ครูหมอเฒ่า ผู้เป็นคุรุด้านคชศาสตร์ : คชลักษณ์และคชกรรม

ครูหมอเฒ่า ผู้เป็นคุรุด้านคชศาสตร์ : คชลักษณ์และคชกรรม
               เรื่องราวที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้ มาจากสุภาพสตรีท่านหนึ่งที่ตั้งคำถามถามผมว่า “ครูหมอเฒ่าทำหน้าที่อะไร มีบทบาทสำคัญระดับไหนในกรุงศรีอยุธยา”  ในเวลานั้นผมยังไม่สามารถหาคำตอบให้เธอได้ จึงขอเวลาเธอสำหรับการค้นคว้า และถามแก้เก้อว่าทำไมจึงสนใจเรื่องนี้ คำตอบที่ได้รับทำให้ผมตกใจมาก “ดิฉันทราบมาว่าบรรพบุรุษเป็นครูหมอเฒ่า  มาพึ่งโพธิสมภารพ่อเหนือหัวอยุธยา ก่อนแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา และเป็นขุนนางรามัญสืบเชื้อสายวงศ์ตระกูลเก่า” ผู้สืบสายโลหิตของครูหมอเฒ่ามอญยืนอยู่ตรงหน้าและอยากรู้เรื่องราวของบรรพบุรุษซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อ ๔๕๐ ปีที่แล้ว ทำให้ผมสนใจและหาเวลาไปค้นคว้าข้อมูลทันทีที่มีโอกาส
หมอเฒ่าคือใคร 
               คำว่า “หมอช้าง” ที่เก่าแก่ที่สุดและผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยที่สุด มีปรากฏ อยู่ในพระไตรปิฎก เกี่ยวกับการถวายช้างให้อดีตพุทธเจ้าเป็นผลบุญนำไปสู่การเป็นพระอรหันต์ ดังมีข้อความเรื่องนี้ใน รัฐปาลเถราปทานในพระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถราปทาน สีหาสนิยวรรค พระไตรปิฎก ภาษาไทย พ.ศ. ๒๕๓๐ เล่ม ๓๒ หน้า ๑๐๖-๑๐๗ ดังนี้
               “เราได้ถวายช้างตัวประเสริฐมีงางอนงาม สมควรเป็นราชพาหนะแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตระ เชษฐบุรุษโลก ผู้คงที่
               ช้างนั้นงดงามด้วยเศวตฉัตร พร้อมทั้งหมอช้าง พร้อมทั้งควาญช้าง เราให้ตีราคาช้างพร้อมทั้งสิ่งของทั้งหมดแล้ว ได้ให้สร้างสังฆารามถวาย…”
               แสดงว่ามีการใช้คำเรียก “หมอช้าง” “ผู้ฝึกสอนช้าง” และ “ครูของผู้ฝึกสอนช้าง” ในหมู่พุทธศาสนิกชนมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๓ ซึ่งเริ่มมีการอธิบายความพระไตรปิฎก มีการจารึกเป็นภาษาเขียนที่เรียกว่า “พุทธวรรณกรรม” ซึ่งแรกเริ่มนั้นคงเป็นจารึกภาษาสันสกฤต ต่อมาได้เผยแผ่อิทธิพลไปยังดินแดนต่าง ๆ และดินแดนสยามคงได้รับคตินิยมพุทธวรรณกรรมนี้ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑
               สุทธิลักษณ์ อำพันวงศ์ ได้ให้ความหมาย “หมอช้าง” ในหนังสือช้างไทย ไว้ว่า
               ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องช้างมี ๒ พวก คือ
               ๑ พฤฒิบาศ เป็นครูในการจับช้าง ไทยเรียกพวกนี้แปลเป็นภาษาไทยว่าหมอเฒ่า และเรียกพฤฒิบาศรองลงมาว่า หมอช้าง
               ๒ หัสดาจารย์ หรือ หัตถาจารย์ เป็นครูในการฝึกหัดช้าง ไทยเรียกว่าครูช้าง 
               ผู้ฝึกสอนช้างมาจากคำว่า “หัตถาจารย์” ในชาดกของพุทธศาสนา หัตถี หรือ หัตถา (=ช้าง) + อาจารย์ (=ครู, ผู้ฝึกสอน) = หัตถาจารย์ (ผู้ฝึกสอนช้าง, ครูของผู้ฝึกช้าง)
