นฅน – น้ำท่วม ( 25 Oct 11)
    สะท้อนแง่มุมหลากหลายชีวิตกับน้ำท่วม

    คลิปรายการ คนค้นฅน – น้ำท่วม 2 (1 Nov 11)

    คลิปรายการ คนค้นฅน – น้ำท่วม 3 (8 Nov 11)

    คลิปรายการ คนค้นฅน – น้ำท่วม 4 (15 Nov 11)

    คลิปรายการ คนค้นฅน – น้ำท่วม 5 (22 Nov 11)

    คลิปรายการ คนค้นฅน – น้ำท่วม 6 (29 Nov 11)

    คลิปรายการ คนค้นฅน – น้ำท่วม 7 (6 Dec 11)

  30. คลิปวิดีโอ กลุ่ม “รู้ สู้! flood” คือ กลุ่มอาสาสมัครทำสื่อวิดีโอสร้างสรรค์ ในรูปแบบ Infographic เข้าใจง่าย ไม่ชวนให้งงเอ๋อ เพื่อให้ข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นซึ่งประชาชนควรรู้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสภาวะน้ำท่วมอย่างมีสติและเข้าใจ

    รู้สู้ flood ep.1: รู้จักน้ำท่วมให้มากขึ้น
    วิดีโอ Infographic ตอนที่ 1: “รู้จักน้ำท่วมให้มากขึ้น” ชวนชาวไทยทุกคนมาทำความเข้าสถานการณ์น้ำท่วมปี 2554 ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรและเรามีวิธีการจัดการน้ำกันอย่างไรเพื่อสร้างความเข้าใจให­้มากขึ้นและลดภาวะตื่นตระหนักอันมาจากมูลที่มากล้นจนเกินไป

    +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    รู้สู้ flood ep.2 : 3 คำถามยอดฮิต
    ตอบ 3 คำถามยอดฮิตเรื่องน้ำท่วม ด้วยตัวคุณเอง
    Infographic ตอนที่ 2 ของ “รู้ สู้! Flood” จะช่วยตอบคำถามสามัญประจำโลก ที่ว่า “บ้านเราน้ำจะท่วมไหม ท่วมสูงเท่าไหร่ และท่วมนานแค่ไหน” คลิปนี้จะช่วยให้คุณสามารถประเมินสถานการณ์น้ำท่วมอย่างคร่าวๆ ได้ด้วยตนเอง เพื่อวางแผน เตรียมความพร้อม เพื่อให้คุณไม่ต้องเป็นผู้ประสบภัยแม้ในยามน้ำท่วม


    รวม Link ประกอบคลิป EP.2

    – แผนที่เช็คจุดน้ำท่วม http://203.150.230.27/FloodMap/
    – แผนที่วัดระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางของพื้นที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ จากกรุงเทพธุรกิจ
    http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/life/20111022/415291/%E0%B
    – แผนที่วัดระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางของพื้นที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ จากกรมแผนที่ทหาร
    http://thinkofliving.com/2011/10/17/%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B

    +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    รู้สู้ flood ep.3 : เตรียมตัวก่อนน้ำมาถึง
    Infographic ตัวที่ 3 จากทีม “รู้ สู้! Flood” จะแนะนำขั้นตอนในการเตรียมความพร้อมรับมือกับน้ำ ที่ไม่ว่าน้ำนั้นจะมาเคาะประตูบ้านคุณหรือไม่ การเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ คือสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการเป็นผู้ประสบภัยได้ด­ีที่สุด

    รวม Link ประกอบคลิป EP.3

    – อัพเดตเส้นทางการจราจรช่วงน้ำท่วม http://www.trafficpolice.go.th/
    – ตรวจสอบเส้นทางการจราจร http://traffic.longdo.com/
    – เบอร์โทรติดต่อหน่วยงานยามฉุกเฉิน http://www.thaiflood.com/phonebook/
    – ตรวจสอบคุณภาพน้ำประปา http://wqconline.mwa.co.th/wqc/OverviewMap.aspx
    – การใช้งานส้วมฉุกเฉิน http://www.youtube.com/watch?v=0vuEC-0Tom8
    – โรคภัยไข้เจ็บและยาที่ควรเตรียม http://www.siamarsa.org/profiles/blogs/5895095:BlogPost:27391
    – ดูแลสัตว์เลี้ยงช่วงน้ำท่วม http://www.volunteerconnex.com/share/flood/petcheck?utm_source=rss&utm_me
    – การดูแลรถเมื่อน้ำท่วม http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1318332863&grpid=no&…
    – วิธีประหยัดแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ http://www.it24hrs.com/2011/save-batt-thaiflood-power/
    – วางแผนการสำรองอาหารในช่วงน้ำท่วม http://www.siamintelligence.com/food-plan-flood/

    +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    รู้สู้ flood ep.4 : การรับมือในภาวะน้ำท่วม
    “เตรียมพร้อมอยู่กับน้ำอย่างเข้าใจ เราปลอดภัยได้”

    Infographic ตัวที่ 4 จากทีม รู้ สู้! Flood จะพาคุณไปดูว่า เมื่อถึงเวลาที่น้ำ (หรือพี่วาฬ) มาเยี่ยมเราถึงบ้านจริงๆ เราจะมีวิธีรับมือกับมันอย่างไรได้บ้าง รวมถึงกรณีที่เราจำเป็นจะต้องอยู่กับบ้าน ออกไปไหนไม่ได้ เราจะสามารถใช้ชีวิตร่วมกับน้ำอย่างปลอดภัยได้อย่างไร

    รวม Link ประกอบคลิป EP.4

    – ข้อแนะนำในการใช้ชีวิตในช่วงน้ำท่วมอย่างปลอดภัย จากกรมควบคุมโรค http://www.ddc.moph.go.th/
    – การใช้งานส้วมฉุกเฉิน http://www.youtube.com/watch?v=0vuEC-0Tom8
    – วิธีการเตรียมน้ำดื่มปลอดภัยในช่วงน้ำท่วม http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1288083014&grpid&cat
    – การจัดการขยะมูลฝอยในที่พักอาศัยที่ถูกน้ำท่วม http://www.ddc.moph.go.th/showimgpic.php?id=446
    – วิธีการทำรองเท้าจากถุงพลาสติก http://www.thailandexhibition.com/forum/index.php/topic,1442.msg2093/topicsee
    – วิธีการคลายเครียดในช่วงน้ำท่วม http://variety.teenee.com/foodforbrain/40238.html
    – การป้องกันโรคที่มาจากน้ำท่วม http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/17665
    – โรคกับน้ำท่วม http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/special_report/11448
    – แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการจมน้ำ http://www.ddc.moph.go.th/showimgpic.php?id=511
    – วิธีการปฏิบัติเมื่อพบสัตว์พลัดหลงเข้ามาในเขตที่อยู่อาศัยขณะที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่­วม http://www.dnp.go.th/wildlifednp/index.php?option=com_content&view=articl
    – ทำเสื้อชูชีพจากถุงปุ๋ย http://www.thaincd.com/document/hot%20news/drowning-hotnews9.pdf
    – วิธีป้องกันไฟดูดในช่วงน้ำท่วม http://www.sukapabdee.com/forum/viewtopic.php?f=4&t=189

    +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    รู้สู้ flood ep.5 : ใจเย็นยามอพยพ

    “อพยพอย่างไร ให้ปลอดภัยและมีสติ”

    Animation ตัวที่ 5 จากทีม รู้ สู้! Flood รวบรวมวิธีการ และข้อควรทำต่างๆ ในการอพยพ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมตัวออกจากบ้าน การเดินทาง ไปจนถึงการเข้า ‘Check-in’ ที่ศูนย์อพยพอย่างปลอดภัย เพื่อให้คุณสามารถเตรียมการเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ และเป็นผู้ประสบภัยที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

    +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    รู้สู้ flood ep.6 : ตุนอย่างมีสติ

    “เพิ่มความเข้าใจสักนิด ก่อนคิดจะตุน”

    Animation ตอนที่ 6 จาก “รู้ สู้! Flood” ชวนทุกคนมาทำความเข้าใจร่วมกันว่า ในการใช้ชีวิตโดยปกติของเรานั้น มีความต้องการกิน ต้องการใช้มากหรือน้อยแค่ไหน เพื่อให้ในสถานการณ์น้ำท่วมแบบนี้ เราจะได้ซื้อของเพื่อ “ตุน” ได้อย่างเหมาะสมและพอดีกับความต้องการ ลดภาพชั้นวางสินค้าที่วางเปล่าในซุปเปอร์มาร์เก็ต

    Link ประกอบวิดีโอ ตอนที่ 6

    – เอกสารเผยแพร่ “กินตามวัยให้พอดี” จาก สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข http://nutrition.anamai.moph.go.th/temp/main/upbook/files/01.pdf

    – น้ำท่วม เราจะกินอะไรดี โดย สสส. http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/special_report/25126

    **สำหรับคลิปตอนที่ 6 นี้ ทีมงานทำงานกันอย่างเต็มที เพื่อวิ่งแข่งกับพี่วาฬที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนลาดพร้าว อันเป็นฐานที่มั่นของพวกเรา และคลิป 6 ก็ออกสู่สายตาผู้ชมได้ตามที่เราตั้งใจเอาไว้ … แต่เราขอเวลาซักนิด ไป สู้! Flood ที่กำลังมาเยือน ด้วยการอพยพฐานที่มั่นไปยังซักที่ที่ปลอดภัย รวมถึงทีมงานที่ตอนนี้เริ่มทยอยกลายสภาพเป็นผู้ประสบภัยไปทีละคนสองคน ได้กลับไปจัดการชีวิตให้ลงตัวซักหน่อย – – เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง “รู้ สู้! Flood” จะกลับมาพบกับเพื่อนๆ อีกครั้งแน่นอน เราสัญญา ^^

    +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    รู้สู้ flood ep.7 : รู้ให้ครบ ระบบน้ำใช้

    “เข้าใจเรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ ในช่วงน้ำท่วม”

    Animation ตัวที่ 7 จากทีม รู้ สู้! Flood มาร่วมกันเข้าใจระบบน้ำประปาให้มากขึ้น ด้วยการตามรอยการเดินทางของน้ำประปา ตั้งแต่เริ่มต้น จนมาไหลซู่ออกจากก๊อกน้ำในบ้านของเรา ว่ามีกระบวนการเป็นอย่างไร เพื่อมาประเมินเปรียบเทียบกับสถานการณ์น้ำในบ้านของเราตอนนี้ ที่ไม่ว่าจะเหลือง ขุ่น ฉุนคลอรีน เราก็จะไม่ตกใจ และสามารถรับมือกับน้ำดื่มน้ำใช้ได้อย่างเข้าใจและมีส

    รวม Link ประกอบคลิป EP.7

    – แนะนำการใช้น้ำประปาในภาวะน้ำท่วม http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/situations/25260

    และ http://www.mwa.co.th/2010/ewt/mwa_internet/ewt_news.php?nid=5462&filename

    – การแก้ปัญหาน้ำประปาเหลือง http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/situations/25060

    – การทำน้ำสะอาดด้วยตนเอง สำหรับบ้านเรือน http://www.eng.chula.ac.th/?q=node/3847

    – การผลิตน้ำสะอาดสำหรับใช้ (เท่านั้น) ด้วยตนเองในสภาวะน้ำท่วม http://www1.eng.chula.ac.th/?q=node/3821

    – รับมือกับขยะ เพื่อลดการระบาดของเชื้อโรคในช่วงน้ำท่วม http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/news_thaihealth/25232

    +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    รู้สู้ flood ep.8 : รู้ทันน้ำเสีย
    “น้ำเสีย…อาจมีสารอินทรีย์หรือออกซิเจนอยู่ก็เป็นได้”

    Animation ตัวที่ 8 จากทีม รู้ สู้! Flood เมื่อน้ำท่วมกลายเป็นน้ำขัง แล้วก็แปรสภาพเป็นน้ำเสีย ส่งกลิ่นเหม็นและไม่ใส ดูยังไงก็ไม่น่ามอง แทนที่จะนั่งสยองและกุมขมับ เรามาทำความรู้จักกันดีกว่าว่า น้ำเสียคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และเราจะจัดการกับมันได้ยังไง นอกจากนั้น เราจะมาร่วมหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน ว่า EM Ball ผู้โด่งดังมาจากไหน มีหลักการทำงานอย่างไร และจะเป็นพระเอกที่มาช่วยแก้ปัญหาน้ำเสียได้จริงหรือเปล่า

    รวม Link ประกอบคลิป EP.8

    – น้ำเสียคืออะไร http://www.pcd.go.th/info_serv/water_wt.html

    – ประโยชน์ของจุลินทรีย์ EM http://share.psu.ac.th/blog/em2551/6872

    – การแยกขยะ เพื่อลดการระบาดของเชื้อโรคที่มากับน้ำ http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/news_thaihealth

    +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    รู้สู้ flood ep.9 : ตั้งหลัก หลังน้ำลด

    “มีสติก่อนจัดการ ฟื้นบ้านหลังน้ำลด”

    Animation ตัวที่ 9 จากทีม รู้ สู้! Flood มาดูกันว่าเมื่อน้ำลด เราจะกู้บ้านตัวเองกลับมาได้ยังไง ตั้งแต่เตรียมสติก่อนเปิดประตูบ้าน เตรียมตัวทำความสะอาด วิธีการเริ่มตรวจสอบระบบไฟฟ้าว่าใช้ได้แล้วรึยัง การแยกขยะง่ายๆ เพื่อลดปริมาณขยะ จนถึงวิธีการต่อสู้กับเชื้อรา สารพัดวิธีที่จะช่วยให้เรารับมือแบบมีสติกับบ้านแสนรักที่เปลี่­ยนไปหลังน้ำท่วม

    รวม Link ประกอบคลิป EP.9

    – การป้องกันโรคที่มากับน้ำท่วม
    https://files.me.com/watthana/spaz3b
    คู่มือประชาชน สำหรับป้องกันโรคที่มากับน้ำท่วม โดย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

    – การดูแลฟื้นฟูบ้านหลังน้ำท่วม
    https://files.me.com/watthana/691q7v
    ตัดทอนส่วนหนึ่งมาจากบทความเรื่อง “บัญญัติ ๒๑ ประการ บ้านหลังน้ำท่วม” โดย อาจารย์ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์

    – การป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าหลังน้ำท่วม และข้อควรปฏิบัติการใช้ไฟฟ้าหลังน้ำท่วม
    http://www.mea.or.th/meaoc/
    โดย การไฟฟ้านครหลวง

    – การจัดการขยะมูลฝอย
    http://203.155.220.174/modules.php?name=News&file=art
    โดย สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร

    – การทำความสะอาดเชื้อราในบ้านหลังน้ำท่วม
    https://files.me.com/watthana/xhc4cq
    โดย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

    +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    รู้สู้ flood ep.10 : รู้ สู้! ทุกสิ่ง

    “สำคัญที่สุด คืออย่าหยุดหาความรู้”

    Animation ตัวที่ 10 จากทีม รู้ สู้! Flood หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมปี 2554 คลี่คลายแล้ว ก่อนที่เราจะกลับไปใช้ชีวิตกันตามปกติอีกครั้ง พวกเรา รู้ สู้! Flood ในฐานะกลุ่มอาสาสมัครที่รวมตัวกันเฉพาะกิจ ไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อผลิตชุดความรู้ต่อไปได้ตลอด จึงอยากฝาก “9 เรื่องในน้ำท่วมที่เราไม่อยากให้ลืม” ไว้เพื่อให้ทุกคนได้ต่อยอดความรู้ด้วยตัวเอง เราอยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าของความรู้ อย่ามองมันเป็นเรื่องยาก เพราะยิ่งเราอดทนเรียนรู้ให้มาก อะไรที่ว่ายาก ก็จะค่อยๆ ง่ายขึ้นในที่สุด และความรู้นี่เอง ที่จะทำให้เราสู้ ได้ทุกสิ่ง

    เอกสารต่อยอดความรู้ “9 เรื่องในน้ำท่วม ที่เราไม่อยากให้ลืม”

    แบบรวมบทความทั้ง 9 เรื่องในไฟล์เดียวกัน
    http://www.mediafire.com/?arj01fqd0t311qv

    แบบแยกไฟล์ สำหรับผู้สนใจต้องการอ่านแต่ละเรื่อง

    – เรื่องที่ 1 : โอกาสทางเศรษฐกิจ ที่พัดพาไปกับสายน้ำท่วม
    http://www.mediafire.com/?53ye7jb3jcoeije

    – เรื่องที่ 2 : ระบบนิเวศ เปลี๊ยนไป๋
    http://www.mediafire.com/?38hzzl7x3wt3uky

    – เรื่องที่ 3 : เขตรอดน้ำท่วม กรณีศึกษาเทศบาลนครนนทบุรีกับการบริหารจัดการน้ำ
    http://www.mediafire.com/?3a1hd9q7w3bf2ev

    – เรื่องที่ 4 : ระบบการจัดการทรัพยากรน้ำ
    http://www.mediafire.com/?o72i7mafg0gsk10

    – เรื่องที่ 5 : รู้เรื่อง ผังเมือง
    http://www.mediafire.com/?tcqqjtpwqbzdx41

    – เรื่องที่ 6 : สิทธิมาพร้อมหน้าที่เสมอ
    http://www.mediafire.com/?wxivi0vdx0apn3a
    และสรุปสาระสำคัญกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
    http://www.mediafire.com/?c18ajculyoyo1k3

    – เรื่องที่ 7 : รถยนต์ล้นเมือง
    http://www.mediafire.com/?np5ekmda0pld3px

    – เรื่องที่ 8 : มีน้ำใจแบบเอาใจใส่
    http://www.mediafire.com/?u0kczsu1y8bbnxy

    – เรื่องที่ 9 : ข่าว…คือใคร
    http://www.mediafire.com/?al82f575r12mef1

    และสำหรับใครที่โหลดไฟล์จาก link ของ mediafire ด้านบนไม่ได้ เรามี link สำรองให้นะคะ ดาวน์โหลดเอกสารแบบรวมได้ที่นี่เลยค่ะ http://dl.dropbox.com/u/558959/RooSuFlood_EP10_document.pdf

    – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – -

  31. มวลน้ำ คืออะไร ?
    พนังกั้นน้ำ คืออะไร ?
    ทำไมน้ำมาท่วมที่นี่ ไม่ไปท่วมที่โน่น ? สาเหตุน้ำท่วม ?
    ทำไมเราต้องมาสู้กับน้ำ ?
    เราจะปรับตัวอยู่กับน้ำได้อย่างไร ?
    จัดการความเครียดที่มากับน้ำท่วม ?
    โลกร้อน ? น้ำท่วม ? อยู่กับธรรมชาติ ? 2012 วันสิ้นโลก! ? เราจะอยู่อย่างไรในอนาคตที่ต้องเจอภัยพิบัติ ? พอเพียง ดูแลเพื่อนร่วมโลก ?
    รายการ ThaiPBS kids กล่องนักคิด พี่แปลน กับน้องเดียว : สัมภาษณ์ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา มีคำตอบ

  32. ความเชื่อผิด ๆ ในภาวะน้ำท่วม

    โดย Marketing Hub เมื่อ 26 ตุลาคม 2011 เวลา 23:43 น.

