นำชมพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ๒ ตุลาคม ๒๕๕๖

พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร
อาคารมนุษยนาควิทยาทาน วัดบวรนิเวศวิหาร

The Museum & Library of Abbots of Wat Bovoranives Vihara

sgrj_000

พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร

sgrj_001

ปกติจะเปิดให้เข้าชมเฉพาะวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.00- ๑๕.๐๐ น.
ช่วง ๑-๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ เปิดให้ชมทุกวัน เวลา ๐๙.00- ๑๘.๐๐ น. เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

sgrj_002

อาคารมีสองชั้น เมื่อถอดรองเท้าเข้าไปจะพบห้องโถงกลางห้อง จัดฉายวีดิทัศน์  “ตำนานวัดบวรฯ”

sgrj_003

ผังการจัดแสดงภายในอาคารพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร

ห้องจัดแสดงห้องที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ห้องจัดแสดงห้องที่ ๒ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์

ห้องจัดแสดงห้องที่ ๓ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

ห้องจัดแสดงห้องที่ ๔ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์

ห้องจัดแสดงห้องที่ ๕ พระพรหมมุณี (สุวโจ ผิน ธรรมประทีป)

ห้องจัดแสดงห้องที่ ๖ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

.

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
His Majesty King Mongkut, Rama IV

เจ้าอาวาสลำดับที่ ๑

sgrj_004

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว His Majesty King Mongkut, Rama IV

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยกับสมเด็จพระศรสุริเยนทราบรมราชินี ทรงพระผนวชเป็นพระภิกษุเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๗ ได้รับพระฉายาว่า “วชิรญาณภิกขุ” หรือ “วชิรญาโณ” แปลว่า ผู้มีความสามารถอันสว่างประดุจเพชร

หลังจากทรงผนวชได้ไม่นาน สมเด็จพระบรมชนกนาถสวรรคต พระองค์ตัดสินพระทัยครองสมณเพศต่อโดยทรงศึกษาด้านวิปัสสนาและพระไตรปิฎกจนเจนจบ เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอาราธนาให้มาครองวัดบวรนิเวศวิหาร พระองค์ได้ทรงสั่งสอนพระศิษยานุศิษย์ให้มีวัตรปฏิบัติที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย รวมถึงทรงกวดขันด้านการศึกษาจนมีพระสงฆ์ในวัดสอบได้เปรียญจำนวนมากเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว แม้แต่คณะสงฆ์จากประเทศลังกายังเดินทางมาขอพระราชทานพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศวิหารไปตั้งคณะสงฆ์คณะใหม่ขึ้น ณ ประเทศนั้น

กระทั่ง พ.ศ. ๒๓๙๔ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตในวันพุธที่ ๒ เมษายน พระบรมวงศานุวงศ์และมุขมนตรีจึงประชุมพร้อมด้วยสมเด็จพระราชาคณะผู้ใหญ่ ปรึกษาและเห็นพร้องต้องกันว่าควรถวายราชสมบัติแด่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ จึงทูลเชิญเสด็จจากวัดบวรนิเวศวิหารโดยเสด็จลงเรือที่ทางราชการส่งมารับเสด็จข้างวัดในวันรุ่งขึ้น ไปยังท่าราชวรดิษฐ์ ทรงพระราชยานแห่เข้าไปที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามและลาพระผนวชในวันศุกร์ที่ ๔ เมษายน ในพระอุโบสถ เสด็จขึ้นเถลิงราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๔ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

sgrj_005

ลายพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

sgrj_006

หนังสือภิกขุปาติโมกข์และอุกโตปาติโมกข์ ภาษาบาลี อักษรอริยกะ พิมพ์จากโรงพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจาอยู่หัว ทรงตั้งขึ้นในวัดบวรนิเวศวิหาร ขณะทรงพระผนวช

sgrj_007

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงพระผนวช ทรงสนพระทับวิชาดาราศาสตร์ โดยทรงศึกษาตำราดาราศาสตร์ของหลายชนชาติ ทั้งตำราของสยาม มอญ และชาติตะวันตก รวมทั้งทรงแสวงหาความรู้ในวิทยาการสมัยใหม่อยู่เสมอ ในพ.ศ. ๒๓๙๐ หมอซามูเอล อาร์. เฮาส์ มิชชันนารีชาวอเมริกัน เดินทางมากรุงเทพฯ และได้เข้าเฝ้าที่วัดบวรนิเวศวิหาร ได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ว่า

“ข้าพเจ้าได้มองไปรอบห้อง เห็นพระคัมภีร์ไบเบิลจากสมาคมไบเบิลอเมริกัน และมีปทานุกรมเวบสเตอร์อยู่ใกล้เคียงกัน วางอยู่บนชั้นที่โต๊ะของเลขานุการ มีสมุดหนังสือเกี่ยวกับอุทกศาสตร์และการเดินเรือ บนโต๊ะมีแผนผังเกี่ยวกับสุริยคราสที่กำลังจะมีขึ้นในอนาคตคำนวณไว้ด้วยดินสอดำ”

วัดบวรนิเวศนิเวศวิหารจึงเป็นสถานที่ศึกษาองค์ความรู้ต่างๆ ของพะองค์ รวมถึงศาสตร์แห่งดวงดาวก่อนที่พระอัจฉริยภาพด้านนี้ของพระองค์จะปรากฏชื่อเสียงไปทั่วโลก ในฐานะที่ทรงคำนวณการเกิดสุริยคราสจับเต็มดวงที่ตำบลหว้ากอ เมืองประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๑๑ ได้ก่อนล่วงหน้าถึง ๒ ปี

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงชำระการนับปักคณนา อันเป็นวิธีคำนวณวันพระจันทร์เพ็ญและวันพระจันทร์ดับตามจันทรคติ คือเดือนหนึ่งมีสองปักข์ ได้แก่ ข้างขึ้นและข้างแรม โดยกำหนดเป็นรอบครึ่งเดือนที่สามารถเลือกทดวันได้ทุกเดือน ส่งผลให้สามารถกำหนดวันธรรมสวนะได้ล่วงหน้าและแม่นยำขึ้น ทำให้พระภิกษุและพุทธบริษัทประกอบศาสนกิจได้ตรงตามพุทธบัญญัติ

sgrj_008

อุปกรณ์คำนวณวิถีโคจรดวงดาวsgrj_009

sgrj_010

เครื่องวัดขอบฟ้าจำลอง

sgrj_011

แผนที่ดาว ผลิตจากประเทศเยอรมนี ทรงใช้สำหรับกำหนดตำแหน่งการโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดวงดาว เพื่อทรงกำหนดเวลามาตรฐาน เป็นต้น

sgrj_012

คัมภีร์งาช้าง

sgrj_013

บริขารของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงผนวช

sgrj_014

พระนิรันตราย

พระนิรันตรายเป็นพระพุทธรูปทองคำขุดพบ ณ ชายดงศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี ผู้พบได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดให้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ หอเสถียรธรรมปริตร คู่กับพระกริ่งทองคำองค์น้อย ต่อมามีคนร้ายลักลอบเข้าไปโจรกรรมพระกริ่งทองคำองค์น้อยไป แต่กลับไม่เอาพระพุทธรูปทองคำดังกล่าวที่ประดิษฐานอยู่คู่กันไปด้วย เหตุอัศจรรย์ที่พระพุทธรูปโบราณเนื้อทองคำ แคล้วคลาดจากภัยอันตรายถึง ๒ ครั้ง คือ ไม่ถูกนำไปหลอมหรือขายแต่แรก และไม่ถูกลักขโมยในครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงถวายนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระนิรันตราย” มีความหมายว่า แคล้วคลาดจากภัยอันตราย แล้วทรงสร้าง พระพุทธรูปครอบพระพุทธรูปทองคำนั้นไว้

ต่อมาทรงพระราชดำริให้หล่อพระพุทธรูปตามแบบพระนิรันตรายที่ทรงสร้างขึ้นใหม่อีก ๑๘ องค์เท่ากับจำนวนปีที่ทรงครองราชย์เพื่อพระราชทานแก่วัดธรรมยุต โดยให้นายช่างเพิ่มเรือนแก้วเป็นพุ่มมหาโพธิ์ การนี้มาลุล่วงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

sgrj_015บรรยากาศห้องจัดแสดงมีพระวิทยากรและันักเรียนมาให้ความรู้และนำชม

อ่านพระราชประวัติเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watbowon.com/Monk/ja/01/

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

.

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
His Royal Holiness the Supreme Patriarch Krom Phraya Pavares Variyalankarana

เจ้าอาวาสลำดับที่ ๒

sgrj_016

นับแต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๖ ในรัชกาลที่ ๔ แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงสถาปนาพระเถระรูปใดเป็นสมเด็จพระสังฆราชอีกจนตลอดรัชกาล เป็นเวลา ๑๕ ปี ฉะนั้น ในรัชกาลที่ ๔ จึงว่างสมเด็จพระสังฆราชจนเกือบตลอดรัชกาล เพราะสมเด็จฯ กรมพระยาปรมานุชิตชิโนรส ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชอยู่เพียงปีเศษ ตอนต้นรัชกาลเท่านั้น

เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปรมานุชิตชิโนรส ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงดำรงพระอิศริยยศเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์ ทรงดำรงสมณฐานันดรเป็นที่สองจาก สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
มาในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็มิได้โปรดสถาปนาพระเถระรูปใดเป็นสมเด็จพระสังฆราช ตลอดช่วงต้นแห่งรัชกาล เป็นเวลาถึง ๒๓ ปี ฉะนั้น ในช่วงต้น รัชกาลที่ ๕ จึงว่างสมเด็จพระสังฆราชอยู่ถึง ๒๓ ปี จึงได้ทรงสถาปนา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ขณะทรงดำรงพระอิศริยยศเป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ เป็นสมเด็จพระสังฆราช นับเป็นพระองค์ที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าฤกษ์ เป็นราชโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ และเจ้าจอมมารดาน้อยเล็ก ประสูติเมื่อวันจันทร์ เดือน ๕ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๕๒ ตรงกับวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ อันเป็นวันเริ่มสวดมนต์ ตั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ จึงได้พระราชทานนามตามศุภนิมิตว่าว่า พระองค์เจ้าฤกษ์ ดำรงยศอย่างพระองค์เจ้าในพระราชวังบวรสถานมงคล

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ กล่าวคือ สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ พระราชบิดาเป็นพระโอรสลำดับที่ ๗ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี เมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ พระราชบิดาสวรรคคตแล้ว พระองค์ได้เสด็จมาอยู่ในพระราชวังหลวงกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้นที่ ๑ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพยวดี ซึ่งเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องเธอในสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพวยดี ทรงนำพระองค์เจ้าฤกษ์ไปถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ จึงได้ทรงคุ้ยเคยเป็นอย่างยิ่ง

พุทธศักราช ๒๓๙๔ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี พร้อมด้วยพระราชาคณะ ได้อัญเชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ เป็นรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ได้ทรงวางนโยบายที่มีพระวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ดังนี้
๑.ห้ามการข่มขี่และเบียดเบียนพระสงฆ์
๒.ทำการปราบปรามภิกษุที่ประพฤติทุจริต หยาบช้า และทำลามกอนาจารต่างๆ เพราะทำให้ศาสนามัวหมอง และเสียเกียรติยศแก่บ้านเมืองอีกด้วย
๓.ทรงยกย่องผู้ประพฤติชอบด้วยศีลสังวร สั่งสอนศิษย์ในข้อพระวินัย และให้ศึกษาคันถธุระ วิปัสสนาธุระ ตามสมณกิจ
๔.ทรงนับถือเฉพาะแต่แก่นพระพุทธศาสนา ให้เห็นสัจจธรรมอันลึกซึ้งที่จะนำสู่ความหลุดพ้น ส่วนเปลือกภายนอกที่เข้ามาปะปนในพระศาสนาไม่ทรงนับถือ เว้นแต่สิ่งที่ได้กลายมาเป็นธรรมเนียมแบบแผน ก็ยอมให้คงไว้

sgrj_017

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์  เมื่อครั้งทรงพระอิสริยยศเป็น กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์

sgrj_018

กระดานปักขคณนานี้ได้รับมอบจากวัดเขมาภิรตาราม

กระดานปักขคณนา

เมื่อครั้งทรงผนวช พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชดำริให้ประดิษบ์ “กระดานปักขคณนา” ขึ้น เพื่อใช้คำนวณวันพระขึ้นแรมตามปฏิทินแบบจันทรคติสำหรับใช้ในคณะสงฆ์ธรรมยุต

ในด้านดาราศาสตร์ ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างยิ่ง ได้ทรงพระนิพนธ์ตำราปักขคณนา (ตำราการคำนวนปฏิทินทางจันทรคติ) ได้อย่างพิศดาร และได้ทรงคำนวนปฏิทินปักขคณนาไว้ถึง ๓๘๗ ปี เริ่มตั้งแต่ปี จุลศักราช ๑๐๙๗ (พุทธศักราช ๒๒๗๘) ถึงจุลศักราช ๑๔๘๔(พุทธศักราช ๒๖๖๕) ทรงเป็นที่เลื่องลือว่าทรงเชี่ยวชาญในทางโหราศาสตร์เป็นอันมาก แต่ไม่ทรงนิยมการพยากรณ์ นอกจากนี้ ยังได้ทรงนิพนธ์ตำราเกี่ยวกับดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ไว้หลายเรื่อง อันแสดงให้เห็นถึงความรอบรู้เชี่ยวชาญของพระองค์ในศาสตร์ด้านนี้
sgrj_019

ตำราปักขคณนา พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เรียกว่า “ปักขคณนาสำเร็จ”

sgrj_020

เครื่องอัฐบริขารและของทรงใช้ ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
ก. หมอน สบง จีวร และประคต
ข. บาตรครอง คือบาตรที่ทรงใช้
ง. โอไข (ภาชนะใส่ของ)
จ. กระโถน
ฉ. กระโถน

การจัดแสดงพระราชประวัติ พระเกียรติคุณ พระอัจฉริยภาพ และผลงานของพระองค์ มีการนำเสนอข้อมูลพระประวัติด้วยสื่อวีดิทัศน์เรื่อง “ปราชญ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์” และสื่อมัลติมีเดียระบบสัมผัส นำเสนอพระประวัติและผลงาน พร้อมทั้งตู้จัดแสดงเครื่องอัฐบริขาร เครื่องประกอบสมณศักดิ์และของใช้ส่วนพระองค์ เช่น สบง จีวร บาตร ย่าม มีดโกน หมอน ฉลองพระเนตร เป็นต้น

ตู้จัดแสดงพัดยศสมณศักดิ์ ประกอบด้วย

1.พัดเฉกถมปัด เป็นพัดยศพิเศษที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้พระราชทานถวายเมื่อครั้งทรงพระกรุณาโปรดเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เมื่อปี 2392 ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน นับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทย

2.พัดยศพิเศษประจำตำแหน่งกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระราชทานถวายในการพระราชพิธีทรงสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม

3.พัดเฉกตาดพิเศษที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานถวายเมื่อครั้งทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเป็นสมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เมื่อปี 2434 และ 4.พัดรองที่ระลึกงานมหาสมณุตมาภิเษก ปี 2434

นอกจากนี้ยังจัดแสดงนาฬิกาเรือนหิน ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานแด่พระราชอุปัธยาจารย์เมื่อครั้งทรงพระผนวชเป็นพระภิกษุด้วย

ในด้านพระอัจฉริยภาพและผลงานของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ จัดแสดงลายพระหัตถ์ ผลงานพระนิพนธ์ และบอร์ดจัดพระประวัติและพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ดังนี้ ด้านภาษาและกวีนิพนธ์ “นักศิลปศาสตร์คนสำคัญแห่งยุค” ด้านสถาปัตยกรรม วิทยาศาสตร์ และดาราศาสตร์ “นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญแห่งยุค” ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และสถาปัตยกรรม “ผู้สืบทอด-สืบค้น อารยธรรมสยาม”

sgrj_021

sgrj_022

ทรงให้กำเนิดพระกริ่งในประเทศไทย

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ได้ทรงพระดำริสร้างพระกริ่งขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกว่า “พระกริ่งปวเรศ” เพื่อประทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ หรือผู้ที่เห็นสมควรเท่านั้น และนับการให้กำเนิดพระกริ่งขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และได้เป็นแบบอย่างในการสร้างพระกริ่งในเวลาต่อมาจนกระทั้งทุกวันนี้

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ได้ทรงสร้างพระกริ่งและหม้อน้ำมนต์พระกริ่งนั้นเรียกกว่า “พระกริ่งปวเรศ” ทรงสร้างเมื่อไร มีจำนวนเท่าไร ไม่พบหลักฐาน

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้เคยรับสั่งเล่าว่า รวมใจความเท่าที่มีผู้กำหนดได้ว่า พระกริ่งนั้นทรงสร้างขึ้นเอง เพื่อถวายเจ้านาย มีจำนวนไม่เกิน ๓๐ องค์ แต่หลวงชำนาญเลขา (หุ่น) สมุห์บัญชีในกรมของพระองค์ (ซึ่งเป็นไวยาวัจกร ในสมัยที่ทรงครองวัด และสืบต่อมาถึงสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงครองวัดในเบื้องต้น) ได้ขอประทานอนุญาตนำแบบพิมพ์ไปสร้าง ได้นำไปสร้างขึ้นอีกเท่าไหร่ไม่ทราบ

sgrj_023

พุทธศักราช ๒๓๙๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริที่จะปฏิสังขรณ์พระปฐมเจดีย์ ซึ่งแต่เดิมเป็นพระเจดีย์ขนาดย่อม ให้เป็นพระมหาเจดีย์สำหรับสักการะบูชาของปวงชนสืบไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพระยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) เป็นแม่กองจัดการปฏิสังขรณ์ เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) ดำเนินการไปได้ ๗ ปีเศษ ก่อพระเจดีย์ขึ้นไปได้ ๑๗ วา ๒ ศอก ครั้นวันที่ ๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๐๓ เนื่องจากฝนตกหนักทั้งกลางวันกลางคืน ทำให้อิฐที่ก่อองค์พระเจดีย์ทรุดตัวลงมาโดยรอบ เพราะไม่มีฐานทักษิณ จึงรับน้ำหนักไม่ไหว

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ขณะยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์ ร่วมกับกรมขุนราชสีหวิกรม ออกแบบพระปฐมเจดีย์ถวายใหม่ แบบพระเจดีย์ที่ทรงออกแบบถวายนี้ เป็นพระเจดีย์แบบลังกา ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ถมสูงขึ้นไป ๔ วา ๒ ศอก จากพื้นฐานถึงทักษิณชั้นที่ ๑ สูง ๖ ศอกคืบ ๒ นิ้ว จากทักษิณชั้นที่ ๑ ขึ้นไปถึงฐานบัวคว่ำ สูง ๘ ศอกคืบ จากทักษิณชั้นที่ ๒ ขึ้นไปถึงปากระฆัง ปล้องไฉน ๒๗ ปล้อง สูง ๑๕ วา ๒ ศอกคืบ ๕ นิ้ว บังลังก์บัวแวง สูง ๓ วาคืบ ๖ นิ้ว ฐานทองเหลือง สูง ๒ ศอกคืบ ๒ นิ้ว ยอดนพศูลขึ้นไปตลอดยอดมงกุฏ สูง ๓ วา ๑ นิ้ว รวมตั้งแต่ฐานพื้นดินตลอดยอกมงกุฏ ๓ เส้น ๑ คืบ ๖ นิ้ว รอบฐาน ๑๐๕ เส้น ๑๖ วา ๓ ศอก

เมื่อออกแบบพระเจดีย์เสร็จเรียบร้อยแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ และเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เป็นผู้ดูแลในการบูรณะพระปฐมเจดีย์ขึ้นใหม่ จนสำเร็จเสร็จสิ้นเป็นพระมหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยดังที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันนี้

อ่านพระราชประวัติเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watbowon.com/Monk/ja/02/index1.htm

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

.

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
His Royal Holiness the Supreme Patriarch Krom Phraya Vajirananavarorasa

เจ้าอาวาสลำดับที่ ๓
พ.ศ. ๒๔๓๕ – ๒๔๖๔

sgrj_024

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงครองวัดบวรนิเวศวิหาร สืบต่อมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๓๕ ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๔๗ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาแพ เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๓ มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ ทรงผนวชเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมกพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ครั้นทรงดำรงพระยศเป็นกรมพระ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ทรงผนวชเป็นสามเณรอยู่ ๘ เดือน จึงทรงลาผนวช เมื่อพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษาแล้ว ก็ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เมื่อ พ.ศ.๒๔๒๒ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระจันทรโคจรคุณ (จนฺทรํสสี ยิ้ม) วัดมกุฎกษัตริยาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ประทับ ณ วัดนี้ แต่ในพรรษาที่ ๒-๓ เสด็จไปประทับที่วัดมกุฎกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร ในสำนักพระจันทรโคจรคุณ พระกรรมวาจาจารย์ที่ทรงเคารพนับถือมาก ทรงศึกษาพระปริยัติธรรม จนทรงมีพระปรีชาแตกฉานในภาษาบาลี แต่ทรงสอบเป็นเปรียญเพียง ๕ ประโยคเสมอพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชชนกนาถ ได้ทรงรับสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามว่ากรมหมื่นวชิรญาณวโรรส

ในรัชกาลที่ ๕ พ.ศ.๒๔๒๔ เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์สิ้นพระชนม์แล้ว ได้ทรงรับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตสืบต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ถึงพ.ศ. ๒๔๔๔ ทรงเลื่อนพระยศเป็นกรมหลวง พ.ศ.๒๔๕๓ ได้ทรงรับมหาสมณุตตมาภิเษกและเลื่อนพระยศเป็น สมเด็จพระมหาสมณะ กรมพระยา เป็น สกลมหาสังฆปรินายก ประธานาธิบดีแห่งพระสงฆ์ทั่วพระราชอาณาจักร ถึง พ.ศ.๒๔๖๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาเปลี่ยนคำนำพระนามเป็น “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า”

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระอัจฉริยะในวิทยาการต่างๆ หลายสาขา คือ พระพุทธศาสนาภาษาต่างๆ (เช่น บาลี อังกฤษ สันสกฤต ฝรั่งเศส และภาษาโบราณ) การศึกษา การปกครอง วิทยาการสมัยใหม่ต่างๆ อีกมาก ซึ่งจจะเห็นได้จากผลงานในด้านต่างๆ ของพระองค์

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงเป็นพระองค์หนึ่ง ที่ได้ทรงร่วมสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศชาติ ในสมัยที่ประเทศชาติกำลังปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อความเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านการศึกษา ทั้งทางการศึกษาของคณะสงฆ์ทั้งทางการศึกษาของชาติ พระองค์ได้ทรงดำเนินการตั้งมหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งได้มีการประกาศตั้งขึ้นโดยพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ ร.ศ.๑๑๒ ได้ทรงนำวิธีการและวิชาการแบบใหม่เข้ามาทดลองสอนและสอบในมหากุฎฯ เป็นการแรกเริ่ม ทรงให้นักเรียนในมหามกุฎราชวิทยาลัย เรียนทั้งภาษาไทย ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต และภาษาอังกฤษ ให้เรียนคณิตศาสตร์เบื้องต้นและวิชาการอย่างใหม่อื่นๆ ทรงพระนิพนธ์ตำราสำหรับเรียนภาษาอังกฤษ และตำราคณิตศาสตร์เบื้องต้นสำหรับใช้สอนในมหามกุฎราชวิทยาลัย คือ ให้มีการสอบด้วยการเขียน มีการคิดคะแนนในการสอบเป็นเครื่องตัดสินการสอบว่าได้หรือตกและเป็นเครื่องวัดผลการศึกษาและความรู้ความสามารถของนักเรียนโดยพระองค์ทรงเป็นผู้วางกฎเกณฑ์ในการคิดคะแนนลงเป็นแบบแผนสำหรับใช้ในมหามกุฎราชวิทยาลัยด้วยพระองค์เอง ทรงทดลองใช้วิธีการแบบใหม่เหล่านี้ในโรงเรียนของมหามกุฎราชวิทยาลัยจนเป็นที่นิยมแพร่หลายออกไปอย่างรวดเร็ว และได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดี เป็นที่สนพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงสนับสนุนและสรรเสริญวิธีการเหล่านั้นว่าเป็นวิธีการที่ดี ประจวบกับในเวลานั้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชดำริในอันที่จะขยายการศึกษาออกไปยังหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร และมีพระราชประสงค์ให้วัด ซึ่งเป็นแหล่งศึกษาของกุลบุตรมาแต่โบราณกาลแล้ว เป็นที่ตั้งโรงเรียนสอนเด็กตามแบบและหลักสูตรที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ให้เป็นแบบเดียวกัน เป็นการตั้งต้นการศึกษาแบบปัจจุบัน และให้พระภิกษุเป็นผู้ช่วยรับภาระต่างๆ จึงได้ทรงอาราธนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ให้ทรงรับภาระอำนวยการให้พระภิกษุสงฆ์สั่งสอนกุลบุตร และบังคับการพระอารามในหัวเมืองตลอดพระราชอาณาจักร

สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ พระองค์นั้น ได้ทรงรับสนองพระราชประสงค์ในการนี้ และพระองค์ได้ทรงนำเอาวิธีการและแบบอย่างต่างๆ ที่เคยทรงใช้ในโรงเรียนของมหามกุฎราชวิทยาลัยมาก่อน และได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดีแล้วนั้นเอง มาเลือกใช้และจัดปรับปรุงให้เหมาะสมในการจัดการศึกษาในหัวเมือง สนองพระราชประสงค์ในการพัฒนาประเทศชาติในด้านการศึกษาให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และประโยชน์อันสำคัญอีกประการหนึ่งของมหามกุฎราชวิทยาลัยก็คือ เป็นที่ฝึกอบรมพระภิกษุทั้งในกรุงเทพฯ และจากหัวเมืองเพื่อให้เป็นครู สำหรับส่งออกไปสอนตามโรงเรียนต่างๆ ในหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร ในการนี้พระองค์ท่านต้องทรงทุ้มเทกำลังพระปรีชาสามารถ และพระวิริยะอุตสาหะอย่างมากมาย เพราะต้องทรงดำริจัดการทุกอย่างด้วยพระองค์เอง เพื่อให้การศึกษาเจริญรุ่งเรืองตามพระราชประสงค์ เช่น ทรงพระดำริจัดหาและสร้างหลักสูตรสำหรับ การเล่าเรียนของกุลบุตรในหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร ทรงแนะนำชักชวนกุลบุตรทั้งหลายให้นิยมยินดีในการศึกษา ทรงซักนำประชาชนให้เห็นประโยชน์ของการศึกษาและช่วยกันสร้างโรงเรียน เพื่อเป็นที่เล่าเรียนของบุตรหลานของพวกเขาเอง ทรงจัดฝึกอบรมพระสงฆ์ผู้มีความรู้ความสามารถให้เข้าใจในการศึกษาแล้ว ตั้งให้เป็นผู้อำนวยการจัดการศึกษาในหัวเมืองประจำมณฑลต่างๆ และทรงเป็นผู้ที่จะต้องคอยช่วยเหลือแก้ไขปัญหาขัดข้องต่างๆ ให้ลุล่วงไป ด้วยพระปรีชาสามารถอันสุขุมคัมภีรภาพเนื่องมาจากพระดำริและการจัดการของพระองค์เป็นการเริ่มแรกนี้เอง จึงได้มีโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเกิดขึ้น ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นบุคคลสำคัญพระองค์หนึ่งของชาติไทย ในด้านการวางรากฐานการศึกษาสมัยใหม่ ซึ่งได้ค่อยๆ พัฒนามาเป็นการศึกษาในระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ พระปรีชาสามารถต่างๆ  ในด้านการวางแผนและทำให้การศึกษาของชาติเจริญแพร่หลายออกไปทั่วพระราชอาณาจักรนั้น จะพบหลักฐานได้จากเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของชาติในสมัยนั้น

sgrj_025

มีการนำเสนอข้อมูลพระประวัติและผลงานด้วยสื่อมัลติมีเดียระบบสัมผัส และแท่น DIGITAL PHOTO FRAME เรื่อง “การจัดการศึกษา” และ การจัดการด้านการปกครองคณะสงฆ์” พร้อมทั้งตู้จัดแสดงเครื่องอัฐบริขารและของใช้ส่วนพระองค์ เช่น สบง บาตร ย่าม เครื่องทรงพระอักษร เครื่องพิมพ์ดีดโบราณ โต๊ะทรงงาน เป็นต้น

ตู้จัดแสดงพัดยศสมณศักดิ์ ประกอบด้วย พัดแฉกตาด เป็นพัดยศที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระราชทานถวายเมื่อครั้งทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเป็นกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เมื่อปี ๒๔๒๔ และพัดแฉกพิเศษ พื้นตาดทอง เป็นพัดยศที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พระราชทานถวายเมื่อครั้งทรงพระกรุณาโปรดสถาป
นาเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อปี ๒๔๕๓

ในด้านพระอัจฉริยภาพและผลงานของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จัดแสดงเอกสารลายพระหัตถ์ ต้นฉบับพระนิพนธ์ ผลงานพระนิพนธ์ และบอร์ดข้อมูลพระประวัติ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

sgrj_026

sgrj_027

อ่านพระประวัติเพิ่มเติมที่ http://www.watbowon.com/Monk/ja/03/index.htm

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

sgrj_028

ห้องจัดแสดงโถงกลางชั้น ๒ จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ที่ทรงพระผนวชและเสด็จฯ มาประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

sgrj_029

รัชกาลที่๕ ครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ ทรงพระผนวชเป็นสมเณร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๙ แล้วเสด็จมาประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

sgrj_030

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระผนวช ครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร

sgrj_031

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนศุโขไทยธรรมราชา ทรงพระผนวช พ.ศ. ๒๔๗๐

sgrj_032

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระผนวช เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม  – ๕ พฤศจิกายน พ.ศ.  ๒๔๙๙  ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง และประทับจำพรรษา พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวิหาร

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

.

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
His Royal Holiness the Supreme Patriarch Krom Luang Vajirananawarnsa

เจ้าอาวาสลำดับที่ ๔

sgrj_033

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงครองวัดบวรนิเวศวิหาร สืบต่อมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๓๕ ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๔๗ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาแพ เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๓ มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ ทรงผนวชเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมกพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ครั้นทรงดำรงพระยศเป็นกรมพระ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ทรงผนวชเป็นสามเณรอยู่ ๘ เดือน จึงทรงลาผนวช เมื่อพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษาแล้ว ก็ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เมื่อ พ.ศ.๒๔๒๒ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระจันทรโคจรคุณ (จนฺทรํสสี ยิ้ม) วัดมกุฎกษัตริยาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ประทับ ณ วัดนี้ แต่ในพรรษาที่ ๒-๓ เสด็จไปประทับที่วัดมกุฎกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร ในสำนักพระจันทรโคจรคุณ พระกรรมวาจาจารย์ที่ทรงเคารพนับถือมาก ทรงศึกษาพระปริยัติธรรม จนทรงมีพระปรีชาแตกฉานในภาษาบาลี แต่ทรงสอบเป็นเปรียญเพียง ๕ ประโยคเสมอพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชชนกนาถ ได้ทรงรับสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามว่ากรมหมื่นวชิรญาณวโรรส

ในรัชกาลที่ ๕ พ.ศ.๒๔๒๔ เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์สิ้นพระชนม์แล้ว ได้ทรงรับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตสืบต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ถึงพ.ศ. ๒๔๔๔ ทรงเลื่อนพระยศเป็นกรมหลวง พ.ศ.๒๔๕๓ ได้ทรงรับมหาสมณุตตมาภิเษกและเลื่อนพระยศเป็น สมเด็จพระมหาสมณะ กรมพระยา เป็น สกลมหาสังฆปรินายก ประธานาธิบดีแห่งพระสงฆ์ทั่วพระราชอาณาจักร ถึง พ.ศ.๒๔๖๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาเปลี่ยนคำนำพระนามเป็น “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า”

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระอัจฉริยะในวิทยาการต่างๆ หลายสาขา คือ พระพุทธศาสนาภาษาต่างๆ (เช่น บาลี อังกฤษ สันสกฤต ฝรั่งเศส และภาษาโบราณ) การศึกษา การปกครอง วิทยาการสมัยใหม่ต่างๆ อีกมาก ซึ่งจจะเห็นได้จากผลงานในด้านต่างๆ ของพระองค์

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงเป็นพระองค์หนึ่ง ที่ได้ทรงร่วมสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศชาติ ในสมัยที่ประเทศชาติกำลังปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อความเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านการศึกษา ทั้งทางการศึกษาของคณะสงฆ์ทั้งทางการศึกษาของชาติ พระองค์ได้ทรงดำเนินการตั้งมหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งได้มีการประกาศตั้งขึ้นโดยพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ ร.ศ.๑๑๒ ได้ทรงนำวิธีการและวิชาการแบบใหม่เข้ามาทดลองสอนและสอบในมหากุฎฯ เป็นการแรกเริ่ม ทรงให้นักเรียนในมหามกุฎราชวิทยาลัย เรียนทั้งภาษาไทย ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต และภาษาอังกฤษ ให้เรียนคณิตศาสตร์เบื้องต้นและวิชาการอย่างใหม่อื่นๆ ทรงพระนิพนธ์ตำราสำหรับเรียนภาษาอังกฤษ และตำราคณิตศาสตร์เบื้องต้นสำหรับใช้สอนในมหามกุฎราชวิทยาลัย คือ ให้มีการสอบด้วยการเขียน มีการคิดคะแนนในการสอบเป็นเครื่องตัดสินการสอบว่าได้หรือตกและเป็นเครื่องวัดผลการศึกษาและความรู้ความสามารถของนักเรียนโดยพระองค์ทรงเป็นผู้วางกฎเกณฑ์ในการคิดคะแนนลงเป็นแบบแผนสำหรับใช้ในมหามกุฎราชวิทยาลัยด้วยพระองค์เอง ทรงทดลองใช้วิธีการแบบใหม่เหล่านี้ในโรงเรียนของมหามกุฎราชวิทยาลัยจนเป็นที่นิยมแพร่หลายออกไปอย่างรวดเร็ว และได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดี เป็นที่สนพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงสนับสนุนและสรรเสริญวิธีการเหล่านั้นว่าเป็นวิธีการที่ดี ประจวบกับในเวลานั้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชดำริในอันที่จะขยายการศึกษาออกไปยังหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร และมีพระราชประสงค์ให้วัด ซึ่งเป็นแหล่งศึกษาของกุลบุตรมาแต่โบราณกาลแล้ว เป็นที่ตั้งโรงเรียนสอนเด็กตามแบบและหลักสูตรที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ให้เป็นแบบเดียวกัน เป็นการตั้งต้นการศึกษาแบบปัจจุบัน และให้พระภิกษุเป็นผู้ช่วยรับภาระต่างๆ จึงได้ทรงอาราธนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ให้ทรงรับภาระอำนวยการให้พระภิกษุสงฆ์สั่งสอนกุลบุตร และบังคับการพระอารามในหัวเมืองตลอดพระราชอาณาจักร

สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ พระองค์นั้น ได้ทรงรับสนองพระราชประสงค์ในการนี้ และพระองค์ได้ทรงนำเอาวิธีการและแบบอย่างต่างๆ ที่เคยทรงใช้ในโรงเรียนของมหามกุฎราชวิทยาลัยมาก่อน และได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดีแล้วนั้นเอง มาเลือกใช้และจัดปรับปรุงให้เหมาะสมในการจัดการศึกษาในหัวเมือง สนองพระราชประสงค์ในการพัฒนาประเทศชาติในด้านการศึกษาให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และประโยชน์อันสำคัญอีกประการหนึ่งของมหามกุฎราชวิทยาลัยก็คือ เป็นที่ฝึกอบรมพระภิกษุทั้งในกรุงเทพฯ และจากหัวเมืองเพื่อให้เป็นครู สำหรับส่งออกไปสอนตามโรงเรียนต่างๆ ในหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร ในการนี้พระองค์ท่านต้องทรงทุ้มเทกำลังพระปรีชาสามารถ และพระวิริยะอุตสาหะอย่างมากมาย เพราะต้องทรงดำริจัดการทุกอย่างด้วยพระองค์เอง เพื่อให้การศึกษาเจริญรุ่งเรืองตามพระราชประสงค์ เช่น ทรงพระดำริจัดหาและสร้างหลักสูตรสำหรับ การเล่าเรียนของกุลบุตรในหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร ทรงแนะนำชักชวนกุลบุตรทั้งหลายให้นิยมยินดีในการศึกษา ทรงซักนำประชาชนให้เห็นประโยชน์ของการศึกษาและช่วยกันสร้างโรงเรียน เพื่อเป็นที่เล่าเรียนของบุตรหลานของพวกเขาเอง ทรงจัดฝึกอบรมพระสงฆ์ผู้มีความรู้ความสามารถให้เข้าใจในการศึกษาแล้ว ตั้งให้เป็นผู้อำนวยการจัดการศึกษาในหัวเมืองประจำมณฑลต่างๆ และทรงเป็นผู้ที่จะต้องคอยช่วยเหลือแก้ไขปัญหาขัดข้องต่างๆ ให้ลุล่วงไป ด้วยพระปรีชาสามารถอันสุขุมคัมภีรภาพเนื่องมาจากพระดำริและการจัดการของพระองค์เป็นการเริ่มแรกนี้เอง จึงได้มีโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเกิดขึ้น ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นบุคคลสำคัญพระองค์หนึ่งของชาติไทย ในด้านการวางรากฐานการศึกษาสมัยใหม่ ซึ่งได้ค่อยๆ พัฒนามาเป็นการศึกษาในระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ พระปรีชาสามารถต่างๆ ในด้านการวางแผนและทำให้การศึกษาของชาติเจริญแพร่หลายออกไปทั่วพระราชอาณาจักรนั้น จะพบหลักฐานได้จากเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของชาติในสมัยนั้น

sgrj_034

นำเสนอข้อมูลพระประวัติเมื่อครั้งทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยสื่อวีดิทัศน์เรื่อง “พระราชพิธีทรงพระผนวชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และนำเสนอพระประวัติและผลงานด้วยสื่อมัลติมีเดียระบบสัมผัส และแท่น DIGITAL PHOTO FRAME เรื่อง “พระนักพัฒนา” พร้อมทั้งตู้จัดแสดงเครื่องอัฐบริขารและของใช้ส่วนพระองค์ เช่น สบง จีวร บาตร ย่าม หนังสือสุทธิ หนังสือเดินทาง ชุดถ้วยชา กล้องยาสูบ ยารักษาโรค พระแท่นบรรทม เป็นต้น

ตู้จัดแสดงพัดยศสมณศักดิ์ ประกอบด้วย พัดยศสมณศักดิ์ ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระญาณวราภรณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานถวายเมื่อปี 2446 และพัดยศสมณศักดิ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เป็นผู้ถวาย เมื่อปี 2488

ในด้านพระอัจฉริยภาพและผลงานของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ จัดแสดงลายพระหัตถ์ เอกสารร่างพระนามสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผลงานพระนิพนธ์ และบอร์ดข้อมูลพระประวัติสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์

sgrj_035

sgrj_036

sgrj_037

sgrj_038

sgrj_039

sgrj_040

sgrj_041

อ่านพระประวัติเพิ่มเติมที่ http://www.watbowon.com/Monk/ja/04sj/ab4.html

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

.