               ชาดก หมายถึง เรื่องราวหรือประวัติการบำเพ็ญเพียรพระบารมีในอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ได้เสวยพระชาติในภพภูมิต่าง ๆ เป็นเทวดาบ้าง มนุษย์บ้าง สัตว์บ้างได้บำเพ็ญประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ก่อนเสด็จมาเสวยพระชาติสุดท้ายเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งก็คือเรื่องอดีตชาติของพระพุทธเจ้า
               ในสังคามาวจรชาดก กล่าวถึง พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนายหัตถาจารย์ฝึกสอนช้างให้ชำนาญสงคราม จนมีชัย
               ในอุปาหนชาดก กล่าวถึง พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนายหัตถาจารย์สอนวิชาฝึกช้างให้ศิษย์จนสิ้นเชิง ภายหลังศิษย์คิดสู้ครูจนตัวตาย
               แสดงว่าหัตถาจารย์ หรือ หัสดาจารย์ เกี่ยวพันกับชาวพุทธมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๗  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการเขียนภาษาบาลีเกี่ยวกับชาดกขึ้น ต่อมาได้แพร่หลายไปในดินแดนต่าง ๆ และแปลเป็นภาษาต่าง ๆ  ในประเทศไทยพบว่าชาดกเป็นที่นิยมมากในจิตรกรรมฝาผนัง และจารึกตามวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔
 พิธีไหว้ครู พระพิฆเนศ (พระเทวกรรม) ของหมอเฒ่า (ปฏิยายะ) และควาญ ในพิธีจับเชิง ได้เชิญพระแสงขอช้างขึ้นจบสักการะ แล้วนำไปประสิทธิประสาทแก่ควาญผู้ทำหน้าที่ฝึกช้างสำคัญ เพื่อเริ่มงานจับเชิง (ฝึกสอน) ช้างสำคัญที่จะขึ้นระวางสมโภช
               ในหนังสือ ช้าง ราชพาหนะ ได้อธิบายความหมายของ หมอเฒ่า หมอช้าง ครูช้าง ไว้ดังนี้
               “หมอเฒ่า” เป็นคำเรียกหัวหน้าครูในการจับช้าง
               “หมอช้าง” เป็นคำเรียกครูในการจับช้าง
               “ครูช้าง” เป็นคำเรียกครูในการหัดช้าง
               บางตำราเรียกผู้ที่มีหน้าที่ในการร่วมไปจับช้าง เรียงลำดับจากผู้ที่มีอาวุโสล่างสุดถึงระดับผู้ที่มีอาวุโสสูงสุด ดังนี้
               ๑. ควาญซ้าย เป็นผู้ที่เพิ่งเริ่มมาทำงานเกี่ยวกับช้าง
               ๒. ควาญขวา คือผู้ที่เคยเป็นควาญซ้ายมาก่อนแต่มีความชำนาญมากขึ้น
               ๓. หมอช้าง  คือผู้ที่เคยเป็นควาญขวามาก่อน มีความเชี่ยวชาญในการจับช้างมากขึ้นและมีอายุสมควร ที่สำคัญต้องมีความสามารถในการคล้องช้างเหนือควาญช้างผู้อื่น
               ๔. ปฏิยายะครูบา ปะกรรม หมอเฒ่า คือผู้ที่เป็นครูของหมอช้าง คอยควบคุมดูแลบรรดาหมอช้าง ครูระดับนี้จะเรียกว่าปะกรรม หรือปะกำ ซึ่งจะรับคำสั่งจากหัวหน้าใหญ่ที่เรียกว่าปฏิยายะ อีกทอดหนึ่ง
                   ผู้ที่เป็นปฏิยายะได้ ต้องเป็นผู้อาวุโสและเชี่ยวชาญในการจับช้างอย่างยอดเยี่ยม (ต้องจับช้างได้ไม่ต่ำกว่า ๕๐ เชือก) ต้องรอบรู้เรื่องป่าเป็นอย่างดี เป็นผู้นำกลุ่มแซกโพนช้างในป่าได้ทุกเขต ที่สำคัญต้องเป็นผู้ประกอบพิธีกรรม ชำนาญในเวทมนตร์บรวงสรวงบูชาเทวดาอารักษ์ ตลอดจนเซ่นผีป่าให้คุ้มครองป้องกันจากอันตรายต่าง ๆ ก่อให้เกิดกำลังใจแก่ควาญทั้งหลายที่ร่วมเดินทางอย่างดี (การแซกโพนเป็นภาษาส่วยแปลว่าไปแอบดู สะกดรอยตามดู เป็นการจับช้างป่าโดยใช้ช้างต่อไล่จับช้างป่าในดงในภูเขาโดยใช้บ่วงบาศหรือที่เรียกว่าเชือกปะกำ ไม้คันจามคล้องเท้าหลังของช้างข้างหนึ่งแล้วผูกล่ามไว้กับต้นไม้ระยะหนึ่ง จากนั้นจะนำมาฝึกให้เชื่องไว้ใช้งาน)