    ผมลองรวบรวมบทสนทนาจากผู้ประสบภัยที่เผยแพร่ตามสื่อต่างๆในรอบหลายวันที่ผ่านมาครับ ถ้านึกอะไรออกจะมาแก้ไขเพิ่มเติมเรื่อยๆ

    ทั้งหมดนี้ จะเป็นประเด็นใหญ่ๆ ที่หลายคน มักจะ “้เข้าใจผิด” หรือมีความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง ที่อาจจะมาจากการขาดข้อมูลที่สำคัญๆ
    หรือการพลาดการติดตามข่าวสารต่างๆ

    สิ่งเหล่านี้อาจจะนำพามาซึ่งความชะล่าใจ ความประมาท ซึ่งมันทำให้หลายคน “ชิบหาย” มาแล้ว เพราะคิดแบบนี้

    ——————————————————–

    1) ซื้อเสบียงมาแล้ว อยู่ได้เป็นเดือน โดนน้ำปิดทางเข้าออก ก็ไม่กลัว

    หลายวันที่ผ่านมา ห้างค้าปลีกในกทม. มีแต่คนไปแย่งซื้อของ แย่งกันตุน
    ไม่ว่าจะเป็น เนื้อหมู ไข่ไก่ ผัก ผลไม้ มาม่า ปลากระป๋อง ข้าวสาร
    แน่นอนว่า การตุน ทำให้ทุกคนอุ่นใจ ยิ่งตุนเยอะ ยิ่งสบายใจ
    มีมาม่า 3 โหล มี ปลากระป๋องพอกินได้เป็นเดือนๆ แล้ว

    สิ่งเหล่านี้แทบจะหมดค่าไป ถ้าที่อยู่อาศัยของคุณถูกการไฟฟ้าตัดไฟ
    แล้วยังจะทำอะไรได้อีกครับ เจอแบบนี้?
    ถ้าอยู่บ้าน ก็โชคดีหน่อย เนื้อหมู ไข่ไก่ ข้าว สามารถหุงหรือทำให้มันร้อน สุก ได้โดยใช้เตาแก้ส

    แต่ถ้าอยู่คอนโด ชีวิตลำบากแล้วครับ เพราะนิติบุคคลคงไม่อนุญาตให้เราใช้เตาแก้สแน่นอน เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย
    แทบจะหมดโอกาสต้มมาม่า หุงข้าว เลยนะครับ (แต่ถ้าจะแช่น้ำเฉยๆให้มันอืดๆแล้วกินได้ ก็ไม่ว่ากัน)

    อย่างมากก็เอาขนมขบเคี้ยวมากิน (แล้วมันจะอิ่มมั้ย กินมากๆอันตรายต่อร่างกายด้วยนะครับ มีแต่แป้งกับไขมัน จากน้ำมันที่ทอด ยิ่งพวกมันฝรั่งทอดนี่ตัวดี)

    และอาจจะมีปลากระป๋องที่เปิดกินได้เลย ไม่ต้องผ่านกรรมวิธีการปรุงอะไร

    อ้อ!! อย่าลืมนะครับ ไม่มีไฟฟ้า ตู้เย็นก็ไม่ทำงาน เสบียงที่ตุนมา ไม่ช้าก็เน่าเสีย คาตู้เย็นน่ะแหล่ะ

    และถ้าไฟดับ WiFi หรืออินเตอร์เน็ต ที่บ้านคุณก็ใช้ไม่ได้ทันที ทีวี วิทยุก็ใช้ไม่ได้
    สิ่งที่คุณทำได้ คือ การใช้มือถือ หรือสมาร์ทโฟน ต่อเน็ต เพื่อเช็คข่าวสารต่างๆ
    ซักสองสามทุ่ม แบตมือถือก็หมดแล้วครับ จะชาร์จ ก็ชาร์จไม่ได้ เพราะไม่มีไฟฟ้าให้ชาร์จ
    พอโทรศัพท์แบตหมด คุณก็จะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกทันที
    คุณไม่สามารถโทรหาใครได้ และไม่มีใครโทรติดต่อหาคุณได้เช่นกัน
    ทีวี วิทยุ ก็ใช้ไม่ได้ คุณไม่มีโอกาสที่จะรู้ข่าวสาร ความเคลื่อนไหวทุกอย่างในโลกใบนี้
    นึกถึงความรู้สึกตอนแบตมือถือคุณหมดสิครับ หงุดหงิด รำคาญใจมากขนาดไหน
    เล่น Facebook Twitter แก้เซ็งก็ไม่ได้ เพราะแบตมือถือหมดแล้ว แทบจะลงแดง
    แน่นอนว่า ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น คุณจะอาการหนักกว่านั้นอีกหลายเท่า

    การใช้ชีวิตกับความมืด อากาศก็ร้อน แม้แต่พัดลมยังใช้งานไม่ได้ ให้ลองนึกภาพเวลาไฟดับ แค่ 2 ชั่วโมง เราก็แทบจะขาดใจ อากาศจะหายใจยังไม่ค่อยมี ยังร้อนอีก

    ใช้ชีวิตยากกว่าเดิม ลำบากกว่าเดิม หลายเท่า

    และถ้าเลวร้าย ไฟดับเป็นอาทิตย์แบบแฟลตแถวดอนเมือง ที่ออกข่าวช่อง 3 ไป คิดว่าจะอยู่กันได้มั้ยครับ?
    1 อาทิตย์ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำใช้ ท่ามกลางน้ำสูงระดับ เอว ไปไหนกันไม้ได้ทั้งแฟลตเลย ท่ามกลางน้ำเน่าที่ท่วมรอบแฟลต

    ยิ่งถ้าถูกตัดน้ำ จะทำยังไงครับ?
    น้ำต้องใช้กิน ใช้ประกอบอาหาร คุณอาจจะตุนน้ำดื่มไว้ สามโหล พอกินไปเป็นเดือนๆ

    แต่น้ำที่ใช้อาบ ชำระร่างกาย หรือ เวลาขับถ่าย จะมีน้ำพอใช้รึเปล่า

    เราอาจจะไม่อาบน้ำได้เป็นอาทิตย์ๆ แต่เราก็ยังต้องขับถ่ายปกติ
    รู้มั้ยครับว่า การกดชักโครกที น้ำหายไป 6 ลิตร เป็นอย่างน้อย (นอกจากใช้รุ่นประหยัดสุดๆ 4 ลิตร) ถ้าถูกตัดน้ำ ก็ทำธุระส่วนตัวแค่ทีเดียว กดน้ำทีกดเกลี้ยงแล้ว ครั้งต่อไป คุณจะทำยังไง เอาน้ำดื่มที่คุณตุนมาราด ต้องเสียไปครั้งละ 6 ขวดลิตรเลยนะครับ?

    ทางแก้ คือ ถ่ายใส่ถุงดำที่เตรียมไว้ แต่ถ้าหลายวัน จะทนได้เหรอครับ ไม่มีรถขยะมาเก็บขยะให้เราแล้วนะ
    อย่าลืมว่า เพื่อนบ้านคุณ อาจจะไม่ได้ถ่ายใส่ถุงดำอย่างคุณ เค้าอาจจะใส่ถุงแล้วโยนทิ้งลงน้ำมาก็ได้ (ใครจะอยากเก็บไว้กับตัวเองล่ะ)
    สิ่งเหล่านี้มันก็จะลอยตามน้ำมา และอาจจะหยุดอยู่ที่บ้านคุณ (แค่คิดก็สยองแล้ว)

    จะสยองกว่านี้อีกครับ เพราะระบบการระบายของบ้านและคอนโด จะทำงานไม่ได้ เพราะมันเต็มไปด้วยน้ำมากมาย เกิดอาการทะลักของสิ่งปฏิกูลในบ้านและคอนโด เพิ่มเข้ามาอีก

    ——————————————————–

    2) น้ำมา ก็ขึ้นไปอยู่ชั้น 2 ได้ บ้านมีหลายชั้น

    ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า น้ำที่ท่วม ไม่ใช่น้ำใสๆครับ มันเป็นน้ำที่พัดมาจากไหนก็ไม่รู้ ทั้งดำทั้งเหม็น สิ่งปฏิกูลต่างๆก็อยู่ในนั้นแหล่ะ
    ไหนจะยุง งู ตะขาบ จระเข้ ซากหนูตาย หมาแมวที่จมน้ำตาย สารพัดจะลอยมากับน้ำ

    นึกภาพเราหนีไปอยู่ชั้น 2 หนีออกไปไหนไม่ได้ ชั้น 1 ที่ท่วม เป็นน้ำกึ่งๆเน่า เหม็นก็เหม็น จะอยู่กับมันได้มั้ยครับ?

    และถ้ามันล้นขึ้นมาชั้นที่ 2 คุณจะยังมีชั้นที่ 3 ให้ขึ้นไปอยู่มั้ย ถ้าไม่มี แย่แล้วนะครับ เพราะถ้าล้นขึ้นมาอีก ตายสถานเดียว

    ลองดูน้ำท่วมที่ บางบัวทองครับ มิดหัวก็มี

    ——————————————————–

    3) ภัยจากน้ำ สัตว์มีพิษ และโรคร้ายต่างๆ

    หลายคนคงจินตนาการว่า น้ำท่วม ก็คือ มีแต่น้ำ จะอันตรายก็แค่จมน้ำ
    คิดผิดถนัดเลยครับ

    ในน้ำที่มาท่วมเนี่ย มีสัตว์เลื้อยคลานลอยตามมาด้วย สิ่งปฏิกูลสารพัด ก็ติดมาด้วย

    นึกภาพคุณกำลังว่ายน้ำอยู่ในสระใสๆ แล้วอยู่ๆมีก้อนเหม็นๆลอยมา ผะอืดผะอม อ้วกแตกกันหมด
    แต่น้ำที่มาท่วม หนักกว่านั้นเยอะครับ ไม่ต้องดม แค่เห็นหลายคนก็อาจจะแหวะ แล้วก็ได้

    มีโรคเบสิคๆอย่างน้ำกัดเท้า
    หรือโรคร้ายแรงอย่างโรคฉี่หนู (Leptospirosis) ที่น่ากลัวมาก รุนแรงขนาดทำให้อวัยวะภายในล้มเหลว ถึงตายได้เลยทีเดียว
    ที่นครสวรรค์ เด็กคนนึงแค่สำลักน้ำที่ท่วม แบคทีเรียขึ้นสมอง ยังไม่ฟื้นเลยครับ

    ยังมีข่าวที่เราเห็นอยู่ทุกวัน คือ ข่าวคนโดนไฟดูดตาย
    ไฟฟ้ากับน้ำ นี่ไม่ถูกกันอย่างแรง และไฟฟ้า เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยสายตาอย่างพวกจระเข้ งู นะครับ

    น้ำที่ดูไม่มีอะไร แต่ถ้ามีไฟฟ้าเมื่อไหร่ ตายสถานเดียว ไม่มีใครช่วยคุณได้ (และก็เสี่ยงมากสำหรับคนที่จะเข้าไปช่วย)

    ——————————————————–

    4) ไม่ได้อยู่ในเขตเสี่ยง อีกนาน อยู่กรุงเทพมาเป็นสิบๆปี คงไม่ท่วมหรอก

    รู้มั้ยครับ แผ่นดินไหว 8.9 ริคเตอร์ ที่ญี่ปุ่น จนเกิดสึนามึขนาดยักษ์เข้าถล่มประเทศ พังทุกอย่างจนราบ

    นั่นคือ แผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุด ครั้งแรก ในรอบ 300 ปี ของญี่ปุ่น
    คนญี่ปุ่นทั้งประเทศ ไม่มีใครเคยเห็นมหันตภัยที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเช่นกัน แม้ว่าญี่ปุ่นจะเกิดแผ่นดินไหวบ่อยอยู่แล้วก็ตาม

    นิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่งที่จมอยู่ตอนนี้ ตั้งแต่สร้างมา ไม่เคยโดนน้ำท่วมเลยนะครับ ปีก่อน จังหวัดอย่างนครราชสีมาหรือโคราชซึ่งเป็นที่ราบสูงกว่า กทม.มาก ปีที่แล้วน้ำท่วมหนัก ครั้งแรกในรอบ 100 ปี ก็เกิดขึ้นมาแล้ว

    ในช่วงชีวิตของเรา อาจจะไม่ได้เห็นภัยพิบัติ แต่ใช่ว่ามันจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลก
    และถึงจะไม่เคยเห็นมาก่อน ใช่ว่ามันจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้น

    ดังนั้น อย่าประมาทเด็ดขาด อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

    ดูคลิบของน้ำท่วมในหลายๆพื้นที่ได้ครับ

    เจอคนชิวๆ ไม่เตรียมอะไร นึกถึงพวกตัวละครที่ตายก่อนเพื่อนในหนังภัยพิบัติทุกเรื่องอ่ะ จะต้องมีไอ้ตัวนี้เป็นเหยื่อ (via @art3t)

    ——————————————————–

    5) รอน้ำมาก่อน ค่อยหนีก็ได้

    เข้ากับสุภาษิตไทย “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา”

    ความคิดแบบนี้เป็นความคิดที่แสดงถึงความประมาทอย่างมากครับ น้ำท่วม มาที ไม่ใช่แค่ไหลๆซึมๆ จะให้เราขับรถหนีไปแบบชิลล์ๆได้

    น้ำมันมาทีมันมาแบบทะลัก ไหลมาด้วยปริมาณมหาศาลครับ บางที 10 นาที ท่วมไปครึ่งล้อรถ คือ ครึ่งชั่วโมง ท่วมมิดหัว แบบที่อยุธยาก็เกิดขึ้นมาแล้ว

    ในเวลาแห่งความโกลาหล วินาทีวัดว่าจะตายหรือจะรอดเนี่ย คิดว่าจะมีเวลาเตรียมตัวอะไรมากมั้ยครับ น้ำมันไม่รอเราอยู่แล้ว
    ถึงเราจะเร็วแค่ไหน เชื่อมั้ยครับ คนแถวบ้านคุณมีอีกเป็นร้อย เป็นพันครอบครัว แย่งกันขับรถออกมา คิดว่าจะไปไหนได้ไกลมั้ยครับ
    ถ้าน้ำท่วมขนาดนั้น ขับรถเร็วไม่ได้ หรืออาจจะขับไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
    แถมเสี่ยงเครื่องยนต์ดับอีกต่างหาก (ซึ่งถ้ามันดับ คุณจะอยู่รอตายไปกับรถ เพราะเสียดายรถ หรือ จะทิ้งรถแล้วหนีเพราะเสียดายชีวิต)

    ความโกลาหล จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการเอาชีวิตรอดครับ

    ยิ่งถ้าคุณไม่ใช่ตัวคนเดียว มีลูก มีครอบครัว มีพ่อแม่ มีคนสูงอายุ มีหมาแมว ลองคิดดูครับ ว่าคุณจะหนียังไง

    ปกติ คุณอาจจะมีรถเก๋งคันเดียว ไม่เคยมีคนนั่งไปครบสมาชิก ที่ต้องการความจุระดับรถตู้ ใครจะเป็นคนหนี แล้วคนที่เหลือทำยังไง คิดกันรึยังครับ?

    ถ้าหวังความช่วยเหลือจากทางการ ที่อาจจะมาหรือไม่มาทันเวลาก็ได้ ปัญหาที่ผมได้ยินมา คือ รถ 6 ล้อของทหาร สูงมาก คนแก่ปีนขึ้นไม่ไหว ต้องใช้คนแบกขึ้นไป ไหนจะลูกเล็กๆ ตัวเปี๊ยกๆ อีกล่ะ?

    ตัวคนเดียว หนีไม่ยากหรอกครับ แต่ต้องเป็นห่วงความปลอดภัยของชีวิตคนที่คุณรักด้วย

    และบางทีอาจจะเป็นการสร้างความลำบากให้กับทีมผู้ช่วยเหลือ แทนที่เค้าจะไปช่วยเหลือคนอื่น ที่โอกาสเป็นตายเท่าๆกัน อาสาสมัครหลายคนต้องมาเสียเวลาช่วยแต่ครอบครัวคุณ

    อย่าคิดนะครับ ว่าพอน้ำท่วมปั๊บ อาสาสมัคร หน่วยกู้ภัยต่างๆ เค้าจะมาช่วยเหลือ พวกคุณในทันที
    ผู้ประสบภัยบางราย รอแหงกอยู่กับบ้านที่น้ำท่วม นาน 3-4 วัน บางรายเป็นอาทิตย์ โดยไม่ได้กินอะไรเลยก็มี
    อยากเห็นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา เป็นแบบนั้นมั้ยล่ะครับ

    ลองถามท่านเล่นๆดูว่า อยากอพยพไปอย่างสบายๆ ไม่ลำบาก
    หรือ อยากลำบากเกือบๆตาย แต่ไม่ตาย จะเรียกว่าตกนรกทั้งเป็นก็ไม่ผิดนัก เพราะการไม่มีจะกิน อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีไฟฟ้าใช้ ท่ามกลางน้ำเน่าล้อมบ้าน ก็ทรมานไม่แพ้กัน

    ปัญหาเหล่านี้ เกิดจากการตัดสินใจที่ช้าเกินไป ในการตัดสินใจของเรารึเปล่า ลองคิดดูให้ดีนะครับ
    จะเกลี้ยกล่อม หว่านล้อม ชักจูง โน้มน้าว ก็ทำไปเรื่อยๆ อย่ายอมแพ้ครับ (ผมเข้าใจว่ามีหลายๆท่านเจอปัญหา ก็ขอให้อดทน ทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ อย่างน้อย ถือว่า เราทำดีที่สุดแล้ว)

    ลองดูคลิบนี้นะครับ ดูว่าระดับน้ำเวลามันมา จะเป็นยังไง

    ——————————————————–

    6) ก่อกำแพง กระสอบทรายหน้าบ้านแล้ว รอด

    การแก้ปัญหาน้ำ ย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละที่ ใช้วิธีแก้ไขที่ไม่เหมือนกัน แล้วแต่ลักษณะทางภูมิศาสตร์ล้อมรอบ ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ ในการแก้ปัญหา

    เราไม่ใช่ผู้รู้ขนาดนั้น รู้แค่ว่าจะกั้นไม่ให้มันเข้ามาบ้านยังไง แค่นั้นเอง ซึ่งไม่พอครับ

    ทางที่น้าจะมา ไม่ใช่มีแค่หน้าบ้านเท่านั้นนะครับ รอบบ้านคุณป้องกันดีแค่ไหน

    ที่สำคัญ น้ำมันจะทะลักมาทางท่อครับ ท่อระบายน้ำในบ้านของคุณ ทะลักมาทางชักโครกในห้องน้ำ (พร้อมสิ่งปฏิกูลทั้งหลาย)
    ไม่ใช่แค่ซึมๆนะครับ แต่ในระดับ “ทะลัก”
    ซึ่งถ้าคุณไม่ได้ป้องกันไว้ บ้านคุณไม่เหลือแน่ ไม่มีทางป้องกันทัน เพราะมันจะเร็วจนตั้งตัวไม่ติด

    และความดันน้ำที่มา มีพลังสูงมากครับ ที่เค้าเรียกกันว่า “มวลน้ำ”
    ที่เห็นในข่าว นิคมต่างๆที่มีการป้องกันที่หนาแน่น คันป้องกันน้ำ มันพังได้ยังไง

    มันพังได้ก็เพราะพลังจากแรงดันของน้ำ ที่จะคอยกัดเซาะ สิ่งที่กีดขวางมันอยู่ แค่ลำพังกระสอบทราย คงป้องกันได้ระดับนึงเท่านั้น
    พวกนิคมต่างๆที่พัง เพราะ คันกั้นน้ำ อ่อนแอ (เพิ่งสร้าง คล้ายๆกับกำแพงที่เพิ่งก่อ ปูนย่อมไม่แห้งดี ประมาณนั้น)

    และการที่หยุดมวลน้ำเหล่านี้ไว้ด้วยวิธีกั้น มันจะสะสมพลังงานไว้ พอได้ระดับนึง ก็จะเซาะสิ่งที่ปิดกั้นมันพังได้ (ซึ่งการปล่อยระบายบางส่วน คือ การลดพลังงานที่สะสมไว้)

    ขนาดนิคม ยังกั้นไม่ได้ อย่าได้คิดว่า แค่กระสอบทรายหน้าบ้านที่คุณกรอกเอง หรือซื้อเค้ามา จะช่วยอะไรได้นะครับ

    ลองดูคลิบนี้ได้ครับ “น้ำท่วมนวนคร” ทั้งการทะลักของน้ำ และความโกลาหลที่เกิดขึ้น

    ชีวิตทั้งชีวิตของเราและครอบครัว อย่าผูกมันไว้กับเงิน งาน ทรัพย์สินต่างๆ ไม่ต้องไปเสียดาย ไม่ต้องไปอาลัย ของแบบนี้ แม้ว่าจะดูพูดง่าย ตัดใจยาก แต่อย่าไปยึดติดนะครับ
    สตีฟ จ๊อบส์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Apple ผู้ล่วงลับ เคยกล่าวเอาไว้ว่า “เราจะรู้ว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิต ก็ต่อเมื่อเรากำลังจะตาย”

    ณ ช่วงวินาทีสำคัญของชีวิต
    สิ่งสำคัญที่สุดของคุณคือ “ความสำคัญของการมีชีวิตอยู”่

    ไม่ใช่ รถ บ้าน ทรัพย์สินเงินทอง เหล่านี้

    ——————————————————–

    ผมรวบรวม ทวีต จาก เพื่อนผม (คุณ @art3t) ที่รอดชีวิตหวุดหวิด จากเหตุน้ำท่วม ที่ ราชพฤกษ์ครับ

    ตื่นมาอ่านสภาพทั่วไปในกทม.วันนี้ พบว่า มันเริ่มความแย่ขั้นน่ากลัวมาก ใครพร้อมแล้ว ออกมาเลยครับ ออกมาจากกทม.กันเถอะ “ขอรณรงค์”

    เจอคนชิวๆ ไม่เตรียมอะไร นึกถึงพวกตัวละครที่ตายก่อนเพื่อนในหนังภัยพิบัติทุกเรื่องอ่ะ จะต้องมีไอ้ตัวนี้เป็นเหยื่อ

    ถ้าคิดว่าน้ำท่วมมันไม่เป็นไร อย่าลืมนึกถึงคนที่เรารักด้วย พ่อแม่พี่น้อง,แฟน,ลูก,หมาแมว เกิดปัญหา มีปัญญาดูแลมั๊ย? ย้ายพวกเค้าก่อน

    ตอนนี้อย่างพื้นที่บางบัวทอง มีอีกเยอะมากที่การช่วยเหลือไปไม่ถึง เพราะตอนมีปัญหา ย้ายออกไม่ทันและไม่คิดก็ออกก็เยอะ เพราะคิดว่าท่วมนิดเดียว

    หลายจุดที่บางบัวทองไม่เคยท่วมมาก่อน ชุมชนในนั้นเป็นชุมชนที่อยู่กันมาเก่าแก่ ก็ยิ่งไม่คิดว่าจะท่วมอะไรมากมาย คนแก่ก็เยอะ ที่เป็นห่วงบ้าน

    บางบัวทองมีอาการท่วมก่อนหน้าที่จะหนักๆหลายระลอก แต่ก็ยังอยู่กันได้ ชาวบ้านก็ยิ่งคิดว่าจะอยู่กันต่อไป ช่วยกันกั้นน้ำก็คงไหว

    สุดท้ายคือ รอบหลังนี่ น้ำมาจากฝั่งปทุมฯ มาถึงถนน 345 เป็นถนนใหม่ที่ใครๆก็คิดว่า “จะท่วมได้ยังไง?” แต่มันก็ท่วมสูงเป็นเมตรภายในเวลาวันเดียว

    และสุดท้าย บางบัวทองก็จมทุกพื้นที่ แม้แต่หมู่บ้านราคา 20 ล้าน ที่ใครๆก็คิดว่า “จะท่วมได้ยังไง?” บางหมู่บ้าน ท่วมไป 3 รอบในเดือนเดียวด้วยซ้ำ

    ที่สำคัญกว่าน้ำท่วมก็คือ หมาแมว,คนแก่,เด็ก ที่ดูแลตัวเองยังลำบาก พอติดอยู่ท่ามกลางน้ำที่เน่า,เสี่ยงไฟดูด จะอยู่กันยังไง? ซึ่งมีมากในพื้นที่

    ปัญหาตอนนี้คือ เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือคนเหล่านี้เป็นหลัก คนแก่,เด็ก,หมา ที่ยังมีอีกมากที่เข้าไปไม่ถึง ไม่ได้ข้าว ไม่ได้น้ำ

    ลองคิดดูว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่กว้าง ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง มีถนนสิบกว่าเลน แต่กลายเป็นอัมพาตหมด แล้วถ้ามันเกิดขึ้นในกทม.ล่ะ?