พระพรหมมุณี (สุวโจ ผิน ธรรมประทีป)
The Most Venerable Phra Brahmamuni (Suvaco Phin Dhamma Pradipa)

เจ้าอาวาสลำดับที่ ๕

ครองวัด พ.ศ. ๒๕๐๑ – ๒๕๐๔

sgrj_042

พระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) เกิดในสกุล ธรรมประทีป เป็นบุตรคนที่ ๔ ในจำนวนบุตรหญิงชาย ๗ คน ของนายห้อย นางฮวด ธรรมประทีป เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๔๓๗ ตรงกับวันศุกร์แรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะเมีย เวลา ๑๕.๓๐ น. ณ ตำบลบ้านแหลมใหญ่ อำเภอบ้านปรก (ปัจจุบันเป็นอำเภอเมือง) จังหวัดสมุทรสงคราม

การศึกษาในชั้นต้น ได้ศึกษาภาษาไทยในสำนักขุนวิทยานุกูลกวี (ทองดี เครือชะเอม ป.๗ อดีตครูโรงเรียนราชกุมารราชกุมารี ในพระบรมมหาราชวัง) ณ วัดเกตุการาม สมุทรสงคราม ญาติของท่านฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา เป็นคริสตศาสนิกที่เคร่งครัด และมีญาติบางคนได้บวชเป็นบาทหลวงและนางชีในศาสนาคริสต์ด้วย สมัยเมื่อยังเยาว์ เคยไปสวดมนต์ไหว้พระในโบสถิสต์กับญาติบ้างกับผู้ปกครองบ้าง และได้เคยรับศีลล้างบาปตามประเพณีของศาสนาคริสต์ แต่ด้วยเหตุที่ศาสนาคริสต์ไม่ต้องด้วยอัธยาศัยของท่าน เพราะได้เคยได้รับความสลดใจหลายอย่างเกี่ยวกับการกระทำของพวกเด็กชาวคริสต์ที่กระทำต่อพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา เป็นต้นว่า เมื่อเห็นพระภิกษุสามเณรเดินบิณฑบาต ก็มักจะพากันกล่าววาจาหยาบคายต่าง ๆ ซึ่งท่านเองก็พลอยไปกับเขาด้วยในบางครั้ง ท่านเล่าว่า เคยฝันเห็นโบสถ์ (ในพระพุทธศาสนา) ลอยมาในอากาศบ้าง ฝันเห็นอุบาสกอุบาสิกานุ่งขาวห่มขาวนั่งสวดมนต์กันบ้าง ฝันเห็นตนเองปีนกำแพงเข้าไปในโบสถ์บ้าง ปตกิเป็นคนมีนิสัยกลัวบาปตกนรก ไม่เห็นในคำสอนของศาสนคริสต์ในข้อที่นับถือว่า ฆ่าสัตว์ไม่บาป เพราะพระเจ้าสร้างมาให้เป็นอาหารของมนุษย์ มีความเห็นว่าสอนเช่นนี้ ไม่ยุติธรรม

เมื่ออุปนิสัยน้อมเข้ามาทางพระพุทธศาสนาเช่นนี้ ครั้นอายุได้ ๑๖ ปี (พ.ศ.๒๔๕๓) จึงได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร กับพระครูธรรมธร (แก้ว พฺรหฺมสาโร) วัดพวงมาลัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม แล้วเล่าเรียนอยู่ในวัดนั้นเป็นเวลาปีเศษ ก็ลาสิกขาออกไปเรียนภาษาไทยที่วัดเกตุการามต่ออีก
ครั้นอายุได้ ๑๙ ปี (พ.ศ.๒๔๕๖) ก็ได้กลับเข้ามาบรรพชาเป็นสามเณรอีกครั้งหนึ่งกับพระมหาสมณวงศ์ (แท่น โสมทตฺโต) วัดเกตุการาม และอยู่มาจนอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดเกตุการามนั้น โดยมีพระพุทธวิริยากร (จิตต ฉนฺโน) วัดสัตตนารถปริวัตร เจ้าคณะจังหวัดราชบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูอุดมธีรคุณ (เพิ่ม อุชุโก) พระครูธรรมธรอินทร์ (ภาสกโร) วัดเกตุการาม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ อุปสมบทแล้วก็อยู่ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติที่วัดเกตุการามนั้น ๔ พรรษา ในพรรษาที่ ๓ สอบได้นักธรรมชั้นตรี

พ.ศ. ๒๔๖๑ ได้ย้ายเข้าอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อศึกษาเล่าเรียนต่อในสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงครองวัดและอยู่ในความดูแลของพระมหานายก (มณี ลิมกุล สุดท้ายเป็นพระเทพกวี แล้วลาสึกขา) ซึ่งเป็นชาวจังหวัดเดียวกัน การขบฉันในสมัยนั้นนับว่าอัตคัด สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ จึงต้องทรงแบ่งเครื่องเสวยประทานเป็นครั้งคราวเสมอ การศึกษาเล่าเรียนของท่านก็เจริญก้าวหน้าไปเป็นลำดับ สอบได้ชั้นและประโยคต่างๆ ดังนี้
พ.ศ. ๒๔๖๔ สอบได้นักธรรมชั้นโท และเปรียญธรรม ๓ ประโยค
พ.ศ. ๒๔๖๕ สอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค
พ.ศ. ๒๔๖๖ สอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค
พ.ศ. ๒๔๖๗ สอบได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค
พ.ศ. ๒๔๖๙ สอบได้นักธรรมชั้นเอก

พระพรหมมุนี ได้เริ่มรับภาระเกี่ยวกับการวัด มหามกุฏราชวิทยาลัยและการคณะสงฆ์ ในด้านต่าง ๆ มาตั้งแต่มีอายุพรรษาในขั้นพระผู้น้อยและก็มีภาระกิจมากขึ้นตามลำดับอายุกาล ดังนี้
พ.ศ. ๒๔๖๔ เป็นฐานานุกรมของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ตำแหน่งพระครูสังฆบริบาล แล้วเลื่อนเป็นพระครูวินัยธรรม
พ.ศ. ๒๔๖๕ เริ่มเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมประจำสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร และเป็นเจ้าหน้าที่ทะเบียนสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร
พ.ศ ๒๔๖๗ เป็นกรรมการวัดบวรนิเวศวิหาร และเป็นกรรมการจัดการศึกษาของสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร
พ.ศ. ๒๔๗๑ เลื่อนเป็น พระครูธรรมธร ฐานานุกรมในสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์
พ.ศ. ๒๔๗๖ เป็นกรรมการสนามหลวง ทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลีเป็นตลอดมา ในศกเดียวกันนึ้ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยได้ฟื้นฟูและขยายกิจการของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น พระพรหมมุนี ก็เป็นท่านหนึ่งที่เป็นเจ้าหน้าที่รุ่นแรกของมหามกุฏฯ ในยุคฟื้นฟูดังกล่าวนี้ โดยได้ทำหน้าที่สำคัญ ๆ หลายอย่างคือ เป็นกรรมการออกหนังสือธรรมจักษุ ซึ่งเป็นนิยตสารทางพระพุทธศาสนารายเดือน เป็นอนุกรรมการตรวจชำระแบบเรียนทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลี เป็นกรรมการบริหารมหามกุฏราชวิทยาลัยและเป็นคณะกรรมการอำนวยการ เป็นกรรมการเลือกพระสูตรลงพิมพ์ในนิตยสารธรรมจักษุ
พ.ศ. ๒๔๗๗ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสเป็นวัดบวรนิเวศวิหาร และเป็นประธานกรรมการวัดบวรนิเวศวิหาร และในศกเดียวกันนี้ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ พระสุพจนมุนี
พ.ศ. ๒๔๗๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระคณาจารย์เอกทางคันถธุระ ซึ่งเป็นตำแหน่งทางฝ่ายปริยัติ (เทียบฝายบริหารเท่ากับเจ้าคณะมณฑล)
พ.ศ. ๒๔๗๙ ได้รับมอบหมายจากคณะสงฆ์ให้เดินทางไปตรวจการคณะสงฆ์ภาคอีสาน คือ นครราชสีมา อุบลราชธานี นครพนม หนองคาย แล้วข้ามไปเวียงจันทร์ โดยมีพระราชเวที (สมเด็จพระอริยวงศาจารย์ จวน อุฏฺฐายี) เป็นหัวหน้าคณะ พร้อมด้วยพระมหาทองสืบ จารุวณฺโณ วัดมกุฏกษัตริยาราม
พ.ศ. ๒๔๘๑ เป็นหัวหน้ากองบัญชาการมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นกรรมการคณะธรรมยุต มีหน้าที่ในการสอดส่องดูแลการคณะถวายความเห็นช่วยกิจการคณะแก่เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต และเป็นผู้ซักซ้อมหน้าที่อุปัชฌาย์ในคณะธรรมยุต
พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นชั้นเทพที่ “พระเทพมุนี”
พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นชั้นธรรมที่ “พระธรรมปาโมกข์”
พ.ศ. ๒๔๙๒ ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่ “พระพรหมมุนี”

พระพรหมมุนี ได้บำเพ็ญกรณียกิจที่สำคัญ ๆ หลายประการ ตั้งแต่ครั้งยังเป็นพระผู้น้อยเป็นต้นมา เช่นเป็นผู้ช่วยเจ้าคณะมณฑลราชบุรี ในด้านการสอบธรรมสนามหลวงมณฑลตั้งแต่ยังเป็นพระครูธรรมธร เป็นผู้ช่วยปรับปรุงกิจการของมูลนิธิมหามหากุฏราชวิทยาลัยให้เจริญก้าวหน้าขึ้น เป็นผู้จัดการมหามหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นบุคคลสำคัญในการจัดตั้งสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งประเทศไทย และได้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัยเป็นองค์แรก และดำรงตำแหน่งนี้มาจนตลอดอายุขัย ได้เป็นสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การเผยแผ่มาทุกสมัย ในยุคที่คณะสงฆ์ปกครองโดยมีคณะสังฆมนตรีบริหารองค์การต่างๆ ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัีว รัชกาลปัจจุบัน ทรงผนวชและประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ก็ได้เป็นพระอาจารย์ถวายการสอนธรรมตลอดจนถึงทรงลาผนวช ได้รจนาหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาไว้มาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับธรรมนั้น เป็นที่เชื่อถืออ้างอิงของผู้ศึกษาธรรมทั่วไป

พระพรหมมุนี ปกครองวัดบวรนิเวศวิหารอยู่ ๔ ปี มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ สิริอายุ ๖๗ ปี

sgrj_043

มีการนำเสนอข้อมูลประวัติและผลงานด้วยสื่อมัลติมีเดียระบบสัมผัส, สื่อวีดิทัศน์เรื่อง “พระราชปุจฉา-วิสัชชนา” แท่น DIGITAL PHOTO FRAME เรื่อง “งานด้านกรรมฐานและการศึกษา” และ “งานด้านการปกครองคณะสงฆ์” มีการนำเสนอบอร์ดข้อมูลประวัติและตู้จัดแสดงของใช้ส่วนตัวของพระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) เช่น หนังสือสุทธิใบประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมณศักดิ์ ตาลปัตรที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ นาฬิกาที่ระลึกงานสำคัญ ผลงานนิพนธ์ต่างๆ และการจัดโต๊ะหมู่บูชาและเครื่องทองน้อย เป็นต้น

sgrj_044

sgrj_045

sgrj_046

โครงกระดูกนี้มีผู้นำมาถวายพระพรหมมุณี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ และตั้งไว้ในห้องพระบนกุฎิของท่านเพื่อใช้ในการพิจารณากรรมฐาน

sgrj_047

อ่านเพิ่มเติม http://www.watbowon.com/Monk/ja/05/index.htm

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

.

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
His Holiness Somdet Phra Nyanasamvara, the Supreme Patriarch

sgrj_048

พระประวัติ

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (สุวัฑฒนมหาเถระ) มีพระนามเดิมว่า เจริญ นามสกุล คชวัตร ทรงมีพระชาติภูมิ ณ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๖ ทรงบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อพระชนมายุ ๑๔ พรรษา ณ วัดเทวสังฆาราม กาญจนบุรี แล้วเข้ามาอยู่ศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดบวรนิเวศวิหาร จนพระชนมายุครบอุปสมบท และทรงอุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๗๖ โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวง วชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ประทับอยู่ศึกษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตลอดมาจนกระทั่งสอบได้เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๘๔ 

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงดำรงสมณศักดิ์มาโดยลำดับดังนี้ ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ พระราชาคณะชั้นราช และพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่ พระโศภณคณาภรณ์ ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมวราภรณ์ ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรองที่ พระสาสนโสภณ ทรงเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญาณสังวร และทรงได้รับพระราชทานสถาปนาเป็น สมเด็จพระสังฆราช ในราชทินนามที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๒ นับเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงเป็นผู้ใคร่ในการศึกษา ทรงมีพระอัธยาศัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนมาตั้งแต่ทรงเป็นพระเปรียญ โดยเฉพาะในด้านภาษา ทรงศึกษาภาษาต่าง ๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน จีน และ สันสกฤต จนสามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี กระทั่งเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระอุปัชฌาย์ของพระองค์ทรงเห็นว่า จะเพลินในการศึกษามากไป วันหนึ่งทรงเตือนว่า ควรทำกรรมฐานเสียบ้าง เป็นเหตุให้พระองค์ทรงเริ่มทำกรรมฐานมาแต่บัดนั้น และทำตลอดมาอย่างต่อเนื่อง จึงทรงเป็นพระมหาเถระที่ทรงภูมิธรรมทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติ

เนื่องจากทรงรอบรู้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี จึงทรงศึกษาหาความรู้สมัยใหม่ด้วยการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ทั้งทางคดีโลกและคดีธรรม เป็นเหตุให้ทรงมีทัศนะกว้างขวาง ทันต่อเหตุการณ์บ้านเมือง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสั่งสอนและเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เป็นเหตุให้ทรงนิพนธ์หนังสือทางพระพุทธศาสนาได้อย่างสมสมัย เหมาะแก่บุคคลและสถานการณ์ในยุคปัจจุบัน และทรงสั่งสอนพระพุทธศาสนาทั้งแก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ

ใน ด้านการศึกษา ได้ทรงมีพระดำริทางการศึกษาที่กว้างไกล ทรงมีส่วนร่วมในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งแรกของไทย คือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยมาแต่ต้น ทรงริเริ่มให้มีสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อฝึกอบรมพระธรรมทูตไทยที่จะไปปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศ

ทรงเป็นพระมหาเถระไทยรูปแรกที่ได้ดำเนินงานพระธรรมทูตในต่างประเทศอย่าง เป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากทรงเป็นประธานกรรมการอำนวยการสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่าง ประเทศเป็นรูปแรก เสด็จไปเป็นประธานสงฆ์ในพิธีเปิดวัดไทยแห่งแรกในทวีปยุโรป คือวัดพุทธปทีป ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ทรงนำพระพุทธศาสนาเถรวาทไปสู่ทวีปออสเตรเลียเป็นครั้งแรก โดยการสร้างวัดพุทธรังษีขึ้น ณ นครซิดนีย์ ทรงให้กำเนิดคณะสงฆ์เถรวาทขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย ทรงช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศเนปาล โดยเสด็จไปให้การบรรพชาแก่ศากยะกุลบุตรในประเทศเนปาลเป็นครั้งแรก ทำให้ประเพณีการบวชฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งในเนปาลยุคปัจจุบัน ทรงเจริญศาสนไมตรีกับองค์ทะไล ลามะ กระทั่งเป็นที่ทรงคุ้นเคยและได้วิสาสะกันหลายครั้ง และทรงเป็นพระประมุขแห่งศาสนจักรพระองค์แรกที่ได้รับทูลเชิญให้เสด็จเยือน สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการในประวัติศาสตร์จีน

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเป็นเอนกประการ ทรงเป็นนักวิชาการและนักวิเคราะห์ธรรมตามหลักการของพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า ธัมมวิจยะ หรือธัมมวิจัย เพื่อแสดงให้เห็นว่า พุทธธรรมนั้นสามารถประยุกต์ใช้กับกิจกรรมของชีวิตได้ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับสูงสุด ทรงมีผลงานด้านพระนิพนธ์ทั้งที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษจำนวนกว่า ๑๐๐ เรื่อง ประกอบด้วยพระนิพนธ์แสดงคำสอนทางพระพุทธศาสนาทั้งระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง รวมถึงความเรียงเชิงศาสนคดีอีกจำนวนมาก ซึ่งล้วนมีคุณค่าควรแก่การศึกษา สถาบันการศึกษาของชาติหลายแห่งตระหนักถึงพระปรีชาสามารถและคุณค่าแห่งงานพระ นิพนธ์ ตลอดถึงพระกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติ จึงได้ทูลถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เป็นการเทิดพระเกียรติหลายสาขา

นอกจากพระกรณียกิจตามหน้าที่ตำแหน่งแล้ว เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ยังได้ทรงปฏิบัติหน้าที่พิเศษ อันมีความสำคัญยิ่งอีกหลายวาระ กล่าวคือ ทรงเป็นพระอภิบาลในพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เมื่อครั้งเสด็จออกทรงพระผนวช เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๙ พร้อมทั้งทรงถวายความรู้ในพระธรรมวินัยตลอดระยะเวลาแห่งการทรงพระผนวช ทรงเป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อครั้งเสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๑

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญทางการคณะสงฆ์ในด้านต่าง ๆ มาเป็นลำดับ เป็นเหตุให้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเป็นประโยชน์ต่อพระศาสนา ประเทศชาติ และประชาชน เป็นเอนกประการ นับได้ว่าทรงเป็นพระมหาเถระที่ทรงเพียบพร้อมด้วยอัตตสมบัติและปรหิตปฏิบัติ และทรงเป็นครุฐานียบุคคลของชาติ ทั้งในด้านพุทธจักรและอาณาจักร

sgrj_049

จัดแสดงพระประวัติ พระเกียรติคุณ พระอัจฉริยภาพ และผลงานสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก การจัดแสดงประกอบด้วย พระรูปของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นพระรูปหล่อบรอนซ์แบบเต็มองค์ประดิษฐานภายในห้อง มีการนำเสนอข้อมูลพระประวัติด้วยสื่อวีดิทัศน์เรื่อง “เมล็ดพันธุ์แห่งธรรม” ,สื่อมัลติมีเดียระบบสัมผัส พระประวัติและผลงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา, แท่น DIGITAL PHOTO FRAME เรื่อง “บันทึกของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” และ “ทรงเป็นพระอภิบาลและที่ปรึกษาทางธรรมของราชจักรีวงศ์” และการจำลองห้องบันทึกเสียงที่ใช้ในการบันทึกเสียงเพื่อจัดรายการ “การบริหารทางจิต” ทางสถานีวิทยุ อส. พระราชวังดุสิต พร้อมทั้งเสียงบรรยายธรรมของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ

ตู้จัดแสดงเครื่องประกอบสมณศักดิ์ พัดยศสมณศักดิ์ และของใช้ส่วนพระองค์ เช่น สมุดบันทึกที่ทรงบันทึกเรื่องราวต่างๆ ของพระองค์ โต๊ะทรงงาน ลายพระหัตถ์ และผลงานพระนิพนธ์ เป็นต้น และบอร์ดข้อมูลพระประวัติและคำสอนของพระองค์

sgrj_050

 

พัดประจำตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต

เป็นพัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ทำด้วยงาแกะตลอดทั้งเล่ม พื้นสลักเป็นลายโปร่งอย่างประณีตประดับพลอย เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (บุญศรี) ต้นสกุลบูรณศิริ สร้างขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อพระราชทานถวายแด่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตเป็นพระองค์แรก และได้พระราชทานถวายแด่เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตเป็นลำดับมา

sgrj_051

 

พัดรัตนาภรณ์ รัชกาลปัจจุบัน หน้าพัดมีพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.

พัดรัตนาภรณ์ คือ พัดประจำรัชกาลที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นสไหรับพระราชทานถวายแด่พระสงฆ์ที่ทรงเคารพนับถือ การสร้างพัดรัตนาภรณ์ เกิดขึ้นครั้งแรกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีระเบียบให้ใช้พัดรัตนาภรณ์เฉพาะเวลาถวายอนุโมทนาในงานพระราชพิธีฉัตรมงคลเท่านั้น

sgrj_052

sgrj_053

พ.ศ.๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เสด็จออกทรงผนวชเป็น พระภิกษุในพระพุทธศาสนา และเสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงปฏิบัติสมณธรรมเป็นเวลา ๑๕ วัน จึงทรงลาผนวช

ในการเสด็จออกทรงผนวชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งนี้ นับเป็นเหตุการณ์ สำคัญของชาติและเป็นภารกิจสำคัญของวัดบวรนิเวศวิหารที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ในด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับการทรงผนวชครั้งนี้ให้ลุล่วงไปด้วยดีสมพระราชประสงค์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระราชอุปัธยาจารย์ในการทรงผนวชครั้งนี้ ได้ทรงเลือกเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ พระโศภนคณาภรณ์ ให้เป็นพระอภิบาล (พระพี่เลี้ยง) ในการทรงผนวช ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งนับเป็นหน้าที่สำคัญ เพราะจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ถวาย คำแนะนำต่าง ๆ เกี่ยวกับการทรงผนวชแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับแต่ก่อนการทรง ผนวชจนตลอดระยะเวลาแห่งการทรงผนวช

การที่เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงได้รับเลือกให้ปฏิบัติหน้าที่พิเศษดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ฯ ทรงไว้วางพระทัยในพระปฏิปทาและความสามารถของเจ้าพระคุณ สมเด็จ ฯ ว่าจะทรงปฏิบัติที่สำคัญครั้งนี้ได้เรียบร้อยสมบูรณ์ และก็ปรากฏว่า เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ได้ทรง ปฏิบัติหน้าที่พระอภิบาลสนองพระเดชพระคุณได้เรียบร้อยสมบูรณ์ทุกประการ

จากการที่ได้ทรงปฏิบัติหน้าที่พระอภิบาลในการทรงผนวชครั้งนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ จึงได้ทรงเป็นที่ทรงเคารพนับถือในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาแต่บัดนั้น และทรงรับหน้าที่ถวาย พระธรรมเทศนาและถวายธรรมกถา แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสต่าง ๆ ตลอดมา ทั้งที่เป็นงานพระราชพิธีและเป็นการส่วนพระองค์

พ.ศ.๒๕๒๑ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชมาร เสด็จออกทรงผนวช เป็นพระภิกษุ และเสด็จประทับบำเพ็ญสมณธรรม ณ วัดบวรนิเวศวิหารเป็นเวลา ๑๕ วัน จึงทรงลาผนวช เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร ก็ทรงได้รับอาราธนา ให้เป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ ในพระราชพิธีทรงผนวช (สมเด็จพระสังฆราช วาสนมหาเถร วัดราชบพิธ ทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์) และทรงทำหน้าที่เป็นพระอาจารย์ถวาย พระธรรมวินัยตลอดระยะเวลาแห่งการทรงผนวช

sgrj_054

sgrj_055

sgrj_056

เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงเป็นผู้ใคร่การศึกษา ฉะนั้น นอกจากจะทรงศึกษาพระปริยัติธรรม คือศึกษาภาษาบาลี ตามประเพณีนิยมทางพระพุทธศาสนาแล้ว พระองค์ยังสนพระทัยศึกษาภาษาต่างๆ อีกมากสุดแต่จะมีโอกาสให้ทรงศึกษาได้ เช่น ทรงศึกษาภาษาสันสกฤต ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาจีน แต่ส่วนใหญ่โอกาสไม่อำนวยให้ทรงศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง การศึกษา ภาษาต่าง ๆ ของพระองค์จึงต้องเลิกราไปในที่สุด คงมีแต่ภาษาอังกฤษที่ทรงศึกษาต่อเนื่อง มาจนทรงสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งในการพูด การอ่าน และการเขียน และจากความรู้ ภาษาอังกฤษนี้เองที่เป็นหน้าต่างให้พระองค์ทรงมองเห็นโลกทางวิชาการได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ไม่จำกัด อยู่เฉพาะโลกทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น เพราะฉะนั้น บทพระนิพนธ์ทางพระพุทธศาสนาของพระองค์ นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความรอบรู้ทางปริยัติและความลึกซึ้งทางปฏิบัติแล้ว บางครั้งพระองค์ก็ ยังทรงนำเอาความรู้สมัยใหม่ด้านต่าง ๆ มาประยุกต์ในการอธิบายพระพุทธศาสนาให้คนร่วม สมัยเข้าใจความหมาย และประเด็นความคิดทางพระพุทธศาสนาได้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเริ่มสร้างผลงานทางวิชาการมาตั้งแต่ยังทรงเป็นพระเปรียญ โดยการทรงนิพนธ์เรื่องทางพระพุทธศาสนาในลักษณะต่าง ๆ ลงพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสาร ธรรมจักษุซึ่งเป็นนิตยสารเผยแผ่พระพุทธศาสนา ของมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระ บรมราชูปถัมภ์บ้าง ตีพิมพ์เผยแพร่ในโอกาสต่าง ๆ บ้าง และได้ทรงสร้างผลงานด้านนี้ มาอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน ฉะนั้น ผลงานวิชาการด้านพระพุทธศาสนาของพระองค์จึงมี เป็นจำนวนมาก ไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เรื่อง พระนิพนธ์เรื่องสำคัญที่ควรกล่าวถึงในที่นี้ มีดังนี้

(๑) หลักพระพุทธศาสนา
(๒) ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า
(๓) โสฬสปัญหา
(๔) ลักษณะพระพุทธศาสนา
(๕) สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
(๖) ทศบารมี ทศพิธราชธรรม

พระนิพนธ์ล่าสุด ได้แก่

อ่านธรรมนิพนธ์ได้ที่ http://sangharaja.org/index.php?option=com_content&view=article&id=1&Itemid=3

sgrj_057

ปฏิปทาแบบอย่าง

การกล่าวถึงพระคุณธรรมในชีวิตของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ข้างต้นนั้น เป็นการมองชีวิตของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ในภาพรวมเช่นกับชีวิตของคนทั่วไปว่า ทรงมีอะไรบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง แต่ถ้ามองชีวิตของพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นพระสงฆ์รูปหนึ่ง ก็จะเห็นแบบอย่างของชีวิตในทางธรรมที่ชัดเจนอีกภาพหนึ่ง นั่นคือ ปฏิปทาแบบอย่าง สำหรับพระสงฆ์ทั่วไป พระปฏิปทาอันเป็นแบบอย่างดังกล่าวก็คือ

– ความเป็นผู้ทรงปริยัติและไม่ทิ้งปฏิบัติ
– ความเป็นผู้สำรวมระวังในพระวินัย
– ความเป็นผู้มักน้อยสันโดษ

พระปฏิปทาประการแรกคือ ทรงเป็นผู้ทรงปริยัติและไม่ทิ้งปฏิบัติ เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงสำเร็จภูมิเปรียญธรรม ๙ ประโยค อันเป็นชั้นสูงสุดของหลักสูตรการศึกษาด้านปริยัติของคณะสงฆ์ นอกจากจะทรงสำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุดแล้ว ยังทรงใฝ่แสวงหาความรู้ทางพระพุทธศาสนา และความรู้ด้านอื่น ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้ทางพระพุทธศาสนาหรือความรู้ทางธรรม นั้นพระองค์ทรงใช้การพิจารณาไตร่ตรอง เพื่อความแจ่มแจ้งในธรรมอยู่เสมอ ไม่ทรงถือพระองค์ว่า เป็นผู้รู้แล้ว แต่ทรงถือพระองค์ว่าเป็นผู้กำลังศึกษา ดังที่มักทรงกล่าวในเวลาทรงสอนธรรม แก่คนทั้งหลายด้วยความถ่อมพระองค์ว่า “ในฐานะผู้ร่วมศึกษาปฏิบัติธรรมด้วยกัน”

แต่ในขณะเดียวกัน เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ก็ทรงเอาพระทัยใส่ในการปฏิบัติด้วยกล่าวคือ ทรงปฏิบัติสมาธิกรรมฐานเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าพระองค์จะประทับอยู่ในพระอาราม ที่อยู่ท่ามกลางบ้านเมือง ที่เรียกว่า “คามวาสี” แต่พระองค์ก็ทรงปฏิบัติพระองค์ตามอย่างของ พระที่ประจำอยู่ในวัดท่ามกลางป่าเขา ที่เรียกว่า “อรัญวาสี” กล่าวคือ ในตอนกลางวันก็ศึกษาธรรม ปฏิบัติกิจวัตรต่าง ๆ ตอนกลางคืน ก็ทรงไหว้พระสวดมนต์ประจำวันแล้วทำสมาธิกรรมฐานอย่างน้อย ๑ ชั่วโมงแล้ว จึงบรรทม ทรงตื่นบรรทมเวลา ๓ นาฬิกาครึ่ง (อย่างพระวัดป่าทั่วไป) หลังจากทำกิจส่วนพระองค์เรียบร้อยแล้ว ทรงทำวัตรสวดมนต์ประจำวันแล้ว ทรงสวดพระสูตรต่าง ๆ บ้าง ทรงทบทวนพระปาติโมกข์ (เป็นตอน ๆ) บ้างแล้ว ทรงทำสมาธิกรรมฐานจนถึงรุ่งอรุณ จึงเสด็จออกบิณฑบาต แม้เมื่อทรงเป็นสมเด็จพระราชาคณะแล้ว เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ก็ยังเสด็จออกบิณฑบาต ยกเว้นวันที่มีศาสนกิจอื่น เพราะทรงถือว่าการเดินบิณฑบาตกิจวัตรของ พระและเป็นการออกกำลังไปพร้อมกันด้วย

การปฏิบัติสมาธิกรรมฐานนั้น เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงถือเป็นหน้าที่ที่ภิกษุสามเณรพึงปฏิบัติ ทรงแนะนำภิกษุสามเณรอยู่เสมอว่า การปฏิบัติสมาธิกรรมฐานนั้น เป็นการหางาน ให้ใจทำใจจะได้ไม่ว่าง หากใจว่าง ใจก็จะฟุ้งซ่านวุ่นวายไปในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ที่สำคัญคือ การ ปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน เป็นการรักษาใจให้สงบ ซึ่งจะช่วยให้ภิกษุสามเณรดำรงอยู่ในสมณเพศ อย่างเป็นสุข ภิกษุสามเณรที่ไม่เคยปฏิบัติสมาธิ กรรมฐานนั้น มักจะเป็นอยู่อย่างไม่เป็นสุข หรือที่สุดอยู่ไม่ได้ ก็ต้องลาสิกขาออกไป

ความเป็นผู้สำรวมระวังในพระวินัย หรือกล่าวอย่างสั้น ๆ ก็คือ ความเคร่งครัดในพระวินัย พระปฏิปทาข้อนี้ย่อมเป็นที่ปรากฏต่อสายตาของคนทั่วไปผู้ได้เคยพบเห็นเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ เป็นต้นว่า ทรงเป็นผู้สงบนิ่ง พูดน้อย ไม่ว่าประทับในที่ใด ทรงอยู่ในพระอาการสำรวมเสมอ

ความเป็นผู้มักน้อยสันโดษ เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงปฏิบัติพระองค์อย่างเรียบง่าย แม้ที่อยู่อาศัยก็ไม่โปรดให้ประดับตกแต่ง ทรงเตือนภิกษุสามเณรอยู่เสมอว่า “พระเณรไม่ควรอยู่อย่าง หรูหรา”

พระปฏิปทาข้อนี้ที่ปรากฏอย่างชัดเจนอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ทรงสะสม วัตถุสิ่งของที่มีผู้ถวายมา ก็ทรงแจกจ่ายต่อไปตามโอกาส ครั้งหนึ่ง มีผู้แสดงความประสงค์จะถวายรถยนต์สำหรับทรง ใช้สอยประจำพระองค์ เพื่อความสะดวกในการที่จะเสด็จไปทรงปฏิบัติภารกิจในที่ต่าง ๆ ส่วนพระองค์ พระองค์ก็ตอบเขาไปว่า “ไม่รู้จะเอาเก็บไว้ที่ไหน” จึงเป็นอันว่าไม่ทรงรับถวาย

ในวโรกาสทรงบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชนมายุ ๘๐ พรรษา หลวงพ่อคูน ปริสุทโธ ทูลถวาย จตุปัจจัยร่วมบำเพ็ญพระกุศล ๗ ล้านบาท เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงอนุโมทนา ขอบคุณหลวงพ่อคูน แล้วตรัสกับหลวงพ่อคูนว่า “ขอถวายคืนร่วมทำบุญกับหลวงพ่อ ด้วยก็แล้วกัน” ก็เป็นอันว่า ทรงรับถวายแล้วก็ถวายคือกลับไป

เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงเตือนภิกษุสามเณรอยู่เสมอว่า “เป็นพระต้องจน” และไม่เพียง แต่ทรงสอนผู้อื่นเท่านั้น แม้พระองค์เองก็ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นพระที่จนเหมือนกัน ครั้งหนึ่ง หลังจากทรงได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้วไม่นานนักศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่ง มากราบทูลว่า “ขณะนี้วัด………ที่เมืองกาญจน์กำลังสร้างสะพานข้ามแม้น้ำ เกือบจะเสร็จแล้ว ยังขาดเงินอีกราว ๗-๘ แสนบาท อยากกราบทูลใต้ฝ่าพระบาทเสด็จไปโปรดสักครั้ง สะพาน จะได้เสร็จเร็ว ๆ ไม่ทราบว่าใต้ฝ่าพระบาทจะพอมีเวลาเสด็จได้หรือไม่ กระหม่อม” เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ตรัสตอบว่า “เวลาน่ะพอมี แต่เงินตั้งแสนจะเอาที่ไหน เพราะพระไม่มีอาชีพการงานไม่มี รายได้เหมือนชาวบ้าน แล้วแต่เขาจะให้”

พระปฏิปทาของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ในฐานะที่ทรงเป็นพระรูปหนึ่ง จึงเป็นที่น่าประทับใจ เป็นพระปฏิปทาที่ควรแก่การยึดถือเป็นแบบอย่าง

sgrj_058

sgrj_059

sgrj_060

ห้องบันทึกเสียงจำลองจากตำหนักคอยท่า ปราโมช

ในวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ซึ่งเป็นวันที่ ๖ แห่งการทรงผนวชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระโศภนคณาภรณ์ ทรงแสดงพระธรรมเทศนา เรื่อง “อัคคกถา” โดยถ่ายทอดเสียงจากพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ผ่านสถานีวิทยุ อส. พระราชวังดุสิต ตามพระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ครั้งทรงพระอิสริยยศที่ สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ เพื่อถวายอนุโมทนาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๑๑ สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์มีพระราชดำริให้จัดทำรายการวิทยุชื่อ “รายการบริหารทางจิต” ออกอากาศทางสถานีวิทยุ อส. พระราชวังดุสิต จึงได้มีการจัดทำห้องบันทึกเสียงที่ตำหนักคอยท่า ปราโมช ที่ประทับของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ณ วัดบวรนิเวศวิหาร สำหรับทรงบันทึกเสียงบทบรรยายรายการบริหารทางจิตด้วยพระองค์เอง

ฟังเสียงธรรมพระเทศนาได้ที่ http://sangharaja.org/index.php?option=com_content&view=article&id=376&Itemid=10

อ่านพระประวัติเพิ่มเติมได้ที่

http://sangharaja.org/index.php?option=com_content&view=article&id=36&Itemid=4

http://www.watbowon.com/Monk/ja/06/index.htm

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

.

บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง:

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  http://sangharaja.org/

ทำเนียบเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร http://www.watbowon.com/Monk/ja/ja.html

ข่าว

หลังจากที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินในการบำเพ็ญกุศล 24 ปี การสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ พระอุโบสถคณะรังษี และทรงเปิด พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ณ อาคารมนุษยนาควิทยาทาน วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2556 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นจึงได้มีการเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมพิพิธภัณฑ์ฯ ซึ่งถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มากคุณค่าทางพระพุทธศาสนา

พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร มีประวัติความเป็นมาที่สำคัญ กล่าวคือ ในปีพุทธศักราช 2549 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงพระดำริตั้งโครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดบวรนิเวศขึ้น เพื่อทำการบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุต่าง ๆ ทั่วทั้งพระอาราม เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสครบ 200 ปี วันพระบรมราชสมภพ และเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชใน 2 วาระ คือในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และโอกาสมหามงคลเฉลิมพระ ชนมพรรษา 80 พรรษา ซึ่งเริ่มการบูรณปฏิสังขรณ์เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2549 และดำเนินการเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์เมื่อพุทธศักราช 2555 ที่ผ่านมา

ในปีพุทธศักราช 2552 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชันษาครบ 8 รอบ 96 ปี ในวันที่ 3 ตุลาคม 2552 โครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดบวรนิเวศวิหาร พิจารณาเห็นว่าสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ผู้ทรงครองวัดบวรนิเวศวิหารพระองค์ปัจจุบัน รวมถึงผู้ทรงครองและครองวัดบวรนิเวศวิหารในอดีต ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจและศาสนกิจต่าง ๆ เป็นคุณูปการแก่การพระศาสนาและชาติบ้านเมือง จึงเห็นสมควรที่จะได้นำพระประวัติและผลงานของเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารทุกพระองค์ทุกท่านมาจัดแสดงให้เป็นที่ปรากฏแก่สาธารณชน เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่อนุชนสืบไป

ดังนั้นโครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดบวรนิเวศวิหารจึงได้ดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ขึ้น ณ อาคารมนุษยนาควิทยาทาน เพื่อรวบรวมพระประวัติ พระเกียรติคุณ ผลงาน อัฐบริขาร และสิ่งของเครื่องใช้ของเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ตั้งแต่พระองค์แรก คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงพระผนวช จนถึงเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารพระองค์ปัจจุบัน คือสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกมาจัดแสดงในพิพิธ ภัณฑ์แห่งนี้ แม้จะไม่ครบถ้วนทุกสิ่ง แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้เข้าชมได้รู้จักแต่ละพระองค์ได้เป็นอย่างดี ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้คุณค่าแก่ผู้มาศึกษาและเยี่ยมชมเพื่อให้เกิดพลังความคิดในอันที่จะช่วยกันสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติบ้านเมืองสืบไป

รูปแบบการจัดแสดงภายในพิพิธ ภัณฑ์แบ่งเป็น ห้องจัดแสดงโถงกลางชั้น 1 ห้องฉายภาพวีดิทัศน์ “ตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร” ความยาวประมาณ 7 นาที ส่วน ห้องจัดแสดงโถงกลางชั้น 2 จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ที่ทรงพระผนวชและเสด็จฯมาประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร นอกจากนี้ยังนำเสนอข้อมูลประวัติและความเป็นมาของวัดบวรนิเวศวิหารด้วยสื่อมัลติมีเดียสัมผัส และที่ด้านข้างของห้องโถงกลางชั้น 2 ทั้ง 2 ข้างยังนำเสนอบอร์ดข้อมูล “วัดต้นแบบคณะธรรมยุต” และบอร์ด “พระอารามแห่งการเรียนรู้ของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์”

ห้องจัดแสดงห้องที่ 1 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดแสดงพระราชประวัติ พระเกียรติคุณ พระอัจฉริยภาพ และผลงานของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งทรงพระผนวช การจัดแสดงประกอบด้วย พระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการนำเสนอพระราชประวัติด้วยสื่อวีดิทัศน์เรื่อง “มหาโพธิ์แห่งพุทธธรรม” และสื่อมัลติมีเดียสัมผัส พร้อมทั้งตู้จัดแสดงเครื่องอัฐบริขารและของใช้ส่วนพระองค์เมื่อครั้งทรงพระผนวช เช่น บาตร ย่าม อังสะ กรองน้ำ เครื่องมือกลศาสตร์และเครื่องมือดาราศาสตร์

ห้องจัดแสดงห้องที่ 2 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ การจัดแสดงประกอบด้วยพระรูปของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ นำเสนอข้อมูลพระประวัติด้วยสื่อวีดิทัศน์เรื่อง “ปราชญ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์” และสื่อมัลติมีเดียระบบสัมผัส พร้อมทั้งตู้จัดแสดงพัดยศสมณศักดิ์ นอกจากนี้ยังจัดแสดงนาฬิกาเรือนหิน ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานแด่พระราชอุปธยาจารย์เมื่อครั้งทรงพระผนวชเป็นพระภิกษุด้วย

ห้องจัดแสดงห้องที่ 3 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส การจัดแสดงประกอบด้วยพระรูปของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส มีการนำเสนอข้อมูลพระประวัติและผลงานด้วยสื่อมัลติมีเดียระบบสัมผัส, แท่น ดิจิทัล โฟโต้ เฟรม เรื่อง “การจัดการศึกษา” และ “การจัดการด้านการปกครองคณะสงฆ์” พร้อมทั้งตู้จัดแสดงเครื่องอัฐบริขารและของใช้ส่วนพระองค์ ในด้านพระอัจฉริยภาพและผลงานของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จัดแสดงเอกสารลายพระหัตถ์ ต้นฉบับพระนิพนธ์ ผลงานพระนิพนธ์ และบอร์ดข้อมูลพระประวัติ

ห้องจัดแสดงห้องที่ 4 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ การจัดแสดงประกอบด้วยพระรูปของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ มีการนำเสนอข้อมูลพระประวัติเมื่อครั้งทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวด้วยสื่อวีดิทัศน์ เรื่อง “พระราชพิธีทรงพระผนวชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว” และนำเสนอพระประวัติและผลงานด้วยสื่อมัลติมีเดียระบบสัมผัส และแท่น ดิจิทัล โฟโต้ เฟรม เรื่อง “พระนักพัฒนา” พร้อมทั้งจัดตู้แสดงเครื่องอัฐบริขารและของใช้ส่วนพระองค์ ส่วนในด้านพระอัจฉริยภาพและผลงานของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ จัดแสดงลายพระหัตถ์ เอกสารร่างพระนามสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผลงานพระนิพนธ์ และบอร์ดข้อมูลพระประวัติ

ห้องจัดแสดงห้องที่ 5 พระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ ธรรมประทีป) การจัดแสดงประกอบด้วยรูปหล่อของพระพรหมมุนี มีการนำเสนอข้อมูลประวัติและผลงานด้วยสื่อมัลติมีเดียเรื่อง “งานด้านกรรมฐานและการศึกษา” และ “งานด้านการปกครองคณะสงฆ์” มีการนำเสนอบอร์ดข้อมูลและตู้จัดแสดงของใช้ส่วนตัวของพระพรหมมุนี เช่น หนังสือสุทธิ ใบประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมณศักดิ์ ตาลปัตรที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ นาฬิกาที่ระลึกงานสำคัญผลงานนิพนธ์ต่าง ๆ

และ ห้องจัดแสดงห้องที่ 6 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก การจัดแสดงประกอบด้วยพระรูปของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นพระรูปหล่อบรอนซ์แบบเต็มองค์ประดิษฐานภายในห้อง มีการนำเสนอข้อมูลพระประวัติด้วยสื่อวีดิทัศน์เรื่อง “เมล็ดพันธุ์แห่งธรรม”, สื่อมัลติมีเดียระบบสัมผัส พระประวัติและผลงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา, แท่น ดิจิทัล โฟโต้ เฟรม เรื่อง ’บันทึกของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก”  และ “ทรงเป็นพระอภิบาลและที่ปรึกษาทางธรรมของราชจักรีวงศ์“  และการจำลองห้องบันทึกเสียงที่ใช้ในการบันทึกเสียงเพื่อจัดรายการ “การบริหารทางจิต” ทางสถานีวิทยุ อส.พระราชวังดุสิต พร้อมทั้งเสียงบรรยายธรรมของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ นอกจากนี้ยังมีตู้จัดแสดงเครื่องประกอบสมณศักดิ์ พัดยศสมณศักดิ์ และของใช้ส่วนพระองค์ เช่น สมุดบันทึกที่ทรงบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ของพระองค์ โต๊ะทรงงาน ลายพระหัตถ์ และผลงานนิพนธ์ เป็นต้น และบอร์ดข้อมูลพระประวัติและคำสอนของพระองค์

วัดบวรนิเวศวิหาร มุ่งหวังที่จะให้พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารแห่งนี้ เป็นสถานที่ประกาศพระเกียรติคุณและเกียรติคุณของผู้ครองวัดบวรนิเวศวิหารทุกพระองค์ทุกท่านให้เป็นที่ปรากฏแพร่หลาย และ.เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้คุณค่าแก่ผู้มาศึกษาและเยี่ยมชม ทั้งเป็นแหล่งสร้างพลังรู้และพลังคิดในอันที่จะช่วยกันสืบสานและอนุรักษ์พระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติบ้านเมืองสืบไป

ที่มา : เดลินิวส์ 23 พฤษภาคม 2556

Posted in 3. ตะวันสัญจร | Tagged , | Leave a comment

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่แปด ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล) โครักขปูร์ เดลลี กรุงเทพฯ

วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

อุโบสถงามสง่า วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

วัดไทยลุมพินี ราชอาณาจักรเนปาล
Royal Thai Monastery Lumbini, Nepal

ตั้งอยู่ที่ ปริมณฑลลุมพินีวันสถาน ด้านวัดนานาชาติ ฝ่ายเถรวาท ห่างจากอุทยานลุมพินีวัน สถานที่ประสูติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับจากเสาศิลาอโศกมหาราช ถึงวัดไทยลุมพินี ประมาณ ๘๐๐ เมตร

ปัจจุบันนี้ อุทยานลุมพินีตั้งอยู่ในเขตปกครอง ตำบลลุมมินเด อำเภอรูปันเดหิ จังหวัดลุมพินี ราชอาณาจักรเนปาล

สร้างขึ้นด้วยศรัทธาของพุทธบริษัทชาวไทย ในนามของรัฐบาลแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยใช้งบประมาณแผ่นดิน และผู้ศรัทธาร่วมทำบุญ ทำสัญญาเช่าที่ดิน จากรัฐบาลเนปาล จำนวน ๒ แปลง รวมพื้นที่ ๕ เอเคอร์ (๑๓ ไร่เศษ) เป็นระยะเวลา ๙๙ ปี เพื่อเป็นการบูชาคุณพระพุทธศาสนา และร่วมเฉลิมฉลอง ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี

แนวคิดในการสร้างอุโบสถวัดไทยลุมพินี
ชาวเนปาลมีความภูมิใจอย่างยิ่ง ๒ อย่าง คือ
๑.มีเทือกเขาหิมาลัยที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวสวยงาม มียอดเขาที่สูงที่สุดในโลก คือยอดเขาเอเวอเรสต์ สูง ๘,๘๔๘ เมตร
๒.มีพระมหาบุรุษผู้เลิศที่สุดในโลกมาประสูติที่สวนลุมพินี  ดังนั้น จึงสร้างอุโบสถให้มีความผสมผสานด้วยความยิ่งใหญ่ทั้งสองอย่างให้มีลักษณะยาวสีขาวดุจหิมาลัย สีขาวดุจน้ำนมของพระพุทธมารดาที่ได้ประทานแก่พระมหาบุรุษได้เสวย ภายในอุโบสถมีสีแดงดุจเลือดในพระอุราของพระมารดาที่ได้กลั่นมาเป็นน้ำนม

อ่าน ประวัติวัดไทยลุมพินี

วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับพระธรรมทูตและแม่ชี

ภายในอุโบสถ แบ่งเป็นสัดส่วน มีการจัดนิทรรศการหมุนเวียน เผยแพร่ความรู้ และประชาสัมพันธ์ข่าวสารความรู้ต่าง ๆ

สวนผักที่วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

สวนผักที่วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

เศรษฐกิจพอเพียง ภายในบริเวณวัดแวดล้อมด้วยพรรณไม้และพืชผักสวนครัว ไม่เพียงแต่ให้ความสวยงามยังได้ประโยชน์ใช้เป็นอาหารด้วย เป็นผักปลอดสารพิษ ไร้สารเคมี เก็บสดตรงจากต้นทีเดียว

หมาวัด

หมาวัด

พระธรรมทูตได้กรุณาเล่าเรื่องสงครามไทยกับพม่าแบบน้องหมาให้ฟัง น่ารักมาก คือวัดพม่าใกล้กันก็เลี้ยงสุนัข วัดไทยก็เลี้ยงสุนัข วันดีคืนดี สุนัขวัดพม่าจะเข้ามารุกแดนวัดไทย เจ้าตูบที่เห็นในภาพก็ไม่ยอมให้ล่วงล้ำอธิปไตย รวมตัวกันเห่าและขับไล่จนสุนัขฝ่ายตรงข้ามกระเจิง น้องหมาคงมีสัญญา…แบบว่าเคยมีชีวิตอยู่ในสมัยอยุธยาก็เป็นได้

ใบโพธิ์สีทอง

ใบโพธิ์สีทอง

เก็บตกบรรยากาศโดยรอบ วัดไทยลุมพินี สวยงาม ไม่แพ้ชาติใดในโลก

กินข้าววัดด้วยความเมตตาจากพระและชี วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

กินข้าววัดด้วยความเมตตาจากพระและชี วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

คณะของเราได้มีโอกาสปรุงอาหารถวายภัตตาหารเช้าร่วมกับแม่ครัวของวัด จะเห็นว่าวัตถุดิบเป็นพืชผักที่หาได้ในท้องถิ่น รวมกับผักที่ปลูกไว้บริเวณวัด จัดว่าเป็นอาหารไทยเลิศรสทีเดียว

วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

วัดไทยลุมพินีมหาวิหาร ประเทศเนปาล

ร่วมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก่อนเข้าไปในบริเวณวัดไทยลุมพินี

อาณาบริเวณ วัดไทยลุมพินีมหาวิหาร ประเทศเนปาล

อาณาบริเวณ วัดไทยลุมพินีมหาวิหาร ประเทศเนปาล

เดินทางไปทำบุญถวายภัตตาหารเพล

ป่าต้นสาละ

ป่าต้นสาละ

ต้นสาละอินเดีย ชื่อสามัญว่า Sal, Shal, Sakhuwan, Sal Tree, Sal of India, Religiosa (ภาษาละติน หมายถึงเกี่ยวเนื่องกับศาสนา) ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Shorea robusta Roxb.