               ๕. ปฏิยายะทวด คือ ปฏิยายะอาวุโสสูงสุด มีความสามารถเหนือปฏิยายะอื่น ๆ เชี่ยวชาญการจับช้างอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งเชี่ยวชาญเรื่องป่าทั่วโลก สามารถไปจับช้างได้ทุกแห่งทั่วโลก
               ซึ่งหัวหน้าครู และครู และควาญผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าวข้างต้น จะช่วยกันทำกิจกรรมและพิธีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับช้างทุกอย่าง   อนึ่งผู้ที่จะเป็นหมอช้างนั้น ต้องให้หมอเฒ่าครอบให้เสียก่อนจึงจะเป็นหมอช้างได้ ทุกคนจะรู้ฐานะและสิทธิหน้าที่ของตนว่าจะต้องนั่งอยู่ส่วนไหนของช้างและไม่สามารถนั่งตรงส่วนไหน ต้องเคารพกันตามลำดับอาวุโส เช่น ตำแหน่งควาญจะนั่งได้เพียงท้ายช้างและต้องคอยรับใช้ผู้ที่มีอาวุโสมากกว่า และการจะเป็นคนหัดช้างต้องเรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติควบคู่กันให้เกิดความชำนาญ ที่สำคัญต้องปฏิบัติตามข้อบัญญัติอย่างเคร่งครัด การฝ่าฝืนข้อบัญญัติจะเกิดเภทภัยและอันตราย
              จากหนังสือคนคล้องช้าง ผู้แต่งคือสมัย สุทธิธรรม  กล่าวถึงชาวกูย หรือส่วย มีการจัดระเบียบและควบคุมการบังคับบัญชาอย่างเคร่งครัดในขณะที่ไปคล้องช้างในป่า โดยมีลำดับการปกครอง ดังนี้
               ๑. ครูบาใหญ่ คือ หมอช้างใหญ่ หรือ “ปทิยาย” “หมอเฒ่า” ก็เรียก เป็นชื่อเรียกหัวหน้าผู้ประกอบพิธีทางไสยศาสตร์ทุกอย่าง มีอำนาจในการตัดสินใจได้ทุกอย่างในการออกไปจับช้างป่า ทั้งยังเป็นผู้ตัดสินปัญหาคดีความต่าง ๆ ในคณะ ปกป้องภัยอันตรายให้กับคณะคล้องช้าง ในการออกจับช้างป่าแต่ละครั้ง ครูบาใหญ่จะต้องจับให้ได้หนึ่งเชือกก่อน
               ๒. ครูบา คือ หมอช้างที่รองลงมาจากครูบาใหญ่ เป็นหัวหน้าในแต่ละกลุ่มของหมอช้าง
               ๓. หมอสะดำ คือ ควาญช้างเบื้องขวา บางทีก็เรียกว่า หมอใหญ่ ถ้าหากมีความชำนาญ หรือเคยจับช้างป่ามาแล้วนับสิบ ๆ ตัว
               ๔. หมอสะเดียง เป็นผู้รู้เรื่องป่าเป็นอย่างดี เช่น รู้ภาษาป่า และรู้ภาษาผีสะเดียง ที่สำคัญต้องมีประสบการณ์ในการจับช้างป่ามาแล้วหลายครั้ง เป็นควาญช้างเบื้องซ้ายช่วยหมอสะดำ
               ๕. มะ หรือ จา เป็นผู้ช่วยและรับใช้ควาญช้าง หรือครูบาใหญ่ เป็นต้น
               ในพระราชพงศาวดาร กรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ระบุว่า ในรัชกาลสมเด็จบรมไตรโลกนาถ มีการเสด็จวังช้าง ๒ ครั้ง คือ พุทธศักราช ๒๐๒๖ เด็จไปวังช้าง ตำบลไทรย้อย และ พุทธศักราช ๒๐๒๙ เสด็จไปวังช้าง ตำบลสัมฤทธิ์บูรณ์
               ต่อมาพุทธศักราช ๒๐๔๐ ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้ประกอบพระราชพิธีปฐมกรรม
              จากหนังสือคำฉันท์ดุษฎีสังเวย คำฉันท์กล่องช้าง ครั้งกรุงเก่า และคำฉันท์คชกรรมประยูร ผู้แต่งคือบุญเตือน ศรีวรพจน์ กล่าวว่า