    อย่าเป็นภาระกับการช่วยเหลือเลย ใครที่มีโอกาสออกมาได้ ก็ออกมาเถอะ การช่วยเหลือคนอื่นจะได้ง่าย อย่าไปเสี่ยงเลย คิดถึงคนที่เรารัก

    อย่าไปห่วงสมบัตินัก ไม่ตายก็หาใหม่ กลับมาซ่อมได้ แต่คนที่เรารัก ป่วย,โดนไฟดูด มันคุ้มกันมั๊ย? ออกมากันเถอะ

    สงสารหมาแมว ยิ่งแมวมันตื่นน้ำกว่าหมาเยอะ จับก็ไม่ได้ ทั้งกัดทั้งข่วน ลองคิดถึงจังหวะชุลมุน ต้องไล่จับแมวสิ..สัตว์ถึงโดนทิ้งไม่รู้เท่าไหร่

    มีหลายคนที่ไม่ยอมออกเพราะคนรอบข้างพูดว่า “บ้านไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยง”..ทำความเข้าใจใหม่ครับ.. กทม.คือพื้นที่เสี่ยง

    น้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้เห็นว่า คนกรุงผูกชีวิตตัวเองไว้กับงาน กับเงิน กับของนอกกายในเมืองซะจนแยกเอาความสำคัญของการมีชีวิตไม่ออก

    ——————————————————–

    ปัญหาและความจำเป็นของหลายๆคน
    1. ติดงาน ที่ไม่สามารถละทิ้งได้ หรือ เป็นงานที่ต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก
    2. พ่อ แม่ และสมาชิกในครอบครัว ไม่ยอมไป
    3. บ้านคือทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต
    4. ไม่มีที่ไป

    ลองชั่งใจดูครับ ว่าสิ่งไหน ที่คิดว่าเราพอจะจัดการกับมันได้ ก็รีบหาวิธีจัดการ

    ถ้าเหตุผลเหล่านี้ ทำให้ท่านจำเป็นต้องต่อสู้กับน้ำ ก็ขอให้วางแผนจัดการชีวิตตัวเอง และสมาชิกในครอบครัวด้วย อย่าคิดว่าตัวเองรับมือได้แต่ฝ่ายเดียว เพราะคนอื่นก็จะเดือดร้อนลำบากด้วยเช่นกัน

    ทางหนีทีไล่ แผน 1 แผน 2 เตรียมการไว้เลยครับ เกิดเหตุปั๊บ ถ้ารู้ตัวว่ารับมือไม่ไหว ท่านก็คงต้องเลือกแล้วว่า เพื่อรักษาชีวิตของตัวท่านเอง ท่านควรจะต้องทำอะไรต่อไป

    ——————————————————–
    บทความดี ที่อยากแนะนำเพิ่มครับ FINAL CHECKLIST เตรียมตัวท่วมทำยังไง
    http://tinyurl.com/44bzdl8

    ——————————————————–
    หมายเหตุ
    ผมตั้งใจเขียนบทความนี้ เผื่อ “กระตุกความคิด” ของคนที่ได้อ่าน ให้เกิดความตื่นตัว
    หลายคน ก็ประสบปัญหา อยากจะหนี แต่ก็หนีไม่ได้ ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง ซึ่งตัวเองแม้จะรู้เหตุผล แต่ก็จำนนต่อความไม่ร่วมมือของคนในครอบครัว

    หลายคน อาจจะบอกว่า พูดง่าย แต่ทำยาก แต่ถ้าสถานการณ์จำเป็น สิ่งที่ต้องทำ คือ “ตัดสินใจ” และ ตัวท่านเอง ต้องไม่ยอมแพ้ที่จะชี้แจง เกลี้ยกล่อม ขอร้อง พยายามให้เต็มที่

    ดีกว่ามานั่งเสียใจภายหลัง ถ้าคุณไม่ได้ทำมัน….และคุณจะไม่สามารถเรียกร้องอะไรที่สูญเสียกลับมาแล้วได้อีกเลยชั่วชีวิต

    from… @worawisut
    http://www.facebook.com/MktHub

  33. 10 บัญญัติขจัดโรคน้ำท่วม โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

    ข้อมูลจาก เดลินิวส์ 31 ตุลาคม 2554

    หากแม้นคันกั้นน้ำและประตูน้ำคือด่านป้องกันเมืองจากมวลน้ำมหาศาลแล้วไซร้ ตัวท่านก็คือด่านกั้นโรคที่สำคัญที่จะป้องกันมวลเชื้อโรคจำนวนมหาศาลที่จ้องจะผ่านเข้าสู่ร่างกายไปอยู่ทุกขณะ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เผย 10 บัญญัติขจัดโรคในช่วงน้ำท่วม

    เริ่มจากบัญญัติข้อแรก ‘อย่าเพิ่งตัดเล็บเท้าหรือเล็บมือช่วงน้ำท่วม’ รวมถึงการตะไบเล็บด้วยในกรณีที่ต้องแช่น้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง เพราะจะเป็นการเปิดช่องให้เชื้อน้ำเน่าพากันแห่เข้าเท้าราวกับเป็นศูนย์อพยพชั้นดี

    บัญญัติข้อถัดมา ‘อย่าให้มีหวัดหรือรีบรักษาภูมิแพ้คัดจมูกให้หาย’ ไม่เช่นนั้นมีสิทธิ์กลายเป็นปอดบวม ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างได้ถ้าต้องเปียกติดน้ำอยู่นาน

    ต่อด้วยบัญญัติข้อสาม ‘เริ่มเป็นหวัด ให้กินยากันไว้ก่อน’ ใช้ยาสามัญอย่าง ยาแก้แพ้คลอเฟนิรามีนก็ได้ครับ ช่วยให้หลับได้แล้วหวัดที่เป็นน้อยอาจหายได้เลยครับ

    บัญญัติข้อสี่ ‘เลี่ยงนอนทั้งหัวเปียก’ และเมื่อผมเปียกแล้วต้องสระผม เพราะความเย็นจากศีรษะส่งให้โพรงจมูกเย็นเป็นที่แบ่งตัวดีของไวรัสหวัด ให้สังเกตว่าเรามักเป็นหวัดเมื่อหัวเย็นครับ

    ในบัญญัติข้อห้า ‘ลดการนอนเปิดแอร์’ บ้านเรามีเด็กติดแอร์เยอะครับ เพราะคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ต้องเปิดแอร์ให้ลูกนอน ตอนน้ำท่วมอากาศชื้นอยู่แล้ว การเปิดแอร์จะทำให้อุณหภูมิศีรษะต่ำลงเป็นที่อาศัยของเชื้อหวัดดีกว่าปกติ

    ตามด้วยข้อหก ‘ให้งีบหลับพักผ่อนบ้าง’ จะเป็นกลางคืนหรือกลางวันก็ได้ ให้พักกันเข้าไว้ถ้าไม่อยากพลาดข่าวด่วนอาจสลับเวรกันนอนได้ ขอให้คิดว่าจะได้ตื่นมามีแรงสู้ต่อในวันรุ่งขึ้นครับ

    ส่วนบัญญัติประการที่เจ็ด ‘งดการกินมากสิ่ง’ ยิ่งกินหลากหลายมากในตอนน้ำท่วมก็ยิ่งเพิ่มสิทธิ์ป่วยมากขึ้น เพราะความเสี่ยงในการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียอย่าง อี.โคไล จากน้ำสกปรกมีมากในช่วงนี้ครับ

    นอกจากนี้ บัญญัติข้อแปดให้ ‘พักสมองด้วยการลองพักเสพสื่อน้ำท่วมเป็นระยะ’ กำหนดเวลารับข่าวต่อวันเป็นรายชั่วโมง เพื่อลดความเครียดสะสมจากการจมอยู่กับข่าวที่น่าหดหู่

    และข้อเก้า ‘ล้างมือล้างเท้าเป็นประจำ’ เพราะเป็นทางด่วนนำเชื้อน้ำท่วมเข้าตัวที่สำคัญ แค่ล้างมือ-เท้าอย่างเดียวยังไม่พอขอให้ซับแห้งทุกครั้ง จะได้ไม่ดูดเชื้อโรคเข้ามาเกาะง่าย

    บัญญัติสุดท้าย ‘ล้างปากแปรงลิ้นและแปรงฟันทุกวัน’ ไม่ว่าจะติดน้ำนานแค่ไหนเพราะช่องปากเป็นปราการด่านสำคัญที่รับเชื้อเข้าทางเดินอาหาร,เข้าหลอดเลือดและเข้าหัวใจได้

    แต่ที่สำคัญนอกเหนือจากบัญญัติทั้งหมดที่กล่าวมา นพ.กฤษดา เน้นเพิ่มว่า ‘อย่าลืมรัก’ คือความเมตตาที่มีให้กัน หากมองตากันด้วยสายตาแห่งรักที่คิดว่าจะช่วยอะไรกันได้บ้าง จะเห็นสายน้ำงามได้แม้ในห้วงทุกข์สาหัส.

    takecareDD@gmail.com

  34. ที่นี่ไทยพีบีเอส (28 ต.ค. 54) : บ้านหลังเดียวใน ม.ชลลดาที่น้ำไม่ท่วม

  35. สื่อต่างชาติชู ‘ในหลวง’ ทรงเตือนอุทกภัยหลาย ‘รัฐบาล’ เมิน
    ที่มา เดลินิวส์ 04 พฤศจิกายน 2554

    สื่อต่างประเทศ “เอพี” รายงานบทความเชิดชูพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีแนว ทางแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ถึงขนาดทรงเคยเตือนให้ระวังน้ำท่วมใหญ่ เพราะการตัดไม้ทำลายป่าทางภาคเหนือ ทำให้น้ำทะลักเข้ามาถึงอย่างรวดเร็ว ยังทรงชี้แนะให้ผันน้ำลงทะเลโดยตรงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญก็ชื่นชมพระราชดำริของพระองค์ท่านในการบริหารจัดการน้ำ กทม.ยัน บริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง ก่อสร้างแนวคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา และหาพื้นที่ทำแก้มลิง

    เมื่อวันที่ 3 พ.ย. สำนักข่าวเอพีรายงานบทความเรื่อง “ประเทศไทยกับพระมหากษัตริย์ผู้ทรงต่อสู้กับเรื่องน้ำ” โดยนายเดนิส ดี. เกรย์ว่า สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงติดตามสถานการณ์น้ำท่วมจากหน้าต่างชั้นที่ 16 ของโรงพยาบาลศิริราชในกรุงเทพฯ พระองค์ทรงเผชิญกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังท้าทายอย่างแท้จริง ทรงอยู่กับน้ำที่กำลังรายล้อมมากขึ้น เข้าท่วมกรุงเทพฯ หลายพื้นที่ และกระแสน้ำเอ่อล้นจากสองฟากฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นที่ประทับของพระองค์ซึ่งเสด็จมาประทับรักษาพระอาการประชวร

    บทความของเอพีรายงานต่อไปว่า น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี เป็นสิ่งที่พระองค์เพียรพยายามอย่างหนักในการป้องกันมาตลอด และทรงเคยเตือนแต่ไม่มีใครใส่ใจต่อการที่น้ำมาถึงอย่างรวดเร็ว และทรงมีแนวคิดต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความเสียหายจากการหนุนของน้ำทะเลจำนวนมหาศาลในแต่ละปี และการรับมือกับฤดูน้ำหลาก

    วิกฤติน้ำท่วมในขณะนี้ของไทย ได้คร่าชีวิตประชาชนไปแล้วเกือบ 400 ศพ และไร้ที่อยู่อาศัย 110,000 คน ซึ่งถือเป็นบทเรียนแสนแพงของการเมินเฉยคำเตือนของพระองค์ และการฝืนควบคุมพลังธรรมชาติที่มีศักยภาพเหนือกว่ากำลังคน นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า ในการจัดการกับปัญหาน้ำท่วม ไทยไม่มีใครที่มีความสามารถในการประสานงาน และวางแผนการจัดการน้ำให้แก่หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ทัดเทียมพระองค์ท่าน

    แม้ในเวลานี้ กรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทยกำลังดิ้นรนต่อสู้อย่างหนักกับมวลน้ำไหลทะลักเข้ามาอย่างรวดเร็ว ซึ่งพระองค์ก็ยังทรงแนะนำถึงแนวทางการผันน้ำจากตอนเหนือลงสู่ทะเลโดยตรง ที่เป็นหนทางดีที่สุด แต่ปัจจุบันไม่เหมือนอดีต เพราะคำแนะนำของพระองค์ไม่อาจโน้มน้าวให้ภาครัฐดำเนินการตามที่รับสั่งได้

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีโครงการจัดการน้ำแห่งแรกเมื่อปี 2506 เพื่อกักเก็บน้ำจืดและป้องกันน้ำทะเลบุกรุกเข้ามาในแหล่งน้ำจืดของ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนถึงทุกวันนี้ พระองค์ทรงมีโครงการพระราชดำริมากกว่า 4,300 โครงการ และโครงการเหล่านี้ร้อยละ 40 เป็นโครงการที่เกี่ยวกับการบริหารและการจัดการแหล่งน้ำ

    นายเดวิด เบลค ผู้เชี่ยวชาญทางน้ำแห่งมหาวิทยาลัยอีสต์ แองเกลีย ในอังกฤษ ซึ่งทำวิจัยเกี่ยวกับน้ำในประเทศไทย บอกว่า นโยบายด้านการบริหารและการจัดการน้ำของไทย ส่วนใหญ่มาจากพระราชดำริ ที่ในหลวงทรงทุ่มเทมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 40 ปี ในการดำเนินการ

    ขณะที่นายโดมินิค เฟาเดอร์ บรรณาธิการ อาวุโสหนังสือเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้า
    อยู่หัว ที่กำลังจะตีพิมพ์ กล่าวว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจเอเชียเฟื่องฟู พระองค์ก็ทรงเฝ้าเตือนประชาชนเกี่ยวกับอุทกภัย การจราจรติดขัด และความทุกข์ยากต่าง ๆ

    เฟาเดอร์กล่าวต่อไปว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความมุ่งมั่นในความพยายามแก้ไขปัญหา และข้อเท็จจริงคือสิ่งที่ประชาชนกำลังได้เห็นในตอนนี้ ในหลวงทรงตั้งชื่อโครงการป้องกันน้ำท่วมว่า “แก้มลิง” โดยอธิบายจากพฤติกรรมของลิงที่พระองค์ทรงเลี้ยงครั้งยังทรงพระเยาว์ ซึ่งลิงเก็บกล้วยหรืออาหารอื่นไว้ที่กระพุ้งแก้มให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะกลืนลงคอในภายหลัง ดังนั้นเมื่อเปรียบกับน้ำที่ไหลลงจากทางเหนือ จะเข้าสู่แก้มลิง ซึ่งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ก่อนระบายลงสู่ทะเล หรือกักเก็บไว้เพื่อการชลประทาน ส่งผลให้กรุงเทพฯไม่เคยจมน้ำมาเป็นเวลานานหลายสิบปี

    อย่างไรก็ตาม นายเบลคกล่าวอีกว่า โครงการนี้จะมีชุมชนบางส่วนรอบกรุงเทพฯ ต้องเสียสละเพื่อปกป้องใจกลางเมืองหลวง และบางครั้งหน่วยราชการก็ผันน้ำเข้าท่วมพื้นที่ทางการเกษตรแทนที่จะเป็นแหล่งเก็บน้ำ แต่เวลานี้พื้นที่ที่สามารถเป็นแก้มลิงทางตะวันตก ตะวันออกและทางเหนือของเมือง กลายสภาพเป็นเขตอุตสาหกรรม บ้านเรือน สนามกอล์ฟ และสนามบินนานาชาติไปแล้ว

    ช่วงต้นปี 2514 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเตือนว่า การตัดไม้ทำลายผืนป่าในแถบภาคเหนือ อาจทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในอนาคต เนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่า ไปลดประสิทธิภาพการดูดซับน้ำของดิน ซึ่งทุกวันนี้มีการยอมรับกันแล้วว่า ปัจจัยดังกล่าวมีส่วนทำให้เกิดน้ำท่วม ขณะที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผยว่า ในหลวงทรงให้ความสำคัญต่อการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งประเทศ และส่งเสริมให้เรื่องการบริหารจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติ อีกทั้งพระองค์ยังทรงประดิษฐ์กังหันน้ำชัยพัฒนาต้นทุนต่ำ จนกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และทำให้พระองค์เป็นกษัตริย์องค์แรกของโลกที่ได้รับรางวัลเทิดพระเกียรติจากนานาชาติด้วยรางวัลผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญาจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาไวโป

    ด้าน นายจุมพล สำเภาพล รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า การดำเนินงานของ กทม. ในการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปี 2538 นั้น กทม.ได้ดำเนินการโดยใช้มาตรการป้องกันน้ำท่วมและระบายน้ำ ในการสร้างระบบพื้นที่ปิดล้อม ประกอบด้วย แนวป้องกันน้ำเข้าพื้นที่ ระบบลำเลียงน้ำออกจากพื้นที่ และระบบพื้นที่ว่างเพื่อพักน้ำไว้ชั่วคราว โดยหลักการทำงานพื้นที่ปิดล้อมขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ ประกอบด้วยโครงสร้างถาวร คันกั้นน้ำตะวันออก แนวป้อง กันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมติดตั้งสถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ปิดล้อม และจัดหาพื้นที่แก้มลิงให้เพียงพอ

    แนวคันกั้นน้ำฝั่งตะวันออกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีความยาว 72 กม. ความสูง 2.50 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2529 นั้น กทม. ได้ร่วมกับกรมชลประทาน ในปี 2549 ในการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมและระบบระบายน้ำเพิ่มเติม โดยก่อสร้างทำนบป้องกันน้ำไหลบ่า ตามแนวคลองแยกคลองหกวาสายล่าง คลองแสนแสบ คลองนครเนื่องเขต คลองหลวงแพ่ง ขุดลอกคลองระบายน้ำหลักหลายสาย รวมถึงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำที่คลองหกวาสายล่าง คลองแสนแสบและคลองประเวศบุรีรมย์ เพื่อช่วยระบายน้ำออกจากพื้นที่และไหลลงสู่ทะเลโดยเร็ว

    แนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย คลองมหาสวัสดิ์ ระยะทาง 77 กม.ระดับความสูง 2.50 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง กทม. ได้ดำเนินการก่อสร้างเป็นเวลา 15 ปี ตั้งแต่ปี 2539 แล้วคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2554 ซึ่งปัจจุบันก่อสร้างไปแล้ว 75.8 กม. ทั้งนี้ยังคงมีอุปสรรคในการก่อสร้างเนื่องจากประชาชนในพื้นที่หลายครัวเรือนก่อสร้างที่อยู่อาศัยรุกล้ำแม่น้ำ ทั้งนี้ กทม. ยังตั้งเป้าที่จะขยายแนวป้องกันน้ำท่วมให้มีความยาวเป็น 86 กม.

    โครงการแก้มลิงเป็นการพัฒนาพื้นที่ว่างในทำเลที่เหมาะสมมาเป็นสถานที่เพื่อเก็บกักน้ำฝนไว้ชั่วคราว รอให้ระดับน้ำในทางระบายต่ำลงแล้วจึงค่อยระบายน้ำในที่กักเก็บออกไป โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯด้านตะวันออก ซึ่ง กทม. ได้จัดหาพื้นที่แก้มลิงได้แล้ว 12.75 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเป็นพื้นที่แก้มลิงในฝั่งพระนคร 20 แห่ง เก็บกักน้ำได้ประมาณ 6.75 ล้านลูกบาศก์เมตร ฝั่งธนบุรี 1 แห่ง กักเก็บน้ำได้ประมาณ 6 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนด้านตะวันออกยังต้องหาพื้นที่เก็บกักน้ำอีก 6.25 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงจะเพียงพอในการรองรับปริมาณน้ำฝนและป้องกันน้ำท่วมขังในพื้นที่ได้ นอกจากนี้ กทม. ยังได้ประสานกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน หาพื้นที่ว่างเพิ่มเติม ซึ่งได้มา 6 แห่ง สามารถเก็บกักน้ำได้ ประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร

    ส่วนโครงการอื่น ๆ ที่เป็นการสนับสนุนระบบพื้นที่ปิดล้อมให้มีประสิทธิภาพ คือระบบระบายน้ำที่มีสถานีสูบน้ำ 150 แห่งทั่วกรุงเทพฯ อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ 7 แห่ง และขณะนี้ได้มีการเตรียมการก่อสร้าง อุโมงค์ยักษ์อีก 3 แห่ง ได้ตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จในอีก 5 ปีข้างหน้า.

    +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    In Thailand, a battle royal with water
    By DENIS D. GRAY, Associated Press

    BANGKOK (AP) — As Thailand’s ailing king surveys the calamitous scene from his 16th floor hospital window, the 83-year-old monarch encounters an element that has challenged, virtually obsessed, him most of his life: water.

    It’s rising around him, the floodwaters sweeping through Bangkok and overflowing the banks of the Menam Chao Phraya, the River of Kings, that rushes right past Siriraj Hospital, where he has lived wheelchair-bound for the past two years.

    The flood, the worst in half a century, is something King Bhumibol Adulyadej has tried harder than perhaps anyone to prevent. He has sounded alarm bells — not always heeded — against overdevelopment and come up with ideas that have mitigated the damage from the immense annual surges and retreats of monsoon-spawned water.