สาละอินเดีย มีถิ่นกำเนิด ทางเหนือของประเทศอินเดีย (ซึ่งปัจจุบันคือประเทศเนปาล) ซึ่งเป็นชนิดที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติโดยตรง บางทีเรียกว่า สาละใหญ่ หรือ มหาสาละ

สาละ เป็นพืชพวกเดียวกันกับพะยอม เต็ง รัง อยู่ในสกุล Shorea ในวงศ์ Dipterocarpaceae ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ ลำต้น เปลาตรง เปลือกสีเทาแตกเป็นร่อง เป็นสะเก็ดทั่วไป เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ปลายกิ่งมักจะลู่ลง กิ่งอ่อนเกลี้ยง ใบ เดี่ยว ดกหนาทึบ รูปไข่กว้าง โคนใบเว้าเข้า ปลายใบเป็นติ่งแหลมสั้นๆ ผิวใบเป็นมัน ขอบใบเป็นคลื่น ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆ ตามปลายกิ่งและง่ามใบ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ ๕ กลีบ
กลีบดอกสีขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอม ผล เป็นผลชนิดแห้ง แข็ง มีปีก ๕ ปีก
ยาว ๓ ปีก ปีกสั้น ๒ ปีก บน แต่ละปีกมีเส้นตามความยาวของปีก ๑๐ -๑๕ เส้น
ออกดอกประมาณกลางเดือนมีนาคม

สาละอินเดียตอนนี้มีปลูกมากในรัฐอุตตรประเทศ แถบเมืองโครักขปูร์ ไปสู่ด่านชายแดนโสเนาลี เชื่อมต่อเขตเนปาล เรียกว่าสวนป่าสาละ พุทธชยันตี รัฐบาลปลูกเป็นที่ระลึกคราวที่พระพุทธศาสนาครบรอบ ๒๕๐๐ ปี และพบมากในเขตเชิงเขาหิมาลัยของเนปาล

ส่วนต้นไม้ที่เห็นนิยมปลูกกันตามวัดในปัจจุบัน เป็นต้นสาละลังกาไม่เกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติแต่อย่างใด ชื่อสามัญคือ สาละลังกา หรือ ต้นลูกปืนใหญ่ (Cannonball Tree)  เป็นพืชวงศ์จิก วงศ์ Lecythidaceae (ปัจจุบันจิกอยู่ในวงศ์ Barringtoniaceae)  มืชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Couroupita guianensis Aubl.  (ภาษาละติน guianensis แสดงว่ามีถิ่นกำเนิดจากประเทศ Guiana)

อ่านเพิ่มเติม :

สาละ … ต้นไม้พุทธประวัติที่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่

สถานีรถไฟ เมืองโครักปูร์

สถานีรถไฟ เมืองโครักขปูร์

การเดินทางจากเมืองลุมพินีกลับอินเดียต้องใช้เส้นทางขามา กลับไปที่ด่านโสเนาลีอีกครั้ง เมื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองก็ตรงดิ่งไปยังสถานีรถไฟเมืองโครักขปูร์

อำลาสารถีคนขับรถยนต์กันที่นี่

อำลาสารถีคนขับรถยนต์กันที่นี่

สถานีรถไฟโครักขปูร์เป็นศูนย์กลางของเส้นทางเดินทางต่อไปยังเมืองต่าง ๆ ได้ เช่น นครเดลลี กัลกัตตา อัคระ อชันตาแอลโลร่า และมุมไบ

พ่อ ญาติ ๆ ที่นับถือ มาส่งด้วย

พ่อ ญาติ ๆ ที่นับถือ มาส่งด้วย

ล่ำลาญาติพี่น้อง จะเห็นว่าคนอินเดียชอบเข้ามามุงดูทุกครั้งที่เห็นคนต่างสัญชาติ บางทีก็สร้างความงุนงงให้เราได้ว่าคนไหนมาส่ง คนไหนมามุง มีแต่แขกมุง

ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก

ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก

จุดหมายของการเดินทางโดยรถไฟครั้งนี้คือมหานครเดลี

แผงหนังสือระหว่างรอขบวนรถไฟ

แผงหนังสือระหว่างรอขบวนรถไฟ

ธนบัติรูปีของอินเดีย

ธนบัติรูปีของอินเดีย

สกุลเงินของอินเดียคือ รูปี (Rupee) มีตั้งแต่เหรียญ ๑, ๒, ๕ และ ๑๐ รูปี ส่วนธนบัตรมีฉบับละ ๑๐, ๒๐, ๕๐, ๑๐๐, ๕๐๐ และ ๑,๐๐๐ รูปี โดยอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน (๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖) อัตราแลกเปลี่ยน หนึ่งบาทไทยแลกได้ ๑.๘ รูปีอินเดีย ( 1 THB = 1.8608 INR) ถ้าใช้ดอลลาร์สหรัฐ  ๑ ดอลลาร์สหรัฐแลกได้ ๕๕.๕ รูปีอินเดีย (1 USD = 55.5251 INR)

ธนบัติราคา ๑๐๐ รูปี

ธนบัติราคา ๑๐๐ รูปี

อำลาประเทศอิืนเดียกลับประเทศไทยบ้านเกิดเมืองนอน

สนามบินเดลี

สนามบินอินทิรา คานธี เดลี

ข้อมูลอ้างอิง :

พระวิเทศโพธิคุณ (วีรยุทธ์  วีรยุทฺโธ), สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล : ธรรมสภาและสถาบันลือธรรม,  2544.

พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม, คู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน กรุงเทพฯ : ดาวเหนือ, 2549.

วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

 

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ ตามลิงค์

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : บทนำ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หนึ่ง กรุงเทพฯ กัลกัตตา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สอง เมืองกัลกัตตา เมืองพุทธคยา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สาม เมืองพุทธคยา เมืองราชคฤห์ เขาคิชกูฎ มหาวิทยาลัยนาลันทา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สี่ เมืองพุทธคยา เมืองพาราณสี เมืองสารนาถ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่ห้า เมืองพาราณสี เมืองกุสินารา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หก เมืองกุสินารา ตำบลกาเซีย

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่เจ็ด กุสินารา ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล)

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่แปด ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล) โครักขปูร์ เดลลี กรุงเทพฯ

Posted in 3. ตะวันสัญจร | Leave a comment

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่เจ็ด กุสินารา ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล)

ลุมพินีวัน

ลุมพินีวัน

ลุมพินี แดนประสูติ

ในอดีตนั้น ลุมพินีตั้งอยู่ในตำบลลุมมินเด ประเทศอินเดีย ต่อมาเมื่อมีการแบ่งปันเขตแดนหลังสงครามในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ลุมพินีถูกตัดออกจากเขตของอินเดียและกลายเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอไภรวา แคว้นอูธ ประเทศเนปาล ทำให้เป็นสังเวชนียสถานแห่งเดียวที่อยู่นอกประเทศอินเดีย

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของอินเดีย ด่านโสเนารี (Sonauli)

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของอินเดีย ด่านโสเนารี (Sonauli)

เมื่อเข้าประเทศเนปาลแล้ว ขากลับต้องผ่านด่านโสเนารี (Sonauli) เพื่อเข้าอินเดียอีกครั้ง

เมื่อเข้าประเทศเนปาลแล้ว ขากลับต้องผ่านด่านโสเนารี (Sonauli) เพื่อเข้าอินเดียอีกครั้ง

ลุมพินีวันเป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญ หนึ่งในสี่สังเวชนียสถานของชาวพุทธ เป็นสถานที่ประสูติองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ที่อำเภอไภรวา แคว้นอูธ ประเทศเนปาล เป็นพุทธสังเวชนียสถาน เพียงแห่งเดียวที่อยู่นอกประเทศอินเดีย ตัวลุมพินีวันอยู่ใกล้กับชายแดนประเทศอินเดีย ตอนเหนือ ห่างจากสิทธารถนคร หรือ นครเทวทหะ ทางทิศตะวันตก ประมาณ ๒๒ กิโลเมตร และ นครกบิลพัสดุ์ทางทิศตะวันออก ๒๒ กิโลเมตร ซึ่งถูกต้องตามตำราพระพุทธศาสนา ที่กล่าวว่าลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ ตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์ และเมืองเทวทหะ ปัจจุบัน ลุมพินีวันได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก
ให้เป็นมรดกโลก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐

เจ้าชายน้อยสิทธัตถะ

เจ้าชายน้อยสิทธัตถะ

ปฏิมากรรมลอยตัวเจ้าชายน้อยสิทธัตถะ  เห็นได้ชัดเจนเมื่อเดินทางเข้าสู่ลุมพินีสถาน

ตามพระประวัติกล่าวว่า พระกุมารน้อยสิทธัตถะพอพ้นจากพระครรภ์พระมารดา ได้ทรงย่างพระบาทไปด้านทิศเหนือ ๗ ก้าว พร้อมกับเปล่งพระวาจาว่า

“เราเป็นผู้เลิศในโลก เราเป็นผู้เจริญและประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดของเรานี้ เป็นครั้งสุดท้าย บัดนี้ ภพใหม่ จะไม่มีแก่เราอีกแล้ว…”

สัญลักษณ์ของเมืองลุมพินี ชาตะสถาน

สัญลักษณ์ของเมืองลุมพินี ชาตะสถาน

ในสมัยพุทธกาล ลุมพินีวันอยู่ในเขตแห่งดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีป  อยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ เมืองหลวงของพระเจ้าสุทโธทนะ และ กรุงเทวทหะ เมืองหลวงของพระเจ้าชนาธิป เป็นพระราชอุทยานร่มรื่น กึ่งกลางระหว่างทางสำหรับพักผ่อนหย่อนใจของกษัตริย์และประชาชน  สภาพของลุมพินีวันในสมัยนั้น ได้พรรณนาเป็นภาษาบาลีแปรความว่า..

“ในระหว่างเมืองทั้งสอง มีป่าสาละชื่อลุมพินีวันอันเป็นมงคล สมัยนั้นสาละ ทั้งหมดล้วนมีดอกออกสะพรั่งเป็นแนวเดียวกัน แต่รากจนสุดปลายกิ่ง ตามกิ่งก้านสาขาและดอกนั้นล้วนมีหมู่ภมรนานาชนิด และหมู่นกหลากหลายชนิดส่งเสียงกู่ร้องประสานสำเนียง ดังทั่วทั้งป่า ลุมพินีวันนั้น จึงประดุจเช่นเดียวกับสวนจิตรลดา อันมีในดาวดึงสเทวโลกฉะนั้น ฯลฯ”

มหามายาเทวีวิหาร

มหามายาเทวีวิหาร

ประมาณ ๖๐๐ ปีเศษก่อนคริสตศักราช ประเทศอินเดียหรือที่เรียกกันว่า ชมพูทวีป มีรัฐเล็ก ๆ รัฐหนึ่งอยู่ทางเหนือสุดของอินเดีย แถบเชิงเขาหิมาลัย ชื่อว่า “กรุงกบิลพัสดุ์” อยู่ในความปกครองของแคว้นโกศล มีกษัตริย์ราชวงศ์ศากยะทรงพระนามว่า “พระเจ้าสุทโธทนะ” พระมเหสีทรงพระนามว่า “พระนางสิริมหามายา”

และโดยธรรมเนียมของคนอินเดียสมัยนั้น ฝ่ายผู้หญิงจะต้องเดินทางไปคลอดบุตรที่บ้านเกิด ดังนั้นเมื่อพระนางสิริมหามายาทรงมีพระครรภ์แก่เต็มที่ จึงได้เสด็จไปยังกรุงเทวทหะบ้านเกิด ทว่าเมื่อขบวนยาตราไปได้ประมาณ ๒๒ กิโลเมตรจากเมืองกบิลพัสดุ์ถึงสวนลุมพินี ซึ่งเป็นสวนที่กษัตริย์สองเมืองคือกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะดูแลรักษาร่วมกัน ขบวนก็ได้แวะพัก ณ สวนลุมพินี

ในขณะนั้น พระนางก็ประชวรพระครรภ์จะประสูติ คณะนำเสด็จจึงจัดที่ประสูติถวายอย่างกะทันหันที่ใต้ร่มต้นไม้สาละต้นนึ่ง พระนางได้ประทับยืนโดยพระหัตถ์ขวาจับเหนี่ยวกิ่งต้นไม้สาละไว้ แล้วก็ประสูติพระโอรส ณ ลุมพินีวันสถานแห่งนั้นในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ

พระกุมารพอพ้นจากพระครรภ์พระมารดา ได้ทรงย่างพระบาทไปด้านทิศเหนือได้ ๗ ก้าว พร้อมกับเปล่งพระวาจาว่า

“เราเป็นผู้เลิศในโลก เราเป็นผู้เจริญและประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดของเรานี้ เป็นครั้งสุดท้าย บัดนี้ ภพใหม่ จะไม่มีแก่เราอีกแล้ว…”

เมื่อประสูติได้เพียง ๗ วัน พระมารดาก็ทิวงคต พระเจ้าสุทโธทนะพระบิดา ก็ได้มอบพระราชกุมารให้แก่นางปชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระน้านางเป็นผู้เลี้ยงดูดุจดังพระมารดาบังเกิดเกล้า

แผนที่แสดงสถานที่สำคัญบริเวณสวนลุมพินี

แผนที่แสดงสถานที่สำคัญของเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองเทวทหะ

มหามายาเทวีวิหาร และ สระโบกขรณี

มหามายาเทวีวิหาร และ สระโบกขรณี

Mr. Basanta Bidari. Archaeologist. Chief Archaeologist Govt. of Napal Ministry of Culture, Lumbini Development Trust, Sacred Garden, Lumbini, Napal.

Mr. Basanta Bidari. Archaeologist. Chief Archaeologist Govt. of Napal Ministry of Culture, Lumbini Development Trust, Sacred Garden, Lumbini, Napal.

เสาพระเจ้าอโศกมหาราช

เสาพระเจ้าอโศกมหาราช

คำบูชาสถานที่ประสูติ

วันทา มิ ภันเต ภะคะวา อิมัง สังเวชะนียัง ฐานัง, ยัตถาคะโตมหิ, สัทธัสสะ กุละปุตตัสสะ ทัสสะนียัง, อิธะ ลุมพินี วะเน ตะถาคะเตนะ มัชฌิเมสุ ชะนะปะเทสุ อะริยะเกสุ มะนุสเสสุ อุปปันนัง ฯ ภาสิตา จะ อาสะภิวาจา อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ เชฏโฐหะมัสมิ โลกัสสะ, เสฏโฐหะมัสมิ โลกัสสะ, อะยะมันติมา เม ชาติ, นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ ฯ สาธุ โน ภันเต, อิเมหิ สักกาเรหิ อะภิปูชะยามิ, สวากขาตัญจะ นะมามิ, มัยหัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ.

คำแปล

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้า ได้จาริกตามรอยบาทพระศาสดา มาถึงแล้ว ขอถวายอภิวาทสังเวชนียสถานที่กุลบุตร ผู้มีศรัทธา ควรทัสสนา(ควรเห็น) อันเป็นสถานที่ที่พระตถาคตเจ้า เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ในหมู่มนุษย์ชาวอริยกะ ในมัชฌิมชนบท ณ สวนลุมพินีนี้ และได้ตรัสอาสภิวาจาว่า “เราจะเป็นผู้เลิศที่สุดในโลก เราจะเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก เราจะเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดของเรานี้เป็นชาติ สุดท้าย บัดนี้จะไม่มีภพใหม่อีก”

ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าขอบูชาโดยยิ่ง ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ และขอน้อมระลึกถึงพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ขอการบูชาสักการะในครั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพระพุทธเจ้า ตลอดกาลนาน เทอญ ฯ.

คำอธิษฐาน ณ แดนประสูติ

ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้จาริกธรรมบำเพ็ญบุญ มาตลอดเส้นทางสังเวชนียสถานทั้งสี่ตำบลครบบริบูรณ์ ด้วยศรัทธาเลื่อมใสต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในครั้งนี้ ขอจงเป็นบารมี อำนวยผล ให้ชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า จงบังเกิดความสำเร็จ เจริญรุ่งเรือง ในหน้าที่การงาน หากเวียนว่ายตายเกิดในวัฎฎสงสาร ขอให้ข้าพเจ้าจงเกิดในตระกูลดี มีสัมมาทิฎฐิ ได้พบพระพุทธศาสนา ในทุกภพทุกชาติ ได้พบพระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรม มีปัญญารู้ธรรมที่ทรงแสดงแล้ว จนได้บรรลุถึงซึ่งความพ้นทุกข์คือพระนิพพานด้วยเทอญ…ฯ

เสาอโศก จารึกข้อความเป็นอักษรพราหมณีว่าพระพุทธเจ้าประสูติ ณ ที่นี้

เสาอโศก จารึกข้อความเป็นอักษรพราหมีว่าพระพุทธเจ้าประสูติ ณ ที่นี้

ศิลาจารึกอโศกมหาราช

เสาศิลาจารึกที่พระเจ้าอโศกมหาราชปักไว้ตรงที่ประสูติของพระสิทธัตถราชกุมาร เป็นอนุสาวรีย์ที่มีค่าที่สุดในทางพระพุทธประวัติ เมื่อประสูติได้กล่าววาจาแรกว่า

“อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เชฏโฐหมสฺมิ โลกสฺส เสฏโฐหมสฺมิ โลกสฺส อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโวติ”

แปลว่า เราเป็นผู้เลิศที่สุด เราเป็นผู้เจริญที่สุด และเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดของเราครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ภพต่อไปไม่มีอีก

พระเจ้าอโศกทรงบัญชาให้ตั้งเสานี้ขึ้นหลังพระพุทธปรินิพพานได้ ๒๓๖ ปี หลังจากที่พระเจ้าอโศกขึ้นครองราชย์ ๒๐ ปี

Gen. Khadya Shumsher Rana ผู้ปกครองเมืองปัลปะ (Palpa)  และนักโบราณคดีผู้มีชื่อเสียงของอังกฤษ  Dr. A Fuhrer เป็นผู้ค้นพบเสาศิลาเป็นคนแรก ๆ เมื่อ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ ขณะที่พบ หลักศิลาถูกปูนเก่า ๆ ถมทับหลายฟุต ต้องขุดอิฐปูนเหล่านั้นออกจึงพบอักษรที่เสา วัดส่วนสูงของเสาได้ ๒๖ ฟุต ๖ นิ้ว มีส่วนที่ฝังอยู่ใต้ดินยาว ๘ ฟุต ๖ นิ้ว  วัดโดยรอบเสาได้ ๗ ฟุต ๓ นิ้ว  กล่าวกันว่าเดิมคงสูงประมาณ ๗๐ ฟุต ที่แตกหักน่าจะมาจากฟ้าผ่าลงมา บันทึกของหลวงจีนถังซัมจั๋งกล่าวว่าได้พบรูปวิคฑะ อยู่บนพื้นดิน ซึ่งเดิมน่าจะประดิษฐานอยู่บนยอดเสา หลวงจีนอ้างว่าวิคฑะเป็นรูปม้า แต่เท่าที่ปรากฏพระเจ้าอโศกทรงสร้างยอดเสาเป็นรูปสิงห์ ๔ ตัวบ้าง สิงห์ตัวเดียวบ้างและรูปวัวบ้าง แต่ที่ลุมพินีคงเป็นการพิเศษที่สร้างขึ้นเป็นรูปม้า คงหมายถึง พาหนะคู่ใจที่พาเสด็จออกบรรพชาก็ได้

เจมส์ ปรินเซป ชาวอังกฤษเป็นผู้อ่านอักษรพราหมี ที่จารึกไว้ในศิลาจารึกของพระเจ้าอโศก สำเร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๐ ใช้เวลาถอดความนานถึง ๗ ปี

คำจารึกที่เสาอโศก

เทวาน ปิเยน ปิยทสิน ลาชิน วีสติวสาภิสิเตน
อตน อาคาจ มหียิเต หิท พุเธ ชาเต สกยฺมุนีติ
ลีลาวิคฑภี จา กาลาปิต สิลาถเก จ อุสปาปิเต
หิท ภควํ ชาเต ลุมินิคาเม อุพลิเก กเฎ อฐ ภาคิเย จ ฯ

ท่านเจ้าคุณพระราชธรรมุนี (สุกิตฺติ) ได้ถ่ายทอดเป็นภาษาไทยใจความว่า

“พระเจ้าเทวานัมปิยะ ปิยทัสสี เมื่อทรงได้รับอภิเษกแล้ว ๒๐ ปี ได้เสด็จมานมัสการด้วยพระองค์เอง ด้วยว่าพระพุทธศากยมุนีได้ประสูติ ณ ที่นี้ ทรงให้สร้างรูปสลักหิน (บางท่านแปลว่า รั้วหิน) และประดิษฐานหลักศิลาไว้เป็นที่หมาย โดยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประสูติ ณ สถานที่นี้ จึงทรงโปรดให้ยกเว้นภาษีแก่หมู่บ้านลุมพินี และทรงให้เสียเพียงหนึ่งในแปดของผลผลิตเป็นค่าภาษีที่ดิน (บางท่านแปลว่า แม้ส่วนดังกล่าวนี้ก็ทรงให้งดด้วย)”

ลุมพินีวัน

ลุมพินีวัน

มายาเทวีวิหาร

มายาเทวีวิหาร ถูกสร้างขึ้นประมาณศตวรรษที่ ๔ มีศิลาสลักภาพพุทธประวัติปางประสูติ คือ เป็นรูปพุทธมารดาอยู่ในพระอิริยาบถยืน ทรงเหนี่ยวกิ่งไม้สาละด้วยพระหัตถ์ขวา มีรูปเจ้าชายสิทธัตถะโผล่ออกมาทางปัสสะขวาของพระพุทธมารดา และมีรูปพระนางปะชาบดีโคตมี พร้อมพวกราชบริวารอยู่ติดต่อกัน และท้าวมหาพรหมได้น้อมรับพระกุมารพร้อมส่งมอบพระกุมารแต่พระนางสิริมหามายาเทวี

เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๙๖ ได้พบแผ่นศิลาภายในวิหาร ที่สันนิษฐานว่าเป็นแผ่นหินที่แสดงรอยพระบาทในคราวประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ที่เดิม โดยสร้างครอบด้วยกระจกกันกระสุน เมื่อการก่อสร้างบูรณะปฏิสังขรณ์เสร็จแล้ว กษัตริย์คเยนทรา บีร์ บิราม ชาห์เดว แห่งเนปาล ได้เสด็จมาประกอบพิธีเปิดวิหารแห่งนี้ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวัยวิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๔๖

สระโบกขรณี

เป็นที่สรงสนานของพระนางสิริมหามายาเทวี ก่อนจะให้ประสูติกาลพระกุมาและหลังการประสูติ

ที่ขอบสระน้ำทำเป็นรูปขั้นบันไดโดยรอบลงไปถึงน้ำ มีท่อน้ำไหลลงสู่สระน้ำแ่ห่งนี้ ปัจจุบันทางการเนปาลได้ทำการบูรณะรักษาไว้เป็นอย่างดี

ภายในมหาวิหารมายาเทวี
ภายในมหาวิหารมายาเทวี

ภายในมายาเทวีวิหาร

สภาพโบราณสถานในภายในมายาเทวีวิหาร มีลักษณะเป็นห้อง มีทางเดินโดยรอบ มีร่องรอยแห่งการบูรณปฏิสังขรมาหลายยุคหลายสมัย

รอยพระพุทธบาท บริเวณที่เสด็จพระราชดำเนินก้าวแรก

รอยพระพุทธบาท บริเวณที่เสด็จพระราชดำเนินก้าวแรก

รอยพระพุทธบาท

แผ่นศิลารอยพระพุทธบาท ขนาดกว้าง ๕ นิ้ว ยาว ๕ นิ้ว ทำด้วยหินทราย นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นการยืนยันการเสด็จพระราชดำเนิน ๗ ก้าว

ภายในวิหารประดิษฐานภาพหินแกะสลักพระรูปพระนางสิริมหามายาประสูติพระราชโอรส โดยเป็นวิหารเก่ามีอายุร่วมสมัยกับเสาหินพระเจ้าอโศก ปัจจุบัน ทางการเนปาลได้สร้างวิหารใหม่ทับวิหารมายาเทวีหลังเก่า และได้ขุดค้นพบศิลาจารึกรูปคล้ายรอยเท้า สันนิษฐานว่าเป็นจารึกรอยเท้าของเจ้าชายสิทธัตถะ ที่ทรงดำเนินได้เจ็ดก้าวในวันประสูติ

ภาพพระนางสิริมหามายาให้ประสูติกาลพระมหาบุรุษ

ภาพพระนางสิริมหามายาให้ประสูติกาลพระมหาบุรุษ

ศิลาสลักภาพพุทธประวัติปางประสูติ

เป็นรูปพุทธมารดาอยู่ในพระอิริยาบถยืน ทรงเหนี่ยวกิ่งไม้สาละด้วยพระหัตถ์ขวา มีรูปเจ้าชายสิทธัตถะโผล่ออกมาทางปัสสะขวาของพระพุทธมารดา และมีรูปพระนางปะชาบดีโคตมี พร้อมพวกราชบริวารอยู่ติดต่อกัน และท้าวมหาพรหมได้น้อมรับพระกุมารพร้อมส่งมอบพระกุมารแต่พระนางสิริมหามายาเทวี

ภาพหินทรายแกะสลักรูปพระนางสิริมหามายายืนเหนี่ยวกิ่งสาละให้ประสูติกาลพระมหาบุรุษ โดยมีเหล่าท้าวจาตุมมหาราช และเสนาอำมาตย์แวดล้อม

ภาพหินทรายแกะสลักรูปพระนางสิริมหามายายืนเหนี่ยวกิ่งสาละให้ประสูติกาลพระมหาบุรุษ โดยมีเหล่าท้าวจาตุมมหาราช และเสนาอำมาตย์แวดล้อม

มายาเทวีวิหาร เมื่อก่อนนั้นเป็นวิหารสร้างด้วยอิฐกับปูน เป็นอาคารยกระดับมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ด้านหลัง ภายในมีรูปพระนางสิริมหามายาเมวีแกะสลักด้วยหิน พระุพุทธมารดายืนประทับเหนี่ยวกิ่งสาละอยู่พร้อมกับพระสนมและข้างหน้าเป็นรูปเจ้าฟ้าชายสิทธัตถะพระกุมารกำลังก้าวพระบาทไปบนดอกบัว เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากของชาวฮินดู-เนปาล มีผู้มาชมและสักการะสม่ำเสมอ

ขณะนี้ทางหน่วยงานโครงการพัฒนาลุมพินีปรับปรุงโบราณสถานใหม่ ได้รื้อออกเพื่อการขุดค้นโบราณวัตถุที่สำคัญ และพบแผ่นศิลาขนาด ๕x๕ นิ้ว เมื่อ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ นักสำรวจเชื่อว่าเป็นหลักฐานสำคัญสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชชิ้นหนึ่ง ที่สร้างไว้เป็นการยืนยันว่าพระกุมารเสด็จพระราชดำเนินได้ ๗ ก้าว

ต้นโพธิ์ริมสระโบกขรณี

ต้นโพธิ์ริมสระโบกขรณี อายุกว่า ๑๐๐ ปี

บรรยากาศโดยรอบลุมพินีสถาน

ลุมพินี มรดกโลก ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ "ลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า"

ลุมพินี มรดกโลก ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ “ลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า”

นอกจากเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าแล้ว ลุมพินียังเป็นมรดกโลก โดยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ “ลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า” ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ ๒๑ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่เมืองนาโปลี ประเทศอิตาลี

สวนลุมพินี มีโครงการบูรณะให้เป็นพุทธอุทยานของชาวพุทธทั่วโลก โดยองค์การสหประชาชาติเป็นเจ้าของโครงการ ปัจจุบันแบ่งเป็น ๓ เขต ได้แก่

๑. เขตสวนศักดิ์สิทธิ์ คือบริเวณเสาหินพระเจ้าอโศก ได้รับการออกแบบเพื่อรักษาสภาพเดิม ๆ มีความสงบ เป็นธรรมชาติ มีคูกั้นโดยรอบป้องกันน้ำท่วม

๒. เขตสิ่งก่อสร้าง สำหรับสร้างวัดจากชาวพุทธนานาชาตทั้งมหายานและเถรวาท รวมทั้งสร้างศูนย์ศึกษาค้นคว้าทางพุทธศาสนา ห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์

๓. เขตหมู่บ้านลุมพินีใหม่ เป็นที่สร้างที่พักสำหรับนักแสวงบุญ ร้านอาหาร โรงเรียนชุมชน

.

ข้อมูลอ้างอิง :

พระวิเทศโพธิคุณ (วีรยุทธ์  วีรยุทฺโธ), สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล : ธรรมสภาและสถาบันลือธรรม,  2544.

พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม, คู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน กรุงเทพฯ : ดาวเหนือ, 2549.

พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์  วีรยุทโธ), พระพุทธมนต์ (ฉบับ ตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล) กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, 2550 .

วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

Lumbini Development Trust

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ ตามลิงค์

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : บทนำ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หนึ่ง กรุงเทพฯ กัลกัตตา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สอง เมืองกัลกัตตา เมืองพุทธคยา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สาม เมืองพุทธคยา เมืองราชคฤห์ เขาคิชกูฎ มหาวิทยาลัยนาลันทา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สี่ เมืองพุทธคยา เมืองพาราณสี เมืองสารนาถ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่ห้า เมืองพาราณสี เมืองกุสินารา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หก เมืองกุสินารา ตำบลกาเซีย

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่เจ็ด กุสินารา ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล)

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่แปด ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล) โครักขปูร์ เดลลี กรุงเทพฯ

Posted in 3. ตะวันสัญจร | Leave a comment

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หก เมืองกุสินารา ตำบลกาเซีย

พุทธวิหารปรินิพพาน

พุทธวิหารปรินิพพาน

“นครกุสินารา” 

ท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ) เขียนในหนังสือไว้ว่า

นครกุสินารา ปัจจุบันได้แก่ ตำบลกาเซีย ในเขตจังหวัดกุสินาการ์ รัฐอุตตรประเทศ เคยเป็นเมืองหลวงของแคว้นมัลละ มีชื่อเรียกกันหลายชื่อ เช่น กุสาวดี กิสินครี กุสิคราม กิสินคร หลวงจีนถังซัมจั๋งเรียกว่า เกา สิน นคโร ปัจจุบันเรียกตามภาษาสันสกฤตว่า กุศินาคาร์ (Kushinagar) ตามภาษาปาลีว่า กุสินารา (Kusinara)

ซากของเมืองกุสินารา ที่ได้หลักฐานยืนยันแน่นอนจากการขุดค้นของนักสำรวจก็คือ สาลวโนทยาน สถานที่เสด็จปรินิพพานของพระพุทธองค์ ซึ่งมีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า มาธากุนรวกาโกฏ (Matha kunwar ka kot) ส่วนที่ยังไม่ได้ขุดค้นซึ่งนักโบราณคดีรวมทั้งชาวพุทธในอินเดียลงความเห็นว่า ได้แก่หมู่บ้านที่มีชื่อว่า อนรุธวา หรือ อนิรุธวา ซึ่งอยู่ห่างจากที่เสด็จปรินิพพานไปทางตะวันออกเฉียงใต้ใกล้กับวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์  ส่วนที่ตั้งของเมืองปาวาชาวพุทธอินเดียเห็นว่า ได้แก่ตำบล ปทาเรานา อยู่ห่างจากกุสินาราไปทางเหนือ ๑๙ ก.ม. หรือ ๑๒ ไมล์ ในเขตจังหวัดกุสินารา มีหมู่บ้านชื่อ ฟะซิลนคร หรือ เจติยันวา ซึ่งอยู่ห่างจากที่เสด็จปรินิพพานไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ระยะ ๑๖ ก.ม. หรือ ๑๐ ไมล์ มีซากโบราณสถานอยู่มาก

นครกุสินาราเป็นสังเวชนียสถานแห่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าโปรดเลือกเป็นที่ปรินิพพานด้วยพระองค์เอง ทั้งที่พระอานนท์กราบทูลให้ทรงเลือกเมืองใหญ่เพื่อเป็นที่นิพพาน เช่น จำปา ราชคฤห์ สาวัตถี โกสัมพี และพาราณสี เมืองใดเมืองหนึ่ง  พระพุทธองค์ทรงยืนยันกับพระอานนท์ว่า กุสินาราในอดีตชื่อว่า กุสาวดี มีจักรพรรดฺราชามหาสุทัสสนะเป็นผู้ครองนคร เป็นศูนย์กลางของเมืองใหญ่ถึง ๘๔,๐๐๐ เมือง มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์มาก มีประชากรหนาแน่นสมบูรณ์ด้วยสิ่งของต่าง ๆ นานาชนิด กึกก้องไปด้วยศัพท์สำเนียงทั้งกลางวันและกลางคืน ๑๐ ชนิด มีอาณาเขตยาวถึง ๑๒ โยชน์ กว้าง ๗ โยชน์ แต่ตามที่หลวงจีนถังซัมจั๋งไปพบบอกว่ามีอาณาบริเวณ ๑๐ ลี้โดยรอบ

กุสินาราในอดีตเป็นเมืองการค้าที่สำคัญ ตั้งอยู่ระหว่างเมืองสาวัตถี กับเมืองราชคฤห์ และเมืองพาราณสี ตัวเมืองตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำหิรัญวดี ประวัติศาสตร์เก่าแก่ได้บอกระยะทางระหว่างกุสินารากับเมืองอื่นไว้ คือ กุสินาราอยู่ห่างจากเมืองปาวา ๓ คาวุต ห่างจากเมืองราชคฤห์ ๒๕ โยชน์ ห่างจากเมืองสาคละ ๑๐๐ โยชน์ ห่างจากเมืองสาวัตถี ๗๐๐ หรือ ๕๐๐ ลี้  พระองค์เสด็จมากุสินาราหลายครั้ง ชาวกุสินารามีความจงรักภักดีในพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับตั้งกฏเกณฑ์ปรับไหมราษฎรผู้ไม่รับเสด็จและไม่อาราธนาเข้าสู่เมือง ข้อความนี้ปรากฎอยู่ในพระวินัย ครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าประทับที่พลิหลณวัน ป่าใกล้เมืองกุสินารา ทรงแสดงกุสินาราสูตร กินติสูตร มหาสุทัสสนสูตร และมหาสุทัสสนชาดก

ในอรรถกถาสุมังคลวิลาสินี แสดงเหตุผลที่ทรงพิจารณาในการเลือกเมืองปรินิพพานไว้หลายประการ คือ

๑.  เป็นการเหมาะสมที่จะประกาศมหาสุทัสสนสูตร
๒. พระสุภัททปัจฉิมสาวก กำลังอยู่ที่กุสินารา
๓. โทณพราหมณ์เป็นผู้แก้ปัญหาแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ

บรรยากาศวันปรินิพพาน

สมัยนั้นกรุงกุสินารา ดารดาษไปด้วยดอกมณฑารพ โดยถ่องแถวประมาณแค่เข่า ครั้งนั้นพวกเทวดาและพวกเจ้ามัลละ กรุงกุสินารา กระทำการสักการะบูชาพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดอกไม้ของหอมที่เป็นทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ อัญเชิญพระบรมศพไปทางทิศอุดร ออกไปโดยทางทวารทิศบูรพา แล้ววางสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าบนจิตกาธาน ณ มกุฏพันธนเจดีย์ของเจ้ามัลละ

สมัยนั้น พระมหากัสสปะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป เดินทางจากเมืองปาวาสู่กรุงกุสินารา พระมหากัสสปะแวะนั่งพักที่โคนไม้ต้นหนึ่ง

ขณะนั้น อาชีวกคนหนึ่งถือดอกมณฑารพจากเมืองกุสินาราเดินทางไปสู่เมืองปาวา พระมหากัสสปะได้เห็นอาชีวกนั้นมาแต่ไกล จึงถามอาชีวกนั้นว่า “ดูก่อนผู้มีอายุ ท่านได้ทราบข่าวพระบรมศาสดาของเราบ้างหรือไม่” อาชีวกตอบว่า “เราทราบอยู่ พระสมณโคดมปรินิพพานได้ ๗ วันเข้าวันนี้ ก็ดอกมณฑารพที่ถือนี้ เรานำมาจากที่นั้น”

พระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพาน เมื่อวันแรกที่ไปถึงเมืองกุสินารา

พระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพาน เมื่อวันแรกที่ไปถึงเมืองกุสินารา