              “การปฐมกรรม” ที่กล่าวนี้สันนิษฐานว่า เป็นพระราชพิธีเกี่ยวกับช้าง  พิจารณาจากรายละเอียดของพระราชพิธีปฐมกรรม ซึ่งต่อมามีการจัดขึ้นอีกครั้งในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักพรรดิ์ ระบุว่ามี “พฤฒิบาศ”  ซึ่งได้แก่พราหมณ์ที่ทำพิธีเกี่ยวกับการปัดเสนียดจัญไรช้าง เป็นผู้ทำพิธีเกี่ยวกับช้าง อาจสรุปได้ว่าพระราชพิธีประถมกรรมต้องเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวกับช้าง
               ในพระราชพงศาวดาร กรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และ พระจักรพรรดิ์พงศ์ (จาด) ได้กล่าวถึง พระพฤฒิบาศ และพระหัสดาจารย์ ในการทำการพระราชพิธีประถมกรรม สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ที่ตำบลท่าแดง เมื่อศักราช ๘๙๓ ปีเถาะตรีศก (พ.ศ. ๒๐๗๔)
               ส่วนฉบับหลวงประเสริฐว่า “ศักราช ๙๑๒ จอศก (พ.ศ. ๒๐๙๓)  เดือน ๘ ขึ้น ๒ ค่ำ ทำการพระราชพิธีปฐมกรรม สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเจ้า ตำบลท่าแดง พระกรรมวาจาเปนพฤฒิบาศ พระพิเชษฐเป็นอัษฎาจารย์ พระอินโทรเปนกรมการ”
              ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้านั้นเป็นที่เลื่องลือว่าได้ช้างเผือกถึง ๗ ช้าง ศักราช ๙๐๙ ปีมะแม (พ.ศ. ๒๐๙๐) สมเด็จพระสังฆราชและพระราชาคณะและเสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิตจึงถวายนามว่า “สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือก”
 
ภาพพระสมุทรโฆษเสด็จวังช้าง   “การวังช้าง” นั้นต้องตั้งคอกทึบ ๓ ด้าน (ใช้เสาไม้ก็ได้หรือใช้ภูมิประเทศที่เป็นซอกหินผาก็ได้) แล้วไล่ช้างทั้งโขลงเข้าคอกแล้วคล้องจับทุกตัว
วรรณคดีสมุทรโฆษคำฉันท์ จิตรกรไทยได้นำไปวาดภาพลงบนผนังโบสถ์ เช่น ที่พระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามและวัดดุสิตาราม
บทบาทหน้าที่ของหมอเฒ่า  
                 วรรณกรรมสมัยอยุธยา “สมุทรโฆษคำฉันท์” มีประวัติการประพันธ์ที่น่าสนใจเพราะเป็นวรรณกรรมเรื่องเดียว แต่มีกวีสำคัญในต่างยุคต่างสมัยได้แต่งต่อกันไว้ถึง ๓ ท่าน ๓ สำนวน และเป็นวรรณกรรมที่กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของหมอเฒ่าได้ละเอียดมากที่สุด
                 กล่าวคือวรรณกรรม “สมุทรโฆษคำฉันท์” เริ่มต้นประพันธ์ครั้งแรกโดยพระมหาราชครู ซึ่งรับกระแสพระราชดำรัสจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๑) ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหาราชครูกำหนดเค้าเรื่องไว้ ๔ ตอน แต่แต่งจบตอน ๑ กับเกือบจะจบตอน ๒ ก็ถึงอนิจกรรม  ต่อมาสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงพระราชนิพนธ์ต่อ แต่ยังไม่จบตอน ๒ สมุทรโฆษคำฉันท์ ก็ค้างอยู่เพียงเท่านั้นตลอดอายุกรุงศรีอยุธยา ล่วงมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส จึงทรงนิพนธ์ต่อจนครบ ๔ ตอน และจบเรื่องเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๒
                เรื่อง สมุทรโฆษคำฉันท์  ในส่วนของคชกรรม ขบวนเสด็จประพาส หมอเฒ่าทำพิธีเบิกไพรวังช้าง  หมอเฒ่าให้กราบทูลเสด็จวังช้าง พระสมุทรโฆษเสด็จวังช้าง ซึ่งแต่งโดยพระมหาราชครู ได้พรรณนาขนบธรรมเนียมตลอดจนพระราชพิธีเกี่ยวกับการจับช้างเถื่อนไว้อย่างละเอียดและพิสดาร และคงจะแทรกพระราชจริยาวัตรของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชไว้ในคำฉันท์เรื่องนี้ด้วย เพราะปรากฎว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงพอพระราชหฤทัยในการจับช้างเถื่อนมากในรัชสมัยของพระองค์