    The country’s current woes — nearly 400 dead and 110,000 displaced — illustrate both the price paid for ignoring his warnings, as well as the limits of man’s ability to control nature’s sometimes overwhelming force.

    Analysts also note that, in tackling such complex problems, no single individual can substitute for well-coordinated and planned action by expert authorities — something critics say Thailand sorely lacks.

    Even now, as the Thai capital and its environs fight the onrush, the world’s longest reigning monarch is offering advice on how best to channel the unprecedented buildup of water from northern highlands into the sea. But unlike times past, the constitutional but powerful monarch is unable to undertake inspections or cajole, sometimes reprimand, ineffective bureaucrats into action.

    Heir to a legacy of Thai kings who saw the controlling of water as a royal task, one of Bhumibol’s first development projects was a reservoir in 1963 to trap fresh water and prevent salt intrusion in the seaside resort of Hua Hin. Today, these royally initiated projects number more than 4,300, with 40 percent related to water resources.

    “The king’s ideas, proposals and implicit or explicit stamps of approval can be detected throughout Thai water resource management policy and practice of the last 40 years at least,” says David Blake, a water expert at England’s University of East Anglia who has studied the issue in Thailand.
    Although never formally schooled in the subject, the U.S.-born king exhibited an engineering and scientific bent which in the early 1990s he turned to Thailand’s vulnerable capital.

    “In a way he was a killjoy. This was the time of the great Asian economic boom and yet the king was telling people about floods, bad traffic and misery,” says Dominic Faulder, senior editor of a forthcoming book on the king. “The pessimism and warnings were not what many people wanted to hear.”
    Faulder adds that the king was focused on trying to solve the problem, as opposed to “some of the (political) bickering and recriminations we see going on now.”

    The king called his most notable move the “monkey cheeks” strategy, recalling from childhood pet monkeys which would munch on bananas, then retain the food in their cheeks to swallow later.

    The water that yearly rushes down from the north is diverted into “cheeks” on the approaches to Bangkok, then flushed into the sea or used for irrigation. This involved construction of reservoirs as well as dikes, canals and water gates. Along with an improved drainage system in the city, it’s credited with mitigating floods in the 1990s and the past decade.

    “We must use the wrath of nature as our teacher,” the king said in 1990. “If we can find a way to keep floodwater in reserve and to use it when it’s needed, it will be a double boon.”

    However, Blake says, the plan implied that communities around Bangkok would be sacrificed to save the heart of the capital — something that is now occurring. And overzealous bureaucrats at times diverted waters into farmland rather than the reservoirs.
    Since then, potential reservoir sites to the west, east and north of the city have been filled in for industrial parks, housing, golf courses and the international airport.

    “The major cause of the flood is the fact that we built our houses on wetlands. My point is that humans have changed nature so much from what it used to be,” Bhumibol said.

    As early as 1971, the king warned that massive logging of the great northern forests would trigger future floods. Deforestation, which reduces the land’s ability to absorb water, is today recognized as a contributor to the flooding.

    Over the next two and a half decades, traveling to every corner of the country, Bhumibol set out to both harness and manage water, from draining swamps in the south to designing upland irrigation for indigenous hill tribes in the north.

    The king backed the construction of the country’s biggest dams, each bearing the name of a royal family member including his own, although he later acknowledged their dangers and began favoring small-scale dams and weirs.

    He sought to alleviate drought by seeding clouds to induce rain with chemicals fired from aircraft — a somewhat hit-and-miss effort.
    Not all of his ideas worked; in many cases, Blake says, the king’s inventions or principles weren’t carried out properly.
    Bhumibol himself said he was just proposing “feasible ideas. Implementation must remain with those in charge. If they are misinterpreted or mishandled, they are doomed.”

    Sumet Tantivejkul, who heads the Chaipattana Foundation which implements royal projects, says that among the king’s most important contributions is his focus on sustainable water management. He has used his position to propel the issue to the forefront of the national agenda.
    Some of his inventions are almost whimsical.

    To help clean up a highly polluted swamp in the heart of Bangkok, the king devised a simple filter made of water hyacinths, which easily absorb toxic wastes. The saturated plants are then detoxified and used as fuel, compost and weaving handicrafts.

    “Bangkok is a toilet without a flush,” the king said, describing a sprawling capital once graced by numerous canals increasingly awash with fetid water.
    He also invented a low-cost water aerator resembling a paddle wheel on old steamers for which he was awarded an international patent — the first to any king.

  36. รวมสารพัดข้อมูล และ สารพัดวิธีรับน้ำท่วม จริงๆ..

  37. ‘วิศวกรอาสา’ เพื่อผู้ประสบภัยน้ำท่วม
    จาก เดลินิวส์ 8 พฤศจิกายน 2554

    วิกฤติการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน ทำให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต และทรัพย์สินเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอาคารบ้านเรือนที่ต้องจมอยู่กับภาวะน้ำท่วมเป็นเวลานาน นอกจากเครื่องยังชีพที่ประชาชนต้องการในช่วงน้ำท่วมแล้ว หลังจากน้ำลดสิ่งที่ทุกคนต้องการความช่วยเหลือก็คือ ด้านวิศวกรรม

    เพราะความเดือดร้อนด้านนี้ของประชาชน วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.) จึงได้จัดตั้ง “ศูนย์ตรวจสอบอาคารด้านวิศวกรรมหลังอุทกภัย” โดยเปิดโครงการ “วิศวกรอาสาช่วยเหลือประชาชนในการตรวจสอบอาคารหลังน้ำท่วม” เพื่อช่วยเหลือด้านการตรวจสอบอาคาร โครงสร้างที่อยู่อาศัย ระบบไฟฟ้า ระบบประปา สุขาภิบาล และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นให้ความช่วยเหลือประชาชนทั่วไปเป็นหลัก โดยเปิดโอกาสให้วิศวกรทั่วประเทศสมัครเป็นวิศวกรอาสา ซึ่งขณะนี้มีวิศวกรอาสาแล้วกว่า 150 คน

    “ที่ผ่านมาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ ได้ให้ความร่วมมือ และให้คำแนะนำแก่หน่วยงานต่าง ๆ เช่น การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โรงพยาบาลศิริราช และจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจร่วมแก้ปัญหาน้ำท่วม และออกแถลงการณ์หลายฉบับ เพื่อเสนอแนะแก่ผู้เกี่ยวข้อง สำหรับวิศวกรอาสาที่มาทำงานให้ วสท. นั้นไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น ทุกคนมาทำงานด้วยหวังว่าวิชาชีพวิศวกรรมจะได้ช่วยเหลือประชาชน และประเทศชาติ หากรัฐบาล หรือหน่วย

    งานใดต้องการสนับสนุนโครงการนี้ เช่น ยานพาหนะ หรือวัสดุอุปกรณ์ในการตรวจสอบอาคาร วสท. จะยินดีอย่างยิ่ง เพื่อจะได้อำนวยความสะดวกในการช่วยเหลือประชาชนต่อไป” สุวัฒน์ เชาว์ปรีชา นายก วสท. ระบุ

    ขณะที่ ธเนศ วีระศิริ เลขาธิการ วสท. กล่าวว่า ศูนย์ตรวจสอบอาคารด้านวิศวกรรมหลังอุทกภัยขณะนี้มีวิศวกรอาสาประมาณ 150 คน จากหลากหลายสาขา โดยเรามีการประชุมหลักการ การแบ่งงาน ลำดับขั้นตอนในการตรวจสอบอาคารหลังน้ำลด ซึ่งบ้านเรือนที่จมน้ำเป็นเวลานานจะมีปัญหาเกี่ยวกับอาคารมากมาย ซึ่งมีผลต่อความปลอดภัยของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้าง ระบบปรับอากาศ สุขาภิบาล ไฟฟ้า ฯลฯ โดยจะเน้นช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก

    ด้าน สมจิตร์ เปี่ยมเปรมสุข ประธานอนุกรรมการจัดกิจกรรมคลินิกช่าง วสท. กล่าวว่า ด้านงานโยธาจะเน้นการตรวจสอบความมั่นคงของอาคารเป็นหลัก แต่ไม่ได้ลงไปในรายละเอียดเชิงลึก เนื่องจากจำนวนวิศวกรอาสายังมีไม่เพียงพอ แต่จะตรวจสอบความแข็งแรงของอาคารเป็นหลัก หากอาคารไม่มั่นคงจะแจ้งให้เจ้าของบ้านทราบ เพื่อหาผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบซ่อมแซมก่อนเข้าอยู่อาศัย แต่แนวทางเบื้องต้นจะให้ผู้เดือดร้อนโทรศัพท์มาแจ้งชื่อ ที่อยู่ กับ วสท. ก่อน และพัฒนาเป็นเข้ามาขอคำปรึกษาได้โดยตรง สุดท้ายหากเรามีกำลังวิศวกรที่มากพอ และมีความต้องการมาก จะได้จัดทีมไปช่วยดูแลอีกครั้ง

    ส่วนด้านวิศวกรรมเครื่องกลนั้น จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์ ประธานสาขาวิศวกรรมเครื่องกล วสท. กล่าวว่า จะดูแลเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบปรับอากาศ น้ำประปา ระบบสุขาภิบาล ปัญหาเชื้อรา กลิ่นภายในบ้าน ระบบท่อต่าง ๆ เป็นต้น จะหาแนวทางทำอย่างไรให้สะอาดถูกต้องสุขลักษณะ และให้ได้รับความปลอดภัยจากการใช้อุปกรณ์ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น โดยจะพยายามให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เพื่อให้ทุกคนได้มีความรู้อย่างถูกต้อง

    นอกจากปัญหาเรื่องเชื้อราแล้ว ปัญหาใหญ่ของทุกบ้านคือเรื่องระบบไฟฟ้า เพราะการที่บ้านจมอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน ปลั๊กไฟที่ต้องจมอยู่ใต้น้ำด้วยแน่นอนว่าไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ทันทีหลังจากน้ำลด

    “อุทกภัยครั้งนี้มีประชาชนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟฟ้าดูดจำนวนมาก เช่น การสับสวิตช์ไฟหลักภายในบ้าน บางคนอพยพออกจากบ้านตอนน้ำท่วมบ้านอาจจะไม่ได้สับสวิตช์ไฟลงไว้ และเมื่อกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง ถ้าน้ำยังไม่แห้ง อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ เราจะให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้” พงศ์ศักดิ์ ธรรมบวร กรรมการสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า วสท. ระบุ

    แม้ขณะนี้จะมีวิศวกรอาสาราว 150 คนแล้ว แต่สถานการณ์น้ำท่วมที่แผ่กระจายไปทั่วทำให้จำนวนที่มีอยู่เท่านี้ไม่เพียงพอต่อความช่วยเหลือที่ประชาชนต้องการ ทาง วสท. จึงประกาศรับสมัครเพิ่มเติม โดยวิศวกรที่สนใจสามารถติดต่อเข้ามาฝากชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของท่าน ได้ที่ โทร.08-0812-3733, 08-0812-3743, 08-0812-2853, 0-2184-4600-9 ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. หรือเข้าไปที่ http://www.eit.or.th, http://www.facebook.com/EngineeringInstituteofThailand, http://twitter.com/#!/EITnews

    หรือหากต้องการย้ายหม้อจ่ายไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วม หรือเกรงว่าจะเกิดอันตราย สามารถติดต่อที่ การไฟฟ้านครหลวง โทรศัพท์ 1130 หรือ 0-2256-3222.

    article@dailynews.co.th

  38. รู้ไว้ใช่ว่ารอเวลาน้ำลด ‘ซ่อมแซมบ้าน’ เรื่องใหญ่ที่ ‘เอาอยู่?’
    จาก เดลินิวส์ 9 พฤศจิกายน 2554

    หนักหนาสาหัส วิกฤติการณ์ครั้งเลวร้ายสุด ๆ และอีกสารพัดคำจำกัดความทางร้าย ๆ ถูกนำมาใช้กับภัย ’น้ำท่วมใหญ่“ ที่เกิดขึ้น ท่ามกลางกระแสมากมายหลายหลากที่เกี่ยวกับน้ำท่วม อย่างไรก็ดี ที่ดีที่สุดนาทีนี้สำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วม คือต้องพยายามทำใจ ปรับจิตปรับใจ เพื่อให้ปรับตัวเพื่อผ่านทุกข์ภัยที่ประสบได้

    จากนั้นก็จะได้ก้าวสู่การ ’ฟื้นฟูซ่อมแซม“ ต่อไป…

    น้ำท่วมใหญ่ปีนี้ มีทั้งร่างกาย จิตใจ ทรัพย์สิน และอื่น ๆ อีกมาก ที่ต้องซ่อมแซมกันหลังน้ำลด รวมถึง ’บ้านเรือนที่อยู่อาศัย“ ที่เสียหายมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งว่ากันถึงเรื่องการซ่อมแซมบ้านเรือนที่อยู่อาศัย เรื่องนี้ข้อมูลของ home care ในเชิงเกร็ดความรู้ ในเว็บไซต์ http://www.hm.co.th/data.asp?pg=knowledge ของ บริษัท โฮม เมนเทนแนนซ์ จำกัด ซึ่งทำเกี่ยวกับด้านการปรับปรุง ซ่อมแซม ก่อสร้าง ที่อยู่อาศัย ก็น่าสนใจ ลองดู ๆ กันไว้ระหว่างที่น้ำยังท่วม-รอน้ำลด เมื่อถึงเวลาที่น้ำลดแล้วก็อาจช่วยให้ดำเนินการได้ถูกต้องเหมาะสมมากขึ้น

    ทั้งนี้ ข้อมูลในเชิงเกร็ดความรู้ที่ว่านี้ มีการแบ่งย่อยเกี่ยวกับการซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วมในหลายส่วน กล่าวคือ…การซ่อมแซมพื้นบ้าน พื้นบ้านที่เป็น พื้นไม้ปาร์เกต์ จะหลุดล่อนหลังจากเกิดน้ำท่วม วิธีแก้ไขคือนำแผ่นไม้ปาร์เกต์ไปผึ่งแดดให้แห้ง แล้วจึงค่อยทาด้วยกาวลาเท็กซ์ กดลงให้แน่น หลังจากนั้นทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 15 วัน จึงสามารถใช้งานได้ ถ้าเป็นพื้นบ้านที่เป็น พื้นพรม วิธีแก้ไขซ่อมแซมหลังถูกน้ำท่วมคือ ต้องลอกออก แล้วนำไปซักและตากแดดให้แห้งสนิท จากนั้นจึงค่อยนำกลับมาปูใหม่ โดยต้องให้พื้นคอนกรีตแห้งสนิทก่อน

    การซ่อมแซมผนังบ้าน ถ้าเป็น ผนังยิปซัมบอร์ด ให้เลาะเอาแผ่นที่เสียออก ถ้าโครงเคร่าเป็นโลหะก็สามารถติดแผ่นใหม่ได้เลย แต่ถ้าโครงเคร่าเป็นไม้ต้องทิ้งให้ความชื้นในไม้ระเหยหมดก่อนจึงติดแผ่นใหม่ได้ ถ้าเป็น ผนังไม้ ต้องเช็ดทำความสะอาด เพื่อให้ผิวสามารถระเหยความชื้นได้ เมื่อแห้งดีแล้วใช้น้ำยารักษาเนื้อไม้ชโลมที่ผิว หรือทาสีด้านในบ้านก่อนทิ้งไว้ 5-6 เดือน แล้วค่อยทาสีด้านนอก ถ้าเป็น ผนังก่ออิฐฉาบปูน ให้ใช้วิธีเดียวกับผนังไม้ แต่ต้องทิ้งไว้เพื่อให้มีการระเหยความชื้นนานกว่าผนังไม้ เพราะจะมีความหนามากกว่า

    การซ่อมแซมวอลเปเปอร์ ผนังวอลเปเปอร์ของบ้านที่ถูกน้ำท่วมนั้น วิธีแก้ไขคือให้ลอกแผ่นวอลเปเปอร์ออกให้หมด เพื่อให้ผนังที่ชื้นสามารถระเหยความชื้นออกมาได้ โดยต้องรอให้ผนังแห้งก่อน ลอกทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้นจึงค่อยปิดวอลเปเปอร์ทับลงไป ถ้าส่วนไหนขึ้นราหรือเช็ดไม่ออก ก็เปลี่ยนแผ่นใหม่

    การซ่อมแซมฝ้าเพดานบ้าน ซึ่งหลายบ้านน้ำท่วมถึงฝ้ากันเลย กรณีเป็น ฝ้ายิปซัมบอร์ดหรือกระดาษอัด ถ้าเปื่อยยุ่ยมากเพราะอมน้ำ ก็ควรเลาะออกแล้วเปลี่ยนแผ่นใหม่ ทิ้งไว้ให้ทั้งหมดแห้งสนิทก่อนแล้วจึงค่อยทาสีทับ ถ้าเป็น ฝ้าโลหะ ให้เช็ดทำความสะอาดให้แห้ง ถ้าเป็นสนิมให้ใช้กระดาษทรายขัดออกให้เรียบร้อยแล้วจึงทาสีทับ ส่วน ฝ้าไม้ เกิด
    การแอ่นตัว ก็ต้องแก้ไขให้ได้ระดับก่อนแล้วจึงทำการติดตั้งแผ่นฝ้าใหม่

    การซ่อมแซมประตู ถ้าเป็น ประตูไม้ เมื่อต้องแช่น้ำท่วมจะบวมและผุพัง วิธีแก้ไขคือ ทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วซ่อมแซมส่วนที่ผุให้เรียบร้อยก่อนจึงค่อยทาสีใหม่ แต่ถ้าผุมากก็ควรเปลี่ยนใหม่ ถ้าเป็น ประตูเหล็ก ที่ขึ้นสนิม วิธีแก้ไขคือ ใช้กระดาษทรายขัดสนิมออกให้หมด เช็ดให้แห้ง แล้วทาสีกันสนิมก่อน จากนั้นจึงทาสีใหม่

    การซ่อมแซมบานพับ ลูกบิด รูกุญแจ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ ทำด้วยโลหะ เมื่อโดนน้ำท่วมมักจะมีปัญหาตามมา ซึ่งวิธีแก้ไขคือ เช็ดให้แห้งสนิท ขัดส่วนที่เป็นสนิมออกให้หมด แล้วให้ใช้น้ำยาหล่อลื่นชโลมตามจุดรอยต่อให้ทั่ว และมีคำเตือนคือ อย่าใช้จาระบี หรือใช้ขี้ผึ้งทา เพราะจะทำให้ความชื้นระเหยออกไม่ได้

    ต่อด้วย การทาสีบ้าน หลังผ่านพ้นน้ำท่วมบ้าน คำแนะนำคือ ก่อนจะทำการทาสีบ้านใหม่ควรจะซ่อมแซมส่วนอื่น ๆ ภายในและภายนอกบ้านให้เรียบร้อยก่อน ส่วนเรื่องสีวิธีการคือ ต้องขูดสีเก่าออกก่อน ทำความสะอาดผนังและทิ้งไว้ให้แห้งสนิท เมื่อแห้งดีแล้วจึงทาสีรองพื้นชนิดกันเชื้อราก่อน แล้วทาทับด้วยสีจริง

    ปิดท้ายด้วยเกร็ดความรู้ ข้อมูลจาก home care ในเว็บไซต์ของ บริษัท โฮม เมนเทนแนนซ์ จำกัด เกี่ยวกับเรื่อง ’บ้าน“ กับ ’น้ำท่วม“ ซึ่งสำหรับผู้ที่พอจะมีกำลังทรัพย์ และจากการที่น้ำท่วมบ้านครั้งนี้ทำให้คิด ๆ อยู่ว่าจะปรับปรุงบ้านแบบไหนให้หนีน้ำท่วม คิดว่าจากระดับน้ำที่ท่วมที่เห็น ๆ น่าจะพอทำได้ กับ การยกบ้านเพื่อหนีปัญหาน้ำท่วม นั้น ถ้าโครงสร้างบ้านเป็นไม้ทั้งหมด ก็คงไม่ยากเกิน เพราะไม้มีน้ำหนักค่อนข้างเบา แต่ถ้าโครงสร้างบ้านเป็นปูน จำเป็นต้องเสริมฐานรากใหม่ ซึ่งก็ทำได้ยากและมีน้ำหนักที่มากด้วย อีกทั้งยังมีงานระบบต่าง ๆ ที่ติดอยู่กับพื้นดิน เช่น ท่อประปา ท่อไฟฟ้า ต้องตัดออกแล้วเชื่อมใหม่ ก็ค่อนข้างยุ่งยาก และทำให้เสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างมากพอสมควร ซึ่งจากข้อมูลนี้ ควรจะทำหรือไม่ควรจะทำ ก็คงต้องพิจารณาให้ถ้วนถี่

    ทั้งนี้ ถึงตอนนี้หลาย ๆ บ้านที่ถูกน้ำท่วม น้ำอาจจะลดแล้ว “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ก็ยินดีด้วย ขณะที่อีกหลาย ๆ บ้านที่ยังท่วมอยู่หรือมีแนวโน้มว่าจะท่วม ก็ขอเป็นกำลังใจให้ก้าวผ่านวิบากจากภัยน้ำครั้งนี้ไปได้

    ส่วนเรื่อง ’ซ่อมบ้าน“ ก็ลองพิจารณาข้อมูลที่ว่ามาข้างต้น

    เผื่อว่าจะมีส่วนช่วยในการตัดสินใจได้บ้างไม่มากก็น้อย.