กุสินารานคร โดย พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม

พระพุทธองค์ได้ทรงเล่าเรื่องเมืองกุสินาราตามที่ปรากฎในมหาสุทัสสนสูตรว่าในอดีต เมืองกุสินารามีพระเจ้ามหาสุทัสสนะจักรพรรดิราชเป็นผู้ครองเมือง มีมหาสมุทรทั้งสี่ เป็นขอบขัณฑสีมา ทรงเป็นผู้ชนะปัจจามิตรโดยธรรม ไม่ได้ใช้อำนาจอาญา และศาตราวุธแต่อย่างใด พระองค์เป็นที่รักใคร่ของพลเมืองทั้งหลาย เมืองกุสินารานี้แต่เดิมมีชื่อว่า “กุสาวดีนคร” ด้านบูรพาและปัจฉิมยาว ๑๒ โยชน์ ทิศอุดรและทักษิณกว้าง ๗ โยชน์ มีความสมบูรณ์มั่งคั่ง มีพลเมืองแน่นหนา มีอาหารอันบุคคลจะพึงแสวงได้โดยสะดวก มีเสียงกึกก้องทั้งกลางวันและกลางคืนด้วยเสียง ๑๐ เสียง คือ เสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียงกลอง เสียงตะโพน เสียงพิณ เสียงขับร้อง เสียงกังสดาล เสียงสังข์ และเสียงที่ต่างเรียกกันมาดื่มมาบริโภคอาหาร ทุกมุมเมือง

สมัยพุทธกาล กุสินาราอยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นมัลละ เมืองหลวงคือปาวานคร มีกษัตริย์มัลละปกครอง เป็นนครที่พุทธองค์ทรงเลือกเป็นที่เสด็จปรินิพพาน แม้พระอานนท์จะทูลคัดค้านไม่ให้เสด็จดับขันธ์ที่เมืองนี้ เพราะถือว่าเป็นเมืองเล็กเมืองดอน เป็นแค่กิ่งเมืองเท่านั้นก็ตาม  แต่ทรงยืนยันถึงความสำคัญว่า ในอดีต พระองค์เคยเสด็จสวรรคตที่เมืองนี้มาแล้วถึง ๖ ครั้ง และครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแห่งการทิ้งร่างของตถาคตเจ้า

หลังพุทธกาล กุสินารายังคงเป็นพุทธสถานที่คงความสำคัญอยู่ มีปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ มีวิหาร วัด เจดีย์ เป็นจำนวนมาก เมื่อปี พ.ศ. ๓๑๐ พระเจ้าอโศกมหาราชได้เสด็จมาจาริกแสวงบุญ พร้อมกับท่านพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ ทรงบริจาคทรัพย์ สร้างสถูปไว้ พร้อมให้สลักเสาศิลาเป็นหลักฐานว่า ณ ที่นี้เป็นที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

ปัจจุบัน เมืองกุสินาราเป็นศูนย์กลางแห่งการจาริกแสวงบุญของชาวพุทธและนักท่องเที่ยวทั่วโลก มีอนุสรณ์ที่สำคัญคือ สถูปแห่งพระเจ้าอโศกที่ทรงสร้างสำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีพระวิหารปรินิพพานที่ประิดิษฐานองค์พระปฏิมากรปางมหาปรินิพพาน อายุเก่าแก่เกินกว่า ๑,๔๐๐ ปี และมีมกุฏพันธนเจดีย์ สถูปถวายพระเพลิงพุทธสรีระหลังวันปรินิพพานได้ ๗ วัน

ช่วยกันห่มผ้าถวายพระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพาน

ช่วยกันห่มผ้าถวายพระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพาน

วิหารปรินิพพาน

วิหารแห่งนี้นักโบนาณคดี ชาวอังกฤษ Sir A.C.L. Carlley  ผู้ช่วย Sir Alexander Cunningham ได้มาขุดพบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙ และเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙ รัฐบาลอินเดียได้สร้างเสริมขึ้นเพื่อฉลองพุทธยันตีครบ ๒๕ ศตวรรษ

ภายในสถูปมีพระพุทธรูปปางมหาปรินิพพาน อยู่บนพระแท่นที่ทำด้วยหินทรายแดง หรือเรียกว่า จุณศิลา องค์พระยาว ๒๑ ฟุต สูง ๒ ฟุต ๑ นิ้่ว เป็นพระพุทธรูปปางอนุฏฐิตสีหไสยาสน์ คือปางเสด็จบรรทมครั้งสุดท้าย พบที่นี่แห่งเดียวเท่านั้นในอินเดีย สร้างสมัยคุปตะ โดยนายช่างชื่อทินนะ ชาวเมืองมถุรา มีท่านสวามีหริปาละ เป็นผู้บริจาคทรัพย์ในการสร้างองค์พระ

องค์พระปฏิมากรนี้งามดั่งองค์เทพวิษณุสร้าง สามารถมองได้สามมิติแห่งอารมณ์ ดังนี้

หากยืน ณ ตรงด้านพระพักตร์แล้วเพ่งมองที่พระพักตร์ขององค์พระ จะเห็นพระพักตร์อยู่ในลักษณะอาการที่ทรงแย้ม

หากยืน ณ บริเวณตรงกลางด้านหน้าองค์พระ เพ่งที่พระพักตร์ก็จะเห็นว่าพุทธองค์กำลังได้รับทุกขเวทนาจากพระปักขันธิกาพาธ

หากยืนด้านพระพุทธบาท มองไปยังพระพักตร์จะสัมผัสความรู้สึกได้ว่า พระพุทธองค์ทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานปราศจากความทุกข์ทรมาณใด ๆ ทั้งสิ้น ทรงเข้าสู่ภาวะแห่งความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง

ท่านผู้ประสงค์จะนำผ้ามาห่มองค์พระพุทธปฏิมากรนี้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและเพื่อความอบอุ่นแห่งครอบครัวและญาติมิตรก็ให้เตรียมผ้าขนาดกว้างสองเมตร ยาวห้าเมตรครึ่ง จะห่มได้พอดี

ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ถวายผ้าจีวรแด่พระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพาน

ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ถวายผ้าจีวรแด่พระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพาน

คำบูชาองค์พระพุทธปรินิพพาน

วันทามิ อิมัง พุทธะปะฏิมัง, อิมัสมิง กุสินารายัง สาละวะโนทเย พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปรินิพพานัฏฐาเน. อะยัง วันทะนา อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯ

คำแปล

ข้าพเจ้า ขอกราบไหว้พระพุทธปฏิมานี้ ณ สาลวโนทยาน ที่เมืองกุสินารานี้ อันเป็นสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอการกราบไหว้นี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ความเจริญ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เทอญ ฯ.

เหมือนได้มาเฝ้าพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิด

เหมือนได้มาเฝ้าพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิด

ได้ฟังธรรมบรรยายจากท่านพระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม

ได้ฟังธรรมบรรยายจากท่านพระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม

ภายในพุทธวิหารปรินิพพาน เสียงสวดมนต์ประกอบกับกลิ่นควันธูปและภาพที่ปรากฎข้างหน้าเป็นพระนอนปางปรินิพพานนั้น มีอิทธพลเหนือจิตใจของพวกเราชาวพุทธผู้ได้มากราบไหว้ ราวกับว่าพระปฏิมากรรมนี้เป็นศพคนตายจริง ๆ ดวงตาหรี่ลงเกือบหลับสนิท สีหน้าแสดงความหมดกังวลทุกอย่าง นี่เองคือ พระพุทธองค์ของเราเมื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ ที่นี้ ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนกับได้นมัสการพระบรมศพพระบรมศาสดาจริง ๆ นับว่าปฏิมากรรมชิ้นนี้สร้างได้สมสัดส่วนสมจริง ทำให้รู้สึกว่าพระพุทธเจ้าเพิ่งจากเราไปเมื่อสักครู่นี่เอง : พระวิเทศโพธิคุณ (วีรยุทธ์  วีรยุทฺโธ), สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล

 

สถานที่เสด็จดับขันธ์

สถานที่เสด็จดับขันธ์

สาลวโนทยาน

เมื่อครั้งพระพุทธองค์เด็จสู่กุสินารา เพื่อปรินิพพานที่เมืองนี้ ชาวบ้านยังเรียกชื่อเดิมว่า กุศินาคาร์ หรือ กุสินารา บางส่วนนิยมเรียกกันในชื่อว่า “มถากุนวาร์” หรือ “มถากัวร์” ซึ่งเลือนมาจากคำว่า “มฤตกุมาร์” แปลว่า “เจ้าชายสิ้นชีพ” หมายถึงพระพุทธองค์เสด็จมาเข้าปรินิพพานที่นี่นั่นเอง

ในมหาปรินิพพานสูตร เรียกที่นี่ว่า สาลวัน ซึ่งแสดงว่ามีต้นสาละเป็นหลักอยู่ในคัมภีร์สารัตถัปกาสินี เรียกที่นี่ว่า อุปวัตตนะ ซึ่งหมายถึงที่ปรินิพพาน คือ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงที่นี่ได้ ได้เสด็จขึ้นที่ประทับบนกูฏาคารศาลาของมัลละกษัตริย์ซึ่งทรงสร้างไว้เป็นที่พักผ่อนในระหว่างที่เสด็จมาประพาสกูฎาคารศาลาหลังนี้ตั้งอยู่ระหว่างต้นสาละคู่หนึ่ง ซึ่งมีลำต้นกลมงามประดุจต้นตาลมียอดน้อมเข้าหากัน

พระพุทธองค์ตรัสขอให้พระอานนท์จัดตั้งที่นอน ผินศีรษะไปทางเหนือระหว่างไม้สาละคู่นั้น เมื่อพระองค์ประทับสีหไสยาสน์ก็ปรากฎสิ่งอัศจรรย์ขึ้น กล่าวคือต้นสาละผลิดอกออกผลผิดฤดูกาล หล่นพรูลงมาถวายสักการะบูชาพระตถาคต พระบรมศาสดาจึงตรัสแก่พระอานนท์ว่า “อานนท์ การบูชาก็เท่านี้แหละ ตถาคตมิได้ยินดีเท่ากับภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้ได้ประพฤติตาม ปฎิบัติชอบ ปฏิบัติธรรมด้วยดี เป็นการบูชาอย่างสูงต่อพระตถาคต”   : พระวิเทศโพธิคุณ (วีรยุทธ์  วีรยุทฺโธ), สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล

มหาปรินิพพานสถูป

มหาปรินิพพานสถูป

มหาปรินิพพานสถูป

สถูปมหาปรินิพพาน ตั้งอยู่ด้านหลังของมหาวิหาร ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ปรินิพพาน ใต้ต้นไม้สาละคู่

หลวงจีนถังซัมจั๋ง ผู้เดินทางมาถึงสถานที่พุทธปรินิพพาน (พ.ศ. ๑๑๖๓-๑๑๘๗) ได้พรรณนาไว้ตอนหนึ่งว่า “กุสินาราเมืองหลวงของมัลละกษัตริย์ อยู่ในสภาพซากปรักหักพัง มองเห็นเมืองและหมู่บ้านเป็นสถานที่ร้าง จะมีคนอยู่อาศัยภายในกำแพงเมืองเก่าเพียงเล็กน้อย”

“บริเวณด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำหิรัญญวดี เป็นอุทยานสาลวันมีไม้สาละขึ้นเป็นหมู่ใหญ่ ลักษณะของไม้สาละ เปลือกเป็นสีขาวบ้างเขียวบ้าง ใบสาละสะอาดเป็นเงา ไม่ขรุขระ ในป่ามีไม้สาละใหญ่ ๔ ต้น บริเวณนี้มีวิหารใหญ่ก่ออิฐปูนหลังหนึ่ง ภายในวิหารมีพระพุทธรูปแบบสีหไสยาสน์ คือในลักษณะประทับนิพพาน หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ มีลักษณะเหมือนกำลังบรรทมหลับ ข้าง ๆ วิหารใหญ่มีสถูปใหญ่อีกแห่งหนึ่งซึ่งจารึกว่าพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นผู้สร้าง แม้ลักษณะจะทรุดโทรมหักพังไปเป็นอันมากแล้ว แต่ก็ยังมีความสูงเหลืออยู่ถึง ๒๐๐ ฟุต ข้างหน้าพระสถูป มีหลักศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกว่าที่นี่เป็นที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานของพระตถาคต”

สถูปแห่งนี้ได้ถูกค้นพบและเปิดเผยอย่างสมบูรณ์แบบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙ โดยท่าน Sir A.C.L. Carlley  มีความสูง ๑๙.๘๑ เมตร ได้พบวัตถุโบราณมากมาย ระบุว่า อิฐที่บรรจุด้านในประทับตราของพระเจ้าไชยคุปต์ มีอักษรภาษาสันสกฤตจารึกบนแผ่นทองแดงประกอบด้วยข้อความในนิทานสูตร จากแนวลึกดิ่งลงตรงศูนย์กลางของสถูป ๑๐.๓๖ เมตร พบสถูปองค์เล็กอยู่ในสภาพสมบูรณ์ สูง ๒.๘๒ เมตร ภายในบรรจุพระพุทธรูปปางสมาธิ

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ มีการซ่อมแซมโดยการบริจาคของท่าน อู โป กยู (U Po Kyu) และท่าน อู โป เหล่ง (U Po Hlaing) เป็นชาวพม่า เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๔๗๐ ได้ประกอบพิธีเปิดพระสถูป โดยมีตัวแทนพระสงฆ์ ๑๖ รูป นำโดยพระอาจารย์ อู จันทรมณี เจ้าอาวาสวัดพม่า เมืองกุสินาราสมัยนั้น มีการนำเอาวัตถุที่เป็นทอง เงิน ทองแดง แผ่นจารึก ฝังไว้ด้านในพร้อมคำอธิบายข้อเท็จจริงและรายละเอียดของการขุดค้นด้วย

มหาปรินิพพานสถูป

มหาปรินิพพานสถูป

คำบูชาสถูปปรินิพพาน

วันทามิ อิมัง ปะรินิพพานะถูปัง , อิมัสมิง กุสินารายัง , สาละวะโนทะเย พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปะรินิพพานัฎฐาเน ,อะยัง วันทะนา อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ

คำแปล

ข้าพเจ้า ขอกราบไหว้สถูปเป็นที่ปรินิพพานนี้ ณ สาลวโนทยาน ที่เมืองกุสินารานี้ อันเป็นสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอการกราบไหว้นี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ความเจริญ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เทอญฯ

พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม ผู้เขียนหนังสือคู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน

พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม ผู้เขียนหนังสือคู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน

ผู้เขียนและคณะได้รับความเมตตาเป็นอย่างสูงจากท่านพระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม ได้อธิบายให้ความรู้อย่างละเอียด ภายหลังจึงได้รู้ว่าท่านเป็นผู้เขียนหนังสือคู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งซึ่งเราใช้นำทางจากกรุงเทพฯมาสู่สังเวชนียสถาน

มกุฏพันธนเจดีย์

มกุฏพันธนเจดีย์

มกุฎพันธนเจดีย์

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน และทำการบูชา ณ สาลวโนทยาน สิ้น ๗ วันแล้ว  วันที่ ๘ ได้ทำการเคลื่อนย้ายพระบรมศพไป ณ  มกุฎพันธนเจดีย์ เพื่อทำการถวายพระเพลิงพุทธสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า

มกุฎพันธนเจดีย์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของตัวเมือง ห่างจากวิหารปรินิพพาน ๑.๖๑ กิโลเมตร  เมื่อเจ้ามัลละกษัตริย์อัญเชิญพระบรมศพจากอุทยานสาลวันเข้าไปทางทิศเหนือของตัวเมืองแล้ว ขบวนก็ผ่านไปทางประตูเมืองด้านทิศตะวันออกเลยไปถึงมกุฏพันธนเจดีย์ที่ปรากฏอยู่วันนี้ เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นมาภายหลังการถวายพระเลิง ชาวบ้านเรียกว่า รามภาร์

ภายหลังการถวายพระเพลิงพุทธสรีระแล้ว โทณะพราหมณ์ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนกษัตริย์ที่จัดกองทัพมาเพื่อขอส่วนแบ่งแห่งพระบรมสารีริกธาตุ ๘ เมือง ดังนี้

๑. พระเจ้าอชาตศัตรู ได้สร้างสถูปประดิษฐานไว้ ณ เมืองราชคฤห์

๒. กษัตริย์ลิจฉวี สร้างสถูปไว้ ณ เมืองไพศาลี

๓. กษัตริย์ศากยวงศ์ สร้างสถูปไว้ ณ กรุงกบิลพัสดุ์

๔. กษัตริย์อัลละกัปปะแห่งพูลี ได้สร้างสถูปไว้ที่ เมืองอัลละกัปปนคร

๕. กษัตริย์โกลิยะ ได้สร้างสถูปไว้ ณ รามคาม

๖. พราหมณ์เวฏฐทีปกนคร ได้สร้างสถูปไว้ที่เวฏฐทีปกนคร

๗. กษัตริย์มัลละ ได้สร้างสถูปไว้ที่เมืองกุสินารา

๘. กษัตริย์มัลละแห่งปาวา ได้สร้างสถูปไว้ที่เมืองปาวานคร

สถานที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ

สถานที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ

มกุฏพันธนเจดีย์

พุทธสถานที่สำคัญในเมืองกุสินารามีมหาปรินิพพานสถูปโทณพราหมณ์เจดีย์และมกุฏพันธนเจดีย์ ที่ถวายพระเลิงพุทธสรีระ ซึ่งมีชื่อท้องถิ่นว่า รามภาร์ กา ตีลา (Rambhar ka tila) อันเป็นที่ประกอบพิธีอภิเษกในการเข้ารับตำแหน่งเป็นรัฐบาล มัลละกษัตริย์ได้ยกขึ้นเป็นที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ โดยตั้งเชิงตะกอนขึ้นในบริเวณ มกุฏพันธนเจดีย์ เมื่อถวายพระเพลิงแล้วจึงก่อสถูปลง ณ ที่ถวายพระเลิงนั้นท่ามกลางทางสี่แพร่ง สถูปนั้นปัจจุบันชาวบ้านเรียกว่า รามาภาร์  หลวงจีนมานมัสการที่นี่ได้บันทึกไว้ว่าเห็นวิหารใหญ่หลังหนึ่ง ชื่อมกุฏพันธนะ มีภิกษุอยู่ในวิหารถึง ๑๐๐ รูป

ในพระพุทธประวัติกล่าวว่า เมื่อได้ทำการสักการะบูชาพระบรมศพครบ ๗ วัน มัลละกษัตริย์ก็เตรียมการอัญเชิญพระพุทธสรีระไปถวายพระเพลิง ตอนแรกคิดจะชะลอพระพุทธสรีระไปทางทิศใต้ แล้วถวายพระเพลิงนอกเมือง แต่เมื่อมัลลาปาโมกข์เข้าไปจะยกพระพุทธสรีระก็เกิดอัศจรรย์ยกไม่ขึ้น พระอนุรุทธะจึงชี้แจงว่า ความประสงค์ของมัลละกษัตริย์ไม่ตรงตามประสงค์ของเทพยดาเจ้า เทพยดาประสงค์จะให้นำขบวนพระพุทธสรีระไปทางทิศเหนือเข้าสู่ตัวเมืองกุสิืนาราแล้วผ่านกลางเมือง ไปออกประตูเมืองด้านตะวันออก ตรงไปยังมกุฏพันธนเจดีย์แล้วถวายพระเพลิงที่นั่น

มัลละกษัตริย์ทราบความประสงค์ของเทพยดาเช่นนั้น จึงตกลงแห่พระพุทธสรีระไปตามเส้นทางที่กล่าวจนถึงมกุฏพันธนเจดีย์ จึงอัญเชิญพระพุทธสรีระขึ้นสู่เชิงตะกอนไม้แก่นจันทน์สูงถึง ๑๒๐ ศอก แล้วก็จุดเพลิง แต่เกิดอัศจรรย์อีก ไฟไม่ติด ทำอย่างไรก็ไม่ติด มัลละกษัตริย์จึงรับสั่งถามอนุรุทธะว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น พระอนุรุทธะทูลชี้แจงว่า เทพยดาเจ้ายังคอยพระมหากัสสปะ สาวกผู้ใหญ่ก่อน ขณะที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน พระมหากัสสปะอยู่ในป่าใกล้เมืองปาวา เมื่อทราบข่าวการปรินิพพานก็รีบเดินทางมายังมกุฏพันธนเจดีย์ กระทำประทักษิณาวัตรพระพุทธสรีระ ๓ รอบ แล้วเข้าไปกราบพระบาท ขอประทานอภัยโทษในทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจล่วงเกินไว้ ทันทีนั้นไฟก็ลุกขึ้นที่เชิงตะกอนด้วยอานุภาพแห่งเทพยดาเหล่านั้น  : พระวิเทศโพธิคุณ (วีรยุทธ์  วีรยุทฺโธ), สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล

คำบูชาสถานที่ถวายพระเพลิง

วันทามิ อิมัง เจติยัง , มะกุฎพันธะนะสัญญิตัง ทัสสะนียัง, สังเวชะนียัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต สะรีรัสสะ ฌาปะนัฎฐานัง , อะยัง วันทะนา อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ

ข้าพเจ้า ขอกราบไหว้พระเจดีย์อันมีชื่อว่า มกุฎพันธนเจดีย์ เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันเป็นสถานที่ควรเห็น ควรให้เกิดเป็นความสังเวช

ขอการกราบไหว้นี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ความเจริญของข้าพเจ้าทั้งหลาย เทอญฯ

คำอธิษฐาน ณ มกุฏพันธนเจดีย์

ด้วยอำนาจบุญกุศล ความตั้งใจ ที่ข้าพเจ้าได้เดินทางจาริกมาน้อมสักการะ ณ สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ ของพระศาสดา ณ ที่นี้ ขอจงเป็นบารมี เป็นพลวะปัจจัย เกื้อหนุนให้ ทุกข์ โศก โรคภัยของข้าพเจ้าจงหมดสิ้นไป ศัตรูหมู่มาร ปัจจามิตร (ระบุชื่อ….) ผู้จ้องทำลายล้างทั้งหลายจงได้พินาศไป ด้วยอำนาจแห่งเพลิงทิพย์ที่เผาไหม้พระวรกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และด้วยอำนาจแห่งพุทธบารมีด้วยเทอญ ฯ

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

ประวัติความเป็นมา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ตั้งอยู่ที่เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย เริ่มการก่อสร้างตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๓๗ ภายใต้ดำริของพระสุเมธาธิบดี อดีตอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุฯ โดยมีพระราชรัตนรังษี (ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์) เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.๒๕๔๒ ด้วยแรงศรัทธาของคณะสงฆ์ไทย คณะพุทธบริษัทชาวไทย และชาวพุทธในประเทศอินเดีย พร้อมใจกันสร้างขึ้น ณ เมืองกุสินารา อันเป็นสังเวชนียสถานที่ดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาคืนสู่มาตุภูมิ น้อมถวายเป็นพุทธบูชา และเฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี และในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๗๒ พรรษา

(ภาษาไทย) วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
(ภาษาอังกฤษ) WAT THAI KUSINARACHALERMRAJ

สถานที่ตั้ง
ตั้งอยู่ในเขตพุทธสถานระหว่างสาลวโนทยาน ที่เสด็จดับขันธปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับ มกุฏพันธนเจดีย์ (รามภาร์) ที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ กับ โทณพราหมณ์เจดีย์ ที่ มอบพระบรมสารีริกธาตุให้กษัตริย์ ๘ พระนคร

การติดต่อ
WAT THAI KUSINARACHALERMRAJ
P.O. & DISTT. KUSHINAGAR, ๒๗๔๔๐๓ (U.P.) INDIA
PHONE: ๐๐๑ ๙๑ ๕๕๖๔ ๒๗๓๐๑๖-๑๗
FAX : ๐๐๑ ๙๑ ๕๕๖๔ ๒๗๓๐๑๘
E-Mail : kusinara980@gmail.com
Website: http://www.watthaikusinara.org (English)
http://www.watthaikusinara-th.org (ภาษาไทย)

พระมหาเจดีย์ "พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา"

พระมหาเจดีย์ “พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา”

สำหรับผู้แสวงบุญ เมื่อไปถึงเมืองกุสินาราแล้ว ไม่ควรพลาดที่จะเข้าไปเยี่ยมชม :

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ จะได้พบโครงการที่ท่านจะได้ร่วมบุญเพื่อประโยชน์แก่มวลมนุษย์ อาทิ ทุนภัตตาหาร การศึกษา ยารักษาโรค พร้อมปัจจัยสี่ และเป็นทุนการรักษาพยาบาลพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ผู้ปฎิบัติกิจพระพุทธศาสนา , ทุนเพื่อบำรุงบูรณะและปฎิสังขรณ์ศาสนสถาน

พุทธวิหาร สาลวโนทยาน ๙๖๐ สวรรค์บนดิน ชายแดนอินเดีย-เนปาล สถานที่ปลดทุกข์เห็นสุขทันตา ศาลาพักข้างทางของผู้แสวงบุญ ห้องน้ำ ห้องสุขา ที่จัดภัตตาหารถวายแด่พระสงฆ์ ระหว่างเดินทาง และเป็นศาลาเอนกประสงค์ รับประทานอาหารแบบปิกนิก ที่พัก ดื่มน้ำชา กาแฟ คลินิกปฐมพยาบาล ตู้ยาสามัญ

ท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ)

ท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ)

ผู้เขียนและคณะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ)

ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์  วีรยุทโธ)

ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ)

รู้สึกเป็นเกียรติและเกรงใจมาก เพราะไปถึงเมื่อพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว ท่านราชฯ กรุณาสนทนาอย่างเป็นกันเอง สอบถามทุกข์สุข พร้อมกับสนทนาแกมบังคับให้กลับมาวัดในเวลาเช้าอีกครั้ง ซึ่งคณะของเราก็เต็มใจปฏิบัติตาม

อาหารไทยมื้อแรกในอินเดีย ดั่งอาหารจากสวรรค์ ด้วยความเมตตาของท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ)

อาหารไทยมื้อแรกในอินเดีย ดั่งอาหารจากสวรรค์ ด้วยความเมตตาของท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ)

เช้าวันนี้เอง มีโอกาสได้ไปถวายภัตตาหารเช้าที่ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ และบุญกุศลก็ได้กลับมาในทันใด คณะแม่ชีได้จัดอาหารไทยไว้ต้อนรับคณะของผู้เขียน ตกใจและประหลาดใจมากเป็นความรู้สึกปิติและอบอุ่น ความรู้สึกขณะนั้นคืออาหารไทยในประเทศอินเดียมื้อนี้อร่อยที่สุดในโลก

พระมหาเจดีย์ พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

พระมหาเจดีย์ พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

การได้เข้าพบท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ) ผู้เขียนไม่ทราบมาก่อนเลยว่า ท่านเป็นผู้เขียนหนังสือสู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล เพราะเข้าใจว่าผู้แต่งคือ พระวิเทศโพธิคุณ   จนกระทั่งเวลา ลากลับท่านได้มอบหนังสือชื่อเดียวกันนี้พร้อมลายเซ็นมอบเป็นที่ระลึก เกิดความปิติเป็นครั้งที่สอง มาอินเดียได้ก็เพราะหนังสือเล่มนี้ ขามาหอบมาหนึ่งเล่ม ขากลับได้กลับเป็นสองเล่ม บุญหนุนนำแท้ ๆ สาธุ

พระมหาเจดีย์ พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

พระมหาเจดีย์ พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

มูลนิธิวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
373/4-5 ซ.รามคำแหง 39 แยก 7 เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10130
Tel. :  0-2184-4539 – 40 Fax. :  0-2184-4541
Website :  
www.mulnidhiwatthaikusinara.org 
Email : info@mulnidhiwatthaikusinara.org

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ (๙๕๐) ประเทศอินเดีย
Wattthai Kusinarachalermraj
P.O & Distt, Kushinagar 274403 (U.P.) INDIA
Tel. : (91) 5564-271189 Fax. :  (91) 5564-272089
Website :  www.watthaikusinara.org (english) , www.watthaikusinara-th.org (ภาษาไทย)
E-mail :  kusinara980@gmail.com

วัดไทยลุมพินี มหาวิหาร (๙๗๙) ประเทศเนปาล
Royal Thai Monastery Lumbini
Lumbini Sacred Garden, East Monastic Zone,
Dist.Rupandihi, Lumbini, Nepal
Tel. :  (977)-71-580222, Fax. : (977)-71-580271
Website :  www.watthailumbini.org (engligh) , www.watthailumbini-th.org (ภาษาไทย)
E-mail :  lumbini979@gmail.com

วัดไทยเชตวันมหาวิหาร (๙๘๐) นครสาวัตถี ประเทศอินเดีย
Wat Thai Chetavan Mahavihar Sravasti
Bahrampur – Baharaich Highway,
P.O., Sravasti, Distt Balrampur., (U.P) India.
Tel. : (91) 9415-270696, (91) 9415-261662
Website :  www.watthaichetavan.org
E-mail :  chetavan980@gmail.com

“พุทธวิหาร สาลวโนทยาน ๙๖๐” โสนารี – อินเดีย
Ninth and Sixty Salavanotayan
Gorakhpur – Sonauli Road, Near Sonauli Border
P.O., Nautanwa, Distt. Maharajgant, (U.P)
Tel. :  (91) 9415-270696, (91) 9415-261662
Website :  www.watthai960.org
E-mail :  salavanotayan960@gmail.com 

ข้อมูลเพิ่มเติม:

ดอกสาละกำลังบาน..ที่มหาปรินิพพานสถูป กุสินารา อินเดีย จาก บล็อคคมสรัญญี (ท่านคมสรณ์)

.

ข้อมูลอ้างอิง :

พระวิเทศโพธิคุณ (วีรยุทธ์  วีรยุทฺโธ), สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล : ธรรมสภาและสถาบันลือธรรม,  2544.

พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม, คู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน กรุงเทพฯ : ดาวเหนือ, 2549.

พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์  วีรยุทโธ), พระพุทธมนต์ (ฉบับ ตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล) กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, 2550 .

http://www.watthaikusinara-th.org/

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ ตามลิงค์

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : บทนำ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หนึ่ง กรุงเทพฯ กัลกัตตา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สอง เมืองกัลกัตตา เมืองพุทธคยา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สาม เมืองพุทธคยา เมืองราชคฤห์ เขาคิชกูฎ มหาวิทยาลัยนาลันทา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สี่ เมืองพุทธคยา เมืองพาราณสี เมืองสารนาถ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่ห้า เมืองพาราณสี เมืองกุสินารา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หก เมืองกุสินารา ตำบลกาเซีย

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่เจ็ด กุสินารา ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล)

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่แปด ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล) โครักขปูร์ เดลลี กรุงเทพฯ

Posted in 3. ตะวันสัญจร | 1 Comment

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่ห้า เมืองพาราณสี เมืองกุสินารา

อรุณรุ่งริมฝั่งคงคามหานที

อรุณรุ่งริมฝั่งคงคามหานที

เมืองพาราณสี อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำคงคา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองลักเนา เมืองหลวงของรัฐอุตรประเทศ และเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

แม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์

แม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์

หลวงวิจิตรวาทการได้เขียนไว้ในหนังสือของดีเมืองอินเดีย ว่า ถ้ามาอินเดียแล้วไม่ถึงเมืองพาราณสี ถือว่ายังมาไม่ถึงอินเดีย

เพราะพาราณสียังคงเอกลักษณ์ความเป็นอินเดียโดยแท้ จะเห็นว่าประเพณีโบราณเก่าแก่ เช่น การอาบน้ำล้างบาป การเผาศพ การบูชาสุริยเทพ ฯลฯ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ยังมีให้เห็นตลอดเวลา แม้กาลเวลาจะผ่านพ้นกว่าสามพันปีแล้วก็ตาม

พาราณสีเป็นชื่อเก่าแก่แต่โบราณ กล่าวกันว่าการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์มักจะเกี่ยวข้องกับเมืองพาราณสี

จึงเป็นดินแดนบำเพ็ญบารมีเพื่อเตรียมการเป็นพระพุทธเจ้า

ล่องเรือดูวิถีชีวิตริมแม่น้ำคงคา

ล่องเรือดูวิถีชีวิตริมแม่น้ำคงคา

เล่าขานตำนานคงคา โดยพระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม

แม่น้ำคงคาที่ปรากฏอยู่ในมหากพย์มหาภารตะนั้นเป็นที่ยอมรับกันในกลุ่มคนผู้นับถือศาสนาฮินดู มีความเป็นมาดังนี้

“คงคา” ในฐานะที่เป็นเทพธิดานั้น เป็นราชธิดาคนโตของราชาหิมวัต และพระนางเมนาแห่งภูเขาหิมาลัย เชื่อกันว่า เดิมทีเดียวนั้นแม่น้ำคงคาอยู่บนสวรรค์ ดังนั้น แม่น้ำคงคาจึงมีชื่อเรียกอยู่มากมายที่เกี่ยวข้องกับสวรรค์ อาทิ สุรสรวันตี สุรนที สุรนิมนะคา วโยมคงคม เป็นต้น

ตำนานเกี่ยวกับแม่น้ำคงคาที่ไหลลงมายังโลกมนุษย์นั้นมีอยู่ว่า

ในสวรรค์ สงครามระหว่างเทวดาและอสูรที่ปรากฎอยู่ตลอดเวลานั้น ครั้งหนึ่งในสงคราม พระอินทร์รบชนะฆ่าหัวหน้าอสูรวฤตะ บรรดาเหล่าเสนาอสูรได้หนีไปหลบซ่อนอยู่ในทะเล หลังจากพ่ายแพ้ เหล่าอสูรก็พากันคิดการที่จะทำลายล้างจักรวาลและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ในครั้งนั้นอสูรมีความเชื่อว่า โลกทั้งสามตั้งอยู่ได้ด้วยอำนาจของตบะ พวกอสูรจึงเริ่มทำลายมนุษย์ผู้รู้เกี่ยวกับการบำเพ็ญตบะก่อน โดยได้ออกมากินและเข่นฆ่าพราหมณ์ ฤษี เป็นจำนวนมากในเวลากลางคืน และหลบซ่อนอยู่ในทะเลในเวลากลางวัน ทำให้ไม่มีใครสามารถค้นหาเหล่าอสูรพบ

วิถีชีวิตริมฝั่งคงคา

วิถีชีวิตริมฝั่งคงคา

โลกมนุษย์ในเวลานั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ในทุก ๆ เช้าซากศพที่ปราศจากเลือดและเนื้อของเหล่าพราหมณ์และฤษีจะกระจายอยู่เกลื่อนกลาด เมื่อพราหมณ์และฤษีถูกฆ่าเป็นจำนวนมาก การบูชายัญก็ไม่ได้ถูกปฏิบัติขึ้นเช่นกัน พระอินทร์และเหล่าเทวดาทั้งหลายได้พากันเข้าพบพระวิษณุ พระวิษณุได้ตรัสบอกว่าเหล่าอสูรหลบซ่อนอยู่ในทะเลและได้ให้คำแนะนำแก่เหล่าเทวดาว่า ให้ไปขอให้ฤษีอคัสติดูดกลืนน้ำทะเลทั้งหมดไว้

เหล่าเทวดาจึงไปที่อาศรมของฤษี กล่าวสรรเสริญฤษีและขอความช่วยเหลือ ซึ่งฤษีก็ยินดีช่วย ในการดูดกลืนน้ำทะเลของฤษีอคัสติในครั้งนั้น มนุษย์ นาคา กินนร ยักษ์ และคนธรรพ์จำนวนมากต่างพากันทาดู ด้วยอำนาจแห่งการบำเพ็ญตบะ ฤษีอคัสติได้ดูดกลืนน้ำทะเลไว้จนหมด เหล่าอสูรจึงถูกเทวดาค้นพบและถูกฆ่าตายไปเป็นจำนวนมาก

หลังจากจบสิ้นสงคราม เหล่าเทวดาได้ขอให้ฤษีอคัสติทำให้น้ำทะเลกลับคืนดังเดิม แต่ฤษีอคัสติได้กล่าวว่าน้ำทะเลนั้นได้ถูกย่อยไปหมดแล้ว ไมาสามารถที่จะทำให้กลับคืนเหมือนดังเดิมได้ เหล่าเทวดาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและเสียใจ จึงได้ไปพบพระพรหม ซึ่งพระพรหมกล่าวกับเทวดาว่าเมื่อถึงเวลาแล้ว น้ำทะเลจะกลับคืนดังเดิมตามธรรมชาติอีกครั้ง ด้วยบรรดาญาติของพระราชาภังคีรถเป็นต้นเหตุ

ชาวฮินดูอาบน้ำล้างบาปที่แม่น้ำคงคา

ชาวฮินดูอาบน้ำล้างบาปที่แม่น้ำคงคา

ในราชวงค์อิศวากุ มีพระราชาที่ยิ่งใหญ่พระนามว่า สาคร มีมเหสีสองพระองค์ ทั้งสามพระองค์ได้ไปบำเพ็ญตบะที่ภูเขาไกรลาสด้วยความปรารถนาจะได้พระราชโอรส ด้วยอำนาจแห่งการบำเพ็ญตบะ พระศิวะได้ให้พรแก่พระราชาสาครว่า โอรสจำนวนหกหมื่นพระองค์จะประสูติจากพระมเหสีองค์หนึ่ง และทั้งหมดจะถูกทำลายไปพร้อมกัน ส่วนพระมเหสีอีกพระองค์หนึ่งจะประสูติพระโอรสองค์เดียวที่จะเป็นผู้สืบทอดราชวงศ์

ในกาลต่อมา พระมเหสีทั้งสองพระองค์ทรงพระครรภ์ เมื่อถึงกำหนด พระมเหสีองค์หนึ่งได้ประสูติออกมาเป็นผลน้ำเต้า พระราชาจะนำผลน้ำเต้านั้นไปทิ้ง แต่มีเสียงจากสวรรค์ดังขึ้นว่า ให้นำเมล็ดของผลน้ำเต้านั้นไปเก็บไว้ในภาชนะที่บรรจุเต็มด้วยเนยใส หลังจากได้ยินเสียงนั้นพระราชาได้ปฏิบัติตาม จากนั้นเป็นเวลานานพอสมควร พระราชโอรสจำนวนหกหมื่นพระองค์ได้ปรากฏขึ้นมา  พระราชโอรสจำนวนหกหมื่นพระองค์นี้หยิ่งยโสและมีอำนาจมาก ได้ท่องเที่ยวรบกวน เกะกะระรานไปทั่วและรบกับเหล่าเทวดา รากษส และคนธรรพ์อยู่บ่อยครั้ง

ต่อมาพระราชาสาครมีความประสงค์ที่จะจัดพิธีอัศวเมธ (การบูชายัญด้วยม้า) และม้าที่จะนำมาทำพิธีได้ถูกปล่อยให้ท่องเที่ยวไปตามที่ต่าง ๆ โดยมีกองทัพของพระราชโอรสทั้งหกหมื่นพระองค์คอยติดตามและป้องกัน ม้าชื่ออุปการได้ไปถึงทะเลที่ปราศจากน้ำและสูญหายไป พระราชาสาครได้รับสั่งให้พระราชโอรสทั้งหกหมื่นค้นหาม้าให้พบ พระโอรสทั้งหมดได้ออกตามหาม้าไปทั่วสารทิศ แต่ก็ไม่พบ พระราชาได้รับสั่งอีกครั้งว่าอย่ากลับมาถ้าหาม้าไม่พบ พระราชโอรสทั้งหกหมื่นจึงได้ออกเดินทางตามหาม้าอีกครั้ง

ในครั้งนี้ได้พบหลุม ๆ หนึ่งปรากฎอยู่ในสภาพที่เคยเป็นทะเลมาก่อน  พระราชโอรสทั้งหกหมื่นพระองค์จึงช่วยกันขุดหลุมนั้น ในการขุดหลุมพระราชโอรสทั้งหกหมื่นพระองค์ได้เข่นฆ่าอสูร นาค รากษส และสัตว์อื่น ๆ เป็นจำนวนมาก พระราชโอรสทั้งหกหมื่นพระองค์ขุดหลุมด้วยความโกรธจนทะลุไปสู่อีกสถานที่หนึ่ง ในสถานที่นั้นพระราชโอรสทั้งหกหมื่นพระองค์ได้พบม้าอุปการและฤษีกปิละ ด้วยความปรารถนาที่จะได้ม้า พระราชโอรสทั้งหกหมื่นวิ่งไปที่ม้าด้วยความโกรธ และไม่ได้ให้ความสนใจต่อฤษีด้วยความโกรธเช่นกัน ฤษีกปิละมองไปยังพระราชโอรสทั้งหกหมื่นแล้วปรากฎเปลวไฟพวยพุ่งออกมาจากดวงตาฤษีกปิละ เผาผลาญพระราชโอรสทั้งหกหมื่นมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน

เทวะฤษีนารถได้มองเห็นเหตุการณ์นี้จึงได้ไปบอกแก่พระราชาสาคร พระราชาเศร้าโศกพระทัยและตรัสเรียกหาพระราชนัดดาอังศุมนตะที่เกิดจากพระราชโอรสของมเหสีอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งพระราชโอรสพระองค์นั้นถูกขับออกจากเมืองเนื่องจากทำความผิดไปจับลูกของประชาชนคนหนึ่งโยนลงไปในแม่น้ำ และมีรับสั่งให้ไปนำม้ากลับคืนมาเพื่อประกอบพิธี พระราชนัดดาอังศุมนตะของพระราชาสาครได้ไปพบฤษีกปิละด้วยความนอบน้อม ฤษีได้กล่าวกับพระราชนัดดาว่า พระราชโอรสทั้งหกหมื่นพระองค์ที่ถูกเผานั้นจะได้ขึ้นสวรรค์ เมื่อพระนัดดาของพระราชนัดดาได้นำแม่น้ำคงคาลงจากสวรรค์ชำระเถ้าถ่านของพระราชโอรสทั้งหกหมื่นให้บาปหมดสิ้นไป หลังจากนั้น ษีได้มอบม้าคืนให้พระาราชนัดดาอังศุมนตะเพื่อนำกลับไปประกอบพิธีอัศวเมธ

ทุกท่าน้ำจะมีชาวฮินดูอาบน้ำเต็มไปหมด

ทุกท่าน้ำจะมีชาวฮินดูอาบน้ำเต็มไปหมด

ในกาลต่อมา พระราชาสาครได้มอบราชสมบัติให้แก่พระราชนัดดาอังศุมนตะ เมื่อถึงเวลาอันสมควร พระราชาอังศุมนตะได้มอบราชสมบัติให้กับพระราชโอรสนาม ติลีปะ พระราชาติสีปะหลังจากทราบเรื่องเกี่ยวกับบรรพบุรุษแล้วได้พยายามที่จะนำแม่น้ำคงคาจากสวรรค์มายังโลกมนุษย์ แต่ก็ไม่ประสบผล ต่อมาพระองค์ได้มอบราชสมบัติให้พระโอรสภังคีรถ พระราชาภังคีรถทรงทราบเรื่องเกี่ยวกับบรรพบุรุษด้วยความเศร้าโศก พระองค์ได้มอบราชสมบัติให้ผู้สำเร็จราชการดูแล ส่วนพระองค์ได้ไปบำเพ็ญตบะที่ภูเขาหิมาลัย พระราชาภังคีรถได้บำเพ็ญตบะอย่างอุกฤษฎ์ อาหารของพระองค์เป็นเพียงผลไม้ รากไม้ และน้ำเท่านั้น

เวลาผ่านไปหนึ่งพันปี เทพธิดาคงคามาปรากฎต่อพระองค์และยินยอมที่จะลงมายังโลกมนุษย์ แต่เทพธิดาคงคาตรัสว่า แรงของน้ำคงคาที่ตกลงมาจากสวรรค์นั้นไม่มีอะไรที่ทานรับได้ในสามโลกนี้นอกจากพระศิวะ เมื่อได้ยินดังนั้น พระราชาภังคีรถได้ไปบำเพ็ญตบะอย่างหนักอีกครั้งที่ภูเขาไกรลาส

ในกาลต่อมา พระศิวะได้ปรากฏพระองค์ต่อพระราชาภังคีรถ และตรัสว่า “พระองค์จะรองรับแม่น้ำคงคาที่ไหลลงจากสวรรค์”  เมื่อได้ยินเช่นนั้น พระราชาภังคีรถได้อัญเชิญแม่น้ำคงคาให้ลงมา  พระศิวะเมื่อเห็นน้ำคงคาไหลลงมาจากสวรรค์ พระองค์ได้ขึ้นรองรับให้แม่น้ำคงคาตกลงที่มุ่นมวยผม หลังจากที่แม่น้ำคงคาลงมายังโลกมนุษย์แล้วก็ได้ไหลตามพระราชาภังคีรถที่ได้เสด็จนำทางไปยังกองเถ้าถ่านของบรรพบุรุษ จากการไหลของแม่น้ำคงคาจากภูเขาไกลาสไปยังสถานที่ตั้งของกองเถ้าถ่านอันเคยเป็นทะเลมาก่อน ทะเลจึงกลับคืนมาอีกครั้ง และแม่น้ำคงคาที่ลงมายังโลกมนุษย์เพราะพระราชาภังคีรถจึงมีชื่อกล่าวขานกันอีกชื่อหนึ่งคือ “ภางคีรถี”

จากที่แม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำแห่งสรวงสวรรค์ และตกลงมายังโลกมนุษย์โดยไหลผ่านพระเมาฬีของเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ จึงมีคำกล่าวสรรเสริญแม่น้ำคงคาอยู่มากมายในวรรณคดีของอินเดีย และเชื่อกันในกลุ่มคนผู้นับถือศาสนาฮินดูว่า น้ำในแม่น้ำคงคามีความบริสุทธิ์ บาปทั้งหลายทั้งปวงที่กระทำจะถูกชำระล้างให้หมดสิ้นไป เมื่อบุคคลนั้นได้สัมผัสหรือลงอาบน้ำในแม่น้ำคงคา  แม่น้ำคงคาเป็นหนทางไปสู่สรวงสวรรค์หลังจากที่ได้ละจากโลกมนุษย์นี้ไป

………………………………………………………………………………………………….