                 พอจะยกตัวอย่างฉันท์บางบาท ดังนี้
                 ◎ ปางนั้นธใช้หมอ          สิทธิกรรมแกว่นกล
                      ให้เข้ายังไพรสณ-       ฑประสงค์จะเบิกไพร
                 ◎ หมอเฒ่าเอารี้พล         ศิษย์คนทั้งหลายไป
                      เข้าในพนาไลย           และเลียบหาดูพฤกษา
                 ◎ พบไม้หนึ่งงามสม        สุขรมยสมญา
                      สามารถหนักหนา         สุภลักษณสาผล
                 ◎ หมอจึงเอาพัสตรา        มานุ่งไม้อันนฤมล
                      สวดมนต์ละลายคน-      ธวิเลปนสรรพสม
                 ◎ ธงฉัตรภูษา                 ประดับสรรพโดยอาคม
                      พนักโดรอันพาดสดมภ์  สำหรับรอบรเวียนกรรม์
                 ◎ บูชายถาศัก-               ดิและการยทุกอัน
                      ล้วนแล้วลบองบรร-       พประสงคเบิกไพร ฯ
 ภาพหมอเฒ่า วาดโดยจิตรกรสมัยรัตนโกสินทร์ (ระหว่างรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นภาพแสดง”การเบิกไพร” ซึ่งต้องมีหมอเฒ่าเป็นผู้ควบคุมตั้งแต่การตั้งพิธีพลีกรรมบูชาครู แล้วไปเลือกชัยภูมิที่ตั้งคอก สำหรับวังช้าง
                ชาวอินเดียมีความเจริญด้านอารยธรรมมานาน และรู้จักนำช้างมาใช้งานนานกว่า ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว ดังนั้นตำราความรู้เกี่ยวกับช้างชาวสยามก็ดี ชาวพม่า  ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชวา จึงได้เรียนรู้จากตำราของพราหมณ์ชาวอินเดียนั่นเอง
                วิชาความรู้ที่เกี่ยวกับช้างนี้ เรียกว่า คชศาสตร์ เป็นวิชาหนึ่งในวิชาไตรเพทของศาสนาพราหมณ์ หรือ ฮินดู  ถือกันว่าผู้ใดจบไตรเพทผู้นั้นเป็นผู้วิเศษ เป็นที่สรรเสริญของโลก
                 ตำราคชศาสตร์จากอินเดีย แบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ
                 ตำราคชลักษณ์ กล่าวถึง ประวัติการกำเนิด และรูปพรรณสัณฐานของช้างประเภทต่าง ๆ ทั้งที่มีลักษณะดี เรียกว่าศุภลักษณ์ และลักษณะชั่ว เรียกว่าทรลักษณ์ ทุรลักษณ์ หรือ อัปลักษณ์ ถ้าได้ไว้จะให้คุณและโทษตามลักษณะของช้างนั้น
                 ตำราคชกรรม กล่าวถึง วิธีการจับช้าง ฝึกหัดและสอนให้ช้างเรียนรู้ เพื่อใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งคติความเชื่อในเรื่องช้าง การทำพิธีกรรม และบทมนต์ที่ใช้เกี่ยวกับช้าง
 ช้างต้นพร้อมเครื่องยศตามเข้ากระบวนแห่สมัยอยุธยา