  39. รู้หลักอยู่สู้กับน้ำท่วมในเขตเมือง
    จาก เดลินิวส์ 9 พฤศจิกายน 2554

    มวลน้ำเคลื่อนตัวสู่กรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการแล้ว คนกรุงส่วนหนึ่งปรับชีวิตอยู่กับน้ำไปเรียบร้อยแล้ว มีเวลาเตรียมตัวมาอยู่นับสัปดาห์ ทั้งด้านอาหาร น้ำดื่ม เครื่องมือและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกรับมือน้ำท่วมตามแต่ฐานะจะอำนวย อีกทั้งการบริการจัดศูนย์พักพิงให้กับผู้ไม่มีที่อยู่อาศัย ส่วนคนอยู่อาศัยในบ้านยังมีบริการรถรับส่งขนาดใหญ่ของกองทัพหรือจะพึ่งพาบริการเรือรับจ้าง มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แม้จะเสียค่าบริการที่แพงกว่าปกติก็เถอะ มีน้ำมีไฟเพื่อใช้เล่นอินเทอร์เน็ต ดูทีวี ดีกว่าชาวบ้านในต่างจังหวัดที่น้ำท่วมมิดหลังคา ขาดน้ำขาดไฟและขาดอาหารเพราะพื้นที่ห่างไกลเหลือเกิน

    สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศ ไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รวบรวมความรู้จะรับมือกับน้ำท่วมไว้ในเว็บไซต์ http://www.eit.or.th ไม่ว่าการใช้ชีวิตอยู่กับน้ำไว้ การสร้างคันกั้นน้ำ ระดมความรู้จากนักวิชาการทั้งหลายเพื่อให้ผู้ประสบภัยรอดปลอดภัยจากวิกฤติน้ำท่วมในครั้งนี้ ศาสตราจารย์ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรักษาการผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้แนะหลักวิธีการอยู่กับน้ำท่วมแบบที่ปฏิบัติได้ง่ายไว้เป็นข้อดังนี้

    1. เมื่อน้ำท่วมแล้วไม่ควรเดินด้วยรองเท้าแตะหรือรองเท้าฟองน้ำ ควรใช้รองเท้าสานหรือรองเท้าแตะแบบที่มีสายรัดกับข้อเท้า ซึ่งจะทำให้เดินง่าย เพราะรองเท้าแตะทำให้ลื่นหกล้มได้ง่าย ส่วนรองเท้าบู๊ตนั้นหากน้ำท่วมเป็นเมตรก็ใช้การไม่ได้เหมาะสำหรับเดินลุยน้ำบนทางราบ ซึ่งก็ไม่ดีเท่ากับรองเท้าสาน และจะเป็นอันตรายด้วยซ้ำหากสวมรองเท้าบู๊ตปีนข้ามกระสอบทรายที่กั้นบ้านไว้เป็นเมตร

    2. หลังจากลุยน้ำท่วมมาแล้วเมื่อถึงที่แห้งควรล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและโรยแป้งให้ทั่วนั้นหมายความในชุดยังชีพต้องมีแป้งฝุ่นติดไว้ด้วย

    3. ในช่วงน้ำท่วม อาจถูกตัดไฟจึงต้องมีไฟฉายเตรียมพร้อมพร้อมถ่าน ถ้าเป็นไฟฉายกันน้ำได้ยิ่งดี แต่ถ้าหาไม่ได้ควรมีสายคล้องมือคล้องคอไว้เพราะไฟฉายตกน้ำแล้วใช้การไม่ได้

    4. น้ำท่วมครั้งนี้คาดการณ์ว่าใช้เวลาเป็นเดือน การขาดแคลนน้ำต้องมีแน่ ควรเก็บน้ำสำรองไว้ในถังหรือตุ่ม แต่อย่าเก็บน้ำไว้ชั้นล่าง ถ้าใช้น้ำพร่องไปถังน้ำสำรองจะลอยอยู่ในน้ำ ในกรณีที่ปั๊มน้ำอยู่ชั้นล่างและใช้วิธีดูดน้ำขึ้นชั้นบน เมื่อน้ำมาหรือก่อนน้ำมาให้ตัดไฟตัดท่อและเอาปั๊มขึ้นที่สูง แต่ถ้ายังพอมีเวลาหาช่างประปาได้ก่อนน้ำมา ควรตัดต่อท่อประปาในบ้านใหม่ ให้สามารถใช้น้ำตรงจากท่อประปานครหลวงได้เลย ย้ำว่าวิธีนี้ต้องเตรียมการก่อนน้ำมา

    5. เตรียมเชือกใหญ่ (ขนาดนิ้วก้อย) ไว้ 2-3 ขด ขดละ 10-20 เมตรเอาไว้ใช้สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ เช่นเอาไว้โยนรับของเวลาคนเอาของมาช่วย หรือเอาไว้ขึงตากผ้า และเอาไว้ช่วยพยุงตัวเมื่อต้องเดินลุยน้ำ

    6. เมื่อน้ำท่วมแล้วต้องตัดไฟ วิธีการตรวจสอบว่าเบรกเกอร์ ตัวไหนใช้คุมบริเวณใดทำได้ง่าย ๆ โดยเอาโคมไฟหรือวิทยุตัวเล็ก ๆ ไปเสียบที่ปลั๊กไฟ แล้วสับเบรกเกอร์ขึ้นลงดูว่าไฟติดหรือวิทยุดังหรือไม่ หากวิทยุไม่ดัง แสดงว่าไฟไม่เข้า แสดงว่าเบรกเกอร์ตัวนั้นควบคุมบริเวณนั้น เมื่อรู้แล้วก็ใส่หมายเลขเบรกเกอร์ไว้ ซึ่งส่วนที่ต่ำสุดเช่นห้องครัว ห้องแม่บ้าน ฯลฯ เพื่อจะได้ตัดไฟได้ทันเวลา

    7. เครื่องปรับอากาศที่ติดตั้งไว้พื้นที่นอกบ้าน หรือยกไม่สูงนัก ควรถอดมอเตอร์กับพัดลมและอุปกรณ์แมกเนติกชิ้นเล็ก ๆออก โดยไม่จำเป็นต้องยกถอดทั้งตัวซึ่งยุ่งยากมากกว่าและจะสะดวกกว่าเวลาเอามาประกอบกลับคืนที่เดิม หากจ้างช่างมาถอดรวมค่ารถแล้วน่าจะไม่เกิน 300 บาทต่อเครื่อง

    8. เป้เป็นอุปกรณ์ที่สะดวกใช้ยามน้ำท่วมเมื่อต้องออกไปนอกบ้านเพื่อซื้อของ ทำให้เดินลุยน้ำได้มั่นคง เพราะมือไม่ต้องถือของ

    9. ในช่วงน้ำท่วมต้องระวังงู หรือสัตว์หนีน้ำเข้ามา เพราะฉะนั้นควรเตรียมไม้ด้ามยาว ๆ เอาไว้ไล่ให้ออกจากบ้าน และสิ่งที่ไล่ชะงัดคือ สเปรย์กระป๋องประเภทยาฆ่าแมลง ฆ่ายุง

    10. ควรจัดเตรียมกล่องกระดาษและถุงขนาดใหญ่ไว้หลาย ๆ ใบเพราะอาจจำเป็นต้องใช้สำหรับเก็บของจุกจิกให้เรียบร้อย เมื่อต้องอยู่ในบ้านหลาย ๆ วัน มีข้าวของเกะกะทำให้หกล้มได้

    11. พนังกั้นน้ำมักจะพังตอนกลางคืน และน้ำจะมาตอนกลางคืน บางคนเชื่อเช่นนั้น แต่ไม่แน่เสมอไป วิธีที่ทำให้นอนหลับแบบไม่กังวลควรใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่าตัวจับระดับน้ำที่ภาษาช่างเรียกว่า water level sensor มาตั้งไว้ตรงที่น้ำท่วมจะมา เช่นที่ถนนหน้าหมู่บ้าน เมื่อน้ำมาเครื่องนี้จะมีเสียงดังกังวานปลุกให้เราตื่นมาดูน้ำได้ทัน อุปกรณ์ชุดนี้พวกช่างไฟจะรู้จักดี ราคาอาจจะแพงสักหน่อยชุดละ 3,000 บาท เพราะมีตัวชาร์จไฟด้วยในตัว สำหรับผู้ที่กลัวว่าอาจโดนไฟดูดจากเครื่องนี้ ก็ไม่ต้องกังวล เพราะอุปกรณ์นี้เป็นแบบไฟตรง (ไฟ DC) ที่แรงดันเพียง 24 โวลต์ มีไฟต่ำมาก เอามือจับยังได้.

    …………………………

    พึงระวังรีบสูบน้ำออกจากพื้นที่ส่งผลโครงสร้างเสียหาย

    รศ.ดร.อมร พิมานมาศ นักวิชาการสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร ม.ธรรมศาสตร์ ประธานคณะอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมโครงสร้างและสะพาน วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ให้คำแนะนำไว้ในเว็บไซต์เช่นกัน ในด้านข้อพึงระวังของการสูบน้ำออกจากพื้นที่หลังน้ำลด ดร.อมร บอกว่า การเร่งสูบน้ำออกทันทีทันใด จะทำ ให้คันดินพังทลาย หรือผนังกำแพงชั้นใต้ดินของอาคารพังทลายได้ทันที เพราะธรรมชาติของน้ำที่พยายามจะรักษาระดับของแรงดันทุกทิศทุกทางทั้งด้านนอกและด้านในคันดิน หรือของชั้นใต้ดินให้เท่า ๆ กัน ดังนั้นคันดินหรือกำแพงชั้นใต้ดิน ที่มีน้ำเลี้ยงอยู่ด้านนอกและในจะรักษาระดับแรงดันของน้ำนี้ไว้ทำให้โครงสร้างอยู่ในสภาวะสมดุลของแรงดัน ยิ่งระดับน้ำด้านนอกกับด้านในแตกต่างกันเท่าไรยิ่งอันตรายมากขึ้น เปรียบเหมือนกับการดูดน้ำผลไม้ออกจากกล่องพลาสติกจนหมดแล้วเราดูดอากาศออกตามมา จะทำให้กล่องพลาสติกบุบทันที เพราะเจอแรงดันอากาศจากด้านนอกเข้าไปทุกทิศทุกทาง การเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่จะทำให้เกิดผลลักษณะเดียวกัน โดยโครงสร้างของอาคารจะถูกแรงดันน้ำด้านนอกดันเข้ามาจนทำให้โครงสร้างแตกร้าวเสียหาย

    สำหรับการสูบน้ำออกจากชั้นใต้ดินควรปฏิบัติดังนี้

    1. รอให้ระดับน้ำด้านนอกอาคารลดลงจนไม่มีน้ำเหลือบนดินแล้วจึงเริ่มสูบออกได้

    2. ค่อย ๆ สูบน้ำออกทีละน้อยไม่เกิน 0.5 เมตรใน 1 วัน

    3. เมื่อสูบออกแล้วให้ทำเครื่อง หมายระดับน้ำที่ด้านในไว้ จากนั้นให้รอเป็นเวลา 24 ชั่วโมง

    4. เมื่อครบ 24 ชม.แล้วให้สังเกตระดับน้ำที่ทำเครื่องหมายไว้ หากระดับน้ำไม่เพิ่มขึ้นแสดงว่าแรงดันน้ำด้านนอกไม่สูงขึ้น ให้สูบน้ำต่ออีก 0.5 เมตรใน 1 วัน จากนั้นทำเครื่องหมายระดับน้ำ และสังเกตระดับน้ำเมื่อครบ 24 ชม.ตามเดิม แล้วสูบต่อทำเช่นนี้เรื่อยไปทุกวันจนสูบน้ำออกจนหมด

    5. หากระดับน้ำด้านในสูงขึ้นจากระดับที่ได้ทำเครื่องหมายไว้แสดงว่าระดับน้ำด้านนอกยังสูงอยู่ จึงมีแรงดันน้ำให้ทะลักเข้าสู่ด้านในอีก ดังนั้นจะสูบน้ำออกต่อไปไม่ได้ ให้คอยจนกว่าระดับน้ำด้านนอกจะลดลง จึงดำเนินการสูบออกได้

  40. หมอบ้านอาสา : ปลั๊กไฟในยามน้ำท่วม

  41. หมอบ้านอาสา : ป้องกันน้ำไหลย้อน

  42. หมอบ้านอาสา : สัตว์ร้ายที่มากับน้ำ

  43. หมอบ้านอาสา : เตรียมสุขาก่อนน้ำท่วม

  44. หมอบ้านอาสา : รั้วปราการกันน้ำท่วม

  45. หมอบ้านอาสา : ป้องกันอุปกรณ์ไฟฟ้า

  46. หมอบ้านอาสาเตรียมไฟฟ้าก่อนน้ำท่วม

  47. หมอบ้านอาสาเตรียมการด้านระบบไฟฟ้าก่อนน้ำท่วม

  48. หมอบ้านอาสา : ดูแลส้วมช่วงน้ำท่วม

  49. หมอบ้านอาสา : ตรวจสอบรอบบ้าน

  50. หมอบ้านฯต้นไม้อันตรายต่อตัวบ้าน

  51. หมอบ้านอาสา : อุดรอยรั่ว

  52. หมอบ้านอาสา : น้ำมาจากไหน

  53. วิธียกรถให้พ้นน้ำท่วม

  54. ข้อมูลเรื่องรถ : สิ่งที่ควรถอด เมื่อน้ำท่วมฉับพลัน

  55. น้ำท่วมกับการเรียกร้องค่าเสียหาย Thai PBS

    สนทนากับนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน / กรรมการที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม (จากช่วงข่าว “ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม” วันทีี่ 14 พ.ย. 54 เวลา 23.00 น.)

  56. คลิปรายการ กบนอกกะลา – ความรู้สู้อุทกภัย (18 Nov 11)
    มวลน้ำ คือ ?
    เส้นทางน้ำ คือ ?
    ประตูระบายน้ำ คือ ?
    พนังกั้นน้ำ คือ ?
    ผลักดันน้ำ คือ ?
    water jet คือ ?
    พาหนะ ในภาวะน้ำท่วม ?

  57. จากเดลินิวส์ (23 พ.ย. 54)

    ‘ยังมีอยู่’ แม้น้ำจะลด ‘ภัยในบ้าน’ ต้องระวัง ‘ยังร้ายแรง’

    สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น ตอนนี้พื้นที่ใดยังท่วมกันอยู่ ทาง “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ก็ขอเอาใจช่วย ซึ่งเดลินิวส์เองเราก็ยังอยู่กับน้ำเช่นเดียวกัน ส่วนในพื้นที่ใดที่ท่วม แล้วตอนนี้น้ำเริ่มลดหรือน้ำแห้งแล้ว ก็ขอแสดงความยินดีด้วยที่ผ่านช่วงทุกข์ไปได้เปลาะหนึ่ง แต่แม้น้ำจะแห้งแล้ว “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ก็ต้องเตือนภัยกันต่อ

    ’น้ำลด-น้ำแห้ง“ ก็ ’ยังต้องระวัง“ เหมือนน้ำท่วม

    เพราะอาจจะ ’ยังมีภัย“ ไม่เว้น ’แม้แต่ในบ้าน“

    ทั้งนี้ พูดถึงเรื่องอาคารบ้านเรือน กับสถานการณ์น้ำท่วม แม้จะอยู่ในพื้นที่ที่ภัยน้ำเริ่มคลี่คลายแล้ว แต่ก็ยังมีจุดที่ต้องระวัง ต้องตรวจสอบเพื่อความปลอดภัย ทั้งกับภัยจากตัวอาคารบ้านเรือน และภัยที่อาจยังแฝงอยู่

    กับ ’ภัยที่อาจยังแฝงอยู่“ ก็ได้แก่… สัตว์อันตราย สัตว์พิษต่าง ๆ เชื้อโรคต่าง ๆ อย่างเช่น… จระเข้ แม้ว่าน้ำลดแล้วก็อาจยังนอนแอ้งแม้งซุ่มอยู่บริเวณอาคารบ้านเรือนก็ได้ มิใช่เป็นไปไม่ได้, สัตว์กัดต่อยที่มีพิษแรงอย่าง ตะขาบ แมงป่อง ก็อาจซุกซ่อนอยู่ตามซอกตามหลืบต่าง ๆ เช่นเดียวกับ งู ที่ถ้าเป็นงูพิษร้ายแรงอย่าง งูเห่า งูจงอาง หรือ งูพิษนำเข้าจากต่างประเทศ อย่างที่เคยมีข่าว เหล่านี้เราระวังไว้ก่อนดีกว่า

    ส่วนเชื้อโรคต่าง ๆ นั้น บางชนิดช่วงน้ำท่วมว่าต้องระวังแล้ว ช่วงน้ำลดเหลือแค่เฉอะแฉะซึ่งอาจทำให้เราเริ่มวางใจกับสารพัดภัย จริง ๆ แล้วยิ่งต้องระวัง ยิ่งอาจจะสร้างอันตรายให้ได้ง่าย ๆ เช่นเชื้อที่ทำให้เกิด ’โรคฉี่หนู-โรคเลปโตสไปโรซิส“ เชื้อมักจะมากับน้ำ และยิ่งเมื่อน้ำลดแล้วยิ่งต้องระวังเพราะเชื้อร้ายนี้มักจะระบาดง่ายจากโคลนตมหรือดินที่ชื้นแฉะ ซึ่งหากใครมีอาการ… เป็นไข้เฉียบพลัน ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง ปวดที่น่องและโคนขา ปวดกล้ามเนื้อหลังและท้อง ตาแดง คอแข็ง เป็นไข้ติดต่อกันหลายวันสลับกับระยะไข้ลด มีผื่นที่เพดานปาก มีจุดเลือดออกตามผิวหนังและเยื่อบุ รู้สึกสับสน ซึม ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

    เพราะพิษสงของมันนั้นถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้!!

    และแหล่งอันตรายก็อาจอยู่บริเวณบ้าน-ในบ้าน

    สำหรับกรณี “ภัยจากตัวอาคารบ้านเรือน” จากชุดข้อมูล “7 ประเด็นความปลอดภัยโครงสร้างอาคารหลังน้ำท่วม” โดย รศ.ดร.อมร พิมานมาศ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานคณะอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมโครงสร้างและสะพาน ก็น่าสนใจ น่าคิดน่าพิจารณามากทีเดียว ซึ่งเนื้อหาเต็ม ๆ นั้นสามารถจะเสิร์ชดูจากในอินเทอร์เน็ตได้ตามหัวข้อที่ว่ามา ส่วน ณ ที่นี้ก็มาดูกันโดยสังเขป เช่น…

    อาคารบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม น้ำนั้นมีแรงดัน แรงดันน้ำในระดับความสูงไม่เกิน 2 เมตร หากอาคารก่อสร้างไม่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม เช่น เสามีขนาดเล็กหรือเสริมเหล็กน้อยเกินไป ก็อาจเสียหายได้, ระดับน้ำท่วมที่สูง 1–2 เมตร อาจทำให้ผนังกำแพงแตกพังทลายได้, คาน เสา ที่มีขนาดเล็กเกินไป เช่น เล็กกว่า 20 ซม. อาจมีปัญหาที่รอยต่อระหว่างชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่นำมาประกอบกันเป็นโครงสร้าง, โครงสร้างที่แช่น้ำอยู่เป็นเวลานาน เหล็กเสริมอาจเกิดสนิมขึ้นได้ ต้องรีบซ่อมแซม มิฉะนั้นสนิมอาจลามจนแก้ไขไม่ทัน จนเกิดอันตราย

    ฐานรากอาคารบ้านเรือนที่จมน้ำท่วมอยู่ใต้น้ำ 1-2 เมตร จะเกิดแรงดันน้ำยกบ้านให้ลอยขึ้น โดยเฉพาะหากเป็นบ้านชั้นเดียวที่มีน้ำหนักไม่มาก และไม่ได้ใส่เหล็กเดือยยึดเสาเข็มกับฐานรากเข้าไว้ด้วยกัน อาจทำให้ตัวบ้านลอยเคลื่อนออกจากฐานราก ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก!!

    ในกรณีที่ตัวบ้านหลุดหรือเคลื่อนจากฐานราก จะเป็นอันตรายต่อโครงสร้างมากเพราะเท่ากับว่าบ้านไม่ได้รองรับด้วยฐานรากอีกต่อไป จะต้องยกอาคารและทำฐานรากใหม่ ซึ่งทำเองไม่ได้ ต้องปรึกษาวิศวกรที่ชำนาญทางด้านนี้โดยตรง, หาก เสาหักหรือขาด ต้องรีบให้ช่างหาเสาเหล็กหรือเสาไม้มาตู๊โครงสร้างโดยด่วน เนื่องจากเสาที่หักจะรับน้ำหนักไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้น โครงสร้างอาจจะถล่มได้ทุกเมื่อ!! จะต้องรีบปรึกษาวิศวกร การแก้ไขต้องทุบเสาทิ้งและหล่อเสาขึ้นใหม่ …นี่ก็เป็นโดยสังเขปจากที่ รศ.ดร.อมร แนะนำไว้

    ทั้งนี้ นอกจากที่ว่ามาแล้ว ’ภัยหลังน้ำท่วม“ อีกรูปแบบที่ “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ต้องเตือน จากที่เคยเตือนช่วงก่อนน้ำท่วมหนักไปแล้วเป็นสื่อแรก ๆ และก็เตือนซ้ำอีกหลายครั้ง นั่นก็คือ ’ไฟดูด-ไฟช็อต“ ซึ่งใครจะเข้าไปดูบ้านเมื่อน้ำลด ก็ต้องระวังไฟฟ้าที่อาจรั่วอยู่ ทั้งในบ้านเราเอง บ้านใกล้เคียง และระหว่างทางเข้าไป ต้องระวังอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บริเวณที่ชื้นแฉะ ต้องงดใช้งดสัมผัสอุปกรณ์ไฟฟ้าขณะที่ตัวเปียกชื้นหรือยืนอยู่บนพื้นที่ชื้นแฉะ อย่าใช้เครื่องไฟฟ้าที่เสียหายจากน้ำท่วมโดยที่ยังไม่ได้ผ่านการซ่อมแซมจากช่างผู้ชำนาญ ถ้าเปิดใช้งานเครื่องไฟฟ้าแล้วพบว่าเหม็นไหม้ มีเสียงดัง ฯลฯ ให้หยุดใช้ทันที พึงตระหนักกันไว้ว่า น้ำท่วมปีนี้มีคนไทยเสียชีวิตเพราะไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก!! หากไม่ระวังกันให้ดี แม้น้ำจะลดแล้วแต่ตัวเลขก็อาจเพิ่มขึ้นอีก

    สรุปก็คือ ’น้ำลดแล้ว…แต่ก็ยังต้องระวังภัย“

    ’แม้แต่ในบ้าน…ก็อาจจะยังมีภัย“ ต้องระวัง

    แค่ลื่นตะไคร่หัวฟาดพื้น..ก็อาจตายได้นะ!!!.