ความเชื่อเรื่องการล้างบาป

พวกพราหมณ์นิยมเชื่อถือเรื่องการอาบน้ำล้างบาป โดยเชื่อว่าแม่น้ำคงคาโดยเฉพาะที่ท่าเมืองพาราณสีนั้นศักดิ์สิทธิ์มาก สามารถล้างบาปได้  พวกพราหมณ์ จึงพากันลงอาบน้ำล้างบาปอย่างน้อยวันละ ๒ ครั้ง คือ เช้าและเย็น ถือว่าบาปที่ทำตอนกลางวันล้างด้วยการลงอาบน้ำในตอนเย็น ส่วนบาปที่ทำตอนกลางคืนก็ล้างได้ด้วยการลงอาบน้ำในตอนเช้า  ที่เชื่อกันว่ากระแสน้ำในแม่น้ำคงคาศักดิ์สิทธิ์นั้นเพราะเชื่อว่าได้ไหลผ่านเศียรของพระศิวะลงมาท่าน้ำแห่งแม่น้ำคงคาที่เมืองพาราณสี จึงเป็นบุณยสถานของชาวอินเดียทั้งปวงในสมัยนั้น

ปัจจุบันนี้ก็ยังเชื่อถือกันอยู่และยังเชื่อต่อไปอีกว่า ใครก็ตามที่ตายและได้เผาที่ท่าน้ำเมืองพาราณสีแล้วกวาดกระดูกลงแม่น้ำคงคาก็เป็นอันเชื่อได้ว่าต้องไปสวรรค์แน่นอน พวกเศรษฐีนิยมมาปลูกบ้านทิ้งไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา เมื่อป่วยหนักคิดว่าจะไม่รอดแล้วพวกญาติก็จะนำมาที่บ้านริมแม่น้ำ พอตายก็จะได้สะดวกในการเผาที่ริมแม่น้ำและกวาดกระดูกลงแม่น้ำไป

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วพระองค์ทรงสนทนากับบรรดาพราหมณ์ผู้ที่ไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคาเพื่อล้างบาปเป็นใจความว่า “ถ้าต้องการล้างบาปไม่จำเป็นต้องไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคา ขอให้ชำระกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์ คือ เว้นทุจริตทางกาย วาจา ใจ และประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ นั่นแหละคือการอาบน้ำล้างบาปมีในศาสนาของพระองค์ ถ้าประพฤติอยู่ในสุจริตแล้ว แม้น้ำดื่ม น้ำอาบ ธรรมดาก็จะกลายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย อนึ่ง ถ้าน้ำในแม่น้ำคงคาสามารถล้างบาปได้จริงและอำนวยผลให้ผู้ลงไปอาบไปสวรรค์ได้จริงแล้ว พวก กุ้ง หอย ปู ปลา ก็มีโอกาสไปสวรรค์ได้มากกว่ามนุษย์เพราะอาศัยอยู่ในแม่น้ำนั้นตลอดเวลา”

ท่ามณิกรรณิการ์ฆาต สถานที่ยอดนิยมในการปลงศพ เผาศพ ของชาวฮินดู

ท่ามณิกรรณิการ์ฆาต สถานที่ยอดนิยมในการปลงศพ เผาศพ ของชาวฮินดู

ท่ามณิกรรณิการ์ฆาต โดย พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์  วีรยุทโธ)

ท่ามณิกรรณิการ์ฆาต นับว่าศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง พิธีกรรมต่างๆ ทำกันที่นี่ แม้แต่การเผาศพในคัมภีร์ปุราณะยืนยันว่าพระศิวะเสด็จมาที่นี้และต่างหูของพระองค์อีกข้างหนึ่งหลุดตกลง ณ ที่ตรงนี้ จึงเรียกว่ามณีกรรณิการ์ ตามชื่อของต่างหูนั้น ท่าน้ำนี้จึงถือว่าเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในบรรดาท่าน้ำทั้งหลาย ทุกคนต้องการให้ซากศพของตนได้มาเผาที่นี่ และทุกคนพยายามอาบน้ำตรงนี้ด้วย จึงนับเป็นภาพแปลกประหลาดที่สุดในโลก คือ คนเป็นคนตายอาบและเผาอยู่ที่เดียวกัน

พิธีเผาศพของชาวฮินดูริมแม่น้ำคงคา มีความเชื่อว่าผู้ตายจะได้ไปสวรรค์

พิธีเผาศพของชาวฮินดูริมแม่น้ำคงคา มีความเชื่อว่าผู้ตายจะได้ไปสวรรค์

เพลิงที่จุดไว้ ๔,๐๐๐ ปีไม่เคยดับ มีศพหามกันมาไม่เคยหยุด เรียกว่า เผากันทั้งปีเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ เมื่อกองไฟกองหนึ่งมอดลง ญาติของผู้ตายจัดการระบายกระดูกเถ้าถ่านลงแม่น้ำคงคาแล้ว เจ้าภาพของศพที่คอยอยู่ก็เข้าแทนที่ ขนดุ้นฟืนดุ้นใหญ่ ๆ ออกมาวางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เป็นรูปเหลี่ยม เมื่อสูงพอสมควรแล้ว เขาก็ช่วยกันหามศพลงแคร่ สังเกตได้ว่าบางศพยังสดมาก เพราะเมื่อขึ้นมาถูกหิ้วตัวยังงอได้ ศพนั้นจะถูกนำไปวางบนกองฟืนแล้วเอาฟืนที่เหลือสุมลงไป จนกระทั่งมองไม่เห็นศพ เสร็จแล้วเอาน้ำมันราดแล้วจุดไฟขึ้น ญาติทั้งหลายจะมารุมล้อมที่กองฟืน พากันหลั่งน้ำตาแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง เคราะห์ดีที่รัฐบาลสมัยนี้ห้ามมิให้ผู้เป็นเมียต้องกระโดดเข้ากองไฟตายตามผู้สามี มิฉะนั้นแล้วภาพเช่นนั้นคงยังมีโอกาสได้เห็น

ควันไฟจากการเผาศพไม่เคยเลือนหายไปจากเมืองพาราณสีมาเนิ่นนานประมาณ 2,500 ปีแล้ว

ควันไฟจากการเผาศพไม่เคยเลือนหายไปจากเมืองพาราณสีมาเนิ่นนานประมาณ ๒,๕๐๐ ปีแล้ว

ตามฝั่งแม่น้ำคงคาจะมีอาคารที่พักสำหรับผู้มารอรับความสุข คือ บูชาพระอาทิตย์และอาบน้ำในแม่น้ำคงคายามพระอาทิตย์ส่องฟ้า ส่วนผู้ที่มารอรับความตาย บูชาอัคนี ที่พักจะเรียงรายกันอยู่เรียกว่า Morana Hotel มรณาโฮเต็ล ชื่อเข้าใจง่ายดีแท้

สายน้ำแห่งความศรัทธาที่ผูกพันอยู่กับวิถีชีวิตของชาวฮินดูนับตั้งแต่การเกิดจนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

สายน้ำแห่งความศรัทธาที่ผูกพันอยู่กับวิถีชีวิตของชาวฮินดูนับตั้งแต่การเกิดจนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

กิจกรรมตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก วนเวียนเช่นนี้หลายพันปี แต่วัฎสังสาร ยาวไกลกว่านั้น

.

 

ข้อมูลอ้างอิง :

พระวิเทศโพธิคุณ (วีรยุทธ์  วีรยุทฺโธ), สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล : ธรรมสภาและสถาบันลือธรรม,  2544.

พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม, คู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน กรุงเทพฯ : ดาวเหนือ, 2549.

พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์  วีรยุทโธ), พระพุทธมนต์ (ฉบับ ตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล) กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, 2550 .

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ ตามลิงค์

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : บทนำ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หนึ่ง กรุงเทพฯ กัลกัตตา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สอง เมืองกัลกัตตา เมืองพุทธคยา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สาม เมืองพุทธคยา เมืองราชคฤห์ เขาคิชกูฎ มหาวิทยาลัยนาลันทา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สี่ เมืองพุทธคยา เมืองพาราณสี เมืองสารนาถ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่ห้า เมืองพาราณสี เมืองกุสินารา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หก เมืองกุสินารา ตำบลกาเซีย

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่เจ็ด กุสินารา ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล)

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่แปด ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล) โครักขปูร์ เดลลี กรุงเทพฯ

Posted in 3. ตะวันสัญจร | Leave a comment

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สี่ เมืองพุทธคยา เมืองพาราณสี เมืองสารนาถ

เมืองพาราณสี อีกฟากฝั่งของแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์

เมืองพาราณสี อีกฟากฝั่งของแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์

พาราณสี

“ปัจจุบันเมืองพาราณสีตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกแห่งแม่น้ำคงคา เป็นศูนย์กลางการค้าและแหล่งผ้าไหมกาสีอันมีชื่อเสียงของแคว้นกาสีในสมัยพุทธกาล ถนนในเมืองพลุกพล่านไปด้วยรถนานาชนิด ผู้คนเดินกันหนาแน่น นอกจากนี้ยังมีสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น โค กระบือ แพะ แกะ ลา สุนัข อยู่ในที่ทั่วไปของเมือง โดยเฉพาะวัวจะมีมากเป็นพิเศษ”

เส้นทางสู่เมืองพาราณสี

เส้นทางสู่เมืองพาราณสี

สภาพถนนจากเมืองพุทธคนาไปเมืองพาราณสี ปัจจุบันสภาพก็ไม่ต่างจากอดีต

พาหนะ

พาหนะ

พาหนะที่เราได้อาศัยมาก็มีเหตุเกิดความเสียหาย ยางแตกต้องหยุดรถเพื่อเปลี่ยนยาง

สารถีต้องมีทักษะหลายอย่างนอกจากขับรถเป็นต้องเปลี่ยนยางได้ด้วย

สารถีต้องมีทักษะหลายอย่างนอกจากขับรถเป็นต้องเปลี่ยนยางได้ด้วย

สารถีของคณะเรา ทำหน้าที่เปลี่ยนยางได้อย่างคล่องแคล่ว เนื่องจากประสบการณ์การขับรถมากพอสมควร บาบูของเราจึงมียางอะไหล่และเครื่องมือพร้อมติดรถอยู่เสมอ ระหว่างที่รอเปลี่ยนยาง ผู้เขียนก็แอบลุ้นขออย่าให้การเดินทางมีอุปสรรคเลย

แม่น้ำคงคา

แม่น้ำคงคา

แม่น้ำคงคามีกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัย ชาวฮินดูถือว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลมาจากสรวงสวรรค์

วัดไทยสารนาถ ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย

วัดไทยสารนาถ ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย

วัดไทยสารนาถ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยมูลนิธิมฤคทายวันมหาวิหาร มีพระครูประกาศสมาธิคุณ วัดมหาธาตุฯ เป็นประธาน มีพระครูสรวิชัย พระสงฑ์อินเดียเป็นเจ้าอาวาส

พระพุทธรูปจำลอง "พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา" จากพิพิธภัณฑ์เมืองสารนาถ

พระพุทธรูปจำลอง “พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา” จากพิพิธภัณฑ์เมืองสารนาถ

สารนาถ

สารนาถอยู่ทางทิศเหนือ ห่างจากตัวเมืองพาราณสีประมาณ ๘ กิโลเมตร เดิมเรียกว่า “ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน” ที่ได้ชื่อว่าสารนาท เมื่องมาจากอดีตชาติของพระพุทธเจ้าครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ ได้เป็นที่พึ่งของกวาง ซึ่งมาจากคำว่า “สารังคนาถ” แปลว่า “ป่าซึ่งเป็นที่พึ่งของกวาง”

หลังจากพระพุทธเจ้าทรงตัดสินพระทัยที่จะเผยแพร่พระพุทธศาสนา   พระองค์ทรงระลึกถึงพระคุณของพระอาจารย์ของพระองค์ คือ ท่านอาฬารดาบสกับท่านอุทกดาบส จึงได้ตรวจสอบด้วยญาณจึงทราบว่าอาจารย์ทั้งสองท่านได้เสียชีวิตลงแล้ว    พระพุทธเจ้าจึงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ซึ่งเคยได้อุปถัมน์ ซึ่งต่อมาได้ละทิ้งพระองค์ไปอยู่ที่ป่าอิสิปตมฤคทายวัน จึงได้ออกเดินทางเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์เหล่านั้น พระพุทธองค์ได้เสด็จเดินทางจากพุทธคยา สู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน มีระยะทางตามคัมภีร์ว่าระยะทาง ๑๘ โยชน์ ใช้เวลาเดินทาง ๑๑ วัน จุดที่พระพุทธองค์ได้พบเหล่าปัจจวัคคีย์ ปัจจุบันได้ก่อสร้างเป็นสถูปชื่อ เจาคันธีสถูป

เจาคันธีสถูป เป็นรูปแปดเหลี่ยมตั้งอยู่บนเนินดิน  สูงประมาณ ๗๔ ฟุต  สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เข้าใจว่าเดิมคงเป็นรูปบาตรคว่ำ  และได้ซ่อมแซมเพิ่มเติมในสมัยคุปตะ  ต่อมาได้ถูกกษัตริย์มุสลิมเตอร์กทำลายเสียหายหมด   แต่ที่เหลือให้เห็นเป็นรูปทรงแปดเหลี่ยมเนื่องจากกล่าวกันว่า  สมัยหนึ่งพระเจ้าอักบาร์กษัตริย์มุสลิม ได้ระลึกถึงคุณของพระเจดีย์ที่พระเจ้าหุมายุนผู้เป็นบิดาที่ได้มาหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่อย่างปลอดภัย  เมื่อครั้งที่ถูกเชอชาล์ฝ่ายศัตรูขับไล่มา  จึงได้ซ่อมแซมใหม่ทำเป็นรูปแปดเหลี่ยม

เจาคันธีสถูป เป็นสถานที่พระพุทธเจ้าพบปัญจวัคคีย์เป็นครั้งแรกหลังจากที่เสด็จมาจากพุทธคยา

เจาคันธีสถูป เป็นสถานที่พระพุทธเจ้าพบปัญจวัคคีย์เป็นครั้งแรกหลังจากที่เสด็จมาจากพุทธคยา

เมื่อได้พบปัญจวัคคีย์แล้ว (ตรงบริเวณที่ตั้งของเจาคัณฑีสถูปในปัจจุบัน) ได้ทรงแสดงปฐมเทศนาชื่อว่า “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” (ณ บริเวณธัมเมกขสถูป ในปัจจุบัน)

ธัมมจักกัปปวัตนสูตรโดยย่อคือ  ทรงปฏิเสธสิ่งที่นักบวชสมัยนั้นนิยมทำกัน คือ เรื่องทรมานตนให้ลำบาก และการปล่อยชีวิตไปตามกามมากเกินไป    สองสิ่งนี้พระองค์ทรงเคยผ่านการทดลองมาแล้ว   ทรงทราบว่าไม่ใช่ทางตรัสรู้   พระองค์จึงทรงค้นพบทางสายกลางที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามมรรคมีองค์ ๘  กล่าวโดยย่อคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ประกอบด้วย ปัญญาอันเห็นชอบ ๑, ความดำริชอบ ๑ , เจรจาชอบ ๑ , การงานชอบ ๑ , เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ , พยายามชอบ ๑ , ระลึกชอบ ๑, ตั้งจิตชอบ ๑

เมื่อแสดงธรรมจบ  ท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม ถึงกับกล่าวออกมาว่า

“ ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธธัมมันติ   สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา ”

และขออุปสมบทเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา ทำให้พระรัตนตรัยครบสมบูรณ์ คือมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ตรงกับวันเพ็ญเดือนแปด หรือ วันอาสาฬหบูชา ในเวลาย่ำค่ำ พระอาทิตย์ใกล้จะอัสดง ขณะที่พระจันทเพิ่งโผล่ขึ้นพ้นขอบฟ้า แสดงว่าท้องฟ้าขณะนั้นมีทั้งพระอาทิตย์และพระจันทร์ส่องสว่างอยู่

ธัมมเมกขสถูป

ธัมมเมกขสถูป

ธัมเมกขสถูป

สถูปโบราณทรงบาตคว่ำก่อด้วยหินทราย สถูปสร้างอุทิศแด่ผู้เห็นธรรม (ธัมเมกข = ธัมมะ ซึ่งแปลว่า ธรรม + อิกขะ ซึ่งแปลว่า เห็น) หมายถึง  “สถานที่แสดงธรรมที่นำพาให้ถึงความหลุดพ้น”

ธัมเมกขสถูป สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช มียอดทรงกรวย สูงประมาณ ๘๐ ฟุต วัดโดยรอบประมาณ ๑๒๐ ฟุต

เดินทักษิณา สวดมนต์ รอบธัมมเมกขสถูป

ธัมมเมกขสถูป

ใกล้ ๆ กันมีสถูปที่สำคัญอีกแห่งคือ  “ธรรมราชิกสถูป” ซึ่งปัจจุบันเหลือแต่ฐานทรงกลมก่อสร้างด้วยอิฐ เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเทศนาธรรม อนัตตลักขณสูตร

อนัตตลักขณสูตร คือ พระธรรมเทศนาที่พระบรมศาสดา ตรัสสอนภิกษุ ปัญจวัคคีย์ เมื่อจบพระธรรมเทศนานี้แล้ว พระปัญจวัคคีย์ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ พร้อมกันทั้ง ๕ รูป เพิ่มจำนวนพระอรหันต์ขึ้นในโลกเป็น ๖ รูป มีใจความย่อว่า

รูปคือร่างกาย เวทนาคือความรู้สุขทุกข์ สัญญาคือความจำ สังขาร คือสภาพที่เกิดกับใจ ปรุงใจให้ดีบ้าง ชั่วบ้าง วิญญาณคือใจ รวมเรียกว่า ขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตน ถ้าเป็นตนจริงแล้ว ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่อความลำบาก ผู้เป็นเจ้าของก็จะปรารถนาได้ตามใจหวัง แต่ความจริงขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตน ผู้ที่ถือว่าเป็นเจ้าของจึงปรารถนาให้เป็นไปตามใจหวังไม่ได้

แล้วทรงถามความเห็นของท่านปัญจวัคคีย์ให้ตอบด้วยความจริงใจว่า ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงก็เป็นทุกข์ เมื่อเป็นทุกข์ก็มีความแปรปรวนเป็น ธรรมดา จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าของเรา เป็นของเรา เป็นตนของเรา แล้ว ทรงสอนให้ละความยึดถือว่า ขันธ์ ๕ ที่ล่วงไปแล้ว หรือยังไม่มาก็ดี เกิดขึ้น จำเพาะบัดนี้ก็ดี หยาบหรือละเอียด เลวหรืองาม อยู่ใกล้หรือไกลก็ดี ทั้งหมด ก็สักแต่ว่าเป็นขันธ์ ๕ พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงว่าไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตนของเรา เห็นประจักษ์ใจเช่นนี้ ย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จิตก็พ้นจากความถือมั่น

เมื่อพระศาสดาตรัสสอนอยู่ดังนี้ พระปัญจวัคคีย์น้อมใจพิจารณาไป ตามพระธรรมเทศนา จิตก็พ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่น ด้วยอุปาทาน

อนึ่ง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นปฐมเทศนา ท่านอัญญาโกณฑัญญะ ได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระโสดาบัน เพียงรูปเดียว แต่อนัตตลักขณสูตร สามารถทำให้ท่านทั้ง ๕ ซึ่งบรรลุโสดาบันแล้ว สำเร็จภูมิธรรมชั้นสูงสุด เป็นพระอรหันต์ได้ จึงนับว่าเป็นสูตรสำคัญ

เดินทักษิณา สวดมนต์ รอบธัมเมกขสถูป

เดินทักษิณา สวดมนต์ รอบธัมเมกขสถูป

ป่าอิสิปตนมฤคทาย แปลว่า ป่าอันยกให้แก่หมู่กวาง และเป็นที่ชุมนุมฤๅษี เป็นสถานที่สงบและเป็นที่ชุมนุมของเหล่าฤาษีและนักพรตต่าง ๆ ที่มาบำเพ็ญตบะและโยคะเพื่อเข้าถึงพรหมัน (ตามความเชื่อในคัมภีร์อุปนิษัทของพรามหณ์) เหล่าปัจจวัคคีย์ที่ปลีกตัวมาจากเจ้าชายสิทธัตถะจึงมาบำเพ็ญตบะที่นี่ ภายหลังจากที่พระองค์หยุดการทรมาณพระวรกายหันมาเสวยอาหาร ปัจจวัคคีย์จึงเลิกศรัทธา

ระลึกถึงพระรัตนตรัย

ระลึกถึงพระรัตนตรัย

คำบูชาสถานที่แสดงปฐมเทศนา

วันทามิ ภันเต ภะคะวา อิมัง ธัมเมกขะเจติยัง สังเวชะนียัง ฐานัง,ยัตถาคะโตมหิ, สัทธัสสะ กุละปุตตัสสะ ทัสสะนียัง, อาสาฬะหะปุณณะมิยัง, อิธะ พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย ตะถาคะเตนะ ปัญจะวัคคิยานัง ภิกขูนัง อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะฐะมัง ปะวัตเตตวา จัตตาริ อะริยะสัจจานิ ปะกาสิตานิ

สาธุ โน ภันเต, อิเมหิ สักกาเรหิ อะภิปูชะยามิ , สวากขาตัญจะ นะมามิ, มัยหัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯ

คำแปล

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้า ได้มาถึงแล้วธัมเมกะสถูปนี้ อันเป็นสังเวชนียสถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ควรทัสสนา[ควรเห็น] อันเป็นสถานที่พระตถาคตเจ้า ได้ยังพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยมให้เป็นไป ทรงประกาศอริยสัจจ์สี่ เป็นครั้งแรก แก่พระภิกษุปัจจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสีนี้ ในวันอาสาฬหปุณณมี.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้า ขอบูชาโดยยิ่งด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ และขอน้อมระลึกถึงพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ขอการบูชาสักการะในครั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตลอดกาลนาน เทอญฯ

ข้อมูลจากหนังสือพระพุทธมนต์ ตามรอยบาทพระศาสดา โดย พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ)

พระรัตนตรัยสมบูรณ์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

พระรัตนตรัยสมบูรณ์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ธรรมเมกขสถูป เป็นสถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาประกาศพระสัจธรรมเป็นครั้งแรกที่นี่

พระธรรมเมกขสถูป สถานที่ระลึกถึงที่ซึ่งดวงตาเห็นธรรม และพระสงฆ์รูปแรกของโลกคือพระอัญญาโกญทัญญะ

พระธรรมเมกขสถูป สถานที่ระลึกถึงที่ซึ่งดวงตาเห็นธรรม และพระสงฆ์รูปแรกของโลกคือพระอัญญาโกญทัญญะ

ต่อมา พระเจ้าอโศกมหาราช ประมาณ ๓๐๐ กว่าปีภายหลังพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราช ได้บูรณะและก่อสร้างศาสนสถานเพิ่มเติมครั้งใหญ่เพื่อถวายเป็นอนุสรณียสถานแก่พระพุทธเจ้า อาทิ สถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมธรรมเทศนาและพระธรรมเทศนาอื่น ๆ แก่เบญจวัคคีย์ และหมู่คันธกุฎีของพระพุทธเจ้า ในบริเวณป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  และกลุ่มพุทธสถานเหล่านี้ได้เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยราชวงศ์คุปตะ ราว พ.ศ. ๑๓๐๐

ลวดลายศิลปะอันงดงาม

ลวดลายศิลปะอันงดงาม

ต่อมาได้ถูกทิ้งร้างไปเมื่อกษัตริย์โมกุลเข้าปกครองอินเดีย จนท่านอนาคาริก ธรรมปาละ ชาวศรีลังกา ได้มาบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้ง และได้รับการบูรณะจากรัฐบาลอินเดียเรื่อยมา ทำให้สารนาถกลายเป็นจุดหมายปลายทางในการแสวงบุญที่สำคัญแห่งหนึ่งของชาวพุทธทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน

"ธัมเมกขสถูป" สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา

“ธัมเมกขสถูป” สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา

พระเจ้าอโศก ได้เสด็จมานมัสการที่สารนาถแล้วได้สร้างถาวรวัตถุไว้มากมาย โดยเฉพาะเสาหินอโศก ซึ่งงดงามมากสามารถเข้าชมได้ที่พิพิธภัณฑ์เมืองสารนาถ

หลวงจีนฟาเหียน (พระสังถัมจั๋ง) เดินทางจากประเทศจีนมาถึงสารนาถช่วงราชวงศ์คุปตะ ได้บันทึกในจดหมายเหตุว่า มีพระอยู่ประจำประมาณ ๑,๕๐๐ รูป มีสถูปสูงประมาณ ๑๐๐ เมตร มีศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกและถาวรวัตถุมากมาย

ตามจดหมายเหตุของหลวงจีนพระถังซัมจั๋ง ยืนยันว่าเมื่อท่านเดินทางมาบูชาพระสถูปแห่งนี้ ท่านได้เห็นพระพุทธรูปทองคำประดิษฐานทุกช่องรอบองค์สถูป ซึ่งมีทั้งหมด ๘ ช่อง มีสถูปใหญ่อยู่ ๔ องค์

นักโบราณคดีชาวอังกฤษได้ร่วมมือกับนักโบราณคดีชาวอินเดีย ลงมือขุดค้นปูชนียสถานที่สำคัญก่อน คือ สังเวชนียสถานทั้งสี่แห่ง พันเอกแมคเคนซีเป็นนักสำรวจคนแรกและได้ทำเครื่องหมายแผนผังเอาไว้ทุกที่ ต่อมา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๗๗ ได้มีการขุดสำรวจครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ โดยการนำของท่านเซอร์อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม นักโบราณคดีชาวอังกฤษ สถูปธรรมเมกขะสถูปที่เห็นในปัจจุบันเป็นสถูปที่สร้างขึ้นมาใหม่  เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๓๕๘  รวมใช้เวลาในการก่อสร้าง  ๕๖ ปี ธรรมเมกขะสถูปมีความสูง  ๑๔๓ ฟุต  กว้างโดยรอบ  ๗๕ ฟุต  เส้นผ่าศูนย์กลาง  ๔๗.๕ ฟุต

เมื่อกษัตริยโมกุล นำกองทัพอิสลามเข้ารุกรานอินเดีย พุทธสถานในอินเดียก็พลอยถูกทำลายไปด้วย แม้สารนาถที่ถูกเผาทำลายจนกระทั่งท่นอนาคาริกธรรมปาละ ชาวศรีลังกา เมื่อแรกเห็นถึงกับช็อกเพราะสถานที่ของชาวพุทธกลายเป็นที่ทิ้งขยะ มีสุกรขุดคุ้ยหาอาหาร ชาวบ้านได้พังสถูปเพื่อนำอิฐไปขายในราคาถูก ท่านได้มาบูรณะให้สมบูรณ์อีกครั้ง เมื่อปี ค.ศ. ๑๘๙๑

ยสสถูป สถานที่พระยสเถระบรรลุพระอรหันต์ พระอริยสาวกองค์ที่ 6 พร้อมบิดาของท่านที่ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เป็นอุบาสกคนแรกของโลก

ยสสถูป สถานที่พระยสเถระบรรลุพระอรหันต์ พระอริยสาวกองค์ที่ 6
พร้อมบิดาของท่านที่ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เป็นอุบาสกคนแรกของโลก

ยสเจตียสถาน

สถานที่แห่งความไม่ขัดข้อง ไม่มีความวุ่นวาย เป็นเจดีย์ขนาดเล็ก มีอาคารสี่เหลี่ยมมุงไว้อย่างดี สถานที่นี้เชื่อกันว่า พระพุทธองค์ทรงแสดงอิทธาภินิหารโปรดพระยสกุลบุตร ผู้เป็นบุตรเศรษฐีแห่งเมืองพาราณสีด้วยอนุปพพิกถาในข้อธรรมที่แสดง ทาน ศีล สวรรค์ เนกขัมมะ กามาทีนพ ตามลำดับ เป็นผลให้ ยสมานพได้ดวงตาเห็นธรรม และให้บิดาได้เป็นปฐมอุบาสก  มารดาและภรรยาได้เป็นปฐมอุบาสิกา

สถานที่นี้ระลึกได้ถึง พระยสมาณพผู้ซึ่งประสบทุกข์ในการครองชีวิตในฐานะบุตรเศรษฐี เมื่อสดับพระพุทธวจนะ “ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง มาเถิดยสะ นั่งลง เราจักแสดงธรรมแก่เธอ”

ใกล้ ๆ กันมีสถูปที่สำคัญอีกแห่งคือ  “ธรรมราชิกสถูป” สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงอนัตตลักขณสูตรโปรดปัญจวคีย์     สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช พระสถูปองค์นี้มีความเก่าแก่ที่สุดเท่าที่ค้นพบในบริเวณนี้  ลักษณะเดิมนั้นเป็นทรงบาตรคว่ำเหมือนธรรมเมกขะสถูปที่เห็นในปัจจุบันด้วยอิฐบล็อกแดง  เพื่อบรรจพระบรมสารีริกธาตุ  แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าปัจจุบันนี้เหลืออยู่เพียงแค่ฐานเท่านั้นเอง   ทั้งนี้ เนื่องมาจากว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๗ ชาคัด สิงห์ มหาอำมาตย์ของมหาราชเชตสิงห์ ผู้ครองเมืองพาราณสี  ต้องการก้อนอิฐก้อนใหญ่ ๆ ไปก่อสร้างเมือง ต้องการถมที่สร้างสะพานข้ามแม่น้ำเข้าสู่ตัวเมืองพาราณสีและท่าน้ำ  จึงทำลายองค์สถูปใหญ่เพื่อเอาก้อนอิฐไปก่อสร้าง และมีการพบผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระองค์สั่งให้บดละเอียดแล้วนำไปโปรยลงในแม่น้ำคงคาตามความเชื่อของผู้นับถือศาสนาฮินดู  

พระมูลคันธกุฎี พระคันธกุฎีที่ประทับจำพรรษาของพระพุทธองค์ในพรรษาแรก

พระมูลคันธกุฎี พระคันธกุฎีที่ประทับจำพรรษาของพระพุทธองค์ในพรรษาแรก

พระมูลคันธกุฎี 

เป็นกุฏิที่ประทับพรรษาแรกของพระพุทธเจ้า

เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาแรกและพรรษาที่ ๑๒  ลักษณะเป็นอาคารปลูกสร้างแบบอินเดียโบราณ มีรูปร่างทางสถาปัตยกรรมให้เห็นเป็นที่สดุดตา ตามลักษณะเป็นศิลาทรายสลับด้วยอิฐก่อปูน บางแห่งสลักลวดลายเสลา  ด้านตะวันออกคือที่ตั้งเสาหิน ด้านทิศใต้มีเจดีย์หินทรายบรรจุสิ่งของสำคัญ ใกล้ ๆ กันยังปรากฏเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช สูง ๕๐ ฟุต แม้จะหักออกเป็นสี่ท่อน ก็รู้สึกได้ถึงความสง่างาม บนหัวเสามีสิงห์อโสกแผ่สีหนาทไปทั่วสี่ทิศ ซึ่งเก็บไปไว้แสดงในพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์เมืองสารนาท เป็นที่เก็บรักษาโบราณวัตถุที่ขุดค้นได้บริเวณสารนาถ ได้แก่ พระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ พระอวโลกิเตศวร พระศรีอริยเมตไตรย เทวรูปเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ เป็นสถานที่ที่น่าเข้าไปชมเป็นอย่างยิ่ง มีค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงสถานที่ และปิดทำการวันศุกร์

สิงห์ 4 หัวบนยอดเสาพระเจ้าอโศกมหาราช ภายในพิพิธภัณฑ์เมืองสารนาถ  สัญลักษณ์ของประเทศอินเดีย

สิงห์ ๔ หัวบนยอดเสาพระเจ้าอโศกมหาราช ภายในพิพิธภัณฑ์เมืองสารนาถ สัญลักษณ์ของประเทศอินเดีย

เสาศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราช มีลักษณะเป็นมันเลี่ยมและเรียบ   ที่หลักศิลามีการจารึกเป็นข้อความเป็นอักษรพรหมมี ส่วนหัวสิงห์ ซึ่งปัจจุบันได้นำไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองสารนาถ นั้นมีสภาพที่ดีมาก ปัจจุบันสิงห์พระเจ้าอโศกมหาราชปรากฎเป็นตราราชการแผ่นดินของอินเดีย  มีรูปสิงโต ๔ ตัวนั่งผินหลังชนกันสภาพเดิมนั้น มีรูปธรรมจักรเอาไว้ด้วย แต่น่าเสียดายว่า รูปธรรมจักรหักหล่น หาเศษได้เพียงเล็กน้อย ไม่สามารถประกอบเข้าเป็นรูปธรรมจักรอย่างเดิมได้ ก็คงเห็นแต่เบื้องล่างของสิงโตทั้ง ๔ ตัว ที่ยังมีรูปธรรมจักรอยู่ครบทั้ง ๔ ด้าน ซึ่งเป็นรูปกงล้อๆละ ๒๔ ซี่ เท่ากับจำนวนปฏิจจสมุปบาท ในระหว่างรูปธรรมจักรทั้ง ๔ มีรูปสัตว์ ๔ ชนิดคือ ช้าง โค ม้า สิงโต
      ช้าง หมายถึง พระพุทธมารดาทรงสุบินนิมิต เห็นช้างเผือก เมื่อพระองค์ถือปฏิสนธิในครรภ์พระมารดา
     ม้า หมายถึง ม้ากัณฑกะที่พระองค์ใช้เป็นพาหนะออกบวชและเป็นสหชาติของพระองค์
โค หมายถึง วงศ์ของพระองค์หรือวันที่พระองค์เสด็จไปแรกนาขวัญกับพระบิดา แล้วนั่งสมาธิเจริญอานาปานสติจนได้ฌานสมาบัติ
     ราชสีห์ หมายถึง พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ซึ่งแผ่ไปทั่ว ไม่มีอะไรต้านทานได้เหมือนพญาราชสีห์ เมื่อจะออกไปหากินส่งเสียงคำราม สัตว์น้อยใหญ่ต่างก็เกรงขาม หลีกทางให้หมด

หรือ บางท่านอาจจะให้ความหมายว่ารูปสัตว์ทั้งสี่ คือ ราชสีห์ ช้าง ม้า โค  คือความหมายแห่ง อำนาจ ความกล้าหาญ ความมั่นใจ โดยพลังหมายถึงผู้พิทักษ์ทิศทั้งสี่ ส่วนดอกบัวหมายถึงต้นกำเนิดชีวิต

หรือ บางท่านก็ให้ความเห็นว่า  ราชสีห์ หมายถึง พลังอำนาจ , ม้า หมายถึง ฝีเท้ารวดเร็ว,  ช้าง หมายถึง ปัญญาชาญฉลาดสุขุมลุ่มลึก และโค หมายถึง ความแข็งแรง อดทน  สัตว์ผู้ทรงความยิ่งใหญ่ทั้งสี่นี้จะคอยเฝ้าพิทักษ์พระธรรมจักร

ด้านล่างของสิงห์มีอักษรเทวนาคี ถอดความได้ว่า

“ความจริงเท่านั้นมีชัยชนะเหนือทุกสิ่ง”

ด้วยความหมายที่อุดมเช่นนี้รัฐบาลอินเดียจึงได้ใช้รูปสิงห์จตุรทิศอันสง่างามที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกนี้ ใช้เป็นตราแผ่นดิน เช่นเดียวกับตราครุฑของไทยเรา

พระพุทธรูปปางปฐมเทศนาสมัยคุปตะ ในพิพิธภัณฑ์เมืองสารนาถ นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่สวยงามที่สุดในโลกองค์หนึ่ง

พระพุทธรูปปางปฐมเทศนาสมัยคุปตะ ในพิพิธภัณฑ์เมืองสารนาถ นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่สวยงามที่สุดในโลกองค์หนึ่ง

พระพุทธรูปปางปฐมเทศนาประทับนั่งขัดสมาธิ เป็นศิลปะคุปตะที่สง่าโดดเด่นงดงามที่สุด พระพักตร์แย้ม พระหัตถ์อยู่ในท่าแสดงธรรม หัวแม่มือกับนิ้วชี้กรีดเป็นวงกลม อันเป็นเครื่องหมายของธรรมจักร และยกพระหัตถ์เบื้องซ้ายขึ้นประคองพระหัตถ์เบื้องขวาไว้ เรียก ธรรมจักรมุทระ ที่ใต้ฐานสลักเป็นรูปปัญจวัคคีย์กับอุปฐากกำลังนั่งประนมมือ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าพระพุทธองค์ประทับเหนือธรรมจักร เบื้องหลังที่เห็นเป็นวงกลมนั้นเรียกว่า ประภามณฑล มีเทพเจ้าสององค์แสดงความเคารพทั้งสองข้าง

ในวงการพุทธศิลป์ถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่เป็นแบบฉบับทางศิลปกรรมที่สวยงามที่สุดของอินเดีย

พระพุทธรูปปางปฐมเทศนานี้ สร้างระหว่างปี พ.ศ. ๘๕๐ – ๑๑๕๐ สร้างโดยพระนางกุมารเทวี พระชายาของพระเจ้าโควินทจันทร์ กษัตริย์ผู้ครองนครกาโนช (เมืองลัคเนาว์ ในปัจจุบัน)

ข้อมูลอ้างอิง :

พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม, คู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน กรุงเทพฯ : ดาวเหนือ, 2549. 224 หน้า.

พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์  วีรยุทโธ), พระพุทธมนต์ (ฉบับ ตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล) กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, 2550 . 258 หน้า.