                 ในสมัยอยุธยาได้มีการจัดทำเนียบในกองทัพ ในส่วนที่ใช้ช้างทั้งหมดจัดรวมมาตั้งเป็น กรมพระคชบาล ขึ้น  ซึ่งคาดว่าคงเกิดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ หรือเจ้าสามพระยา  หลังจากที่ทรงยกทัพไปตีกรุงกัมพูชาเมื่อ พ.ศ. ๑๙๖๔ และทรงได้พราหมณ์ที่เชี่ยวชาญทางคชศาสตร์ พร้อมทั้งตำรามาด้วย และทรงนำมาตรวจสอบเปรียบเทียบกับตำราที่ได้มาจากอินเดียเพื่อตรวจชำระตั้งตำราคชกรรมขึ้นใหม่และใช้ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒  เพราะได้มีการประกอบพิธีคชกรรมอย่างใหญ่โตเป็นครั้งแรก และทำให้หมอช้างของอโยธยาศรีรามเทพนคร แบ่งเป็น ๒ พวก คือ พวกหนึ่งครอบหมอ โดยหมอเฒ่าเจ้าตำราหลวงที่ตั้งขึ้นใหม่ครอบกับพวกครอบหมอมอญ  อีกพวกหนึ่งเป็นพวกที่หมอเฒ่าเจ้าตำราของละว้าให้กันมาแต่เดิมเป็นผู้ครอบ  แต่ทั้งสองกลุ่มก็ทำงานด้วยกันได้เพราะมีหลักตำราเหมือนกัน จะแตกต่างกันเฉพาะรายละเอียด เช่น หมอช้างที่ครอบหมออโยธยานั้น ผู้ใดคล้องได้ช้างเผือกแล้วไม่สามารถคล้องช้างเผือกได้อีกเพราะถือว่าได้เกียรติยศสูงสุดแล้ว  แต่ผู้ที่ครอบหมอมอญนั้น ถึงแม้ว่าจะเคยคล้องช้างเผือกได้ครั้งหนึ่งแล้วก็สามารถคล้องอีกได้
 
 หมอเฒ่าจังหวัดสุรินทร์กับการแต่งกายแบบโบราณตามประเพณี จากซ้ายไปขวา นายทอง แสนดำ, นายดา จงใจงาม,  นายเภา แสนดี และนายมาก สุศรี
                 ตำราคชศาสตร์หรือตำราช้างของไทย น่าจะมีการบันทึกเป็นความรู้ไว้นานมาแล้ว แต่ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มต้นเมื่อใด อาจสันนิษฐานได้ว่า ก่อนสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีก็น่าจะมีการบันทึกความรู้เรื่องช้างมาแล้ว เนื่องจากพบหลักฐานจารึกหินขอน ที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ จารึกด้วยอักษรปาลวะใช้ภาษาสันสกฤตและเขมร มีข้อความกล่าวถึง ท่านอุปธยายะ ศรีราชภิกษุ ศรีนฤเปนทราธิปติวรมัน ได้สร้างวัดที่เสราเพรา เพื่ออุทิศถวายแด่พระกยากศรีวฤทเธศวร อินทรวรรมะจักรวรรดิและพระกำมรตางอัญศรีโสรยวรรมะ และสัตว์ชนิดหนึ่งที่ถวายไว้กับวัด คือ ช้าง ๑ เชือก  แสดงว่าช้างมีบทบาทในพระพุทธศาสนามานานในอาณาบริเวณขอบเขตที่เรียกว่าประเทศไทยในปัจจุบัน
                 มีข้อความที่กล่าวถึงการใช้ช้างมาแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัย แสดงว่ามีการศึกษาเล่าเรียนกันจนเกิดความชำนาญในการใช้ช้าง เช่น
…กูขี่ช้างแบกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยขุนสามชน ตนกู
พุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาศเมือง แพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี…
(จารึกพ่อขุนรามคำแหง ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๗-๙)
…เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า…
(จารึกพ่อขุนรามคำแหง ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑๙-๒๑)
                แม้ว่าจะค้นพบข้อความจารึกดังกล่าว แต่ก็ไม่พบตำราสมัยสุโขทัยหรือเก่ากว่านั้นหลงเหลือมาถึงปัจจุบันเลย  ในบรรดาเอกสารโบราณซึ่งเก็บรักษาอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ มีต้นฉบับหนังสือสมุดไทย เรื่องตำราช้างหรือตำราคชศาสตร์ ประมาณ ร้อยกว่าเล่ม ในจำนวนนั้นพบว่ามี ตำราช้างบางเล่ม บันทึกด้วยรูปอักษรและอักขรวิธีเก่าถึงสมัยอยุธยาเท่านั้น