  58. จากเดลินิวส์ (23 พ.ย. 54)

    คำทำนายภัย ‘น้ำ’ ปี 2555 จะสยองกว่าปีนี้หรือไม่

    มหาอุทกภัยของประเทศไทยในปีนี้ ทำให้คนส่วนใหญ่วิตกกังวลว่าปี 2555 ประเทศไทยจะประสบภัยพิบัติรุนแรงเหมือนปีนี้หรือไม่ ซึ่งคงไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะมีภัยธรรมชาติ ทั้ง ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่จะเล่นงานประเทศไทยอีก

    ‘โสรัจจะ นวลอยู่’ นักพยากรณ์ชื่อดังคนหนึ่งของเมืองไทย ซึ่งได้พยากรณ์ประจำปีมะโรง พ.ศ.2555 ในหนังสือพยากรณ์ประจำปี ‘ศาสตร์แห่งโหร’ โดย ‘โสรัจจะ’ ได้ตั้งคำถามไว้ว่า ‘โลกจะถึงกาลแตกดับฤา’

    โสรัสจะได้ทำนายว่า โลกจะสิ้นสุดก็เพราะไฟ ไฟจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างให้พินาศ สูญไป แต่ที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ก็คือไฟจากกิเลสตัณหาของมนุษย์ที่กำลังแผดเผาผู้คนให้ย่อยยับไปทุก ๆ ขณะ อยู่แล้ว เพราะบัดนี้ ผู้ปกครองประเทศ และประชาชนไม่ตั้งมั่นในศีลธรรมและกุศลจิตของชนทั้งหลายเสื่อมคลายลง ก็จะเกิดความเดือดร้อนกันไปทั่ว ข้าวยากหมากแพง เกิดการรบราฆ่าฟันกันและเกิดภัยพิบัติจากธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์ไม่สามารถจะดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้

    “ตั้งแต่ต้นปี “พระอังคาร” หัวหน้าใหญ่บาปเคราะห์เดินขบวนอยู่ราศีสิงห์ ราศีกันย์ เกตุ ราศีตุลย์ดาวเสาร์ ราศี พิจิก ราหู ล้วนเป็นขบวนดาวบาปเคราะห์ทั้งสิ้น นับเป็นขบวนผีห่าซาตานเข้ามาคร่าผลาญชีวิตชาวโลก”

    “ดาวพฤหัสบดี ดาวฝ่ายคุณธรรมความดี ย้ายเข้าสู่ราศีพฤษภ ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 เล็งพระราหู ฝ่ายอธรรม ซึ่งสถิตราศีพิจิก แบบนี้คงได้เห็นลางว่าจะมีการสัปยุทธใหญ่เกิดขึ้น”

    “พระราหูสถิตอยู่ราศีพิจิก จนกระทั่งวันที่ 10 ธันวาคม 2555 ย้ายเข้าสู่ราศีตุลย์ เล็งลัคนาดวงเมืองราศีเมษ เข้าร่วมพระเสาร์ดาวคู่มิตร จึงช่วยกันเข้าถล่มเมืองไทยอย่างแท้จริง” แต่ดวงดาวของโลกในปีมะโรง 2555 ที่น่าเอาใจใส่และเป็นห่วงที่สุดก็คือ ประเทศไทยเรานี่แหละ ไม่ต้องไปดูอะไรให้ไกลตัว

    ประเทศไทยในปี 2555 นี้ มีสิ่งที่น่าจะเพ่งเล็ง คือ ประเทศไทย เดือน มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เริ่มเกิดความวิบัติทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยพายุโซนร้อนหลายระลอก เป็นสิ่งวิปริตอาเพศเพราะช่วงเวลาดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นเลย น้ำท่วมจังหวัดในภาคเหนืออย่างรุนแรงเป็นแรมเดือน แล้วก็ลามลงมาภาคกลางไปจนทั่วประเทศ และรวมทั้งภาคใต้ด้วย สูญเสียผู้คนจำนวนมากและเสียหายเงินเหลือคณานับ ไร่นา ปศุสัตว์ล่ม กรุงเทพฯ ก็จมอยู่ในน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวฝั่งธนบุรี และเหตุการณ์เช่นเดิมนี้ก็เกิดขึ้นอีกครั้งในเดือน มิถุนายน, กรกฎาคม, สิงหาคม, กันยายน, ตุลาคม, พฤศจิกายน และธันวาคม ประชาชนชาวไทยที่ยากจนจำต้องเผชิญกับความทุกข์ยากที่หนักและรุนแรงกว่าปีก่อน ๆ เสียหายยับเยินไปทั่วทุกจังหวัด และทั่วทั้งประเทศเฉลี่ยไปโดยทั่วถึงกัน เป็นทุกขภิกภัยโดยแท้

    อาถรรพ์ของดวงดาวบาปเคราะห์เสาร์อริอย่างเต็มที่ บ่งถึงว่าสภาวะของประเทศเกิดความแตกร้าวอย่างรุนแรง ไม่อาจจะผสานกันได้ แสดงให้เห็นจุดยุ่งยากของหัวหน้ารัฐบาลจะต้องเผชิญ

    ดวงเมือง แห่งยุคการคลั่งไคล้ประชาธิปไตยครึ่งใบนี้ ในเดือนมีนาคม 2555 ดาวอาทิตย์ (คือประมุขของรัฐบาล) กำลังโคจรเข้าสู่ภพวินาศนะของราศีเมษพอดี และถูกบาปเคราะห์ทำมุมกากบาด แล้วยังโดนดาวเสาร์เล็งแบบหัวไม่วางหางไม่เว้น เท่านี้จะมีอะไรเหลือ และขณะเดียวกัน ความยุ่งยากทางการเมืองภายใน จะก่อความร้าวฉานทวีขึ้นอย่างไม่มีจบสิ้น แล้วยังมีเหตุอันร้ายแรงแก่พรรคการเมืองที่ยิ่งใหญ่เก่าแก่พรรคหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งมีลัคนาของดวงพรรคอยู่ราศีกันย์ กำลังโดนเกตุบาปเคราะห์ทับและโดนดาวบาปเคราะห์เสาร์กับอังคารบีบข้างหน้า และข้างหลัง ก็ย่ำแย่เฉกเช่นกัน อาจถึงขั้นพรรคแตก ล่มสลายไปหมดทางแก้ไข เป็นระยะของการปลอดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคยยึดเหนี่ยว เพราะความเสื่อมของผู้คนในพรรคนี้ก็เป็นได้ ที่ไม่จริงใจต่อประเทศชาติซ่อนเร้นมาตลอด

    เดือนเมษายน ประชาธิปไตยของไทย จะพบความประหลาดใจว่าดาวเจ้าเรือนภพที่ 11 (คือประมุขของรัฐบาล) อันเป็นดาวเสาร์ ซึ่งดาวเสาร์ประมุขรัฐบาลกำลังเดินถอยหลังกรูด ซ้ำร้ายดาวมฤตยูดาวแห่งการปฏิวัติรัฐประหารยังคงเดินโคจรอยู่ในภพวินาศนะต่อราศีเมษแห่งไทยสยาม เป็นการยืนยันให้เห็นความเชื่อมโยงถึงการเสื่อมอำนาจของผู้นำโดยแท้ ทุกอย่างสอดคล้องกันอย่างซับซ้อนให้เห็นเช่นนี้ จึงสำแดงให้เห็นถึงสภาวะการตึงเครียด และการเดินขบวนต่อต้านหัวหน้ารัฐบาลกับปรากฎการณ์ที่ส่อเค้าแห่งการเสื่อมอำนาจวาสนาของผู้ปกครองประเทศในระยะนี้ ประมุขรัฐบาลจึงต้องออกจากประเทศไป เหตุการณ์ทุกอย่างจึงสงบและทุเลาลง

    แม้จะมีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีคณะรัฐมนตรี มีสภาผู้แทนราษฎร มีศาล และมีพรรคการเมือง ล้วนมีขึ้นเพียงรูปแบบของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาเท่านั้น แต่จิตวิญญาณยังมิได้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเลย อำนาจทางการเมืองผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันอยู่ในกำมือ ของทหารกลุ่มต่าง ๆ ในระบบอำนาจนิยม และได้พัฒนาต่อ

    “ตามดวงเมืองต้องปกครองด้วยทหาร”

    ตามโบราณของการก่อตั้งดวงเมือง ท่านโหราจารย์ผูกดวงบ้านเมืองไว้กับผู้มีอำนาจในสมัยนั้น เพื่อปกป้องบ้านเมืองให้รอดพ้นจากศัตรู ผู้มีอำนาจใจสมัยโบราณก็คือ ทหารนั่นเอง เพราะฉะนั้นประเทศไทย คงหนีไม่พ้นสิ่งนี้ไปได้ นี่คือข้อเท็จจริง ดังนั้นไม่ต้องมาอ้างว่า เราเป็นประชาธิปไตย เลิกหลอกตัวเองซะทีและเชื่อไปตามที่ตัวเองหลอก เป็นความบ้าคลั่งประชาธิปไตยโดยแบบผิด ๆ ปีนี้ควรจะหันมามองความจริงและเผชิญกับมัน แต่อย่างไรเสียประเทศก็มีดวงดาวที่แข็งกว่า ที่มีอะไรที่เหนือกว่าดวงนักการเมืองชั่วเหล่านี้ ประเทศไทยก็จะมีการพัฒนาไปตามขบวนการหรือจะเรียกว่า การเดินทางของดวงดาวที่จะมาช่วยบ้านเมืองเอาไว้ได้ เราไม่ “สิ้นชาติ” หรอก แต่เราก็บอบช้ำจากน้ำมือผู้นำชั่วเหล่านั้นไปมากเหมือนกัน เราจะไม่ขอให้ใครหยุดทำเพื่อประเทศอีกต่อไปแล้ว ให้มันเป็นไปตามดวงดาวลิขิตไว้เช่นนี้ละ

    ดาวของผู้นำประเทศในปี 2555 จะเป็นดวงที่แตกไม่สามารถที่จะเข้ามาประสานต่อไปได้แล้ว ผู้คนทั้งประเทศสิ้นศรัทธาและเกลียดชัง เพราะฉะนั้นผู้นำที่เลวและไม่หวังดีต่อประเทศคิดแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง และพวกพ้องก็ต้องเป็นไป ดวงดาวที่โคจรเข้ามาบรรจบกันพอดี

    อีกตำราหนึ่งกล่าวว่า ปีมะโรง 2555 นี้ ปรากฎว่าบาปเคราะห์ใหญ่ยังคงเล็งกันอยู่ในราศีทวารล้วนเป็นบาปเคราะห์เบิ้ม ๆ ด้วยกันทั้งนั้น เราก็ยังคงจะต้องได้ฟังปัญหาของประเทศไทย อันขัดแย้งกันอย่างน่ากลัวต่อไป ส่วนดาวในฝ่ายคุณธรรมคือ ดาวพฤหัสบดี ก็คงโคจรเล็งกับดาวเสาร์ บาปเคราะห์อันมีสภาพตรงกันข้ามกับดาวพฤหัสบดีทุกอย่าง การผสานกลมกลืนกันย่อมจะเป็นไปได้ยาก อีกประการหนึ่ง คู่พฤหัสบดีกับเสาร์ที่เปรียบเสมือนคู่ขัดแย้งกันโดยธรรมชาติ ได้ทำมุมอับกับดาวอังคาร (ดาวเลือดสีแดงกล่ำ) อยู่ด้วย เห็นเค้าของความรุนแรงปรากฎให้เห็นทุกแง่ทุกมุม อาการประนีประนอมกันคงมองไม่เห็น การทำสงครามระหว่างสีต่าง ๆ อาจจะลามปามกลายเป็นสงครามชนชั้น กลายเป็นคนจนจะลุกขึ้นฆ่าคนรวย เพราะความกดดันความคับแค้นที่สั่งสมมานานในช่วงที่นักการเมืองชั่วสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นมาปกครองประเทศตลอดมาอย่างไร้คุณธรรม สงครามกลางเมือง เป็นสงครามต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีวันจบสิ้น ปี 2555 นี้ นับเป็นปีของอะไรต่อมิอะไรผยองขึ้นมาโดยขาดคุณธรรมเป็นเครื่องนำทาง จะไปหวังอะไรที่เป็นของดีงามเข้ามาช่วยเหลือหรือคุ้มครองมิได้เลย

    บุคคลในเครื่องแบบใช้อำนาจไม่เป็นธรรมร่วมมือกับสมุนทำการย่ำยีประชาชนอย่างโหดเหี้ยมทารุณ เป็นที่ครหาไปทั่วโลก ตรงนี้เป็นจุดเปราะบาง เพราะองค์กรของโลก เช่น สหประชาชาติ ทนต่อพฤติกรรมเลวร้ายและรุนแรงเช่นนี้ไม่ไหว ต้องส่งกำลังทหารจากทั่วโลก เข้ามากวาดล้าง ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปเป็นจำนวนมหาศาล และบ้านเมืองที่สวยงามของเราก็พังพินาศลงไปดูแล้วน่าเอนจอนาถเป็นที่ยิ่ง

    ประเทศไทยซึ่งหวังกันว่าจะเริ่มสันติสุขปรองดองกันเสียที ก็ดูจะเลวร้ายยิ่งไปกว่าเดิม ดาวพฤหัสบดีอยู่ในมุมบังคับเป็นกากบาท ซึ่งอังคารทับเสาร์ เป็นเรื่องที่มิอาจมีการออมชอมกันได้ง่าย ๆ ฝ่ายรัฐบาลก็มีแต่การทะเลาะเบาะแว้งกันภายใน และรวมทั้งกับพรรคที่มาร่วมรัฐบาลด้วย

    ปี 2555 นี้ ประเทศไทยระวังสุขภาพของบุคคลสำคัญต่าง ๆ เกิดการเจ็บไข้อย่างรุนแรงเกิดขึ้นแก่ผู้เป็นใหญ่ในประเทศและเกิดการสูญเสีย เกิด “เขื่อนยักษ์ใหญ่แตก” ทั้งหมด 2 เขื่อนใหญ่ เป็นคลื่นยักษ์เข้าถล่มสู่เบื้องล่าง ท่วมไร่นา ที่อยู่อาศัย สิ่งก่อสร้างทั้งเล็กและใหญ่ และประชาชนที่อยู่ใต้เขื่อนแบบไม่รู้ตัว จมน้ำหายไปหลายหมู่บ้าน ตำบล และหลายจังหวัด เสียหายต่อเนื่องมาถึงกรุงเทพมหานคร มีผู้คนล้มตายหลายหมื่นคน

    พื้นดินถล่มและทรุดตัวไปทั่วประเทศ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร เราอาจจะต้องสูญเสียแผ่นดินแถบชายฝั่งทะเลอันดามัน ตั้งแต่จังหวัดระนองลงมาและจมลงสู่ใต้ทะเล แถบชายฝั่งทะเลอันดามันตั้งแต่เกาะภูเก็ต กระบี่ พังงา ถูกคลื่นยักษ์สึนามิพุ่งเข้าถล่มครั้งใหญ่กว่าปี 2547 กวาดผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวมทั้งบ้านเรือน ยานพาหนะ ลงทะเลเกือบหมดสิ้น

  59. เห็น ‘เรือ’ ลอยลำกลางถนน ย้อนยลวัฒนธรรมไทยกับสายน้ำ

    จากเดลินิวส์ (24 พ.ย. 54)

    เรือ จัดเป็นพาหนะที่อยู่คู่เมืองไทยและคนไทยมาช้านาน โดยในอดีตการเดินทางสัญจรของผู้คน มักจะใช้เรือพายไปมาหาสู่กัน นอกจากนี้เรือยังมีบทบาทสำคัญในการค้าขาย สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในแถบชนบท แต่ในช่วงวิกฤติมหาอุทกภัยน้ำท่วมครั้งล่าสุดนี้ เรือได้กลับมามีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนในสังคมไทยอีกครั้ง!!

    อาจารย์ไพฑูรย์ ขาวมาลา แห่งพิพิธภัณฑ์เรือไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เล่าถึงวิวัฒนาการของเรือไทยให้ฟังว่า จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ นับพันปีมาแล้ว มนุษย์รู้จักการประดิษฐ์เรือเพื่อเป็นพาหนะในการเดินทาง เพื่อออกไปหาอาหาร เพื่ออพยพไปหาที่อยู่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์ บางครั้งก็เพื่อการศึกสงคราม โดยวัสดุที่นำมาทำเรือก็เป็นวัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น ชาวสยามในแถบสุวรรณภูมิจะนำต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์มาขุดเป็นลำเรือเพื่อใช้ในการเดินทาง การค้า หรือใช้ในการสงคราม

    วัฒนธรรมการใช้เรือของคนไทย ปรากฏหลักฐานไว้มากมายตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ดังจะเห็นได้จากบันทึกของ เดอ ลาลูแบร์ และภาพเรือขนาดต่าง ๆ ตามบันทึกยังแสดงถึงการใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทาง การค้าขาย ขนส่งสินค้า รวมทั้ง การใช้ เรือนแพ เป็นที่พักอาศัย จอดประจำตามแหล่งชุมชน ตลาดน้ำที่มีการค้าขายเป็นประจำ และ เรือประทุน ซึ่งเป็นที่พักอาศัยและล่องไปค้าขายตามที่ต่าง ๆ โดยเป็นเรือขุดที่หลังคาสานด้วยไม้ไผ่อยู่อาศัยกันได้ทั้งครอบครัว

    ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ได้พัฒนาประเทศสยามให้มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นลำดับตลอดมาในทุกด้าน ตลอดจน การขุดแม่น้ำลำคลองหลายสาย เพื่อเป็นเส้นทางในการค้า การคมนาคม การเกษตร และการชลประทานของประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้มีการขุดคลอง เช่น คลองระพีพัฒน์ คลองรังสิตประยูรศักดิ์ ทำให้ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวกสบายมากขึ้นกว่าเดิม และมีน้ำเก็บไว้ใช้ในการเกษตรอย่างอุดมสมบูรณ์

    ต่อมาเมื่อมีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 มีการสร้างถนนหนทาง พัฒนาการคมนาคมทางบกมากขึ้น ทำให้การใช้เรือเพื่อกิจการต่าง ๆ ดังเช่นในอดีตเริ่มลดลง เรือไม้ที่เคยมีใช้งานกันทุกบ้านก็ถูกเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ที่มีความสะดวกรวดเร็วกว่า เรือไม้ทั้งหลายถูกรื้อทิ้ง ปลดระวาง หรือจำหน่ายไปในราคาถูก แม้แต่เรือโดยสาร เรือเมล์ เรือประมง ที่เคยสร้างรายได้เป็นจำนวนมาก เจ้าของต้องเลิกกิจการ เพราะไม่คุ้มกับการบำรุงรักษาเรือ

    อ.ไพฑูรย์ กล่าวอีกว่า “ปีนี้ เป็นปีที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่และร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี มากกว่า 30 จังหวัดต้องประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นเวลายาวนานในบ้านที่ถูกน้ำท่วมสูง การช่วยเหลือก็ทำได้ยากลำบาก เพราะขาดแคลนเรือแต่หลายคนก็ไม่ยอมแพ้ในการเอาตัวรอด มีการนำเรือหรือวัสดุใด ๆ ที่ลอยน้ำได้ ไม่ว่าจะเป็น กะละมัง อ่างน้ำ ขวดน้ำพลาสติก แพไม้ไผ่ มาใช้แทนเรือ ในส่วนของเรือที่นำมาใช้มีหลายประเภท ทั้ง เรือไม้ ไฟเบอร์กลาส พลาสติก หรือแม้แต่แผ่นเหล็ก โดยเฉพาะเรือที่ทำจากพลาสติก สีสันสดใสออกมาวางจำหน่ายในราคาที่ทำกำไรให้กับผู้ขายได้อย่างงาม ในยามที่ทุกคนต้องการหาเรือไว้ใช้เป็นพาหนะแทนรถยนต์ที่ต้องนำไปจอดหนีน้ำท่วม”

    เมื่อมีเรือแล้วแต่ใช้ไม่เป็นก็ไม่เกิดประโยชน์ อ.ไพฑูรย์ อธิบายต่อว่า เครื่องมือที่ใช้ในการขับเคลื่อนเรือโดยใช้แรงคนมี 3 ประเภท อย่างแรก คือ ถ่อ เป็นไม้ยาว ส่วนมากใช้ไม้ไผ่ที่ตันหรือไม้กลม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้ว ยาวประมาณ 4 – 6 เมตร สำหรับดันเรือให้แล่นไปข้างหน้าในช่วงที่น้ำตื้น บางครั้งจะมีตะขอเหล็กที่ปลายถ่อเพื่อความแข็งแรง