พระมหาพัน สุภาจาโร, พาแม่เที่ยวอินเดีย

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ ตามลิงค์

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : บทนำ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หนึ่ง กรุงเทพฯ กัลกัตตา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สอง เมืองกัลกัตตา เมืองพุทธคยา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สาม เมืองพุทธคยา เมืองราชคฤห์ เขาคิชกูฎ มหาวิทยาลัยนาลันทา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สี่ เมืองพุทธคยา เมืองพาราณสี เมืองสารนาถ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่ห้า เมืองพาราณสี เมืองกุสินารา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หก เมืองกุสินารา ตำบลกาเซีย

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่เจ็ด กุสินารา ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล)

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่แปด ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล) โครักขปูร์ เดลลี กรุงเทพฯ

Posted in 3. ตะวันสัญจร | Leave a comment

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สาม เมืองพุทธคยา เมืองราชคฤห์ เขาคิชกูฎ มหาวิทยาลัยนาลันทา

ภูเขาดงคสิริ สถานที่พระโพธิสัตว์ทรงกระทำทุกขกิริยา

ภูเขาดงคสิริ สถานที่พระโพธิสัตว์ทรงกระทำทุกขกิริยา

เดินทางออกจากพุทธคยาแต่เช้า มุ่งหน้าไปยังเขาคิชฌกูฏ ซึ่งอยู่ในเมืองราชคฤห์

ราชคฤห์ เป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธในสมัยพุทธกาล (ปัจจุบัน คือ จังหวัดนาลันทา รัฐพิหาร) ในอดีตเคยเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็ง และมีอิทธิพลมากแห่งหนึ่ง เป็นเมืองสำหรับการแสวงบุญของชนชาวพุทธ พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับอยู่ในเมืองนี้หลายครั้ง การกระทำปฐมสังคายนาก็ทำที่เมืองนี้

พาหนะสัญจรมีทั้งแรงวัวและแรงม้า

พาหนะสัญจรมีทั้งแรงวัวและแรงม้า

ราชคฤห์นั้นมีอยู่สองเมือง คือ ราชคฤห์เก่า กับราชคฤห์ใหม่ ราชคฤห์ใหม่สร้างต่อจากเมืองเก่า โดยตั้งอยู่เชิงเขามีพระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้สร้าง เมืองนี้มีภูเขาล้อมรอบอยู่ ๕ ลูก คือ เวภาระ ปัณฑวะ อิสิคีรี เวปุลละ และคิชฌกูฏ  จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เบญจคีรีนคร

เมื่อ ๒๕๐๐ ปีก่อน แคว้นมคธนั้นเป็นทางศูนย์การการค้า การศึกษา การปกครอง มีพระเจ้าพิมพิสารปกครองดูแล ประกอบด้วยเมืองสำคัญห้าเมืองด้วยกัน คือ ราชคฤห์, วัชชี, โกศล, วังสะ, อวันตี โดยมีเมืองราชคฤห์เป็นศูนย์กลางอำนาจการปกครอง

เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรูแล้ว มีดำริจะเผยแพร่สิ่งที่พระองค์ได้ตรัสรู้ จึงเดินทางมายังเมืองราชคฤห์ ระหว่างทางได้พราหม์กัสสปะเจ้าลัทธิและบริวารเป็นสาวก ได้ขอบวชและติดตามพระพุทธองค์ เมื่อเข้าเมืองราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารจึงต้อนรับอย่างดี พระพุทธศาสนาจึงได้ตั้งมั่นอยู่ที่แคว้นมคธ

เมดอิน อินเดีย ทนทานขนาด

เมดอิน อินเดีย ทนทานขนาด

ระหว่างทาง เราจะพบเห็นผู้คนพร้อมพาหนะแตกต่างกันไป แต่ก็สามารถร่วมสัญจรบนถนนเส้นเดียวกันได้

ตรงไหนมีที่ยืนได้ ก็ไปด้วยได้

ตรงไหนมีที่ยืนได้ ก็ไปด้วยได้

จะมีที่นั่งหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ขอให้มีที่ยืนเป็นพอ

ขึ้นกระเช้า

ขึ้นกระเช้า

รถยนต์มาส่งคณะของเราแค่เชิงเขา ระยะทางที่เหลือต้องอาศัยกระเช้าไฟฟ้าขึ้นไป บนยอดเขารัตนคีรี

กระเช้าขึ้นเขาแล้วก็วนกลัยลงมาเป็นวงรอบ ไม่มีหยุด ต้องรีบขึ้นนั่งและพร้อมกระโดดลงเมื่อถึงที่หมาย

กระเช้าขึ้นเขาแล้วก็วนกลัยลงมาเป็นวงรอบ ไม่มีหยุด ต้องรีบขึ้นนั่งและพร้อมกระโดดลงเมื่อถึงที่หมาย

ด้วยศรัทธาตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ขจัดความกลัวออกไปได้ ถึงที่หมายโดยสวัสดภาพ

จุดประสงค์ของการสร้างกระเช้าเพื่ออำนวยความสะดวก แต่ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นการวัดใจ จะขึ้นที่สูงต้องสลัดความกลัวทิ้งไป

จุดประสงค์ของการสร้างกระเช้าเพื่ออำนวยความสะดวก แต่ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นการวัดใจ จะขึ้นที่สูงต้องสลัดความกลัวทิ้งไป

ระหว่างทางได้ยินเสียงสวดมนต์ พุทธัง สรนัง คัจฉามิ จนสุดทาง

ระหว่างทางได้ยินเสียงสวดมนต์ พุทธัง สรนัง คัจฉามิ จนสุดทาง

วิศวะศานติสถูป บนยอดเขารัตนคีรี

วิศวะศานติสถูป บนยอดเขารัตนคีรี

มุมที่มองเห็นยอดเขาคิชฌกูฏ

มุมที่มองเห็นยอดเขาคิชฌกูฏ

สมัยที่ พระถังซัมจั๋ง (เหี้ยนจัง) มาถึงที่ยอดเขาคิชฌกูฏท่านได้บันทึกไว้ว่า บนยอดเขามีวิหารหลังหนึ่งอยู่ริมหน้าผา มีลักษณะสูงรูปร่างแปลกตา ภายในวิหารมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ มีขนาดใหญ่เท่าคนจริง

มูลคันธกุฎี บนยอดเขาคิชฌกูฏ

มูลคันธกุฎี บนยอดเขาคิชฌกูฏ

ในสมัยพุทธกาลนั้น พระพุทธองค์ได้เสด็จขึ้นลงยอดเขาแห่งนี้ทุกวันเพื่อไปยังวัดเวฬุวัน ทรงพระราชดำเนินไปตามทางที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวายไว้

คันธกุฎีคิชฌกูฏ

เขาคิชฌกูฏหรือคิชฌบรรพต หนึ่งในเบญจคีรีที่โอบล้อมนครราชคฤห์ มีลักษณะคล้านนกแร้งจึงถูกขนานนามว่า คิชฌกูฏ

มูลคันธกุฏิ ยอดเขาคิชฌกูฏนี้เป็นที่ชาวพุทธถือว่าเป็นสถานที่สำคัญควรมากราบไหว้บูชาเพื่อระลึกถึงพระพุทธองค์ที่เสด็จมาประทับ ณ ยอดเขาแห่งนี้อยู่เสมอ และได้ตรัสแสดงธรรมหลายพระสูตร เช่น มาฆสูตร ธัมมิกสูตร มหาสาโรปมสูตร อาฏานาฏิยสูตร อปริหานิยสูตร เป็นต้น  ผู้มาถึงสถานที่แห่งนี้เหมือนว่าได้มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงที่ประทับ

ที่ประทับของพระพุทธองค์มีขนาดกว้าง ๓ ศอก ๑ คืบ ยาว ๔ ศอก เท่านั้น ขนาดพอสำหรับนั่งและนอนสำหรับพักอาศัยบำเพ็ญเพียร ที่นี่ในอดีตคงจะสงบวิเวกห่างจากการรบกวนใด ๆ

มูลคันธกุฎี บนยอดเขาคิชฌกูฏ มีความกว้าง ๗ คูณ ๑๒ ฟุต

มูลคันธกุฎี บนยอดเขาคิชฌกูฏ มีความกว้าง ๗ คูณ ๑๒ ฟุต

คำบูชาที่มูลคันธกุฏิ ยอดเขาคิชฌกูฏ

วันทามิ ภันเต ภะคะวา อิมัง ระมะนียัง ราชะคะเห คิชฌะกูเฏ มูละคันธะกุฏิง, ยัตถาคะโตมหิ, ยัง อาคัมมะ ราชา พิมพิสาโร มะระณา สันนะกาเล พุทธารัมมะนัง ปีติง ภาเวสิ, ยัสสาวิทูเร ปุพเพ จะตุโลกะ ปาลาทีนัง ธัมโม จะ วินะโย จะ เทสิโต ปัญญัตโต.

สาธุ โน ภันเต, อิเมหิ สักกาเรหิ อะภิปูชะยามิ, สวากขาตัญจะ นะมามิ, มัยหัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ.

คำแปล

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้า ได้มาถึงมูลคันธกุฏิยอดเขาคิชฌกูฏ ในมหานครราชคฤห์แห่งนี้ อันเป็นรมณียสถานที่เคยประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า แลบัญญัติพระวินัย แสดงธรรม อันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ทั้งปวง มีพระอริยสาวก ท้าวจาตุโลกบาล ได้แวดล้อมในการครั้งก่อน

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าขอบูชาโดยยิ่ง ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ และขอน้อมระลึกถึงพระธรรม ที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ขอการบูชาสักการะในครั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข เพื่อมรรคผลนิพพานแก่ข้าพระพุทธเจ้า ตลอดกาลนานเทอญฯ

ถ้ำสุกรชาตา บนเขาคิชฌกูฏ ที่พระสาลีบุตรบรรลุอรหันต์

ถ้ำสุกรชาตา บนเขาคิชฌกูฏ ที่พระสาลีบุตรบรรลุอรหันต์

คำบูชาที่ถ้ำสุกรขาตา

วันทามิ ภันเต ภะคะวา อิมัง คิชฌะกูฏะปัพพะตะปาเท สุกะระขาตะคุหัง, ยัตถาคะโตมหิ, อิธะ โข ปะนะ ภะคะวา เวทะนา ปะริคคะหะสุตตัง เทเสสิ ยัง สุตวา สารีปุตโต อะระหัตตัง สัจฉากาสิ ภาคิเนยโย จัสสะ ปะริพพาชิโก โสตาปัตติผะเล ปะติฏฐะหิ.

สาธุ โน ภันเต, อิเมหิ สักกาเรหิ อะภิปูชะยามิ, สวาขาตัญจะ นะมามิ, มัยหัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ.

คำแปล

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้มาถึงแล้ว ถ้ำสุกรขาตา สถานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงธรรม ชื่อเวทนาปริคหสูตร เป็นเหตุให้พระสารีบุตร ผู้เป็นอัครสาวกได้บรรลุอรหัตผล และทีฆนขปริพาชกได้บรรลุโสดาบันฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าขอบูชาโดยยิ่ง ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ และขอน้อมระลึกถึงพระธรรม ที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ขอการบูชาสักการะในครั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข เพื่อความถึงพร้อมแห่งปัญญาญาณในชาตินี้และชาติหน้า แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตลอดกาลนาน เทอญฯ

คิชฌกูฏ แปลว่า ยอดเขานกแร้ง

คิชฌกูฏ แปลว่า ยอดเขานกแร้ง

ถ้ำพระโมคคัลลานะ

ถ้ำพระโมคคัลลานะ

ระหว่างทางขึ้นยอดเขาคิชฌกูฏ จะพบถ้ำซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่บำเพ็ญเพียรของพระอัครสาวก คือ พระโมคคัลลา พระสาลีบุตร และพระอานนท์ กล่าวกันว่าโดยรอบเขาคิชกูฎนั้น นับเป็นที่สัปปายะของเหล่าพระอริยสาวกและเป็นที่จำพรรษาของพระอรหันต์หลายองค์ เช่น พระมหากัสสปะ พระอนุรุทธะ พระอานนท์ พระปุณเณมันตานีบุตร และพระอุบาลี เป็นต้น

นมัสการถ้ำพระโมคคัลลานะ

นมัสการถ้ำพระโมคคัลลานะ

ทางเดินลงจากเขาคิชฌกูฏ

ทางเดินลงจากเขาคิชฌกูฏ

สถานที่น่าสนใจใกล้เคียง ได้แก่

  • วัดเวฬุวัน ซึ่งเป็นวัดที่พระเจ้าพิมพิสารถวายเป็นสังฆารามในสวนไผ่ นับเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา เป็นสถานที่อีก ๙ เดือนภายหลังตรัสรู้ ได้มีพระสงค์มาชุมนุมกันถึง ๑๒๕๐ รูป ในวันเพ็ญเดือนมาฆะ และได้ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์  วัดเวฬุวันนี้พระพุทธเจ้าทรงประจำพรรษาที่ ๒-๓-๔ และพรรษที่ ๑๗ กับ ๒๐ ภายหลังจากตรัสรู้ พระเวฬุวันวิหารจึงนับเป็นอารามในระยะกาลประดิษฐานพระศาสนาระยะแรกเริ่ม
  • ชีวกัมพวัน เป็นสถานที่หมอชีวกโกมารภัจจ์ สร้างถวายพระพุทธองค์ ในสวนมะม่วง
  • คุกที่คุมขังพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูได้จองจำจนสิ้นพระชนชีพ
ระหว่างทางสู่มหาวิทยาลัยนาลันทา

ระหว่างทางสู่มหาวิทยาลัยนาลันทา

นาลันทา

เมืองนาลันทาเคยเป็นศูนย์กลางของศาสนาชิน คู่เมืองเวสาลีมานาน เดิมชื่อ นาลันทคาม เป็นมาตุภูมิ (บ้านเกิด) ของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ อัครสาวกซ้ายขวาของพระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์เคยตรัสแสดงธรรมหลายพระสูตรที่นาลันทา เศรษฐีทุสสปาวาริกะ เกิดศรัทธาเลื่อมใสอุทิศสวนมะม่วงสร้างเป็นวัดถวายพระพุทธองค์เพื่อเป็นที่พำนัก

ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จไปยังเมืองนาลันทา ประทับที่ปาวาริกัมพวัน ทรงแสดง ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ แก่ภิกษุที่ติดตามไป และทรงปรารภถึงพระสารีบุตรว่า เคยได้กล่าววาจาเลื่อมใสอย่างยิ่งในเราตถาคต ด้วยถ้อยคำว่า ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต จะไม่มีผู้ใดปัญญารู้ยิ่งในพระสัมมาโพธิญาณเสมอเหมือน

มหาวิทยาลัยนาลันทา

มหาวิทยาลัยนาลันทา

มหาวิทยาลัยของโลก

ในครั้งพุทธกาล นาลันทามหาวิหารแห่งนี้เป็นสวนมะม่วงของทุสสปาวาริกเศรษฐี ได้อุทิศถวายแด่พระพุทธเจ้า ในยุคหลังกษัตริย์อินเดียราชวงศ์คุปตะ ทรงเข้าอุปถัมภ์ ทำให้เมืองนาลันทาพัฒนาขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ เป็นหน้าเป็นตาในหมู่นักศึกษา แม้แต่มหาวีระศาสดาแห่งศาสนาเชน หรือชินะ ผู้เชื่อมั่นในการเปลือยกายก็มาเผยแพร่คำสอนที่นี่ด้วยเหมือนกัน ระหว่างศาสนาเชนกับพุทธนั้น มีหลักคำสอนที่คล้ายคลึงกันมาก คือ การปฏิเสธพระเจ้าด้วยกันทั้งคู่ แต่ศาสดามหาวีระเน้นการไม่เบียดเบียน การสันโดษ จึงเปลือยกาย ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ทุกชนิด

การศึกษาในลานันทา

นาลันทาสังฆาราม สถานศึกษาในทางพระพุทธศาสนา ฯพณฯ เยาวราล เนห์รู เขียนไว้ใน Glimpses of World History ว่า สถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพในอินเดียนั้นมี ๔ เมือง คือ ตักสิลา มฤรา อุชเชนี และนาลันทา แต่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับออกสู่สายตาของต่างประเทศก็คือมหาวิทยาลัยนาลันทานี่เอง

ในยุคนั้นมีนักศึกษาประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนมีครูรวมทั้งเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยประมาณ ๑,๐๐๐ คร มีการสอนวิชาทุกอย่างที่อินเดียมีอยู่ในสมัยนั้น สอนทั้งพุทธ พราหมณ์ สอนทั้งหินยาน มหายาน สอนทั้งพระเวท มีภาควิชาอยู่ ๕ แขนงให้เลือกเรียน คือ พุทธปรัชณา วรรณคดี ตรรกวิทยา แพทย์ศาสตร์ และคัมภีร์พราหมณ์ แต่มีวิชาหลักบังคับให้เรียนคือ พระไตรปิฎก

ร่องรอยของความยิ่งใหญ่ของมหาวิหารนาลันทา

ร่องรอยของความยิ่งใหญ่ของมหาวิหารนาลันทา

มหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทาสมัยเฮียงจัง

ในสมัยของหลวงจีนเฮียงจัง ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ นั้น, พระเจ้าหรรษวรรธนะ ทรงเป็นองค์อุปถัมภก ที่สำคัญยิ่ง ของพระพุทธศาสนา
พระองค์ได้ทรงทำนุบำรุง มหาวิทยาลัยนาลันทา ด้วยศรัทธาอันแก่กล้า, ทรงอุทิศส่วย จากหมู่บ้าน ๑๐๐ หมู่บ้าน ให้เป็นปัจจัย บำรุงมหาวิทยาลัย และมีบัญชาให้ หัวหน้าครอบครัว ๒๐๐ ครอบครัว บำรุงพระภิกษุ ที่อยู่ในมหาวิทยาลัย ด้วยภัตตาหาร เช่น ข้าว เนย และนม เป็นประจำ, โดยพระภิกษุเหล่านั้น ไม่ต้องออกไป บิณฑบาตข้างนอก

นักศึกษาแห่งนาลันทา ไม่ต้องมีความกังวล เกี่ยวกับเรื่องปัจจัยสี่นี้เลย ฉะนั้น จึงสามารถอุทิศเวลาทั้งหมดให้แก่การศึกษาได้เต็มที่

พระเจ้าหรรษวรรธนะ ทรงเคารพยกย่องพระภิกษุ แห่งมหาวิทยาลัย นาลันทา เป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงโปรดให้ พระนักศึกษาแห่งนาลันทา ประมาณ ๑๐๐๐ รูป เข้าร่วมรัชสภาที่กะเนาซ์ด้วย

หลวงจีนเฮียงจัง ได้กล่าวถึง มหาวิทยาลัยนาลันทา ไว้อย่างชัดเจน แสดงถึงความใหญ่โต และมาตรฐานการศึกษา อันสูงกว่า สถาบันการศึกษาอื่นๆ ทั้งหมด ที่มีอยู่ในตะวันออกโบราณ

ในสมัยนั้น มหาวิทยาลัยนาลันทา เจริญรุ่งเรืองมาก เป็นมหาวิทยาลัย ที่ใหญ่ที่สุด เก่าแก่ที่สุด มีชื่อเสียงมากที่สุด มีห้องประชุมขนาดใหญ่ ซึ่งบรรจุผู้ฟัง ได้มากกว่าพันคนขึ้นไป มีถึง ๘ ห้อง, มีห้องเรียนกว่า ๓๐๐ ห้อง, มีห้องพระคัมภีร์ขนาดใหญ่ และมีหอพักนักศึกษา ในมหาวิทยาลัยพร้อม โดยมีโรงครัว ยุ้งฉาง สำหรับการหุงหาอาหาร เลี้ยงพระนักศึกษา เหล่านั้นด้วย

ในมหาวิทยาลัยนาลันทาทั้งหมด มีที่พักสำหรับนักศึกษาถึง ๑๐,๐๐๐ คน พร้อมด้วย อาจารย์ผู้วชาญ อีกประมาณ ๑,๕๐๐ คน มีกฎเกณฑ์เข้มงวดมาก นักศึกษาผู้เข้าใหม่ กว่าจะถูกรับเข้าสถาบันได้ จะต้องผ่านการทดสอบมากมาย พระนักศึกษาแห่งนาลันทา ได้รับการยกย่องอย่างสูง จากทั่วทุกแห่ง

พระภิกษุที่เรียนอยู่นี้ มีพระเจ้าแผ่นดิน เป็นองค์อุปถัมภ์ การเป็นอยู่ทุกอย่างให้เปล่าหมด ทั้งนี้เพื่อประสงค์ที่จะให้สืบทอดพระพุทธศาสนา ให้มีหลักธรรมที่ลึกซึ้งและถูกต้องทั้งภายใ และภายนอกประเทศ ซึ่งก็ปรากฏว่า มีพระภิกษุจากต่างแดนได้เดินทางเข้ามาเรียนที่นี่เช่นกัน เช่น หลวงจีนเฮียงจัง (พระถังซัมจั๋ง) เป็นต้น

ในระยะก่อน ที่หลวงจีนเฮียงจัง จะได้เข้ามาศึกษา ในมหาวิทยาลัยนาลันทา เล็กน้อย ท่านอาจาริยะ ธัมมปาละ ได้เป็นประมุขสงฆ์ หลังจากท่านองค์นี้แล้ว ศิษย์ของท่านชื่อ อาจาริยะ ศีลภัทระ ผู้เป็นโอรส ของกษัตริย์แห่งสมตาฎ (แคว้นเบงกอลทางใต้) เป็นอธิบดีสงฆ์ต่อมา ซึ่งท่านองค์นี้ เป็นอาจารย์สอน พุทธปรัชญา ให้แก่หลวงจีนเฮียงจัง เป็นเวลา ๕ ปี

วิชาที่หลวงจีนเฮียงจัง ได้ศึกษา ในมหาวิทยาลัยนาลันทา ได้แก่ คัมภีร์พระพุทธศาสนา ทั้งหินยาน และมหายาน, เหตุวิทยา (Logic), ศัพท์วิทยา (Gramma), จิกิตสาวิทยา (Medical Sciences), พระเวทย์ทั้งหลาย และ สางขยศาสตร์ เป็นต้น

ในการเรียนการสอน ในมหาวิทยาลัยนาลันทานั้น มีการสอนวิชาต่างๆ มากมาย เช่น พุทธปรัชญา ไวยากรณ์ วรรณคดี แพทยศาสตร์ และมีวิชาบังคับ พระไตรปิฎก เป็นต้น

หลังจากสิ้นรัชสมัยของ พระเจ้าหรรษวรรธนะแล้ว พระพุทธศาสนา ในมัชฌิมประเทศ เริ่มเสื่อมลงๆ หลวงจีนเฮียงจังได้เล่าว่า ท่านได้เห็นศูนย์กลาง ทางพระพุทธศาสนาหลายแห่ง ตกอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม แม้ในนครสาวัตถี เมืองปยาคะ และที่อื่นๆ วัดในทางพระพุทธศาสนา ได้ลดจำนวนน้อยลง แต่ในขณะเดียวกัน เทวาลัยและสถานบูชาของพวกต่างศาสนากลับมีจำนวนเพิ่มขึ้น, มีแต่ในแคว้นมคธ ภายใต้การอุปถัมภ์บำรุงของกษัตริย์ราชวงศ์ปาละแห่งเบงกอลและพิหารเท่านั้น ที่พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองต่อมาอีก ๒-๓ ศตวรรษ



เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

มหาวิทยาลัยนาลันทาในสมัยปาละ

จนมาถึงรัชสมัย ของพระเจ้าเทวปาละ (พ.ศ.๑๓๕๘-๑๓๙๗) พาลปุตรเทวะ แห่งสุมาตรา ได้สร้างวิหารขึ้นหลังหนึ่ง ที่มหาวิทยาลัยนาลันทา และพาลปุตรเทวะ ได้ขอร้องให้กษัตริย์เทวปาละ ยกผลประโยชน์ ๕ ตำบลในแคว้นมคธ เพื่อการบำรุงภิกษุ ที่ได้ทำการคัดลอกคัมภีร์ พระพุทธศาสนาให้ และพระเจ้าเทวปาละ ยังได้ทรงแต่งตั้ง ภิกษุรูปหนึ่งชื่อ พระวีรเทวะ ผู้เป็นบุตรของ อินทรคุปตะ แห่งรคาหาร (ขณะนี้ อยู่ในปากีสถานตะวันตก) เป็นผู้บริหารนาลันทามหาวิหาร

นอกจากนี้ เมื่อพระเจ้าเทวปาละ ครองราชย์ได้ ๓๕ ปี ได้สร้างรูปเจ้าแม่ตารา และมีการจารึกอักษร ที่ได้กล่าวถึงชื่อ มัญชุศรีเทวะ เมื่อกษัตริย์โคปาละที่ ๒ ครองราชย์ในปีแรก ๆ (พ.ศ.๑๔๗๘-๑๕๓๕) ได้ทรงสร้างรูปวาคีศวรี ให้เป็นเทพเจ้า แห่งความรู้ ของชาวพุทธ แล้วนำไปประดิษฐาน ไว้ที่นาลันทา

ในปีที่ ๖ แห่งการครองราชย์ ของกษัตริย์มปาละที่ ๑ (พ.ศ. ๑๕๓๕-๑๕๘๓) ได้มีการซ่อมแซม สถาบันนาลันทา ซึ่งได้ถูกไฟไหม้ นอกจากนี้ ยังได้มีนักศึกษา นาลันทาผู้หนึ่ง ชื่อ กัลยาณมิตร จินตามณี ได้ทำการคัดลอกคัมภีร์ อัศฏสาหัสริกา ส่วนคัมภีร์ ปรัชญาปารมิตา คัมภีร์นี้ได้ถูกคัดลอก ๒ ครั้งที่นาลันทา คืออีกครั้งในสมัยของรามปาละ ด้วย

สมัยจักรพรรดิ แห่งวงศ์ปาละ ได้ปกครองอินเดียตะวันออก ซึ่งรวมดินแดน ของมคธด้วย เป็นเวลาประมาณ ๔๐๐ ปี (จากพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๘) กษัตริย์เกือบทุกพระองค์ ได้เป็นผู้อุปถัมภ์ พระพุทธศาสนา อย่างเข้มแข็ง ได้ถวายความอุปการะ แก่สถาบันนาลันทา ด้วยดีตลอดมา

ความงดงามที่ยังเหลืออยู่

ความงดงามที่ยังเหลืออยู่

การล่มสลายของมหาวิทยาลัยนาลันทา

มหาวิทยาลัยนาลันทานี้ เจริญอยู่ได้ประมาณ ๘๐๐ ปี จึงเริ่มเสื่อมสลายลง แม้ว่าจะกำหนดระยะเวลาที่นาลันทาได้เสื่อมสลายลงไปให้แน่นอนไม่ได้ก็ตาม ก็ยังมีหลักฐานพอที่จะกล่าวว่า ความร่วงโรยของสถาบันนาลันทานั้นได้เกิดขึ้นพร้อมกับการที่พระพุทธศาสน เริ่มเสื่อมสูญไปจากอินเดีย  หลวงจีนเฮียงจัง ได้เห็นลักษณะที่จะก่อให้เกิดความเสื่อมมีอยู่ทั่วอินเดีย แม้ว่าในครั้งนั้นนาลันทายังเป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา ที่กำลังเจริญรุ่งเรืองก็ตาม

การที่นาลันทาถูกไฟไหม้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากมาย หลวงจีนเฮียงจังสามารถมองเห็นความวิบัติที่จะมีแก่สถาบันนาลันทาแล้ว
หลวงจีนเฮียงจังเล่าว่าเมื่อท่านมาถึงนาลันทามีพระภิกษุอยู่ในนาลันทาถึง ๑๐,๐๐๐ รูป แต่ต่อมา พอหลวงจีนอี้จิงมาถึงอินเดีย หลังจากท่านไม่กี่ปี ก็ได้พบว่ามีพระภิกษุในนาลันทาเพียง ๓,๐๐๐ รูป เท่านั้น

ความเสื่อมโทรมลงของพระพุทธศาสนาทั้งในนิกายเถรวาทและมหายาน ยิ่งมากขึ้นไปอีก เมื่อได้มีการเกิดขึ้นของนิกายตันตระ ซึ่งในนิกายนี้ได้เอาหลักคำสอนมาจากการผสมผสานของคำสอนในลัทธิโยคะกับวิธีการบูชาบวงสรวงแบบต่างๆ หลายแบบ พระพุทธศาสนาแบบดั่งเดิมได้ถูกกลืนหายไปในลัทธิลึกลับที่เกิดขึ้นใหม่นี้

ความเสื่อมสลายของพระพุทธศาสนาไปจากอินเดียนี้ อาจจะเกิดจากนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ของศาสนาพราหมณ์ เช่นท่านกุมาริละและศังกราจารย์ ที่ได้ทำให้วงการพระพุทธศาสนาสั่นสะเทือน

แต่เหตุการณ์ที่ทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทาอย่างรุนแรง คือการที่พวกมุสลิมบุกรุกเข้ามาฆ่าและทำลาย

มินฮัช (Minhaj) นักประวัติศาสตร์ มุสลิมได้เล่าถึง โมฮัมเม็ด บุขเตียร์ (Mohammed Bukhtiar) ทำลายเมืองๆหนึ่งในแคว้นพิหารตะวันตก ซึ่งเป็นแหล่งวิชาการของพระพุทธศาสนาแห่งหนึ่ง เมืองนี้ก็คือนาลันทา นั่นเอง

ข้อมูลบางแหล่งว่า พวกมุสลิมซึ่งมีแม่ทัพชื่อ บักตยาร์ ขิลจิ พร้อมทหาร ๒๐๐ คน บุกเข้ามาฆ่าพระสงฆ์องค์แล้วองค์เล่า แต่พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นก็ยังคงนั่งกันเฉยไม่ลุกหนีไม่ต่อสู้

บางท่านเล่าถึงการบุกโจมตีนาลันทาว่า “ป้อมปราการที่นี่ ช่างน่าแปลก นักรบทุกคนล้วนแต่นุ่งห่มสีเหลือง โกนหัวโล้น ไม่มีอาวุธในมือ นั่งกันอยู่เป็นแถวๆ เมื่อเราบุกเข้าไปถึงก็ไม่ลุกหนี ไม่ต่อสู้ เมื่อเราเอามีดฟันคอขาดคนแล้วคนเล่า ก็ยังนั่งกันอยู่เฉยๆ ไม่ร้องขอชีวิต ไม่โอดครวญ”
ตารนาถกล่าวว่า มุสลิมได้สร้างความพินาศย่อยยับให้แก่นาลันทา โดยฆ่าพระภิกษุ อย่างเหี้ยมเกรียม บุกรุกทำลาย จุดไฟเผา จนนาลันทา กลายสภาพเป็นเถ้าถ่านไปในที่สุด

พวกมุสลิม ยังได้เผาทำลาย ตำรับตำราต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนา ในมหาวิทยาลัยนาลันทาจนหมดสิ้น กล่าวกันว่าเผาตำรับตำราอยู่ถึง ๓ เดือนจึงได้เผาหมด

นอกจากนี้มุสลิมยังเอาไฟคอกพระภิกษุโดยหวังจะให้ตายให้หมด แต่ก็ยังมีพระส่วนน้อยที่หนีไปได้ โดยหนีเข้าไปอยู่ในธิเบตบ้าง เนปาลบ้าง
เมื่อได้ฆ่าและเผาแล้ว พวกมุสลิมยังได้ขนเอาทรัพย์สมบัติอันมหาศาลไปด้วย มุสลิมนั้นหวังจะทำลายพระพุทธศาสนาให้หมดสิ้นไปจากอินเดีย

ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยนาลันทาอันเป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา อันเจริญรุ่งเรืองมานานแสนนานก็ถึงจุดจบด้วยน้ำมือของมุสลิมและด้วยการปฏิรูปของศาสนาพราหมณ์

นาลันทาที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ต่างก็ต้องพบกับกฎไตรลักษณ์

นาลันทาที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ต่างก็ต้องพบกับกฎไตรลักษณ์

อย่างไรก็ดี ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ได้ชี้ให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งที่สำคัญ นั่นคือ การที่มีอาจารย์เก่งๆ  มากระจุกรวมกันนี่เอง ทำให้พระดีมีความสามารถมุ่งเข้าสู่ศูนย์กลาง ผลก็คือวัดพุทธในชนบทได้อ่อนแอลง จนทำให้วัดฮินดูเข้มแข็งขึ้น จนในที่สุด วัดพุทธในชนบทก็ถูกฮินดูกลืนไป

ส่วนในตัวนาลันทาเองนั้น เมื่อพระอยู่สบาย คือ ได้รับการอุปถัมภ์จากทางการอย่างดี ก็เลยขาดความสัมพันธ์กับชาวบ้าน แถมตัวพระเองก็หันไปสนใจเรื่องทางปรัชญา อภิปรัชญา หรือถกเถียงกันด้วยเหตุผลและทฤษฎีต่างๆ อีกทั้งยังมัววุ่นวายกับพิธีกรรมต่างๆ มากมาย

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ทำให้พระห่างจากการปฏิบัติ นั่นคือ มัววุ่นกับเปลือกจนลืมแก่น และเหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ได้เกิดกับกับนาลันทามหาวิหารเท่านั้น แต่สถาบันทางพุทธศาสนาใหญ่ๆ ในช่วงเวลานั้น ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน

ในที่สุด อวสานที่แท้จริงก็มาถึง เมื่อกองทัพเติร์กซึ่งทำสงครามชิงดินแดนไล่มาเรื่อยบุกมาถึงนาลันทาในปี พ.ศ. ๑๗๓๖  โดยเผาทำลายอาคาร ส่งผลให้พระสงฆต้องหนีกระจัดกระจายไป สิ้นสุดพุทธศาสนาในอินเดีย

ข้อมูลจาก  : http://www.gotoknow.org/posts/184805

BuddhistPilgrimageNalanda05

นมัสการหลวงพ่อองค์ดำ

นมัสการหลวงพ่อองค์ดำ

ประวัติหลวงพ่อองค์ดำ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ แห่งเมืองนาลันทา กรุงราชคฤห์

ข้อมูลจาก ศูนย์กลางการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมกวย (ส่วย) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ 

สำหรับประวัติความเป็นมาของ หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ หรือ “หลวงพ่ออ้วน” นั้น จากบันทึกของ รามปิล่า สิงห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานท่องเที่ยวอินเดีย ทำให้เราได้ทราบว่า พระพุทธรูปหลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำนี้ สร้างขึ้นโดย ท่านธรรมปาล ในสมัย พระเจ้าเทวาปาล คือระหว่างปี พ.ศ. ๑๓๕๓-๑๓๙๓

ถ้าหากท่านทราบประวัติความเป็นมามากกว่านี้ ท่านจะรู้สึกศรัทธาและประหลาดใจเป็นแน่ เพราะเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวเท่านั้นที่เหลือจากการทำลายของคนศาสนาอื่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ กล่าวคือ

เมื่อปี พ.ศ. ๑๗๖๖ พวกมุสลิมได้ใช้วิธีเผยแผ่พระศาสนาโดยใช้กำลังอาวุธ ถ้าใครไม่นับถือศาสนาของตนจะต้องถูกทำร้าย โดยเฉพาะผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นศัตรูตัวสำคัญจะต้องถูกทำลาย ไม่ว่าจะเป็นคนหรือทรัพย์สมบัติในพระพุทธศาสนา จนกระทั่งพวกมุสลิมเข้ายึดครองดินแดนชมพูทวีปฝ่ายเหนือและแคว้นมคธได้เกือบทั้งหมดแล้ว ด้วยการใช้กำลังอำนาจเข้าห้ำหั่น ฆ่าฟัน ข่มเหง และย่ำยีด้วยวิธีการต่างๆ นานา ซึ่งมี โมฮัมหมัด อิคเทีย ซิลจิ ลูกชายของภัคเทีย ซิลจิ เป็นหัวหน้า ได้พาทหารสมัครพรรคพวกถืออาวุธเข้าห้ำหั่นชาวพุทธ ทุบทำลายเผาตำรับตำรา ถาวรวัตถุสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา

กระทั่งเป็นเหตุให้มหาวิทยาลัยนาลันทา หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ พระพุทธรูปองค์อื่นๆ และเอกสารตำรับตำราทางพระพุทธศาสนาทั้งหมด ได้ถูกเศษอิฐและหินทับถมจมลงใต้แผ่นดิน เป็นเวลานานเกือบ ๗ ศตวรรษ หรือประมาณเกือบ ๗๐๐ ปี คงเหลือไว้แต่ซากปรักหักพักอย่างที่เราเห็น เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก

สาเหตุที่ หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ ถูกฝังจมอยู่ใต้แผ่นดินกินเวลานานเกือบ ๗ ศตวรรษนั้น ท่านตารนารถ และท่านลามะธรรมสวามิน พระธิเบต ผู้เห็นเหตุการณ์ ได้บันทึกไว้ว่า กองทัพมุสลิมหลังจากเข้าปกครองดินแดนชมพูทวีปฝ่ายเหนือ และแคว้นมคธเกือบทั้งหมดได้แล้ว ก็เริ่มทำลายวัดวาอาราม ตลอดทั้งปูชนียสถานทางพระพุทธศาสนาเกือบทั้งหมดแล้ว ในปี พ.ศ. ๑๗๖๖ กองทัพมุสลิมนำโดย โมฮัมหมัด อิคเทีย ซิลจิ พร้อมด้วยทหารประมาณ ๒๐๐ คน ได้กรีฑาทัพเข้าไปในมหาวิทยาลัยนาลันทา ทำลายพระพุทธรูปและศิลปกรรมต่างๆ ที่ขวางหน้าอย่างมันมือและเมามัน โดยปราศจากผู้คนที่จะมาต่อต้านเกือบทั้งสิ้น เท่านั้นมิหนำใจยังเอาเชื้อเพลิงมาสุมแล้วจุดไฟเผา จนทำให้คัมภีร์ตำราทางพระพุทธศาสนาทั้งเก่าและใหม่ถูกไฟไหม้เกือบหมดสิ้น พอสาสมแก่ใจแล้ว โมฮัมหมัด อิคเทีย ซิลจิ และทหารสมัครพรรคพวก ก็ยกทัพกลับไปยังเมืองภัคเทียปูร์

พอกองทัพมุสลิมยกทัพกลับไปแล้ว พระนักศึกษาและครูอาจารย์ของมหาวิทยาลัยนาลันทาประมาณ ๗๐ องค์ ที่หลบซ่อนอยู่ก็พากันย้อนกลับเข้าไปในมหาวิทยาลัย แล้วก็พบว่าพระพุทธรูปและศิลปกรรมส่วนใหญ่ถูกทำลายอย่างย่อยยับ แต่ยังมีที่พอที่จะจัดการปฏิสังขรณ์ได้ จึงพร้อมใจกันดำเนินการซ่อมแซม โดยให้ท่านมุทิตาภัทรเป็นหัวหน้า ท่านรัฐมนตรีของกษัตริย์แคว้นมครในสมัยนั้น ได้จัดทุนทรัพย์จำนวนหนึ่ง ส่งไปจากแคว้นมคธเพื่อช่วยเหลือซ่อมแซมปฏิสังขรณ์วัดวาอารามที่นาลันทาขึ้นมาใหม่ แต่ก็ทำได้บางส่วนเท่านั้น

แต่แล้ววันหนึ่ง ได้มีชูชก ๒ คนเข้ามาวางอำนาจ ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลทางศาสนา จนกระทั่งเวลา ๑๒ ปีผ่านไป ๒ ชูชกดังกล่าวก็ยังวางตนเขื่องอยู่ มาถึงคราวหนึ่ง ทั้ง ๒ ชูชกได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาขึ้น และคงคิดว่าเพียงพอแล้วที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป จึงได้รวบรวมเศษไม้แล้วก่อไฟขึ้น พร้อมทั้งขว้างปาดุ้นฟืนที่ติดไฟไปตามสถานที่ต่างๆ โดยรอบ จนกระทั่งเกิดไฟลุกไหม้ไปทั่วมหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก จนแหลกลาญเป็นผุยผง สุดที่จะทำการซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ให้คืนดีได้ดังเดิม มหาวิทยาลัยนาลันทา อันเลื่องชื่อลือนามก็เป็นอันสิ้นสุดลง ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่ามาตั้งแต่บัดนั้น

กระทั่งชาวอังกฤษเข้ายึดครองประเทศอินเดีย ได้มีนักปราชญ์ด้านโบราณคดีชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ ท่านเซอร์คันนิ่งแฮม ได้ศึกษาและอ่าน บันทึกลายแทงของพระถังซำจั๋ง (เป็นพระจีนที่เคยเดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนา ณ มหาวิทยาลัยนาลันทา เป็นเวลาถึง ๑๔ ปี โดยได้บันทึกเหตุการณ์และสถานที่สำคัญต่างๆ เอาไว้อย่างละเอียด) เกี่ยวกับเรื่องของมหาวิทยาลัยนาลันทา จนเข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงนำคณะเข้ามาสำรวจและขุดค้น ก็ปรากฏผลดังที่ตนปรารถนาไว้ทุกประการ คือได้ค้นพบพระเจดีย์องค์ที่ตั้งอยู่ใจกลางมหาวิทยาลัยพอดี จากนั้นก็ได้ทำแผนที่ตามบันทึกลายแทงที่มีอยู่ (คือจากหนังสือของพระถังซัมจั๋ง) เพื่อค้นหาเจดีย์องค์อื่นๆ โดยมอบให้กลุ่มนักขุดซึ่งมี นาย เอ.เอ็ม.พรอดเล่ย์ และ ดร.สปูนเนอร์ เป็นต้น เป็นหัวหน้าการค้นหา ก็ปรากฏว่าเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ได้พบซากพระเจดีย์องค์อื่นๆ และตัวมหาวิทยาลัย รวมทั้ง หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ และพระพุทธรูปองค์อื่นๆ อีกมากมาย ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์นาลันทา

ในบรรดาพระพุทธรูปที่ขุดพบทั้งหมดดูเหมือนจะมีเพียง หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ องค์เดียวเท่านั้นที่นับว่ามีความสมบูรณ์ที่สุด เพราะพระนาสิกและองคุลีของพระหัตถ์ขวาเท่านั้นที่หักบิ่นเล็กน้อย

คำบูชาหลวงพ่อองค์ดำ นาลันทา อินเดีย

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะฯ ( ๓ จบ)

คำสวดบูชา

อิติปิ โส ภะคะวา กาฬะวัณณะพุทธะปฏิมัง อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมาสาระถิ สัตถาเทวะ มะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
(ให้สวด ๙ จบ หรือ ๑๐๘ จบ)

คำแปล

ขอพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ พุทธบารมีสมเด็จพระพุทธเจ้าองค์ดำ ที่ข้าพเจ้าได้บูชาแล้ว จงมีอานุภาพ พลานุภาพ บุญญฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ จงบันดาลส่งผลให้ข้าพเจ้า มีอุดมมงคลสูงสุดในตัวข้าพเจ้า และครอบครัว ธุรกิจการงานของข้าพเจ้า จงชนะตลอด ปลอดภัยตลอด ร่ำรวยตลอด ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บตลอดชีวิต มีพลานามัยที่สมบูรณ์ยิ่ง ในที่สุดขอให้ข้าพเจ้ามีปัญญาได้ดวงตาเห็นธรรม รู้แจ้ง เห็นจริงในอริยสัจ ๔ ประการ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรมอย่างไร ขอให้ข้าพเจ้าจงรู้ธรรมอย่างนั้นด้วยเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง :

พระวิเทศโพธิคุณ (วีรยุทธ์  วีรยุทฺโธ), สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล : ธรรมสภาและสถาบันลือธรรม,  2544.

พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม, คู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน กรุงเทพฯ : ดาวเหนือ, 2549.

พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์  วีรยุทโธ), พระพุทธมนต์ (ฉบับ ตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล) กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, 2550 .

ชิว ซูหลุน, ถังซำจั๋ง จดหมายเหตุการเดินทางสู่ดินแดนตะวันตกของมหาราชวงศ์ถัง : มติชน, 2547.

พระธรรมปิฎก, จาริกบุญ จารึกธรรม : มูลนิธิพุทธธรรม, 2547.

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ ตามลิงค์

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : บทนำ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หนึ่ง กรุงเทพฯ กัลกัตตา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สอง เมืองกัลกัตตา เมืองพุทธคยา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สาม เมืองพุทธคยา เมืองราชคฤห์ เขาคิชกูฎ มหาวิทยาลัยนาลันทา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สี่ เมืองพุทธคยา เมืองพาราณสี เมืองสารนาถ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่ห้า เมืองพาราณสี เมืองกุสินารา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หก เมืองกุสินารา ตำบลกาเซีย

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่เจ็ด กุสินารา ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล)

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่แปด ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล) โครักขปูร์ เดลลี กรุงเทพฯ

Posted in 3. ตะวันสัญจร | Leave a comment

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สอง เมืองกัลกัตตา เมืองพุทธคยา

พระมหาโพธิมณฑล

พระมหาโพธิมณฑล

หลังจากได้พักผ่อน ได้คลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางข้ามเมือง เช้าวันนี้ก็ได้มาถึงเมืองพุทธคยา เดินเข้าสู่ที่พัก รับประทานอาหารเช้า แล้วมุ่งหน้าสู่พระมหาโพธิมณฑล ตั้งอยู่ที่ ตำบลพุทธคยา อำเภอคยา จังหวัดคยา รัฐพิหาร ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เดิมชื่ออุรุเวลาเสนานิคม หมายความว่า หมู่บ้านที่สร้างเขตกั้นด้วยทราย

พระมหาเจดีย์พุทธคยา หรือ “พระมหาโพธิเจดีย์” มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน สันนิษฐานว่าจะสร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แต่เป็นขนาดย่อมกว่าสมัยปัจจุบัน ต่อมาผ่านยุคสมัยของกษัตริย์ชาวพุทธมากมาย
กษัตริย์ คฤหบดี เศรษฐี ต่างก็คงจะสร้างต่อเติมจากขนาดเดิมจนใหญ่ขึ้น เช่น ราวปี พ.ศ.๖๗๔ พระเจ้าหุวิชกะ กษัตริย์แห่งเมืองมคธ เสด็จมานมัสการและได้ทรงให้สร้างเป็นศิลปะที่สวยงาม และสร้างต่อเติมจนใหญ่เป็นมหาสถูปของพระพุทธศาสนา เป็นสถาปัตยกรรมอินเดียแบบพุทธที่งดงามโดยรอบพระมหาเจดีย์ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ตามช่องเล็กช่องน้อย

ราวปี พ.ศ.๒๑๓๓ นักบวชฮินดูพวกมหันต์รูปหนึ่งชื่อ โคเสนฆมัณฑิคีร์ ได้เดินทางมาถึงที่พุทธคยาและเกิดชอบใจในทำเลนี้ จึงได้ตั้งสำนักเล็กๆ ใกล้ๆ กับพระมหาเจดีย์พุทธคยาและพออยู่ไปนานๆ ก็คล้ายๆ กับเป็นเจ้าของที่ไปโดยปริยาย พวกมหันต์นี้ก็คือนักธุรกิจการค้าที่มาในรูปนักบวชฮินดูนั่นเอง กล่าวกันว่าเป็นพวกที่ติดอันดับมหาเศรษฐี ๑ ใน ๕ ของรัฐพิหาร ผู้นำของมหันต์ปัจจุบันก็มีการสืบทอดมาตั้งแต่โคเสณฆมัณฑิคีร์ ตอนนี้เป็นองค์ที่ ๑๕ การที่พวกมหันต์มาครอบครองพุทธคยานั้น ไม่ได้ดูแลพุทธคยาแต่อย่างไรทั้งสิ้น เพียงใช้พื้นที่เพื่อหาประโยชน์เท่านั้นเอง

ปี พ.ศ.๒๔๑๗ พระเจ้ามินดงมินแห่งพม่า ได้ส่งคณะทูตมายังอินเดีย เพื่อขอบูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารและจัดการบางประการ เพื่อดูแลรักษาพุทธสถานแห่งนี้ เมื่อได้รับความยินยอมจากพวกมหันต์และรัฐบาลอินเดีย จึงได้เริ่มทำการบูรณะ โดยทางรัฐบาลอินเดียได้ส่ง นายพลโทเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม กับ ดร.ราเชนทรลาล มิตระ เข้าเป็นผู้ดูแลกำกับการบูรณปฏิสังขรณ์ดังกล่าว หลังจากนั้นคณะผู้แทนจากพม่าจำเป็นต้องเดินทางกลับ
ทางรัฐบาลอินเดียจึงรับงานบูรณะทั้งหมดมาทำแทนและเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.๒๔๒๗ จนเป็นดังที่เห็นในปัจจุบัน

ในปี พ.ศ.๒๔๓๔ ท่านอนาคาริก ธรรมปาละ (Anagarika Dhammapala) ชาวพุทธศรีลังกาผู้ก่อตั้งสมาคมมหาโพธิ เดินทางมายังพุทธคยา พร้อมกับพระภิกษุโกเซน คุณรัตนะ ชาวญี่ปุ่น ได้พบเห็นสภาพของพุทธคยาแล้วถึงกับสลด เพราะไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร พวกมหันต์ที่มายึดครองพระวิหารพุทธคยา
และพื้นที่โดยรอบโดยไม่ชอบธรรม ก็ไม่ได้สนใจดูแลพุทธคยา ท่านอนาคาริกธรรมปาละจึงตั้งปณิธานไว้ว่า จะทำให้พุทธคยากลับคืนมาเป็นของชาวพุทธให้ได้ ซึ่งปณิธานนี้มาสำเร็จในภายหลัง

พระมหาเจดีย์พุทธคยานั้นเป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นศูนย์กลางฺของพุทธคยา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ และเป็นที่ๆ พุทธศาสนิกชนจากทุกมุมโลกปรารถนาจะมานมัสการให้ได้ ยามเช้าของอินเดีย แสงอาทิตย์ส่องสาดมายังตัวองค์พระเจดีย์ บังเกิดแสงยอนตาระยิบระยับงดงาม และยังให้เกิดศรัทธาปสาทะต่อพุทธศาสนิกชนยิ่งนัก
เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ หลวงจีนเฮียงจัง (พระถังซัมจั๋ง) ได้เดินทางจาริกจากเมืองจีนมายังอินเดีย เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนา ได้เดินทางมาถึงพระมหาโพธิมณฑลแห่งนี้ ท่านได้บันทึกไว้ว่า

“ทางตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น มีวิหารสูงประมาณ ๑๖๐-๑๗๐ ฟุต
กำแพงเบื้องล่างของวิหารด้านนอกสูงประมาณ ๒๙ หรือกว่านั้น ตัวอาคารทำด้วยกระเบื้อง (อิฐ) สีฟ้า ทาทับด้วยปูนขาว ทุกห้องในชั้นต่างๆ บรรจุรูปที่ทำด้วยทองคำมากมาย ตัวตึกทั้ง ๔ ด้าน ประดับประดาด้วยลวดลายอันมหัศจรรย์”

ท่านได้บันทึกไว้อีกตอนหนึ่งว่า

“ตัวอาคารล้อมรอบด้วยทองแดงชุบ ประตูและหน้าต่างตกแต่งด้วยลวดลายอันวิจิตร ประดับด้วยทอง เงิน มุก และรัตนะต่างๆ ด้านขวาซ้ายประตูนอกเป็นซอกคล้ายๆ ห้อง ด้านซ้ายมีรูปพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ด้านขวาเป็นรูปพระไมเตรยโพธิสัตว์ รูปเหล่านี้ทำด้วยเงินขาว สูง ๖๐ ฟุต”

ปัจจุบัน พระมหาเจดีย์พุทธคยา หรือ “พระมหาโพธิเจดีย์” ประดิษฐานอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยมี “พระแท่นวัชรอาสน์” หรือ โพธิบัลลังก์คั่นอยู่ตรงกลาง ระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์กับพระมหาเจดีย์
ตัวองค์พระมหาเจดีย์สูงตามรูปทรงกรวย สูงประมาณ ๑๗๐ ฟุต วัดรอบฐานได้ประมาณ ๘๕ เมตรเศษ ตั้งอยู่บนอาคารรองรับ ๒ ชั้น มีเจดีย์บริวารทั้ง ๔ ด้านรอบบริเวณ มีเสาหินทรายที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช มีรั้วล้อมไว้อย่างแข็งแรง ปรากฏร่องรอยการบูรณะสืบต่อกันมาหลายยุค โดยเฉพาะในสมัย พระสุเมธาธิบดี (บุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ ป.ธ.๘) ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ท่านได้นำคณะศรัทธาญาติโยมพุทธบริษัทชาวไทย มาร่วมกันบูรณะเสาหินล้อมรอบพระมหาเจดีย์ และห้องปฏิบัติสมาธิชั้นบนของพระมหาเจดีย์ โดยมี พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.๙) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระราชโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยารูปถัดมา เป็นแม่กองงาน พร้อมทั้งติดโคมไฟที่สาดส่องแสงได้สูงถึงยอดขององค์พระมหาเจดีย์

อนุสรณ์สถานแห่งการตรัสรู้ : มหาโพธิวิหาร

อนุสรณ์สถานแห่งการตรัสรู้ : มหาโพธิวิหาร

พุทธคยา เป็นสถานที่ที่พระสิทธัตถะราชกุมารแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ โพธิบัลลังก์ เป็นเวลาล่วงมากว่า ๒๖๐๑ ปี (ปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๖)

เวลาที่เปิดทำการ ๐๕.๐๐ น. ถึง ๒๑.๐๐ น.  การเข้าสักการะ ไม่เสียค่าบัตร แต่เก็บค่ากล้องถ่ายรูป ๑๐ รูปี วีดิโอ ๓๐๐ รูปี

เจดีย์พุทธคยา

เจดีย์พุทธคยา

เมื่อได้มาถึงสถานที่แห่งการตรัสรู้

มีคำอธิษฐาน จากเฟชบุ๊คท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ) หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ รัฐอุตตรประเทศ  ท่านเขียนไว้ดังนี้

สถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา เมืองพาราณสี ที่ตรงนี้เป็นจุดที่อธิษฐานตามเป้าหมายของพระธรรมจักรและตั้งเป้าหมายไปที่

๑.    ขอให้ข้าพเจ้า ได้ดวงตาเห็นธรรม ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ณ ที่แห่งนี้

๒.    ขอให้ข้าพเจ้า ได้บริวารที่ช่วยกิจการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนธรรมฑูตชุดแรกของพระพุทธเจ้า

๓.    ขอให้ข้าพเจ้า ได้มิตร บริวาร ที่เคยคิดร้ายให้กลายเป็นดี ที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น เหมือนพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕

๔.    ขอให้ข้าพเจ้า มีเพื่อนผองร่วมอาชีพ มีทรัพย์ มีฐานะ มีเหมือนอย่างพระยศกุลบุตร

๕.    ขอให้ข้าพเจ้าปลอด – ปราศจากเวรภัย ศาสตราวุธ ผู้คิดร้ายเหมือนพญากวางโพธิสัตว์

คำบูชาสถานที่ตรัสรู้

วันทามิ ภันเต ภะคะวา อิมัง โพธิรุกขะเจติยัง, สังเวชะนียัง ฐานัง, ยัตถาคะโตมหิ, สัทธัสสะ กุละปุตตัสสะ ทัสสะนียัง, อิธะ คะยาสีเส, ตถาคะเตนะ สะเทวะเก โลเก สมาระเก สะพรัหมะเก สัสสะมะณะ พราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทธังฯ

สาธุ โน ภันเต, อิเมหิ สักกาเรหิ อะภิปูชะยามิ , สวากขาตัญจะ นะมามิ, มัยหัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯ

คำแปล

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้จาริกตามรอยบาทพระศาสดามาถึงแล้ว ขอถวายอภิวาท ต้นพระศรีมหาโพธิ์และพระเจดีย์นี้ อันเป็นสังเวชนียสถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรมาเห็น เป็นสถานที่พระตถาคตเจ้าตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งอนุตตระสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ ณ ตำบลคยาสีสะประเทศแห่งนี้ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าขอบูชาโดยยิ่ง ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ และขอน้อมระลึกถึงพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ขออานุภาพแห่งการสักการะในครั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตลอดกาลนาน เทอญ ฯ

ข้อมูลจากหนังสือพระพุทธมนต์ ตามรอยบาทพระศาสดา โดย พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ)

พระมหาโพธิ์เจดีย์ประดิษฐานทางทิศตะวันออกของต้น พระศรีมหาโพธิ์

พระมหาโพธิ์เจดีย์ประดิษฐานทางทิศตะวันออกของต้น พระศรีมหาโพธิ์

เจดีย์พุทธคยา (Mahabodhi Main Temple)

สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช และต่อมาในสมัยพระเจ้าหุวิชกะ พ.ศ. ๖๙๔ กษัตริย์ราชวงศ์กนิษกะ ได้สร้างเป็นทรงสี่เหลี่ยม สูง ๑๖๐ ฟุต  ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ที่สื่อถึงวินาทีที่พุทธองค์ทรงเรียกแม่พระธรณีให้มาเป็นสักขีพยานต่อการบำเพ็ญบารมีของพุทธองค์ทุกภพทุกชาติก็เพื่อพระโพธิญาณ คนไทยเรียกว่าพระพุทธเมตตา เพราะเมื่อเห็นพระพักตร์ท่านแล้ว จะสัมผัสได้ถึงความเปี่ยมล้นแห่งพระมหากรุณาธิคุณ

กราบนมัสการพระประธานพระพุทธเมตตา  ประดิษฐานภายในเจดีย์พุทธคยา

กราบนมัสการพระประธานพระพุทธเมตตา ประดิษฐานภายในเจดีย์พุทธคยา

เมื่อเข้าไปภายในเจดีย์พุทธคยาแล้ว ให้น้อมใจกราบสักการะด้วยกระทำในใจว่า เราได้มาเข้าเฝ้าเบื้องหน้าพระพักตร์ของพุทธองค์ ประหนึ่งเป็นการถวายรายงานตัวเองว่า ความปรารถนาที่ตั้งใจมานานปี มาประสบความสำเร็จแล้วในวันนี้ เวลานี้ ขณะนี้

"พระพุทธเมตตา"  ประดิษฐานภายในพระมหาโพธิ์เจดีย์ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๑๔๗ เซนติเมตร สูง ๑๖๕ เซ็นติเมตร สร้างด้วยเนื้อหินทราย สมัยปาละ มีอายุประมาณ ๑๔๐๐ ปี

“พระพุทธเมตตา” ประดิษฐานภายในพระมหาโพธิ์เจดีย์ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๑๔๗ เซนติเมตร สูง ๑๖๕ เซ็นติเมตร สร้างด้วยเนื้อหินทราย สมัยปาละ มีอายุประมาณ ๑๔๐๐ ปี

คำบูชาพระพุทธเมตตา

วันทามิ อิมัง พุทธะเมตตาปะฏิมัง อิมัสมิง คะยาสีเส ปูชาระเห สักการะภูเต เจติเย สุปะติฎฐิตังฯ

อิมินา ปะนะ วันทะมาเนนะ มา เม ทะลิททิยัง อะหุ พะหุชะนานัง ปิโย โหมิ มะนาโป สาธุ โน ภันเต อิเมหิ สักกาเรหิ อะภิปูชะยามิ

ข้าพเจ้าขอกราบไหว้ พระพุทธเมตตาปฏิมานี้ ซึ่งประดิษฐานตั่งมั่นดีแล้ว ในองค์พระเจดีย์ที่คยาสีสะประเทศนี้ อันเป็นสถานที่ ควรแก่เครื่องบูชาสักการะ ด้วยการกราบไหว้นี้ ขอความเป็นผู้ขัดสนอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้าเลย ขอให้ข้าพเจ้าเป็นที่รักเป็นที่พอใจ ของคนทั่วไป ข้าแต่องค์พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอบูชาโดยยิ่ง ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้
ข้อมูลจากหนังสือพระพุทธมนต์ ตามรอยบาทพระศาสดา โดย พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ)

ประวัติ “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” ทั้ง ๔ ต้น ที่พุทธคยา แดนตรัสรู้ 

โดย พระครูปริยัติโพธิวิเทศ (พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตตธัมโม) เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย
“พุทธ คยา” เป็นสถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมี “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” เป็นต้นไม้แห่งการตรัสรู้ ณ ที่แห่งนี้รวมทั้งหมดมี ๔ ต้น และทั้ง ๔ ต้นนี้ได้เจริญเติบโตทดแทนกันมาเรื่อยๆ จากที่เดิมและมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน นับเป็นอนุสรณ์สถานที่มีคุณค่าของชาวพุทธและมวลมนุษยชาติทั่วโลก ปัจจุบันพุทธคยาได้ถูกยกให้เป็น “มรดกโลก” ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕

(๑) ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๑

เป็นต้นไม้คู่พระบารมีและเป็นสหชาติของพระโพธิสัตว์ เกิดขึ้นพร้อมกับวันที่พระโพธิสัตว์ประสูติ ตามพระพุทธประวัติกล่าวว่า สหชาติมี ๗ ประการ (สัตตสหชาติ) คือ พระนางพิมพา, พระอานนท์พุทธอนุชา, นายฉันนะ, อำมาตย์กาฬุทายี, ม้ากัณฐกะ, ขุมทรัพย์ ๔ มุมเมือง และต้นอัสสัตถพฤกษ์หรือต้นโพธิ์

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๑ เป็นต้นที่พระพุทธเจ้าทรงประทับตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ได้รับการถวายหญ้ากุสะจำนวน ๘ กำจากโสตถิยะพราหมณ์ เพื่อปูเป็นที่ประทับเมื่อใกล้รุ่งของวันเพ็ญ เดือน ๖ จึงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระองค์ตรัสว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นต้นไม้แทนพระพุทธองค์ หากใครได้ไหว้ได้สักการะต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็เท่ากับว่าได้ไหว้สักการะพระ พุทธองค์ และหลังจากที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว มีผู้เลื่อมใสศรัทธามากราบไหว้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นจำนวนมาก

ในสมัย พระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภ์ ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก เช่น ทรงสร้างพระเจดีย์ถวายเป็นพุทธบูชาจำนวนถึง ๘๔๐๐๐ องค์ ซึ่งทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชไม่สนพระทัยในความสุขส่วนพระองค์เหมือนเช่นเคย ว่างเว้นจากราชกิจก็มาปฏิบัติธรรมใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ไม่กลับวังที่ประทับ จึงเป็นเหตุให้เหล่าพระมเหสีนางสนมทั้งหลายต่างพากันโกรธแค้นอิจฉาต้นพระศรี มหาโพธิ์ พระมเหสีองค์ที่ ๔ ของพระเจ้าอโศกมหาราช นามว่า มหิสุนทรี (พระนางติษยรักษิต) ได้รับสั่งให้นางข้าหลวงนำยาพิษและน้ำร้อนแอบไปรดที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ จนทำให้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ตายไปในที่สุด นับเป็นการล้มตายลงไปหลังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จเข้าสู่ ปรินิพพานล่วงไปแล้ว ๒๐๐ ปี

การล้มตายของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเสียพระทัยเป็นอันมาก ได้ทรงมีรับสั่งให้มหาดเล็กเอาน้ำนมโค ๑๐๐ หม้อไปรดที่บริเวณรากของต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ล้มตายลงไปนั้นทุกวัน และทรงอฐิษฐานพร้อมกับการสักการะก้มกราบ พระองค์ทรงมีพระราชปรารภว่า หากแม้ว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ไม่แตกหน่อขึ้นมาแล้วไซ้ร์จะไม่ยอมลุกขึ้นเป็นอันขาด ด้วยพุทธานุภาพและพระราชศรัทธาอันแรงกล้าแห่งพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นที่อัศจรรย์ต้นพระศรีมหาโพธิ์ภายหลังก็แตกหน่องอกขึ้นมาใหม่ จึงได้นับหน่อนี้เป็นต้นที่ ๒ และมีอายุยืนต่อมาอีกหลายร้อยปี พระเจ้าอโศกมหาราชทรงดีพระทัยเป็นอันมาก จึงทรงมีรับสั่งให้ก่อกำแพงล้อมรอบไว้เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับ ต้นพระศรีมหาโพธิ์อีก

(๒) ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๒

ถือ เป็นต้นที่แตกหน่อมาจากต้นแรก การที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก จึงมีการนำต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปปลูกในประเทศต่างๆ ด้วย เช่น พระโสณะเถระและพระอุตตรเถระ เดินทางไปยังดินแดนสุวรรณภูมิ และ พระมหินทเถระ พระนางสังฆมิตตาเถรี เดินทางไปยังประเทศศรีลังกา เป็นต้น โดยพระภิกษุและพระภิกษุณีเหล่านี้ได้นำต้นหรือกิ่งของต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปด้วย

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๒ ถูกทำลายจนล้มตายอีกครั้งในสมัย พระเจ้าปรณวรมา แคว้นมคธของพระองค์ได้ถูกรุกรานโดย พระเจ้าสาสังการ แห่งฮินดู จากแคว้นเบงกอล พระเจ้าสาสังการได้ทรงรับสั่งให้ตัดต้นและขุดราก ใช้ฟางอ้อยสุม ใช้น้ำมันราด และเผาต้นพระศรีมหาโพธิ์ซึ่งมีอายุราว ๘๗๑-๘๙๑ ปี จนล้มตาย เจ็ดวันหลังจากนั้น พระเจ้าสาสังการทรงอาเจียนเป็นพระโลหิต และสิ้นชีพตักษัยที่พุทธคยา ซึ่งพระเจ้าปรณวรมาเสด็จมาพอดี จึงตีทัพของเบงกอลแตกพ่ายไป และทรงให้ชาวบ้านรีดนมโค ๑,๐๐๐ ตัว เอาน้ำนมที่ได้เทราดบริเวณต้นโพธิ์ที่ถูกเผา พระเจ้าปรณวรมาทรงนอนคว่ำหน้าลงกับพื้น พร้อมอฐิษฐานตามแบบพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งภายหลังต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็แตกหน่องอกขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง จึงได้นับหน่อนี้เป็นต้นที่ ๓

(๓) ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๓

ในปี พ.ศ. ๒๔๑๘ นายพลโทเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม (Sir Alexander Cunningham) ชาวอังกฤษ หัวหน้าคณะสำรวจพุทธสถานในช่วงอังกฤษปกครองประเทศอินเดีย ผู้ค้นพบสถานที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เดินทางไปที่เมืองพุทธคยาเป็นครั้งที่สอง พบว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ทรุดโทรมมาก ประชาชนชาวฮินดูในบริเวณนั้นได้ตัดกิ่งก้านไปทำเชื้อเพลิง ครั้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๒๑-๒๔๒๓ ได้เกิดพายุใหญ่ เป็นเหตุให้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เบียดกับพระเจดีย์พุทธคยา กระทั่งหักโค่นล้มลงไปทางทิศตะวันตกและล้มตายไปเอง ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๓ มีอายุยืนประมาณ ๑๒๕๘-๑๒๗๘ ปี

(๔) ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๔

เป็นต้นที่ยังคงยืนต้นอยู่ที่พุทธคยาในปัจจุบัน เป็น ๑ ใน ๒ หน่อที่แตกขึ้นมาจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๓ ที่ล้มตายไป โดย ท่านเซอร์คันนิ่งแฮม ได้บำรุงดูแลหน่อที่เกิดมานั้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๓ และนำอีกหน่อหนึ่งไปปลูกไว้ด้านทิศเหนือของพระเจดีย์พุทธคยา ห่างจากต้นเดิมประมาณ ๕๐ เมตร

ปัจจุบัน “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” ทั้ง ๒ ต้นยังคงยืนต้นอยู่ มีอายุยืนถึงทุกวันนี้กว่า ๑๓๓ ปี ท่านสาธุชนผู้ศรัทธาสามารถเดินทางไปสักการะได้ด้วยตนเอง ปัจจุบันนี้มีสายการบินไทยบินตรงจากสุวรรณภูมิถึงพุทธคยา โดยใช้เวลาบินเพียง ๓ ชั่วโมง ๑๕ นาทีเท่านั้น ท่านก็ได้สักการะต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้ว

ต้นพระศรีมหาโพธิ์  ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งและได้ตรัสรู้ใต้ต้นอัสสัตถะพฤกษ์

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งและได้ตรัสรู้ใต้ต้นอัสสัตถะพฤกษ์

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ (Mahabhodhi Tree)

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ปัจจุบันตั้งอยู่ด้านหลังพระเจดีย์ มีพระแท่นวัชรอาสน์คั่นอยู่ระหว่างกลาง ต้นปัจจุบันเป็นต้นที่สี่ สืบทอดจากต้นแรกซึ่งเป็นสหชาติที่พุทธองค์ทรงประทับนั่งในวันตรัสรู้

ต้นที่ ๑ เกิดร่วมกาลวันที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ เรียกว่า สหชาติ อยู่จนถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช นับอายุได้ ๓๕๒ ปี

ต้นที่ ๒ เริ่มจากสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช มาจนถึงสมัยของกษัตริย์ฮินดู แคว้นเบงกอล พระนามสาสังกา ได้เข้ายึดและทำลาย ประมาณปี พ.ศ. ๑๑๔๓- ๑๑๖๓ นับอายุได้ประมาณ ๘๗๑ – ๘๙๑ ปี

ต้นที่ ๓ พระเจ้าปูรณวรมา แห่งแคว้นมคธ ได้ตั้งจิตอธิษฐานแล้วรดน้ำนมจากแม่วัวหกนึ่งพันตัว แล้วกลั่นให้ข้นเหลือเพียงแปดตัวลงตรงหลุมบริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์ ด้วยพุทธานุภาพ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็งอกขึ้นมา เจริญเติบโตมีอายุได้ประมาณ ๑,๒๕๘ ปี

ต้นที่ ๔ ต้นปัจจุบัน ท่านนายพลคันนิ่งแฮม ได้นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์ที่เกิดจากต้นที่ ๓ ปลูกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ ถึงปัจจุบันนี้อายุได้ ๑๓๓ ปี (พ.ศ. ๒๕๕๖)

เมื่อได้มาถึงสถานที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประสบความสำเร็จได้บรรลุพระโพธิญาณภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์แห่งนี้ ควรน้อมจิตอธิษฐานเพื่อเป็นการสังสมอธิษฐานบารมีและบำเพ็ญเพียร คำอธิษฐานใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์

“ขอเดชะด้วยอำนาจแห่งบุญกุศล เจตนาอันมุ่งมั่น ความเพียรอันบริสุทธิ์ ที่ข้าพระพุทธเจ้าตั้งใจเดินทางจาริกมาในครั้งนี้ เพื่อน้อมกราบนมัสการองค์พระพุทธ ด้วยศรัทธาต่อการตรัสรู้ธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยบุญกุศลนี้ ขอจงเป็นบารมี เป็นพลวะปัจจัยอนุสัยตามส่งให้ข้าพเจ้าได้เกิดปัญญาญาณ ได้ดวงตาเห็นธรรม รู้แจ้งเห็นจริง รู้ยิ่งเห็นตาม ซึ่งพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ชอบแล้ว ณ สถานที่แห่งนี้ หากแม้นว่าภ้าข้าพระพุทธเจ้า ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฎสงสาร ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าจงประสบความบริบูรณ์ด้วยศีลและโภคทรัพย์ พร้อมด้วยสติปัญญา มีบุญที่จักได้บำเพ็ญธรรมตามรอยบาทแห่งองค์พระศาสดา จนถึงความพ้นทุกข์คือพระนิพพานในอนาคตกาล…ต่อกาลไม่นานด้วยเทอญ สาธุ..สาธุ.. สาธุ..”

ข้อมูลจาก คู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน โดย พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม

ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้ ปัจจุบันมิใช่ต้นเดิมตั้งแต่ครั้งพุทธกาล แต่เป็นรุ่นที่ ๔ ซึ่งแตกหน่อมาจากต้นเดิม

ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้ ปัจจุบันมิใช่ต้นเดิมตั้งแต่ครั้งพุทธกาล แต่เป็นรุ่นที่ ๔ ซึ่งแตกหน่อมาจากต้นเดิม

เหตุไฉน ? จึงได้ชื่อว่าต้นโพธิ์

โพธิญาณพฤกษา พันธุ์ไม้ที่พระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ ประทับตรัสรู้

ใน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ โคตมพุทธวงศ์ กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๒๘ พระนามว่า พระโคตมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรประพฤติทุกรกิริยาอยู่ ๖ ปี จึงได้ประทับตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ควงไม้อัสสัตถะ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา

“ต้นอัสสัตถะ” หรือ “ต้นอัสสัตถพฤกษ์” นั้น รู้จักกันดีในชื่อของ ต้นโพ, ต้นโพธิใบ, ต้นโพธิ์ หรือพระศรีมหาโพธิ ชาวลังกาเรียกว่า Bohd tree และชาวอินเดียเรียกว่า Pipal นี้นับได้ว่าเป็นต้นไม้ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในพระพุทธประวัติอีกชนิด หนึ่ง เพราะเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร ในระหว่างบำเพ็ญพรตเพื่อหาสัจธรรมนั้น ได้ทรงเลือกนั่งประทับที่โคนต้นโพธิ์จนกระทั่งพระองค์ได้ตรัสรู้พระสัมมา สัมโพธิญาน คือ อริยสัจ๔  อันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เมื่อวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖

แม้พระองค์จะตรัสรู้เป็นพระ พุทธเจ้าแล้ว ก็ยังต้องทรงใช้พลังจิตรบกับพวกมาร (การเอาชนะกิเลสฝ่ายต่ำ) ก็โดยประทับอยู่ใต้โคนต้นโพธิ์อีกเช่นกัน เพราะโพธิ์มีร่มเงาเหมาะแก่การพักพิงและบำเพ็ญพรตเป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันต้นโพธิ์ที่สำคัญที่สุดอยู่ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย แต่ว่าไม่ใช่ต้นเดิมแต่ครั้งพุทธกาล เป็นต้นที่แตกหน่อมาจากต้นเดิม

คำบูชานมัสการพระศรีมหาโพธิตรัสรู้
โพธิ ตัสสะ ภะคะวะโต อัสสัตโถติ ปะวุจจะติ
โหติ โย โคตะโม พุทโธ สะระณัง สัพพะปาณีนัง
ฐะปะยิตวานะ ธัมโมกกัง ปัจฉิมะ ชะนะโพธะนัง
โส รุกโข โพธิคะยายัง ฐิโต พิหาระคามะเก
มะหาโพธิพุทธะคะยานาเม ยัตถะ ทัยยัสสะ สันตะโก
อาวาโส ทัยยะภิกขูนัง สัลเลขะ วุตติ โยคินัง
วันทิเต โพธิรุกขัมหิ สัมพุทโธ ปุนะ วันทิโต
สัทธัมโม วันทิโต เยวะ สุสังโฆ โหติ วันทิโต
วันทะนาชะนิตัง ปุญญัง อิติยัง ระตะนัตตะเย
อันตะรายา วินัสสันตุ โหตุ โสตถี จะ เตชะสา
โลเก รัฏฐัง สุขัง เสติ นิมมะลัง สัพพะสาสะนัง
ทีฆายุกา ปะขา สัพเพ อะนีฆา นิรุปัททะวาติ

คำแปล

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โคดมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่ระลึกถึงของสรรพสัตว์ เพราะทรงประดิษฐานพระธรรมไว้ให้ชนภายหลังได้รู้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้นผู้คนขนานนามว่า อัสสัตถพฤกษ์
ต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น ตั้งอยู่ใกล้วัดไทยพุทธคยามหาวิหารซึ่งเป็นวัดของชาวไทย เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมเพื่อขัดเกลากิเลสของพระสงฆ์ไทยผู้ประกอบความเพียร

เมื่อเราทั้งหลายกราบไหว้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ชื่อว่าได้กราบไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัทธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้าผู้ปฏิบัติดี บุญใดอันเกิดแล้วจากการกราบไหว้ พระรัตนตรัยด้วยประการฉะนี้ ขอเดชแห่งบุญนั้น บันดาลให้อันตรายทั้งหลายพินาศไป ด้วยสวัสดีจงบังเกิดมี ทุกประเทศในโลกนี้อยู่เป็นสุขทุกศาสนาในโลกนี้จงปราศจากมลทิน ประชากรทุกหมู่เหล่า จงมีอายุยืนยาว ไม่มีทุกข์ปราศจากอุปัททวะทุกประการฯ

ข้อมูลจากหนังสือพระพุทธมนต์ ตามรอยบาทพระศาสดา โดย พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ)

พระแท่นวัชรอาสน์ อนุสรณ์ถึงที่ประทับของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งตรัสรู้

พระแท่นวัชรอาสน์ อนุสรณ์ถึงที่ประทับของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งตรัสรู้

พระแท่นวัชรอาสน์

พระแท่นวัชรอาสน์ มีความหมายว่า พระที่นั่งแห่งมหาบุรุษใจเพชร สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช แกะสลักด้วยแผ่นหินทราย เป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านขนาน ด้านยาววัดได้ ๗ ฟุต ๖ นิ้ว ด้านกว้างได้ ๔ ฟุต ๑๐ นิ้ว ความหนาวัดได้ ๕ นิ้วฟุต ครึ่ง ตั้งอยู่บนฐานก่ออิฐฉาบด้วยปูน เมื่อรวมฐานที่ประดิษฐานกับแท่นวัชรอาสน์สูง ๓ ฟุตพอดี ส่วนบนพื้นผิวด้านหน้าของพระแท่นแกะสลักเป็นเชิงศิลปะรูปหัวแหวนเพชร และมีเพชรซีกประดับอยู่โดยรอบเรือนแหวน ด้านข้างทางทิศเหนือและทิศใต้แกะสลักเป็นรูปดอกบัวและรูปห่านหรือพระยาหงษ์ ส่วนด้านต้นพระศรีมหาโพธินั้นแกะสลักเป็นรูปดอกมณฑารพ (ACANTHUS) เป็นดอกไม้สวรรค์ที่ร่วงหล่นในวันปรินิพพานของพุทธองค์   เป็นที่น่าเสียดายที่ด้านทิศตะวันออกนั้นได้ถูกเชื่อมติดกับองค์พระเจดีย์มหาโพธิวิหารเสีย เราจึงไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ว่าเป็นรูปอะไร…

พระเจ้าอโศกมหาราช ให้สร้างพระแท่นวัชรอาสน์ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มีขนาดยาว ๘ ฟุต กว้าง ๔ ฟุตครึ่ง และ หนา ๖ นิ้ว คำว่า วัชรอาสน์ นั้น หมายถึง พระแท่นหรือที่ประทับนั่งของพระมหาบุรุษผู้ทรงมีใจเข้มแข็งประดุจเพชร

พระเจ้าอโศกมหาราช ให้สร้างพระแท่นวัชรอาสน์ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มีขนาดยาว ๘ ฟุต กว้าง ๔ ฟุตครึ่ง และ หนา ๖ นิ้ว คำว่า วัชรอาสน์ นั้น หมายถึง พระแท่นหรือที่ประทับนั่งของพระมหาบุรุษผู้ทรงมีใจเข้มแข็งประดุจเพชร

….พระแท่นวัชรอาสน์นี้ได้ถูกทำลายในตอนปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๒ แตกออกเป็น๕ เสี่ยง ต่อมาท่านเซอร์อเล็กซานเดอร์ คันนิงแฮม นักโบราณคดีแห่งอังกฤษได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ โดยนำเอาส่วนต่าง ๆ มาประกอบกันเข้าในรูปเดิมได้อย่างเรียบร้อย ซึ่งหากเราไม่สังเกตแล้วจะไม่ทราบเลยว่าพระแท่นนี้ได้เคยถูกทำลายมาแล้ว…

ถ้าได้มากราบนมัสการพระแท่นวัชรอาสน์ในครั้งต่อไป คงจะซาบซึ้งในพระพุทธคุณมากขึ้น เมื่อทราบว่าเป็นแท่นที่สร้างขึ้นแทนรัตนบัลลังก์ที่ทรงประทับนั่งในวันตรัสรู้

…เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงเสวยข้าวมธุปายาสที่นางสุชาดาถวายแล้ว ในเวลาเย็น เสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชราไปยังแดนมหาโพธิ์ ทรงรับหญ้ากุสะ ๘ กำมือ จากโสตถิยพราหมณ์ แล้วเสด็จตรงไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ ทรงปูลาดหญ้ากุสะ ๘ กำมือนั้นลงพลางออกพระโอษฐ์ตั้งพระสัตยาธิษฐานว่า “ถ้าอาตมะจะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วไซร้ ขอจงบังเกิดเป็นรัตนบัลลังก์ขึ้น ณ บัดนี้”

ทันใดนั้น รัตนบัลลังก์ก็ได้อุบัติขึ้นด้วยบุญญาธิการของพระองค์ พระองค์จึงเสด็จขึ้นประทับนั่งบนรัตนบัลลังก์นั้นโดยผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกทางแม่น้ำเนรัญชราพร้อมกับอธิษฐานจิตอย่างแน่วแน่ว่า

“ถึงเลือดและเนื้อจะเหือดแห้งไป จะยังคงเหลืออยู่แต่เพียงหนัง เส้นเอ็น และกระดูกก็ตามที หากข้าพเจ้ายังมิได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วไซร้ ข้าพเจ้าจะมิยอมลุกขึ้นจากรัตนบัลลังก์นี้”…

รัตนจงกรมเจดีย์

รัตนจงกรมเจดีย์ เป็นที่เสด็จดำเนินจงกรมไปมา เสวยวิมุตติสุขตลอด ๗ วัน ในสัปดาห์ที่สาม

สิ่งสำคัญอีกประการที่ชาวพุทธควรรู้คือ สัตตะมหาสถาน หมายถึง สถานที่ที่ทรงประทับเสวยวิมุตติสุข (สุขอันเกิดจากการหลุดพ้นจากกิเลส) ๗ แห่ง แห่งละ ๗ วันรวม ๔๙ วัน คือ

สัปดาห์ที่ ๑ : โพธิบัลลังก์ พระพุทธองค์ทรงประทับนั่งสมาธิที่ “พระแท่นวัชรอาสน์” หรือโพธิบัลลังก์ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ๗ วัน พระองค์ได้ทรงกำหนดนึกในพระหทัย เพื่อพิจารณาทบทวนปฏิจจสมุปบาทแบบตามลำดับตลอดปฐมยามแห่งราตรีนั้น แล้วมีพุทธอุทานว่า “ในการใดแล ธรรมทั้งหลายมาปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ในกาลนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์ผู้นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้แจ้งธรรมพร้อมด้วยเหตุ”

ในเวลากลางคืน ทรงพิจารณาทบทวนปฏิจจสมุปบาทแบบย้อนตามลำดับ คือ พิจารณาจากปลายมาจุดเริ่มแรกแล้วมีพุทธอุทานว่า “ในกาลใดแล ธรรมทั้งหลายมาปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ในกาลนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์ย่อมสิ้นไป เพราะได้รู้แจ้งความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย”

ในปัจฉิมยาม ทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาททั้งแบบตามลำดับและย้อนตามลำดับแล้วมีพุทธอุทานว่า “ในกาลใดแล ธรรมทั้งหลายมาปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ในกาลนั้น พราหมณ์ผู้นั้นย่อมกำจัดมารและเสนามารเสียได้ ดุจพระอาทิตย์กำจัดมืดส่องแสงสว่างอยู่ในอากาศ ฉะนั้น”

สัปดาห์ที่ ๒: อนิมิสเจดีย์ อยู่ บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ มีเจดีย์เป็นอนุสรณ์อยู่ลักษณะเจดีย์ทาสีขาว เป็นสถานที่ประทับเสวยวิมุตติสุข สุขอันเกิดจากการได้หลุดพ้นจากสัพพกิเลส สัปดาห์ที่สองหลังจากที่ทรงได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และตลอดสัปดาห์แรกทรงประทับเสวยวิมุตติสุขภายใต้โคนแห่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงประทับยืนทอดพระเนตรไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์โดยไม่กระพริบพระเนตรตลอดเจ็ดวัน พร้อมกับการน้อมรำลึกถึงคุณแห่งพระศรีมหาโพธิ์ที่ทรงได้อาศัยบำเพ็ญธรรมจนได้บรรลุธรรม