ภาพพระสมุดตำราแผนคชลักษณ์แต่งโดยหลวงราชวังเมือง  บอกศักราชที่แต่งคือ จ.ศ.๑๑๑๐ ตรงกับ พ.ศ.๒๒๙๑ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย รัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
 ภาพจากสมุดไทยดำ “ตำราช้างว่าด้วยกำเนิดและลักษณะช้างต่าง ๆ” ฉบับรัชกาลที่ ๑
                  พญาเทพกรรม คือ เทพเจ้าผู้มีสิทธิอำนาจในเรื่องช้าง บางตำราเรียกว่า เทพกรรม หรือ พระกรรมบดี จัดเป็นเทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์รองลงมาจากพระพิฆเนศวรและพระโกญจนาเนศวร ทำเป็นรูปประติมากรรมอัญเชิญมาประดิศฐานเป็นประธานในพิธีคชกรรม โดยตั้งเครื่องบูชาต่าง ๆ แตกต่างกันไปตามกิจกรรมที่ประกอบพิธีขึ้น
                  ในตำราคชลักษณ์พญาเทพกรรม มีรูปเป็นเทวดาอยู่ในท่านั่งสมาธิราบบนอาสนะ มี ๖ กร แต่ละกรอยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ กัน กรขวาบนถือศรีษะนาค กรล่างถือหางนาคซึ่งขดเป็นวงเหมือนบาศ กรตรงกลางยกขึ้นเสมอพระอุระ  กรด้านซ้ายบนถือศรีษะนาค กรล่างถือหางนาคซึ่งขดเป็นวงเหมือนบาศ กรที่เหลืออยู่บนพระเพลา  พญาเทพกรรมมีฤษีเป็นบริวาร ๒ ตน คือ ฤาษีทรภาศเทพกรรม หรือ ธรรมเทพ บริวารเบื้องขวา และฤาษีสิทธิพระกรรม บริวารเบื้องซ้าย
                   ในสมัยอยุธยา ช้างมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นยุทธกำลังในกองทัพในการทำสงครามเทียบเท่าหน่วยประจัญบาน  เป็นพาหนะใช้ในการเดินทาง การงานต่าง ๆ ที่ต้องใช้กำลัง การจับช้างเป็นความบันเทิง การค้าช้างเป็นสิทธิขาดของพระมหากษัตริย์ และช้างยังเป็นสินค้าส่งออกจึงมีความสำคัญเกี่ยวเนื่องด้านเศรษฐกิจด้วย  คติความเชื่อเรื่องช้างเผือก กษัตริย์พระองค์ใดมีไว้ครอบครองมากแสดงถึงบุญญาธิการมาก เป็นเหตุให้ผู้ที่นำช้างเผือกมาถวายนั้นได้รับพระราชทานทรัพย์และบรรดาศักดิ์  นอกจากนี้พระราชประเพณีที่สำคัญเกี่ยวเนื่องกับช้าง ได้แก่ การคล้องช้างหลวง, พระราชพิธีรับและขึ้นระวางการสมโภชเป็นพระยาช้างเผือก การรำพระแสงขอถวายเป็นพลีบูชาหน้าพุทธสถานหรือเทวสถาน, พระราชพิธีคชกรรมมีพระเทวกรรมเป็นเทพเจ้าสำคัญ ล้วนต้องอาศัยครูหมอเฒ่า หรือพราหมณ์เป็นประธานในพิธี มีการบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้พิธีกรรมนั้นประสบความสำเร็จ
                   ที่สำคัญพระมหากษัตริย์ เจ้าเมือง และขุนนางจำเป็นต้องเรียนรู้ศึกษาวิชาคชศาสตร์เพื่อแสดงถึงความสามารถในการควบคุมช้างและขับขี่ช้าง ความสามารถในการการนั่งบนหลังช้างชนิดต่าง ๆ และการใช้อาวุธบนหลังช้าง  ยิ่งมีความเชี่ยวชาญเรื่องช้างมาก เท่ากับว่ามีโอกาสมีชัยเหนือข้าศึกศัตรูมาก  ความสามารถในการคล้องช้าง การฝึกช้างก็ดี จำนวนช้างที่ครอบครองก็ดี ล้วนแสดงถึงขุมกำลังพล และความมีประสิทธิภาพในการป้องกันรักษาเมืองรักษาราชอาณาจักร และการแผ่พระราชอำนาจด้วยการทำสงครามกับเมืองอื่น ๆ ดังปรากฏหลักฐานว่ามี “สงครามยุทธหัตถี” หลายครั้ง    ดังนั้นคนที่ชำนาญในการจับช้าง ฝึกช้าง ควบคุมช้าง ครูหมอเฒ่า และพราหมณ์ จึงมีบทบาทสำคัญมีโอกาสได้เข้าเป็นข้ารับใช้พระมหากษัตริย์ มีความก้าวหน้าได้ยศฐาบรรดาศักดิ์ เป็นได้ถึงระดับขุนนางเลยทีเดียว
ขุนนางสยามเชื้อสายมอญที่เป็นหมอเฒ่ามีจริง ! 