    ต่อมา คือ พาย มีลักษณะเป็นแผ่นไม้กว้าง ประมาณ 6 นิ้ว เรียกว่า ใบพาย โดยช่วงกลางจะกว้าง เรียวลงไปทางด้านข้างทั้งสองข้างเพื่อไม่ให้ต้านน้ำ เพราะจะเป็นส่วนที่พายลงไปในน้ำ เมื่อออกแรงก็จะผลักให้เรือแล่นไปข้างหน้า ส่วนไม้กลมสำหรับจับ เรียกว่า ด้ามพาย ซึ่งการพายเรือนั้น มักจะนั่งพายที่หัวเรือหรือท้ายเรือ นิยมใช้ในเรือขนาดเล็ก ไม้พายส่วนใหญ่ทำจากไม้โมก ไม้สัก เพราะเป็นไม้ที่ลอยน้ำได้และน้ำหนักเบา

    สุดท้าย คือ แจว ส่วนปลายใบแจวจะแบนคล้ายใบพายแต่ยาวกว่า และด้ามแจวจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว มีความยาวประมาณ 4 เมตรขึ้นไป การแจวเรือจะต้องมีหลักแจว สำหรับคล้องเชือก ซึ่งเรียกว่า หูแจว ทำจากด้ายสีขาว มีความเหนียวมาก ผูกไว้กับด้ามแจวเป็นจุดหมุน ส่วนปลายสุดของด้ามแจว จะมีไม้กลม ยึดในแนวขวางตั้งฉากกับด้ามแจว เรียกว่า หมวกแจว เพื่อให้จับด้ามแจวได้กระชับ ไม่หลุดมือได้ง่ายและใช้ในการพลิกใบแจว เพื่อให้กินน้ำได้มากหรือน้อยตามต้องการ การแจวเรือจึงต้องยืนแจว นิยมใช้สำหรับเรือที่มีขนาดใหญ่ และไปได้ระยะทางไกล เช่น เรือจ้าง เรือกระแชง เรือมาด

    “การพายเรือที่ถูกต้องจะต้องวาดไปข้าง ๆ เพื่อให้เรือแล่นไปและดึงใบพายเข้าหาตัวและเมื่อใบพายจะพ้นน้ำขึ้นมา ก็จะต้องคัดใบพายลงใต้น้ำก่อนจะให้ใบพายโผล่พ้นน้ำ มิฉะนั้นเรือจะหมุนเป็นวงกลม การพายเรือจึงมักจะมีคนพายที่หัวเรือหรือท้ายเรือ โดยจะพายซ้ายที ขวาที สลับกัน เพื่อให้เรือแล่นตรงทาง ส่วนการจะเลี้ยวซ้าย หรือขวา ก็จะออกแรงในด้านตรงข้ามกับทิศที่จะเลี้ยวให้มากกว่าอีกด้าน เรือก็จะหันไปในทิศทางที่ต้องการได้ ส่วนการหยุดเรือจะใช้ใบพายราน้ำหรือต้านน้ำไว้ เป็นการลดความเร็วของเรือลงก่อนจะหยุดเรือ เพราะเรือไม่มีเบรกเหมือนรถยนต์จึงต้องลดความเร็วก่อนถึงที่หมาย เพื่อให้เรือแล่นช้าลงและจอดเทียบท่าได้ในจุดที่ต้องการ”

    หากต้องนั่งเรือ อ.ไพฑูรย์ แนะนำว่า ถ้าเป็นเรือขนาดเล็กที่นั่งได้คนเดียวต่อหนึ่งแถวควรนั่งกลางลำเรือ เพื่อให้เรือสมดุล ไม่โคลง แต่ถ้านั่งได้สองคนต่อแถวก็นั่งให้ห่างจากกลางลำเรือเท่า ๆ กัน เมื่อนั่งในเรือแล้วควรจะนั่งนิ่ง ๆ ไม่เอนตัวไปมา เมื่อถึงที่หมายจะต้องรอให้เรือจอดที่ท่าเรือให้สนิทและก้าวขึ้นจากเรือช้า ๆ ไม่ต้องรีบ ถ้ามีเด็กเล็กผู้ปกครองควรเดินทางไปด้วยและให้เด็กสวมเสื้อชูชีพไว้เสมอขณะอยู่ในเรือ รวมทั้งผู้สูงอายุด้วย ในขณะเรือแล่น จะมีเรือแล่นสวนมาควรระวังคลื่นจากเรืออื่นกระแทกเรือของเราทำให้เปียกน้ำได้ ระวังอย่าให้น้ำเข้าตาและปากอาจเป็นอันตรายได้

    การใช้บริการเรืออย่างปลอดภัย ควรทำตามคำแนะนำของคนขับเรือ เพราะเขาจะทราบดีว่า เรือมีสภาพอย่างไร รับผู้โดยสารได้กี่คน แต่บางครั้งเราก็ต้องสังเกตด้วยตนเอง ไม่ควรลงเรือที่มีคนลงไปในเรือจำนวนมาก ๆ และควรดูสภาพของเรือว่ามีความพร้อมหรือไม่ ถ้ามีเหตุฉุกเฉินควรส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือให้เด็ก สตรีและผู้สูงอายุขึ้นจากเรือ หรือได้รับการช่วยเหลือก่อน และที่สำคัญควรสวมเสื้อชูชีพ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นโดยที่เราไม่คาดคิด“

    การใช้เรือในสถานการณ์น้ำท่วมเช่นนี้ กนก ขาวมาลา ผู้สืบสานพิพิธภัณฑ์เรือไทยทิ้งท้ายด้วยความห่วงใยว่า การพายเรือในสภาวะที่ไม่ปกติ คือจะต้องพายเรือบนถนนเช่นนี้ ควรระวังสิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็นที่จมอยู่ในน้ำ เช่น รถยนต์ หรือจะเป็น ตู้ โต๊ะ ที่ลอยน้ำมา รวมทั้ง ท่อระบายน้ำที่ไม่มีฝาปิด ตลอดจนต้องระวังเรื่องกระแสไฟฟ้าที่มาจากไฟส่องสว่างริมถนนที่ยังไม่ได้ตัดไฟ หรือพายเรือผ่านเข้าไปใกล้หมู่บ้านหรือชุมชนที่พักอาศัย จึงควรสวมรองเท้า ตลอดจนควรมีสัญญาณติดเรือเมื่อจำเป็นต้องแล่นในเวลากลางคืนด้วย การขับเรือไม่ควรใช้ความเร็ว เพราะจะทำให้คลื่นไปกระแทกกระสอบทราย หรือบ้านเรือนริมถนนได้รับความเสียหายได้.

    การดูแลรักษาเรือประเภทต่างๆ

    เรือไม้ ควรจอดไว้ในที่ร่ม หรือหาวัสดุคลุมเรือไว้ไม่ให้เรือร้อนหรือได้รับแสงแดดจัด เพราะจะทำให้เนื้อไม้แห้งและแตกได้ สำหรับเรือไม้ประเภทเรือต่อนั้น ควรดูแลโดยการทาน้ำมัน ทาสี และตอกหมัน ยาชัน เป็นประจำทุกปีหรือสองปีครั้ง ถ้ามีส่วนใดผุ เช่น เปลือกเรือ ควรจะเปลี่ยนกระดานแผ่นนั้น และซ่อมให้มีสภาพดีดังเดิม ก่อนที่จะเสียหายไปมากกว่านั้น

    เรือเหล็ก เป็นเรือที่แข็งแรง ทนทาน แต่มีข้อเสีย คือ ถ้าเป็นเรือที่มีราคาถูกและไม่มีมาตรฐานจะไม่มีห้องลอย ถ้าเรือคว่ำ เรือจะจมลงทันที ต่างจากเรือไม้ ที่ส่วนมากต่อจากไม้ที่ลอยน้ำได้ แม้ว่าเรือจะคว่ำก็สามารถกู้ขึ้นมาได้ การดูแลเรือเหล็กนั้น ควรจะต้องทาสีเป็นประจำ เพื่อป้องกันสนิม ส่วนการซ่อมแซมถ้าเรือผุ จะสามารถซ่อม ปะผุได้

    เรือไฟเบอร์กลาส เรือพลาสติก สิ่งสำคัญที่ต้องระวังเพราะจะทำให้เรือเสื่อมสภาพ คือ แสงแดด รังสียูวี แต่เรือไฟเบอร์กลาสจะทนทานกว่าเรือพลาสติก เพราะหล่อขึ้นรูปด้วยใยแก้ว ยึดติดกันด้วยน้ำยาเรซินและผสมเนื้อสีลงในเนื้อวัสดุ ทำให้สีคงทน ส่วนการซ่อมแซมเรือประเภทนี้ทำได้ไม่ยาก เพียงขัดผิวส่วนที่ชำรุด และตัดแผ่นใยแก้วปิดในส่วนที่ชำรุด และทาน้ำยาเรซิน โดยเรือพลาสติกจะทนทานน้อยกว่าแต่มีราคาถูกกว่าเรือประเภทอื่น สามารถผลิตได้คราวละมาก ๆ ทำให้ต้นทุนถูกลงอีกด้วย

    ทีมวาไรตี้

  60. อพยพหนีน้ำท่วมอาศัยบ้านญาติ ต้องปรับตัวอย่างไร? โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 พฤศจิกายน 2554

    Question: อพยพหนีน้ำท่วมอาศัยบ้านญาติ ต้องปรับตัวอย่างไร?

    Answer : โดย นพ.โยธิน วิเชษฐวิชัย จิตแพทย์ โรงพยาบาลสมิติเวช

    “อันดับแรกต้องคิดก่อนว่า ญาติที่เราไปอยู่ด้วยสนิทระดับไหน ถ้ามีทางเลือกอื่นที่หาที่อยู่เองได้ และต้องเปรียบเทียบว่า ญาติที่เราต้องไปอยู่ด้วยนั้น เราไม่ได้สนิทมาก หมอก็แนะนำว่า หาที่อยู่เองก่อนดีกว่า

    แต่หากจำเป็นจริงๆ ไม่มีใครเหลือแล้ว ที่อยู่ก็ไม่มี ต้องมาอยู่บ้านญาติ อย่างนั้นก็ต้องปรับใจ เราต้องเลือกคนที่รู้สึกคุ้นเคยกันมาก่อน จะปรับกันได้ง่ายหน่อย หรือหากไม่ใช่คนที่สนิทกันมาก หรือเป็นแค่ญาติห่างๆ อย่างน้อยต้องดูก่อนว่าเขาเป็นคนสไตล์อย่างไร

    เราต้องใช้สุภาษิตโบราณ คือ เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม สังเกตเขาใช้ชีวิตอย่างไร อย่าไปรบกวนชีวิตประจำวันเขามาก

    อีกสุภาษิต คือ อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดายปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น ถ้ามีอะไรช่วยเขาได้ เราควรช่วย เช่น ล้างจาน กวาดบ้านถูบ้าน และเราต้องมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เช่น หากเราไปอยู่บ้านคนอื่น อาจจะต้องช่วยแชร์ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายที่แม้ว่าเราไม่ได้ใช้ แต่เป็นส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคทั้งหลาย ควรมีน้ำใจช่วยกันบ้าง

    รวมทั้งค่าอาหาร ถึงแม้จะไม่ได้ทาน เราก็ควรจะช่วยเหลือตรงนี้บ้าง เราควรจะถือเป็นน้ำใจ ไม่ใช่การแชร์ มิฉะนั้นจะเป็นอเมริกันจนเกินไป ควรคิดว่าเป็นน้ำใจ

    และถ้ารู้สึกว่า มีผลกระทบหรือเรื่องขัดแย้งอะไรกัน ไม่ควรรอนาน เช่น การทะเลาะ ต้องรีบเคลียร์ ไม่ควรสะสมปัญหา แต่ถ้าเคลียร์ไม่ได้ ก็ควรจะควบคุมอารมณ์ให้ดี และอาจจะต้องหาที่อยู่ใหม่ แต่ส่วนใหญ่คนที่เราเลือกอยู่ด้วย น่าจะเป็นคนที่เราไว้ใจอยู่แล้ว

    ส่วนเรื่องจิตใจของเราเองก็ควรระวัง เราต้องลดความคาดหวังลง เช่น บางคนไปอยู่บ้านคนอื่น จะนึกว่าเหมือนอยู่บ้านตัวเอง ทำได้ทุกอย่าง นอนตื่นสาย หรือกลับบ้านตีสาม เขาต้องลงมาเปิดประตูให้ ลดความคาดหวังของตัวเอง และเห็นอกเห็นใจเขาด้วย นี่คือปัจจัยในตัวเราเอง ไม่คาดหวังมาก จะได้ไม่ผิดหวังมาก

    บางคนคิดว่า เขาเป็นญาติเราต้องดูแลเรา ทว่าคนที่เราไปอยู่เขาอาจจะมีปัญหาส่วนตัว โรงงานอาจจะถูกน้ำท่วม เขาก็มีปัญหาของเขา เราก็ต้องเข้าใจด้วย คิดถึงใจเขาใจเรา

    หากมีปัญหา เราควรมีการผ่อนคลายแบบไม่รบกวนใคร เช่น ออกกำลังกาย ถ้าไม่มีเวลาก็ทำสมาธิในห้อง ฟังเพลง แต่ต้องไม่ดังมาก เล่นอินเตอร์เน็ตในมือถือ

    หรืออีกปัญหาหนึ่งซึ่งพบเจอได้บ่อย หากเราชอบดูทีวีช่องนี้ติดละครเรื่องนี้ รายการช่องนั้น แต่ทางญาติเราดูอีกช่อง เราควรจะงดดูละครเรื่องนั้นไปก่อน จะช่วยลดความขัดแย้งซึ่งกันและกัน เราควรตามใจเขาไปก่อน เพราะเราไปอยู่บ้านเขา พยายามเลี่ยงความขัดแย้งให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าชอบเรื่องเดียวกันก็โชคดีไป

    นอกจากการดูหนัง พูดคุยกันแล้ว การแบ่งปันทุกข์สุขกันก็จำเป็น เราควรระบายออกมา และหัดฟังเขาด้วย เป็นแบบ Give and Take ให้เขาพูดด้วย แล้วเราพูดด้วย ผลัดกัน ระบายในส่วนที่ว่าเราเจออะไรมาบ้างในชีวิต แชร์ประสบการณ์ที่เราเจอมา เพื่อจะสร้างความเห็นอกเห็นใจต่อกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น

    ทว่าเราต้องถามเขาด้วยว่า เขาเจออะไรมาบ้าง มีอะไรที่กระทบไหม บางคนไปอยู่บ้านเขาอย่างเดียว แต่ไม่เคยถามสารทุกข์สุขดิบ ธุรกิจอะไรเขาเลย”

    # ท่านผู้อ่านสามารถฝากคำถามสารพันปัญหาคาใจหญิงเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ความงาม และแน่นอน เรื่องเซ็กซ์กับความสัมพันธ์ มาได้ที่ lady@astvmanager.com เราจะเชิญผู้เชี่ยวชาญมาเคลียร์ให้หายคลางแคลงใจเลยค่ะ *_*

  61. แนวคิด ‘ป้องกันน้ำท่วม’ ไม่ใช้ฝัน…แต่ทำได้ในอนาคต!?
    จากเดลินิวส์ (16 พ.ย. 54)

    ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายหลังจากเกิดอภิมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ถาโถมเข้าใส่ ประเทศไทยไม่เว้นแม้กระทั่งเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครให้จมน้ำไปครึ่งค่อน พื้นที่ ก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งหาตัวคนผิดกันจ้าละหวั่น แต่ ณ เวลานี้สิ่งที่เราคนไทยทุกคนต้องการ คือ แนวทางการป้องกันอุทกภัยของประเทศในอนาคตแบบถาวร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้ซ้ำอีกมากกว่า…!!

    รองศาสตราจารย์กัมปนาท ภักดีกุล คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากการประเมินปริมาตรน้ำที่ท่วมขังรอระบายอยู่ ณ วันที่มากที่สุดเป็นจำนวน 10,000 – 12,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณฝนที่ตกในภาคเหนือมากกว่าฝนเฉลี่ยปกติปีที่ผ่าน ๆ มาถึง 42% จึงขอนำเสนอแนวทางต่าง ๆ ที่เราน่าจะได้ลงมือทำ เพื่อสู้กับสถานการณ์ที่สมมุติว่าเป็นกรณีรุนแรงที่สุด (worse case) เพื่อที่เราจะได้ทำไปพร้อม ๆ กันในทุกข้อ

    เริ่มจากข้อแรก “สหกรณ์ทุ่งน้ำ” พื้นที่ขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง มีประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งกันทุกปี (หลังจากน้ำท่วมให้คอยดูประกาศ) รัฐสามารถขอลงทุนเช่าทำพื้นที่ทุ่งเรือกสวนไร่นาที่แห้งแล้งนั้นมาเป็น “ทุ่งน้ำ” ให้รัฐบาลเช่าเก็บน้ำเฉพาะหน้าน้ำ 3 เดือนตามที่น้ำจะมา (หรือจะเก็บทั้งปีก็ได้) รัฐบาลจ่ายค่าเช่าให้ 2 เท่าของค่าที่เกษตรกรจะได้จากการที่เค้าทำกิน เดือนอื่น ๆ ให้เกษตรกรทำมาหากินอะไรก็ตามสะดวก (หรือจะเวนคืนด้วยการลงทุนซื้อก็ได้) เกษตรกรต้องรวมตัวกันให้เป็นกลุ่ม “สหกรณ์ทุ่งน้ำ” สถานที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงจะเหมาะสมที่สุด หรือประเภทหน้าน้ำก็ท่วมอ่วมบ่อย ๆ หน้าแล้งก็แล้งจนไม่มีน้ำจะกินจะใช้

    เมื่อเกษตรกรรวมตัวกันได้ก็ให้ขึ้นทะเบียนเป็นสหกรณ์ รัฐบาลออกประกาศขายน้ำในราคาที่เหมาะสม ราษฎรจะได้นำน้ำไปผลิตขายแบ่งปันกำไรเข้าสหกรณ์ พื้นที่อื่น ๆ ที่ขาดแคลนจริง ๆ รัฐต้องช่วยไม่ใช่ขาย ในส่วนนี้คือกำไรเพราะที่อยากป้องกันและแก้ไขจริง ๆ คือตัดยอดน้ำที่จะไหลอย่างมหาศาลลงไปตอนล่างซึ่งระบายไม่ทันตามแม่น้ำลำธาร มาตรการนี้เพียงช่วยตัดยอดน้ำ พื้นที่ 10 ตารางกิโลเมตร ถ้าลึกเฉลี่ย 1 เมตร คงกักได้เพียง 100 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ถ้ารวมกันได้หลาย ๆ สหกรณ์ หลายพื้นที่ก็สามารถช่วยได้บ้าง

    ข้อที่สอง “ทางด่วนน้ำ” เราสามารถเห็นได้ชัดว่าการระบายน้ำผ่านคันดินได้ แต่ผ่านด่านปราการคนไม่ได้ คนจะช่วยกันมีส่วนร่วมแบบมองไม่ครบระบบ คือมองแต่จุดของตน อีกอย่างคนทนไม่ไหวเพราะน้ำขังมานานแล้ว ทำให้ส่งกลิ่นเหม็น ใครไม่เคยเหม็นไม่รู้ ซึ่งรัฐเอาเงินที่ต้องกู้ต้องแจก ต้องเสียหายเพราะเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เสียโอกาสจากการย้ายฐานการผลิต ฐานการลงทุนไปประเทศอื่น เสียโอกาสจากการยกเลิกที่พักโรงแรมการท่องเที่ยว เสียเงินไปฟื้นฟู กู้เงินมารักษาสภาพจิตใจ ลงทุนสร้างบิ๊กแบ็ก สมอลแพ็ก แต่ถ้าเอาจำนวนเงินนี้ไปลงทุนยกแนวคันกั้นน้ำถาวรตามคันแม่น้ำ คันคลอง คันคลองประปา รวมทั้งค่าขุดลอก กำจัดผักตบชวาแบบประชาอาสารัฐส่งเสริมสนับสนุนค่าดำเนินการ

    ที่สำคัญอย่าขุดลอกหน้าน้ำ ต้องขุดหน้าแล้งที่ต้องรีบขุดลอก แต่สำหรับปีนี้คงต้องทำไปก่อน ถ้ากรณีนี้ทำไม่ได้เพราะติดขัดด้วยประการต่าง ๆ ก็ลองคิดสร้างทางด่วนน้ำ ไม่ต้องทำเส้นเดียวใหญ่ ๆ ไม่ต้องทำปีเดียวเสร็จ เพราะเราคงไม่เคยทำอะไรแบบนี้ ยกตัวอย่างเช่น กำแพงเมืองจีน กำแพงเบอร์ลิน ออกแบบจรวดไปต่างโลกได้แล้ว ถ้าเราจะลองทำอะไรแบบนี้ดูบ้าง เชื่อว่าวิศวกรโยธาที่เก่ง ๆ ในประเทศไทยน่าจะออกแบบได้ เพราะว่ามันเกี่ยวกับ head หรือระดับความสูง ความลาดเท อย่าลืมว่าต้องเวนคืน ประชาชนที่เค้าให้เวนคืนให้ประโยชน์อะไรเค้าได้บ้างในเมื่อทางด่วนน้ำผ่านหัวเค้า ทางด่วนน้ำลอยฟ้า ถ้าให้รถวิ่งได้ก็เก็บค่าทางด่วน ถ้าวิ่งไม่ได้คงต้องออกแบบเป็นท่อขนาดใหญ่หลาย ๆ ท่อ บางคนบอกเอาน้ำไปแวะเติมลงพื้นที่ต้องการน้ำหรือที่ขาดน้ำได้ไหม ถ้าเป็นท่อต้องมีสถานีสูบ บางคนแย้งว่าแพงค่าไฟฟ้าสูบ ให้กลับไปดูที่ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในปีนี้รวมย้อนหลัง 10 ปีที่แล้วรวมกันว่าจะคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่หรือย้ายเมืองหลวงจะถูกกว่า อีกอย่างถ้าเวนคืนทางระบายน้ำเดิม (flood way) ตามธรรมชาติได้ โครงการทางด่วนน้ำนี้ก็ไม่ต้องทำ แต่คงเป็นเรื่องที่ยาก