สัปดาห์ที่ ๓: รัตนจงกรมเจดีย์  เป็นที่เสด็จดำเนินจงกรมไปมา อยู่ข้างพระมหาเจดีย์ ด้านทิศเหนือมีหินทรายสลักเป็นดอกบัวบาน จำนวน๑๙ ดอก มีแท่นหินทรายแดงยาวประมาณ ๖ เมตร และมีป้ายหินอ่อนปักให้รู้ว่า นี่คือรัตนจงกรมเจดีย์ (Ratna cakra Chatiya) ที่พระพุทธองค์เสวยวิมุตติสุข ในสัปดาห์ที่ ๓ ระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์ กับอนิมิสเจดีย์

สัปดาห์ที่ ๔ : รัตนฆรเจดีย์ เทวดาได้เนรมิตเรือนแก้วถวาย พระองค์ได้ทรงประทับเสวยวิมุตติสุขพร้อมกับการพิจารณาพระอภิธรรมและปัจจยาการสิบสองข้อตลอดสัปดาห์ที่สี่  มีอนุสรณสถานเป็นรูปวิหารทรงสี่เหลี่ยม ไม่มีหลังคามุงกว้างประมาณ ๑๑ ฟุต ยาวประมาณ ๑๔ ฟุต รอบข้างเต็มไปด้วยเจดีย์โบราณ มีพระพุทธรูปสมัยคุปตะและสมัยปาละ น่าจะมีผู้นำ มาตั้งไว้ในสมัยหลัง หน้าประตูเข้าด้านตะวันตกมีป้ายบอกว่ารัตนฆรเจดีย์

สัปดาห์ที่ ๕ : ต้นอชปาลนิโครธ พุทธองค์ทรงเสด็จออกจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ มุ่งพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ที่แห่งนี้ ธิดาพยามาร คือนางตัณหา อรดี ราคะ ได้ออกมาแสดงอาการยั่วยุด้วยกามารมณ์ แต่ทรงไม่ยินดี และพระพุทธองค์ทรงพิจารณาสัตว์โลกเปรียบเหมือนบัว ๔ เหล่า บัว ๔ เหล่า ได้แก่

๑.ดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู)

๒.ดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำ พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า ซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปัจจิตัญญู)

๓.ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอยด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ)

๔.ดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ)

ต้นอชปาลนิโครธอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ อยู่เลยบ้านนางสุชาดา ๓๐๐ เมตร คำว่า อชปาลนิโครธ หมายถึง ต้นไทรอันเป็นที่รักษาแพะ หมายถึง ต้นไทรนี้มักมีเด็กเลี้ยงแพะ พาแพะมาหากินเสมอๆ

สัปดาห์ที่ ๖ : สระมุจลินทร์ พระพุทธองค์ได้เสด็จไปที่ใต้ต้นมุจลินทร์ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากแม่น้ำเนรัญชรา ครึ่งกิโลเมตร ห่างจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ ราว ๆ ๒ กิโลเมตร ทรงประทับนั่งที่นั่นตลอด ๗วัน ๗ คืน ขณะนั้นเกิดฝนตกใหญ่พญานาคนามว่า มุจลินทร์ปรารถนาจะกำบังฝนให้พระพุทธองค์ จึงขนดตนเองวนรอบพระ วรกายและแผ่พังพานบังลมผนตลอด๗ วัน เมื่อครบ๗ วัน ลมฝนสงบแล้ว ได้คลายตัวออกและแปลงเพศเป็นมานพหนุ่มถวายบังคม ณ เบื้องพระพักตร์พระองค์

ปัจจุบันสร้างที่จำลองไว้ภายในบริเวณมหาเจดีย์ เป็นสระขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกว่า มุจลินทร์โบกขรี (สระบัวมุจลินทร์) มีพระพุทธรูปปางนาคปรกประดิษฐานอยู่กลางสระ

สัปดาห์ที่ ๗ ต้นราชายตนะ เป็นสถานที่เสวยวิมุตติสุขสัปดาห์ที่ ๗ อยู่เลยสระมุจลินท์ไปอีกเล็กน้อย พ่อค้าชาวพม่าสองพี่น้องคือ ตปุสสะและภัลลิกะ ได้เห็นพระวรกายของพระพุทธองค์ผุดผ่องมีพระรัศมีด้วยพุทธานุภาพ เกิดความเลื่อมใสได้ถวายสัตตุผงและสัตตุก้อน ขณะนั้นพระพุทธองค์ยังไม่มีบาตร ท้าวจตุมหาราชทั้ง ๔ จึงได้น้อมนำบาตรมาถวายองค์ละใบ พระพุทธองค์ทรงดำริว่าใบเดียวก็เพียงพอแก่เรา จึงทรงอธิษฐานให้บาตรทั้ง ๔ ใบนั้นประสานเข้าเป็นใบเดียวกัน แล้วทรงรับข้าวสัตตุผง สัตตุก้อนจากพ่อค้าพานิชทั้งสอง ตปุสสะและภัลลิกะได้แสดงตนเป็นพุทธมามกะคู่แรกในพระพุทธศาสนาที่เข้าถึงพุทธรัตนะและธรรมรัตนะ

สระมุจลินทร์ และ พญานาค มุจลินทร์

สระมุจลินทร์ และ พญานาค มุจลินทร์

บริเวณรอบสระมุจลินทร์ หรือ มุจลินทร์โบกขรี

บริเวณรอบสระมุจลินทร์ หรือ มุจลินทร์โบกขรี

สถานที่รอบต้นพระศรีมหาโพธิ์ มีทั้งชาวพุทธ และชาวฮินดู

สถานที่รอบต้นพระศรีมหาโพธิ์ มีทั้งชาวพุทธ และชาวฮินดู

สังเวชนียสถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรไปดู ด้วยระลึกว่า ‘ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้’

สังเวชนียสถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรไปดู ด้วยระลึกว่า ‘ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้’

ย้อนระลึกถึงวันเพ็ญ เดือนหก เดือนวิสาข

ย้อนระลึกถึงวันเพ็ญ เดือนหก เดือนวิสาข

มหาโพธิวหาร บูรณะปฏิสังขรหลายสมัยด้วยแรงศรัทธา

มหาโพธิวหาร บูรณะปฏิสังขรหลายสมัยด้วยแรงศรัทธา

วัดไทยพุทธคยา เป็นวัดไทยแห่งแรกในประเทศอินเดีย (รัฐพิหาร)

วัดไทยพุทธคยา เป็นวัดไทยแห่งแรกในประเทศอินเดีย (รัฐพิหาร)

วัดไทยพุทธคยา เป็นวัดไทยแห่งแรกในประเทศอินเดีย (รัฐพิหาร) เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๐ มีเนื้อที่ราว ๑๒ ไร่ (๕ เอเคอร์) ตั้งอยู่บริเวณพุทธคยา ห่างจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ และองค์พระมหาเจดีย์พุทธคยา ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ พระนาม พระพุทธเมตตา เป็นสถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประมาณ ๕๐๐ เมตร เป็นวัดที่อยู่ในความดูแลและอุปถัมภ์ของรัฐบาลไทยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันมี พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ วีรยุทโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล เป็นเจ้าอาวาส

พระอุโบสถของวัดไทยพุทธคยา จำลองแบบมาจากวัดเบญจมบพิตร กทม. ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย

นอกจากนี้ พระประธานในพระอุโบสถวัดไทยพุทธคยายังได้จำลองพระพุทธชินราช จากวัดเบญจมบพิตร อีกด้วย โดยได้รับพระราชทานพระนามจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า “พระพุทธธรรมิศรชมพูทีปนิวัติสุโขทัย”

ความเป็นมาของการจัดสร้าง วัดไทยพุทธคยา สืบเนื่องมาจากสมัยที่ประเทศอินเดีย ได้รับได้เอกราชจากอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๐ ต่อมา ฯพณฯ ศรีเยาวหราลล์ เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศอินเดีย ได้เตรียมการจัดงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษขึ้น หรือที่เรียกว่า “พุทธชยันตี” ใน พ.ศ.๒๕๐๐ จึงได้ประกาศเชิญชวนให้ประเทศต่างๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนาได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นด้วยศิลปะของประเทศตน ณ พุทธคยา ดินแดนตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยรัฐบาลอินเดีย ได้จัดสรรที่ดินให้เช่าในนามรัฐบาลต่อรัฐบาล คราวละ ๙๙ ปี และเมื่อหมดสัญญาแล้ว สามารถต่ออายุสัญญาได้อีกคราวละ ๕๐ ปี

รัฐบาลไทยในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงได้ตอบรับคำเชิญชวน โดยได้ดำเนินการก่อสร้างวัดไทยพุทธคยาขึ้น เริ่มจากพระอุโบสถ และพระประธาน รวมทั้งเสนาสนะต่างๆ อย่างครบถ้วน พร้อมกับส่งคณะสงฆ์ไปจำพรรษาตั้งแต่สมัยนั้น จนถึงทุกวันนี้

พระอุโบสถของวัดไทยพุทธคยา จำลองแบบมาจากวัดเบญจมบพิตร

พระอุโบสถของวัดไทยพุทธคยา จำลองแบบมาจากวัดเบญจมบพิตร

“พระพุทธธรรมิศรชมพูทีปนิวัติสุโขทัย” พระประธานในพระอุโบสถวัดไทยพุทธคยา

“พระพุทธธรรมิศรชมพูทีปนิวัติสุโขทัย” พระประธานในพระอุโบสถวัดไทยพุทธคยา

พระประธานประจำพระอุโบสถ พระพุทธปฏิมาประธานในพระอุโบสถ องค์แรก

เนื่องจากเมื่อเริ่มสร้างพระอุโบสถนั้น ได้มีการหล่อพระพุทธปฏิมาประธานโดยมิได้ทราบถึงขนาดของพระอุโบสถ ซึ่งปั้นโดยอาจารย์ศิลป์ พีระศรี คณบดีคณะจิตรกรรมและประติมากรรมมหาวิทยาลัยศิลปากรในขณะนั้น เป็นพระพุทธรูปที่งดงามมาก อัญเชิญมาจากประเทศไทยไปสุ่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย พร้อมด้วยกลอง และระฆัง ถึงวัดในวันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๐๓ เป็นพระพุทธรูปขนาดเล็กไม่ได้สัดส่วนกับฐานชุกชีขนาดใหญ่ทัดเทียมกับขนาดพระอุโบสถที่จำลองแบบไปจากพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ด้วยเหตุนี้พระเทพวิสุทธิโมลี (บุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตชุดที่ ๒ และคณะสงฆ์ในสมัยนั้นได้พิจารณาเห็นว่า สมควรแก้ไขพระประธานในพระอุโบสถุให้เป็นพระพุทธรูปแบบพระพุทธชินราชหรือพระพุทธชินราชจำลองเหมือนกัน จะเหมาะสมกว่า

พระพุทธธรรมมิศรชมพูทีปนิวัติสุโขทัย ประธานในพระอุโบสถ ปัจจุบัน
จอมพล ถนอม กิตติขจร นายยกรัฐมนตรี และครอบครัว มีจิตศรัทธาในการสร้างพระพุทธปฏิมาประธานใหม่ โดยให้ออกแบบสร้างให้มีพระพุทธลักษณะเดียวกับพระพุทธชินราชองค์เดิมที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก และพระพุทธชินราชจำลององค์นี้ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ หล่อด้วยเนื้อโลหะ ขนาดหน้าตักกว้าง ๔ ศอก ๑ คืบ ๙ นิ้วเศษ ๖๙๙ นิ้วฟุต หรือ ๒ เมตร ๕๑ เซนติเมตร) ส่วนสูงวัดจากฐานถึงยอดพระเกศ ๖ ศอก ๑  คืบ ๙ นิ้วเศษ (๑๓๙ ๑/๒ นิ้วฟุตหรือ ๓ เมตร ๕๕ เซนติเมตร) วัดถึงยอดเรือนแก้ว สูง ๘ ศอก ๑ คืบ ๑๐ นิ้วเศษ หรือ ๔ เมตร ๗๐ เซนติเมตร น้ำหนักรวมทั้งเรือนแก้วประมาณ ๕ ตัน หล่อเป็นชิ้นๆ แล้วนำมาประกอบเป็นองค์ภายหลังสร้างสำเร็จเรียบร้อยประกอบพิธีพุทธาภิเษกอย่างยิ้งใหญ่ ณ พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมบำเพ็ญกุศลปิดทองอย่างยิ่งใหญ่ก่อนที่จะอัญเชิญไปสู่แดนพุทธภูมิ

จอมพล ถนอม กิตฺติขจร นายกรัฐมนตรี ดำริว่าพระพุทธปฏิมาองค์นี้จะอัญเชิญไปประดิษฐานในต่างประเทศ ในนามของประชาชนชาวไทย สมควรได้กรอบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของพระราชทานพระกรุณาถวายพระนามพระพุทธปฏิมาองค์นี้ เพื่อเป็นมิ่งมงคลเป็นเกียรติประวัติของชาติไทยสืบไปชั่วกาลนาน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “พระพุทธธรรมมิศรชมพูทีปนิวัติสุโขทัย” มีความหมายว่า “พระพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่ในธรรม กลับสู่ชมพูทวีปให้เกิดสุข”
ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบให้กระทรวงการต่างประเทศ และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ดำเนินการอัญเชิญพระประธานไปประดิษฐานที่วัดไทยพุทธคยา โดยเครื่องบินซี ๑๓๐ ของกองทัพทหารอเมริกัน เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๐ ทุนทรัพย์ในการจัดสร้างพระประธาน และค่าพาหนะขนส่งจำนวน ๖๕๐,๐๐๐.๐๐ บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท)

พุทธศักราช ๒๕๑๓ ได้สร้างพระอัครสาวกยืน คือ พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร ประดิษฐานไว้ข้างพระประธานในพระอุโบสถ จำนวนเงิน ๒๕,๐๐๐ บาท (สองหมื่นห้าพันบาท)

พุทธศักราช ๒๕๑๗ ได้สร้างสมเด็จ ๙ ปาง ด้วยผงพุทธสังเวชนียสถานจำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ บรรจุไว้ใต้ฐานพระประธาน ในวันมหาปวารณาใช้เวลานาน ๒ ปี (๒ พรรษา) พระครูธรรมธรสมพล จิรฏฺฐิโต รองผู้อำนวยการศูนย์เผยแผ่พระอธิธรรม วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ เป็นกำลังในการดำเนินการสร้างพระสมเด็จ ๙ ปาง

ครั้งนั้นผู้เขียนได้มีโอกาสกราบนมัสการพระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และหัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายประเทศอินเดีย ในขณะนั้น

ข้อมูลอ้างอิง :

พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม, คู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน กรุงเทพฯ : ดาวเหนือ, 2549. 224 หน้า.

พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์  วีรยุทโธ), พระพุทธมนต์ (ฉบับ ตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล) กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, 2550 . 258 หน้า.

วัดไทยพุทธคยา อินเดีย  http://www.watthaibuddhagaya.net/index.php

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ ตามลิงค์

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : บทนำ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หนึ่ง กรุงเทพฯ กัลกัตตา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สอง เมืองกัลกัตตา เมืองพุทธคยา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สาม เมืองพุทธคยา เมืองราชคฤห์ เขาคิชกูฎ มหาวิทยาลัยนาลันทา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สี่ เมืองพุทธคยา เมืองพาราณสี เมืองสารนาถ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่ห้า เมืองพาราณสี เมืองกุสินารา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หก เมืองกุสินารา ตำบลกาเซีย

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่เจ็ด กุสินารา ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล)

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่แปด ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล) โครักขปูร์ เดลลี กรุงเทพฯ

Posted in 3. ตะวันสัญจร | Leave a comment

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หนึ่ง กรุงเทพฯ กัลกัตตา

เมืองกัลกัตตา อดีตเมืองหลวงภาพนี้คืออนุสาวรีย์วิคตอเรีย (Victoria Memorial) อนุสาวรีย์แห่งชัยชนะของอังกฤษ

เมืองกัลกัตตา อดีตเมืองหลวง
ภาพนี้คืออนุสาวรีย์วิคตอเรีย (Victoria Memorial) อนุสาวรีย์แห่งชัยชนะของอังกฤษ

การเดินทางสู่แดนพุทธภูมิ คณะของผู้เขียน ฝ่ายสงฆ์นำโดยพระครูนิคมคณานุกูล (คำสอน กิตฺติญาโณ) สกุลเดิม สอนคูณ เจ้าคณะตำบลแวง เจ้าอาวาสวัดนิคมคณาราม อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนฝ่ายฆราวาสนั้นนำโดยคุณแม่ประภาศิริ พลเยี่ยม

เริ่มต้นเดินทางจากสนามบินกรุงเทพฯ ไปลงที่เมืองกัลกัตตา ที่สนามบินเนตาจี ใช้เวลาบิน ๒ ชั่วโมง ๑๕ นาที ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกรด้วยความเรียบร้อย รับกระเป๋าและสัมภาระตรวจสอบความเรียบร้อย ออกมาก็ได้พบกับตัวแทนของบริษัททัวร์อินบาวด์ของอินเดียที่เราได้ติดต่อไว้ล่วงหน้า ใช้เวลาทำความรู้จักกับมัคคุเทศก์หนุ่ม แนะนำตัวเล็กน้อยเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับมัคคุเทศก์ซึ่งจะเป็นผู้นำทางให้คณะของเราตลอดการเดินทางในอินเดีย

พาหนะสำหรับผู้โดยสาร ๕ - ๘ คน

พาหนะสำหรับผู้โดยสาร ๕ – ๘ คน

ค่ำคืนนี้เราต้องโดยสารรถไฟตู้นอนจากเมืองกัลกัตตา เพื่อไปเมืองคยา รัฐพิหาร ที่สถานีรถไฟจะมีห้องสำหรับรอขึ้นรถไฟสำหรับสุภาพบุรุษ และสำหรับสุภาพสตรีแยกจากกัน  แต่เพื่อความปลอดภัยเราเลือกที่จะรวมกลุ่มกันไว้และไปนั่งรอใกล้ ๆ กัน สถานีรถไฟเมืองกัลกัตตาใหญ่มาก เป็นชุมทางรถไฟที่สำคัญจึงมีรถไฟเข้าออกหลายขบวน แม้จะมีหมายเลขชานชาลาและเวลาบอกไว้บนบัตรผู้โดยสาร แต่ผู้เขียนอดนึกไม่ได้ว่าถ้ามาโดยไม่มีไกด์ท้องถิ่นมาด้วยโอกาสพลาดรถไฟมีสูงทีเดียว เพราะขบวนรถหน้าตาเหมือนกันหมดสำหรับผู้มาใหม่อย่างเรา

"จัย" เครื่องดื่มยอดนิยม เป็นชาต้มกับนมมีกลิ่นรสเฉพาะตัว

“จัย” เครื่องดื่มยอดนิยม เป็นชาต้มกับนมมีกลิ่นรสเฉพาะตัว

เมื่อขึ้นรถไฟได้แล้ว ยังต้องเดินหาตู้นอนตามรายละเอียดบนบัตรโดยสาร ซึ่งไกด์ของเราก็ทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว รถไฟอินเดียขนาดกว้างมากคำนวนด้วยตาน่าจะกว้างสักสามเมตร การวางเตียงก็วางขวางมีด้วยกันสามชั้น แต่ละล็อกจะมีหกเตียงด้วยกัน ซึ่งต่างจากรถไฟของไทยวางเตียงยาวตามหน้าต่างและมีเพียงสองชั้น  รถไฟอินเดียนั้นกระเป๋าและสัมภาระจะต้องดูแลกันเอง ส่วนใหญ่จะเก็บไว้ใต้เบาะตัวล่างสุด จากคำแนะนำของหนังสือท่องเที่ยวเกี่ยวกับอินเดีย เขาแนะนำให้คล้องโซ่ใส่กุญแจคล้องกระเป๋ากับขาเตียงไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพฉกกระเป๋าเราไปตอนนอนหลับได้ง่าย ๆ  คือถ้าจะลากไปดื้อ ๆ คงมีเสียงโครมครามให้ตกใจตื่น ระหว่างนั่งคุยกันสักพักก็มีบริกรมาถามขาย “จัย” เป็นชาอินเดียต้มด้วยนมสดมีกลิ่นหอมเครื่องเทศมัสซารา จัยนี้เป็นเครื่องดื่มประจำชาติ มีขายทุกที่ ผู้คนก็ดื่มได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเวลา คืนนี้ดื่มจัย อุ่นท้อง นอนบนรถไฟและหลับด้วยความอ่อนเพลีย

ลีลาบริกรกับอุปกรณ์ขาย "จัย"

ลีลาบริกรกับอุปกรณ์ขาย “จัย”

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ ตามลิงค์

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : บทนำ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หนึ่ง กรุงเทพฯ กัลกัตตา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สอง เมืองกัลกัตตา เมืองพุทธคยา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สาม เมืองพุทธคยา เมืองราชคฤห์ เขาคิชกูฎ มหาวิทยาลัยนาลันทา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สี่ เมืองพุทธคยา เมืองพาราณสี เมืองสารนาถ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่ห้า เมืองพาราณสี เมืองกุสินารา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หก เมืองกุสินารา ตำบลกาเซีย

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่เจ็ด กุสินารา ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล)

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่แปด ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล) โครักขปูร์ เดลลี กรุงเทพฯ

Posted in 3. ตะวันสัญจร | Leave a comment

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : บทนำ

This slideshow requires JavaScript.

ทริปอิ่มบุญนี้เกิดขึ้นราว ๆ ปี ๒๕๕๐ แต่ความเอิบอาบบุญรวมทั้งความปิติมิได้จางหายไปจากใจเลยสักนิด มีแต่จะเพิ่มศรัทธาในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นทวีคูณ การเดินทางครั้งนั้นทำให้ชีวิตของผู้เขียนเปลี่ยนแปลงทันทีที่อายตนะทั้ง ๕ รับสัมผัสพุทธสถาน ฟังธรรมะเข้าใจได้ง่าย ลดทิฐิมานะ อยู่ง่ายว่าง่าย เข้าใจวัฒนธรรมของคนอินเดีย รวมทั้งทำงานกับคนอินเดียได้อย่างราบรื่น ทุกครั้งที่ได้เห็นภาพสังเวชนียสถานจะเกิดความรู้สึกอยากกลับไปอีก คิดถึงเหลือเกิน

ไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าคิดเพียงว่า “จะไปอินเดียต้องใช้เงินเท่าไร” ถึงแม้จะมีเงินก้อนนั้นแล้วก็ใช่ว่าจะได้ไปถึง

สิ่งที่พุทธศาสนิกชนพึงมีก่อนที่จะไปกราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล ประการแรกเลยคือ “ศรัทธา” การที่เราจะไปเยี่ยมใครถึงบ้านของเขาแสดงว่าเราต้องรู้จักเจ้าของบ้านเป็นอย่างดี มีศรัทธาต่อเจ้าของบ้านและไปด้วยความนอบน้อม อุปมาเหมือนเราต้องการไปอินเดียเพื่อไปเยี่ยมบ้านของพระพุทธเจ้า พุทธศาสนิกชนจึงควรจะทำความรู้จักพระพุทธเจ้าเสียก่อน อย่างน้อยก็ควรจะรู้ประวัติของพระพุทธเจ้า และรู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร เป็นการเริ่มปลูกศรัทธาเพื่อนำพาไปพบธรรมะของพระพุทธองค์ โดยมารยาทแล้วควรสำรวมกิริยา สำรวมวาจาด้วย เป็นการให้ความเคารพต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนของพระพุทธเจ้า

ประการที่สอง คือ ต้องเป็นผู้มี “บุญบารมี” ในที่นี้ผู้เขียนให้ความสำคัญกับกุศลกรรมในอดีตชาติและกุศลกรรมในปัจจุบัน  ผู้เขียนเชื่อว่าบุญเป็นเหตุให้ได้ไปสังเวชนียสถานครบทั้งสี่ตำบล  การที่ได้เคยสร้างบุญในอดีตและได้เคยอธิษฐานเกี่ยวข้องกับสถานที่ใดในอดีต ส่งผลให้ได้เกิดให้ได้ไปพบสถานที่นั้นอีก  กุศลกรรมในชาติปัจจุบันก็จะเป็นเหตุส่งผลให้เกิดบุญบารมีในอนาคตได้   หากปีนี้ใครที่ยังไม่ได้ไปเยือนสังเวชนียสถาน ให้เร่งสะสมบุญบารมีไว้มาก ๆ และจะได้ไปเยือนแดนพุทธองค์ไม่ช้าก็เร็ว นอกจากนี้การสะสมบุญบารมียังช่วยให้การเดินทางราบรื่น ไร้อุปสรรค ค้นพบสัจธรรมง่าย (ตามประสบการณ์ของผู้เขียนการเดินทางในดินแดนพุทธภูมิยังได้โอกาสฝึกสติระหว่างนั่งบนรถ มีขันติต่อสิ่งมากระทบ มีโอกาสฟังธรรมทุกวัน ได้ร่วมบำเพ็ญทาน รักษาศีล และภาวนา ถือได้ว่าไปด้วยบุญ กลับมาพร้อมบุญจริง ๆ )

ประการที่สาม ต้องเป็นผู้มี “ทรัพย์” การเดินทางต้องใช้ทรัพยากร ปัจจุบันการเดินทางจากประเทศไทยไปอินเดียมีสายการบินให้เลือกหลายสายการบินด้วยกัน ค่าโดยสารเครื่องบินไปและกลับก็ประมาณหมื่นกว่าบาท ส่วนค่าใช้จ่ายระหว่างเดินทางในอินเดียนั้นส่วนใหญ่เป็นค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่ายานพาหนะ ค่าใช้จ่ายมากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนวันที่เดินทาง ความหรูหราของที่พัก และการวางแผนใช้เส้นทาง หากรับประทานอาหารท้องถิ่นได้ นอนวัดได้ ค่าใช้จ่ายคนละสองหมื่นก็เพียงพอสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวสี่ตำบลได้ครบและยังเหลือเงินสำหรับทำบุญกับวัดไทยหลายแห่งในแดนพุทธภูมิ

ประการที่สี่ ต้องมี “ข้อมูล” การศึกษาข้อมูลทั้งเรื่อง ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ที่ตั้ง แผนที่ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ข้อกฎหมาย สกุลเงินที่ใช้  อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา การขอวีซ่า หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ ฯลฯ เป็นสิ่งที่นักเดินทางท่องเที่ยวต้องรู้ก่อนออกเดินทาง

ช่วงเวลาที่สบายสำหรับการแสวงบุญจะอยู่ในช่วงฤดูหนาวของอินเดีย คือ ประมาณเดือนตุลาคม ถึง กุมภาพันธ์ โดยอุณหภูมิเฉลี่ย ๑๐ ถึง ๒๕ องศาเซลเซียส ช่วงเวลาอื่นก็สามารถไปเยือนอินเดียได้เช่นเดียวกัน

ผู้เขียนขอเน้นเรื่องหนังสือเดินทางและวีซ่าเป็นอันดับต้น ๆ เนื่องจาก ในประเทศอินเดียมีสังเวชนียสถานสามตำบลคือตำบลพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้, ตำบลสารนาถ สถานที่แสดงปฐมเทศนา และตำบลกุสินารา สถานที่ปรินิพพาน  สำหรับตำบลลุมพินี  สถานที่ประสูตินั้นปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเนปาล ดังนั้นการขอวีซ่าจึงต้องขอทั้งประเทศอินเดีย และประเทศเนปาล ที่สำคัญห้ามลืมเลย คือ วีซ่าเข้าอินเดียควรขอเป็น Multiple (M) เพราะเราจะเข้าประเทศเนปาลที่ด่านโสเนาลี (Sonauli) หลังจากเยือนลุมพินีแล้วเราจะกลับเข้าอินเดียอีกครั้งที่ด่านเดิม   ถ้าเลือก Single (S) จะมีปัญหาเรื่องการเข้าออกที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของอินเดีย

เอกสารในการขอวีซ่า

  • พาสปอร์ต ที่มีอายุใช้งานได้ไม่ต่ำกว่า ๖ เดือนนับจากวันยื่นขอวีซ่า และมีหน้าเหลือไม่ต่ำกว่า ๔ หน้า
  • รูปถ่าย ๑.๕ – ๒ นิ้ว จำนวน ๔ ใบ ถ่ายไม่เกิน ๖ เดือน (พื้นหลังเป็นสีอ่อน ไม่มีลวดลาย ไม่อัดภาพแบบสติ๊กเกอร์และไม่สวมแว่นตากันแดด)
  • สำเนาทะเบียนบ้าน, บัตรประชาชน
  • แบบฟอร์มการขอวีซ่า (ซึ่งผู้ขอต้องกรอกหรือพิมพ์ข้อมูลทุกข้อเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น)

สถานทูตอินเดีย ตั้งอยู่ที่ ถ.สุขุมวิท ซ.๒๓ (ประสานมิตร) ค่าวีซ่าท่องเที่ยวประมาณ ๒๐๐๐ บาท http://www.indianembassy.in.th/tourist_visa.php

สถานทูตเนปาล ตั้งอยู่ที่ ถ.สุขุมวิท ซ.๗๑   ค่าวีซ่าท่องเที่ยวประมาณ ๘๗๕ บาท  http://nepalembassybangkok.com/visathai.html

การเลือกเดินทางไปไม่ว่าจะไปเองหรือไปกับคณะทัวร์ ก็จำเป็นต้องหาข้อมูลประกอบการเดินทางด้วย จะเห็นได้ว่ารายการท่องเที่ยวแต่ละบริษัททัวร์ไม่แตกต่างกันมากนัก จะต่างกันที่จำนวนวันที่เดินทาง, สถานที่พัก ซึ่งบางคณะก็จะนอนวัด บางคณะก็จะนอนโรงแรมห้าดาว, จำนวนมื้ออาหาร, พาหนะที่ใช้เดินทาง บางคณะนอนมาบนรถทั้งคืนมาสว่างเช้าอีกที่หนึ่ง บางคณะใช้รถไฟ, สำหรับสายการบินต่าง ๆ การบินไทยค่าบัตรโดยสารราคาจะสูงกว่าอินเดียนแอร์ไลน์ และสนามบินที่เครื่องลงจอดก็มีผลให้เส้นทางที่ใช้แสวงบุญต่างกันไป   ความแตกต่างดังกล่าวทำให้เกิดค่าใช้จ่ายต่างกัน  ดังนั้นอย่าด่วนตัดสินใจเพียงเพราะ “ค่าใช้จ่ายถูกกว่า”  ควรประเมินตนเองด้วยว่าเหมาะกับการเดินทางแบบไหน

ตัวอย่างเส้นทางสักการะพุทธสังเวชนียสถาน

เริ่มจากเมืองพุทธคยา

  • กรุงเทพฯ – พุทธคยา- พาราณสี- กุสินารา- ลุมพินี- พาราณสี- กรุงเทพ ฯ
  • กรุงเทพ ฯ –พุทธคยา- พาราณสี – กุสินารา- ลุมพินี-สาวัตถี-ลักเนาว์ – อัคระ –เดลี- กรุงเทพ ฯ
  • กรุงเทพฯ –พุทธคยา- นาลันทา-ราชคฤห์-พาราณสี- กุสินารา- ลุมพินี-กาฐมัณทุ- กรุงเทพ ฯ 
  • กรุงเทพฯ-พุทธคยา-พาราณสี-กุสินารา-ลุมพินี- โครักปุร์-อชันตา-ออรังกบาด-แอลโล่ล่า- มุมไบ- กรุงเทพฯ
  • กรุงเทพฯ– พุทธคยา-นาลันทา-ราชคฤห์-ปาฏลีบุตร-ไวศาลี-พาราณสี- โกสัมพี-กุสินารา-ลุมพินี-กบิลพัสดุ์-เทวทหะ- โครักขปุร์-สาวัตถี- สังกัสสะ-อัครา-เดลี -ศานจิ-อชันตา-แอลโลล่า- มุมไบ- กรุงเทพ ฯ

เริ่มจากเมืองกัลกัตตา

  • กรุงเทพฯ – กัลกัตตา-พุทธคยา- พาราณสี-กุสินารา-ลุมพินี- โครักขปุร์- กัลกัตตา – กรุงเทพ 

เริ่มจากเมืองเดลลี

  • กรุงเทพฯ- เดลี-สาวัตถี- กุสินารา-ลุมพินี-พาราณสี- พุทธคยา- กรุงเทพ ฯ
  • กรุงเทพฯ- เดลี-ทัชมาฮาล- สาวัตถี-โครักปุร์- ลุมพินี -กุสินารา-พาราณสี-พุทธคยา-นาลันทา-ราชคหฤ์-ปัตนะ- อชันตา- ออรังกบาด-แอลโลร่า- มุมไบ- กรุงเทพ ฯ

เริ่มจากเมืองกัตมัณฑุ

  • กรุงเทพฯ – กัตมัณฑุ – ลุมพินี- กุสินารา- พาราณสี-พุทธคยา- กรุงเทพ ฯ

ข้อมูลสายการบิน 

สายการบินไทย (TG) http://www.thaiairways.com/

Indian Airlines (IC)
Air India (AI)
http://www.sstravel.co.th/sst_airfare/int.asp

Jet Airways http://www.jetairways.com/

Royal Bhutan Airlines  http://www.drukair.com.bt/

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

จากเฟชบุ๊คท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ) หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ รัฐอุตตรประเทศ  ท่านกล่าวไว้ดังนี้

สื่อการเข้าถึงพระรัตนตรัย

ผู้เดินทางมากราบไหว้พระพุทธเจ้า ตามพุทธสถานในพุทธภูมิ ล้วนมากันด้วยพลังศรัทธาอันเกิดจากพุทธวัจนะ ที่ทรงชี้นำทาง เหมือนว่าเชื้อเชิญหรือกวักพระหัตถ์ให้โอกาสทองมาได้รับสิ่งดีๆ แก่ชีวิต โดยนำสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง มาเป็นสื่อการเข้าถึงพระรัตนตรัย ตามที่พระอานนท์ทูลถามก่อนเสด็จปรินิพพาน ณ สาลวโณทยานในกรุงกุสินาราว่า

“เมื่อกาลก่อน พุทธบริษัทในทิศทั้งหลาย ต่างพากันมาเพื่อเฝ้าพระตถาคต ย่อมได้เห็น ได้เข้าไปนั่งใกล้ภิกษุผู้ใหญ่ เจริญใจเหล่านั้น ก็แต่ว่าเมื่อกาลล่วงไปแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า จักไม่ได้เห็น ไม่ได้เข้าไปนั่งใกล้ภิกษุผู้ใหญ่เจริญใจเหล่านั้นอีก”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ สังเวชนียสถาน ๔ แห่ง เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา ด้วยระลึกว่า พระตถาคตประสูติในที่นี้ ๑ พระตถาคตตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้ ๑ พระตถาคตยังธรรมจักรให้เป็นไปแล้วในที่นี้ ๑ พระตถาคตเสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเลสนิพพานธาตุในที่นี้ ๑ ดูก่อนอานนท์ ชนเหล่าใด เที่ยวจาริกไปยังเจติยสถานเหล่านั้นแล้วมีจิตเลื่อมใส ชนเหล่านั้นทั้งหมด เบื้องหน้าแต่ตายมลายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”

นี้เป็นคำที่พระพุทธองค์ทรงสอนในมหาปรินิพพาสูตร ให้วิถีแก่เราได้เข้าใกล้พระองค์ ทั้งกายและใจ เหมือนอย่างที่ทรงยังดำรงพระชนม์อยู่ โดยอาศัยสังเวชนียสถานเป็นสื่อนำเข้าถึงสิ่งที่ควรจะดู ควรจะเห็น ควรให้เกิดสังเวชแก่ผู้ศรัทธาทั้งหลาย และพึงนมัสการด้วยความเคารพ ต่อที่ประสูติ ตรัสรู้ ประทานปฐมเทศนาและปรินิพพาน

พระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ)

ร้อยวาทะ ธรรมะปิดทอง

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

สมปรารถนา

สำเร็จสมปรารถนา เมื่อสักการบูชาสังเวชนียสถาน ๔ ตำบลดังนี้

๑. สถานที่ประสูติ : ลุมพินีวันได้ชีวิตดี มีหลักประกัน ได้ความเป็นเลิศ ประเสริฐสุด ได้ความก้าวหน้า ยอดเจริญ ๔๗๙

๒. สถานที่ตรัสรู้ : พุทธคยาได้ปัญญาเป็นอาวุธ ได้รับความรู้แจ้งแทงตลอด ได้ชัยชนะด้วยบารมีไม่มีแพ้

๓. สถานที่แสดงปฐมเทศนา : พาราณสีได้บริวาร เปิดมิตร ปิดศัตรู ได้ความไม่วุ่นวาย ไม่ขัดข้อง ได้ดวงตาเห็นธรรมล้ำเลิศ

๔. สถานที่ปรินิพพาน : นคร กุสินาราได้อายุยืนยาว ป่วยหาย หน่ายรัก ได้มรดก ยกฐานะ มีทรัพย์นับไม่ถ้วน ได้พ้นจากเครื่องเสียดแทง การทำร้ายทั้งปวง

พระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ)

ร้อยวาทะ ธรรมะปิดทอง

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

ทำใจให้ได้

มาอินเดียคงหนักอกหนักใจ ว่าจะทำอะไร

บุญก็อยากได้ ลำบากก็อยากหลบ

กิเลสก็อยากพ้น ทุกข์ก็อยากหนี เศรษฐีก็อยากเป็น

ตัดใจให้หายกังวลเถิด ขออย่าได้สับสนกันเลยนะ…โยมทั้งหลาย

ลองคิดง่ายๆ ตั้งโจทย์ง่ายๆ ว่า

ทำใจได้เมื่อใด สุขสบายเมื่อนั้น

ถ้าตามใจเมื่อใด แบกทุกข์เมื่อนั้น

พระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ)

ร้อยวาทะ ธรรมะปิดทอง

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

Smooth as Silk

จะไป จะมาในอินเดียและเนปาลให้สดวกปลอดภัย เรียกว่า “ไร้กังวล” ทั้งคนขับและผู้โดยสารแล้วละก็ จะต้องมีดีหรือมี Good อีกถึง ๕ Good เป็นตัวชูกำลัง จึงจะรับรองว่าดีแน่ เรียกว่าดีที่เรา ดีที่รถยังไม่พอ ต้องมีอีก ๕ ดี หรือ ๕ Good จึงจะเรียกว่าดีจริง คือ

๑. Good Horn ต้องมีแตรดี

๒. Good Eye ต้องมีสายตาดี

๓. Good Brake ต้องมีเบรคดี

๔. Good Heart ต้องใจดีคือใจต้องถึงนั่นเอง

๕. Good Luck ต้องมีโชคเข้าข้างด้วย

เมื่อมี ๕ ดีแล้ว การสัญจรจึงจะน่าจะมีสวัสดิภาพ ถึงเป้าหมายได้สบายแฮ

พระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ)

ร้อยวาทะ ธรรมะปิดทอง

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

มาอินเดียทำไม?

ผู้มาจาริกแดนพุทธภูมิ มากันหลากหลายมากประเภท มีความประสงค์เป็นของตัวเองค่อนข้างสูง ด้วยศรัทธาต่อพระบรมศาสดาเป็นหลักในความเลื่อมใสที่แตกต่างกัน พอจะสรุปเป็นวัตถุประสงค์ที่คล้ายๆ กัน ของการเดินทางมาอินเดีย ดังนี้

๑.    มาไหว้พระ … เป็นเมืองกำเนิดพระและเจ้า

๒.    มาพบปะสิ่งต่างๆเป็นศูนย์รวมแห่งความหลากหลาย

๓.    มาเปิดกว้างทางความคิด … เป็นตะกร้าแห่งความคิด

๔.    มาตั้งจิตปฏิบัติธรรม … เป็นโรงเรียนเตรียมอริยะ

๕.    มาน้อมนำสิ่งที่ดีกลับไป … เป็นที่ให้โอกาสแก่ผู้แสวงหา

๖.    มาทำใจให้ถึงพระนิพพาน … เป็นที่พบบรมธรรม

พระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ)

ร้อยวาทะ ธรรมะปิดทอง

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

ประทับใจอะไรในอินเดียมากที่สุด?

ประทับใจมากที่สุดคือรอยพระบาท หรือสิ่งที่พระพุทธเจ้ามอบไว้ให้กับโลกคือ จตุสังเวชนียสถาน กองอิฐ หิน ปูน ทราย ที่เหลือในยุคของพระพุทธเจ้าและยังเหลือร่องรอยให้เห็นในทุกวันนี้

การที่เราได้มีโอกาสรับใช้สถานที่ที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ถือว่าเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจที่สุด และยอมมอบกายถวายชีวิตให้

พระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ)

ร้อยวาทะ ธรรมะปิดทอง

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

บุญกิริยาสัมมาปฏิบัติ

ในปีหนึ่งๆ มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสจาริกไปแสวงบุญตามพุทธสถานเป็นจำนวนมาก  นับว่าเป็นบุญชีวิตของชาวพุทธที่ยากจะพรรณนา เรียกได้ว่า

เห็น                      ก็เป็นบุญตา

ได้สวดมนต์ภาวนา   ก็เป็นบุญปาก

ยิ่งเดินทางลำบาก     ยิ่งเป็นบุญใจ

ทั้งนี้เพราะความศรัทธาต่อพระบรมศาสดาโดยแท้ การได้ไปกราบไหว้สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบลนั้น จะต้องมีสิ่งนำพา คือมีสติปัญญาควบคู่กับศรัทธา จึงจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ตลอดการเดินทางจาริกแสวงบุญตามรอยบาทพระศาสดา

พระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ)

ร้อยวาทะ ธรรมะปิดทอง

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ ตามลิงค์

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : บทนำ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หนึ่ง กรุงเทพฯ กัลกัตตา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สอง เมืองกัลกัตตา เมืองพุทธคยา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สาม เมืองพุทธคยา เมืองราชคฤห์ เขาคิชกูฎ มหาวิทยาลัยนาลันทา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สี่ เมืองพุทธคยา เมืองพาราณสี เมืองสารนาถ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่ห้า เมืองพาราณสี เมืองกุสินารา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หก เมืองกุสินารา ตำบลกาเซีย

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่เจ็ด กุสินารา ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล)

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่แปด ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล) โครักขปูร์ เดลลี กรุงเทพฯ

Posted in 3. ตะวันสัญจร | Leave a comment