    มาถึงข้อที่สาม “เตรียมสถานการณ์จัดการน้ำในภาวะวิกฤติ” ต้องเปลี่ยนแนวคิดการจัดการน้ำแบบ “น้ำมาแล้วปล่อยไป” ตามที่คุ้นเคยกันมาเป็นการเตรียมสถานการณ์สมมุติ ที่เรียกว่าภายใต้ภาวะวิกฤติไว้ทุก ๆ สถานการณ์ โครงการบริหารจัดการน้ำจะทำอย่างไรถ้าน้ำมาถึงโครงการท่านเพียง 60-70% และ 70-80% ทำนองเดียวกัน ถ้าน้ำมา 120-130% หรือ 140-150% แบบปีนี้ ผู้รับผิดชอบกับโครงการบริหารจัดการน้ำทุกองค์กรที่ควบคุมประตูระบายน้ำอยู่ทั่วประเทศจะทำอะไรอย่างไร รัฐต้องเตรียมองค์กรรูปแบบใหม่ที่เหมาะสมกว่านี้ ในสถานการณ์อย่างที่เราเห็นในปัจจุบันว่า โกลาหลและอย่าให้นักการเมืองและนักธุรกิจน้ำมายุ่งกับการจัดการน้ำ เพราะน้ำไม่มีการเมือง มันไปของมันไม่พูดไม่จา ถ้าระดับเท่ากันมันจึงจะหยุดไหล แต่อย่างไรก็ตามเมื่อระดับน้ำนิ่งอย่างในทะเลสาบแล้วมันก็ยังระเหยไหลลงเป็นทะเล และมีคลื่น สรุปคือน้องน้ำก็ไม่หยุดอยู่ดี

    และข้อสุดท้าย “ออกแบบการดำเนินชีวิตใหม่” เมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป สิ่งมีชีวิตก็น่าที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ให้ได้ เช่น ภาคเกษตรกรรมปรับเปลี่ยนฤดูกาลเพาะปลูกตามสภาพการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล นักเรียนนักศึกษาขยับปรับเปลี่ยนช่วงปิดเทอมและเปิดเทอม ภาคเอกชนลงทุนสร้างที่จอดรถหลาย ๆ ชั้นแบบสุวรรณภูมิกระจายไว้หลาย ๆ พื้นที่ให้ใช้ได้ทั้งในยามปกติและยามคับขัน เพราะโจรขโมยชุกชุมต้องมีคนเฝ้า ต้องมีรถบริการรับส่งจากที่จอดรถไปอาคารจุดหมาย หรือรถบ้านต้องออกแบบที่จอดรถใหม่ยกเป็นลิฟต์ขึ้นไว้ชั้นสูงได้ ซึ่งที่ประเทศญี่ปุ่นก็มีให้เห็นบ่อย ๆ ตามตรอกซอกซอย

    นอกจากนี้กางเกงลุยน้ำท่วมเป็นพลาสติกต้องออกแบบอย่างดี บางคนขอให้ออกแบบใหม่เพิ่มให้ถึงแขนและคอ บางคนบอกว่าออกแบบให้แข็งแรงที่แขนเพื่อการต่อสู้กับจระเข้ บางคนบอกออกแบบให้มีกลิ่นที่จระเข้ไม่ชอบด้วย ที่สำคัญนักวิจัยควรช่วยกันคิดว่าจะบอกพวกทำลายป่าต้นน้ำอย่างไรไม่ให้เกินสมดุลธรรมชาติ ออกแบบหน่วยงานเรือยามฝั่ง เรือสุขาภิบาล ที่สามารถเข้าออกตรวจตราไปในยามค่ำคืนตามหมู่บ้านที่ปิดไฟมืด ออกแบบรถที่สามารถปรับเป็นเรือได้ ออกแบบถนนที่สามารถปรับเป็นทางระบายน้ำได้ ยางพาราที่เรามีเยอะน่าจะได้มาประยุกต์อะไรบ้าง เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่าต่างคนต่างทำต้องเตรียมแผนรับมือแล้วนำเอาแผนมาใช้ด้วย ในภาวะฉุกเฉินอย่างนี้ทุกกระทรวงที่เริ่มทำงานไปแล้วให้บอกกล่าวประชาสัมพันธ์ด้วยว่าทำอะไรไปบ้างแล้ว เพื่อเราจะได้ทราบว่าอะไรที่ยังไม่ได้ทำ ที่ไหนที่ยังไปไม่ถึง เข้าไม่ได้ ตอนนี้คำตอบจึงอยู่ที่การกระจายความช่วยเหลือ การฟื้นฟูให้ทั่วถึงและเป็นธรรม

    แนวคิดทั้งหมดที่กล่าวมานี้สามารถทำได้จริงและคงไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป ถ้ามีใครมาช่วยกันสานต่อให้บ้านเมืองเรานั้น “สงบและร่มเย็น” รอดพ้นจากมหันตภัยธรรมชาติเฉกเช่นเวลานี้.

    ……………………….

    แหล่งค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

    หากใครสนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากบทความข้างต้นสามารถหาได้ที่เอกสารอ้างอิงต่อไปนี้ : ธวัชชัย ติงสัญชลี เลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เสรี ศุภราทิตย์ และกัมปนาท ภักดีกุล 2546. “รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการพัฒนาแผนหลัก การจัดการภัยธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับน้ำ : น้ำท่วม น้ำแล้ง และแผ่นดินถล่ม” สกว.กัมปนาท ภักดีกุล 2554. จุดอ่อนการบริหารจัดการน้ำในประเทศไทย สภาวิจัยแห่งชาติ 4 มี.ค.2554 รร.รามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ Bhaktikul,K. (National Expert Team Leader), To-Im, J., Induwongs, N., Gajaseni, J. and Pumijamnong, N., 2009 The Final Country Review Report: Activities of Thailand with Respect to Climate Change and Adaptation in The Lower Mekong Basin, March 2009, MRC. [4] Bhaktikul, K. and Munchaona, N. 2011.Watershed Ecological Carrying Capacity Analysis: A Case Study of Lam Phra Phloeng Sub-basin of Mekong, International Conference on Ecological Security: Climate Change and Socio-economic Policy Development Implications in The GMS, MFU, Chieng Rai, Thailand.

    (ขอขอบคุณ ข้อมูลสถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน ดร.วัชระ เสือดี ผอ.สถาบันพัฒนาการชลประทาน และนายรสุ สืบสหการ วิศวกรชลประทาน)

    ทีมวาไรตี้

  62. บันทึกอุทกภัย 2554 อุทาหรณ์ทางเศรษฐศาสตร์

    โดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์

    นสพ.มติชนรายวัน 23 พฤศจิกายน 2554

    ภาวะฝนชุกในปี พ.ศ.2554 มีลักษณะพิเศษคือเริ่มมีฝนกระจายตัวผิดฤดูตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์และต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ แต่ก็มีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ ไม่มากมายนักคือประมาณร้อยละ 15 (หรือร้อยละ 40 ของปีปกติ) แต่ก็ทำให้ปัญหาอุทกภัยในปีนี้รุนแรงกว่าเมื่อปี พ.ศ.2553 อย่างมากมายทีเดียว

    ปัญหาอุทกภัยที่รุนแรงจึงเป็นที่กล่าวกันในหมู่ผู้รู้ทางด้านชลประทานว่ามาจากการบริหารน้ำที่ผิดปกติอันเนื่องมาจากการแทรกแซงของนักการเมืองระดับสูง

    ในแง่เศรษฐศาสตร์การที่ความต้องการพื้นที่ในการรองรับและระบายน้ำสำหรับปริมาณน้ำฝนอีกร้อยละ 15 ไม่สามารถรองรับได้เลยด้วยการจัดการภายใต้โครงสร้างพื้นฐานเดิมจึงเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ จึงขอบันทึกข้อสังเกตบางประเด็นไว้ ณ ที่นี้

    1.การคาดการณ์เกี่ยวกับอุทกภัยได้เคยมีการเตือนมาหลายปีพอสมควรตั้งแต่ ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ และ ดร.สุเมธ ชุมสาย ซึ่งเป็นเรื่องของน้ำทะเลท่วมโลก จนกระทั่งถึง ดร.เสรี ศุภราทิตย์ เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน แต่เป็นเรื่องสภาวะน้ำท่วมขังเป็นแอ่งบริเวณกรุงเทพมหสนครและที่ราบรอบๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า

    2.ในแง่ของน้ำท่วมโลก การคาดการณ์มักได้รับอิทธิพลจาก G.M.Scallion ผู้สร้าง Future Map of the World เมื่อปี ค.ศ.1982 ซึ่งได้จากประสบการณ์แบบเหนือธรรมชาติ ในแผนที่นี้ประเทศไทยจะมีผืนดินเหลือแต่ภาคอีสานและภาคกลางตอนบน ตั้งแต่ตอนเหนือที่เป็นเขตเทือกเขาของสระแก้ว ปราจีนบุรี และนครนายก เรื่อยไปจนถึงตอนเหนือของอุทัยธานี สาเหตุเป็นเรื่องของอุทกภัย แผ่นดินไหว และภูเขาไฟระเบิด ส่วนการคาดการณ์ในปัจจุบันระยะหลังมาจากปัญหาโลกร้อนที่ทำให้ขั้วน้ำแข็งละลายและความหนาแน่นของน้ำในมหาสมุทรลดลง ซึ่งปัจจัยทั้งสองประการนี้จะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่ชัดว่าระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นมากเพียงใด หน่วยงานสหประชาชาติประมาณไว้ที่ 18-59 ซม. ภายในปี 2100 ส่วน Al Gore เชื่อว่าจะเพิ่มขึ้น 20 ฟุต หรือ 6 เมตรเศษ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น 6 เมตรจะทำให้น้ำทะเลเข้าไปถึงอำเภอไชโย อ่างทอง แต่ถ้าระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นประมาณ 1 เมตร ปัญหาสำหรับประเทศไทยคงน้อย

    3.ในแง่ของการเป็นพื้นที่น้ำท่วมขัง ความจริงข้อนี้ปรากฏให้เห็นแล้วขณะนี้ในบริเวณกรุงเทพฯและปริมณฑลที่ขาดการขุดลอกคูคลองและมีการก่อสร้างทับเส้นทางระบายน้ำอย่างไร้ระเบียบทั้งส่วนที่เป็นการกระทำของภาครัฐและภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม ปัญหาอุทกภัยปี 2554 นี้มิใช่ปัญหาการท่วมขังของน้ำฝนโดยตรงแต่เป็นการไหลบ่าเกินขนาดของปริมาณน้ำบริเวณภาคเหนือตอนล่างที่เทลงมาสู่ที่ราบลุ่มภาคกลางเป็นสำคัญ จากข้อมูลสถิติระหว่างเดือนกันยายน- ตุลาคม ปริมาณน้ำที่ไหลลงมารวมที่ภาคกลางและกรุงเทพฯทั้งหมดเท่ากับ 21,039 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งถ้าไม่มีการกักเก็บน้ำไว้มากเกินไปปริมาณน้ำรวมน่าจะลดลงได้อีกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25-30

    4.กองทัพน้ำถูกปล่อยลงมาให้โจมตีส่วนที่เป็นพื้นที่บริเวณศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ ความเสียหายทางเศรษฐกิจมีทั้งส่วนที่เป็นทรัพย์สินและรายได้ซึ่งคำนวณประมาณการได้เท่ากับประมาณ 5-6 แสนล้านบาท (โดยมีสัดส่วนความเสียหายใกล้เคียงกัน) และจะมากกว่านี้ถ้าหากเขตรอบในได้รับความเสียหายในช่วงระยะเวลาที่เหลือ ภาคครัวเรือนเป็นภาคที่ได้รับความเสียหายรุนแรงกว่าทุกภาคประมาณร้อยละ 80-90 ของพื้นที่ที่รัฐบาลประกาศเป็นเขตภัยพิบัติและมีผู้เสียชีวิตสูงมากถึงกว่า 600 ราย ภาคการผลิตล้วนเสียหายทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม บริการ และแม้แต่ทรัพยากรทางทะเล อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจประมาณการความเสียหายของนิคมอุตสาหกรรมไว้เกือบ 3 แสนล้านบาทซึ่งน่าจะเป็นตัวเลขที่สูงเกินจริงเพราะมีจำนวนมากที่ยกของขึ้นที่สูงทันและตัวเลขการลงทุนที่ได้รับความเสียหายยังมิได้ตัดค่าเสื่อมราคาเนื่องจากมิใช่เครื่องจักรใหม่ทั้งหมด

    5.ความเสียหายส่วนใหญ่มิได้มาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในพื้นที่ แต่มาจากทัพน้ำที่มาจากพื้นที่ตอนบนและการประเมินสถานการณ์ที่ต่ำเกินไป นอกจากนี้ รัฐบาลยังขาดยุทธศาสตร์เชิงรุกในการแก้ไข จึงตั้งรับด้วยพนังกั้นน้ำเฉพาะในบริเวณเขตรอบใน มิได้เข้าไปจัดการปรับทิศทางของน้ำที่ล้นเข้าตามทุ่งตั้งแต่แถบนครสวรรค์ ระบบการบริหารน้ำของไทยนั้นเป็นระบบที่เข้าใจว่าออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ยกเว้นเพียงเขตกรุงเทพฯที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการมีน้ำมากเกินไป จึงทำให้เขตกรุงเทพฯเป็นเพียงเขตเดียวที่มีการระบายน้ำดีแต่ก็ยังไม่เพียงพอ

    6.การชดเชยผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการเป็นแหล่งรองรับน้ำเป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และก็เป็นกลไกที่สำคัญในครั้งนี้ด้วยเนื่องจากมีความขัดแย้งระหว่างพื้นที่รองรับน้ำที่ประสบอุทกภัยและพื้นที่ภายในคันกั้นน้ำ กลไกนี้ยังทำงานไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม กลไกนี้มิใช่กลไกแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุเพียงแต่ช่วยให้การจัดการของรัฐราบรื่นขึ้นและเป็นธรรมยิ่งขึ้น ปริมาณน้ำที่ท่วมขังและเน่าเสียอย่างรุนแรงเป็นเวลานานเป็นปัญหาที่มิได้รับการแก้ไข รัฐบาลนั้นไม่ถนัดการแก้ไขปัญหาอย่างมียุทธศาสตร์ แต่ถนัดงานสงเคราะห์ที่ได้หน้าตา

    7.รัฐบาลมิได้ปกป้องพื้นที่นอกเขตกรุงเทพฯและห่วงความแตกตื่นของประชาชนโดยหวังว่าจะยับยั้งปริมาณน้ำและผันออกสู่พื้นที่ด้านตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีระดับความสูงสูงกว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ประเมินว่ามีปริมาณมวลน้ำสูงถึง 1.6 หมื่นล้าน ลบ.ม. แต่ความสามารถในการระบายทางตอนล่างของกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียงมีประมาณ 550 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ใกล้เคียงหรือเพียงพอที่จะรองรับอัตราการไหลเข้าของน้ำที่ 465 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ในขณะเดียวกันบริษัททีมกรุ๊ปประมาณการมวลน้ำที่ 1.7 หมื่นล้าน ลบ.ม. แต่ระบายได้ 450 ล้าน ลบ.ม.ต่อวันซึ่งไม่เพียงพอที่จะรองรับการไหลเข้ามาของปริมาณน้ำ 600 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ทีมกรุ๊ปยังได้ประมาณการเตือนอีกว่าถ้าพนังกั้นน้ำเสียหายเขตรอบในจะท่วมประมาณ 0.5 เมตร และรอบนอกจะท่วมประมาณ 1-2 เมตร ซึ่งนับว่าได้ให้การวิเคราะห์ที่ตรงจุดตั้งแต่ต้น ส่วนทาง กทม.เชื่อมั่นในระบบระบายน้ำของตน และมิได้นึกถึงพื้นที่รอบนอกคันกั้นน้ำที่ไม่สามารถอยู่ได้กับมวลน้ำที่มากมายขนาดนั้น จึงมิได้แนะนำให้มีพัฒนาแนวทางระบายน้ำช่วยเหลือประชาชนในเขตอยุธยาและปทุมธานีด้วย ถึงแม้ว่าจะโชคดีที่เพิ่งเปิดอุโมงค์ยักษ์ที่พระราม 9 ก็ยังมีศักยภาพไม่มากและช่วยการระบายได้เฉพาะเขตรอบในบางส่วนเท่านั้น

    8.การปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนไม่สามารถทำให้ประชาชนความมั่นใจ แทบทุกครัวเรือนในกรุงเทพฯและปริมณฑลต้องเผชิญความเสี่ยงใหม่นี้ด้วยการต่างปกป้องตนเองเป็นสำคัญ ปริมาณกำแพงกระสอบทรายกั้นน้ำอาจมีความยาวรวมกันถึง 1,000-2,000 กม. ปริมาณจำนวนมหาศาลนี้สามารถเป็นฝายกั้นน้ำป้องกันอาณาบริเวณที่เสี่ยงโดยรวมได้เป็นจำนวนหลายชั้นซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียและความสูญเปล่าได้อย่างมากมาย

    9.ความขัดแย้งระหว่างชุมชนต้นน้ำกับปลายน้ำมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากกรณีชลประทาน มวลน้ำครั้งนี้มีการถ่ายเทในปริมาณที่มากจนเป็นอันตรายและเป็นน้ำสกปรกมีมลพิษเจือปน ถ้าปล่อยให้เดินทางเร็วอย่างไร้การควบคุมก็จะทำให้พื้นที่ปลายน้ำมีเภทภัย แต่ถ้าสกัดกั้นให้เดินทางช้าก็อาจนิ่งจนเน่าเสียอันตราย ประชาชนในพื้นที่ต้นน้ำส่วนใหญ่ต้องการให้พื้นที่ปลายน้ำที่มีพนังกั้นและการระบายน้ำที่พร้อมกว่าช่วยเป็นพื้นที่ระบายน้ำให้ ในขณะที่พื้นที่ปลายน้ำไม่พร้อมและไม่ต้องการน้ำที่สกปรกเน่าเหม็นเช่นเดียวกัน เรียกว่าเป็นเกมที่ผู้เล่นต่างก็ไม่ต้องการขยะและต้องผลักขยะไปให้ผู้อื่น เกมประเภทนี้ไม่มีดุลยภาพและต้องอาศัยการเข้ามาของรัฐในการแก้ไขหาทางออกเสียตั้งแต่ต้น

    10.อุทกภัยครั้งนี้สะท้อนความสามารถที่สูงและหลากหลายในการบริหารความเสี่ยงของครอบครัวไทย มีครอบครัวจำนวนไม่น้อยตัดสินใจอพยพล่วงหน้าตั้งแต่ผู้รับผิดชอบของรัฐยังมั่นใจเต็มที่ ประชาชนนั้นดูแลความเสี่ยงของตนเองตั้งแต่สัปดาห์ที่สองของเดือนตุลาคมก่อนที่รัฐบาลจะแถลงว่ามวลน้ำขนาดใหญ่ได้ผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาไปแล้วและยังมิได้ให้ประชาชนตระหนักว่ายังมีมวลน้ำอีกมหาศาลที่จะเข้าโจมตีพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ครอบครัวที่กังวลหรือไม่เชื่อรัฐบาลกลับมีความสูญเสียน้อย บางครอบครัวยากลำบาก ต้องอาศัยศูนย์พึ่งพิง บางครอบครัวอาศัยญาติเป็นแหล่งพึ่งพิงทางสังคมที่ให้ความสุขได้ดี บางครอบครัวบริหารความเสี่ยงด้วยการแยกย้ายกัน บ้างก็ไปอยู่กับเพื่อนซึ่งให้ความสุขดี เพราะการอยู่ใกล้เพื่อนมักให้ความสุขมากกว่าการอยู่ใกล้สามีหรือภรรยา บางครอบครัวมีประสบการณ์ที่เห็นความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้นในยามลำบากเช่นภรรยาหรือลูกหลานแยกออกไปในที่ปลอดภัยกว่าโดยให้สามีหรือผู้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัวอยู่ดูแลบ้านเรือน (และสัตว์เลี้ยง) พร้อมอาหารแห้ง บางครอบครัวนึกถึงภูมิลำเนาเดิม บางครอบครัวยอมเสี่ยงด้วยกันและก็มีความสุขความภูมิใจตามอัตภาพ ประชาชนจำนวนมากได้รับประโยชน์จากการวิเคราะห์และการรายงานของสื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งทีวีสาธารณะอย่างทีวีไทยซึ่งได้ช่วยให้การบริหารความเสี่ยงของประชาชนเป็นไปอย่างเหมาะสมแก่แต่ละครัวเรือนอย่างดีเยี่ยมและช่วยป้องกันความเสียหายได้ล่วงหน้า

    อุทกภัยปีนี้อาจจบได้ในเดือนธันวาคม ทว่าผลกระทบต่างๆ อาจทำให้วิกฤตไม่จบสิ้นอย่างแท้จริง ยิ่งถ้ารัฐใช้จ่ายอย่างไม่เหมาะสม วิกฤตการณ์ทางการคลังก็จะยิ่งมีโอกาสเกิดมากขึ้น

    ภาครัฐบาลต้องไม่ลืมถามตนเองว่าได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้องในสิ่งที่รัฐบาลควรกระทำแล้วหรือไม่ หรือควรปล่อยให้ประชาชนบริหารความเสี่ยงด้วยตนเองตามยถากรรมโดยให้ได้รับการชดเชยเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว

  63. รายการเปิดปม ทางไทยพีบีเอส วันที่ 5 ธ.ค. 54
    รักษาพื้นที่ฟลัดเวย์ ??? หมู่บ้านจัดสรร ! เกษรกรรม ! และผังเมือง !!!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s