                   พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต และผลงานคัดสรร พลตรี หม่อมราชวงศ์ ศุภวัฒย์ เกษมศรี นักประวัติศาสตร์อาวุโสดีเด่น หน้า ๖๙ กล่าวถึง กษัตริย์สยามองค์ที่ ๒๒ พระอินทราชา มีขุนนางสยามเชื้อสายมอญคนหนึ่งที่สันนิษฐานว่าน่าจะมีความสามารถทางด้านคชลักษณ์และการทำนายเป็นอย่างดี
                     ในรัชกาลทรงได้ช้างเผือก ๓ เชือก สองเชือกเป็นช้างที่เกิดในรัชสมัยของพระองค์ แต่ราวสักปีหนึ่งก่อนสวรรคต พระองค์เสด็จไปทรงคล้องช้างที่เพนียด  ครั้นเมื่อขึ้นประทับ ณ ที่นั้นได้สักครู่หนึ่ง ก็มีช้างเผือกลักษณะประหลาดเดินเข้ามาในสนามเพนียดเองตามลำพัง งาขวาสั้นกุดแค่คาง และงาอีกข้างหนึ่งโผล่ออกมาสักครึ่งหนึ่งชี้โง้งลงสู่หน้าอกของมันซึ่งบวบอูมไปหมด หางถูกตัดจนสั้นกุด และข้างท้ายตรงก้นกบมีจุดดำดวงหนึ่ง ในบรรดาขุนนาง ณ ที่นั้น มีขุนนางสยามเชื้อสายมอญคนหนึ่งชื่อ ออกพระกฤษณ์ (Oprea Kridt) ถึงกับร้องไห้เมื่อเห็นช้างเดินเข้ามา ครั้นถูกถามว่าร้องไห้ทำไมเขาจึงตอบขึ้นว่า
                      ช้างเชือกนั้นมีลักษณะแปลกประหลาด ทำให้รู้สึกว่าเป็นลางสังหรณ์
                      เขาบอกกับออกหลวงจุฬาฯ ( Oloangh tsiut -ซึ่งในขณะนั้นเป็นแม่กองแขกมัวร์ -ศรียศ?) เป็นความลับว่า
                      เพราะงาขวากุดหมดในหลวงของเราจะสวรรคตในไม่ช้านี้ งาช้างซ้ายไม่แหลมแต่ดูคล้ายซี่ฟันนั้น ทำให้บรรดาแม่ทัพนายกองที่เก่งกล้า และขุนนางที่ซื่อตรงทั้งปวงจะต้องถูกขจัดสิ้นไปในขณะที่ชีวิตกำลังรุ่งโรจน์ บ้านเมืองก็จะขาดทุนทหารหรือขุนนางที่ปรีชาสามารถ ในข้อว่าช้างมีจุดด่างดำ ผู้ที่จะขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้นต่ำต้อยและหยาบช้ากว่าพระเจ้าแผ่นดินของเราในปัจจุบัน  พระเจ้าแผ่นดินใหม่จะไม่ปกครองตามนิติราชประเพณีหรือโดยธรรม  ว่าถึงช้างหางกุดนั้นหมายถึงพวกขุนนางจะประพฤติตนเหมือนพระราชาไปหมด   ในเรื่องอกช้างวิปลาสแสดงว่าพระเจ้าแผ่นดินและพวกขุนนางในภายหน้านั้น ภายนอกก็ดูงามดีแต่แท้จริงแล้วภายในเต็มไปด้วยความหลอกลวง ทำให้ชนทั้งหลายไม่พึงพอใจเพราะปกครองบ้านเมืองไม่ดี กลับกลอกโลเลและมีความละโมบ…
                      ซึ่งภายหลังช้างที่คล้องได้ ๑๖ วันก็ล้ม และปีเดียวกันพระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จสวรรคต พระราชโอรสขึ้นเสวยราชย์ และเป็นไปตามคำทำนาย
                      แต่ข้อความที่ปรากฎข้างต้น ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ขุนนางมอญชื่อออกพระกฤษณ์ เป็นหมอเฒ่า  เนื่องจากยังขาดข้อมูลมาสนับสนุนในการเป็นหมอเฒ่า อาทิ  ออกพระกฤษณ์มีความสามารถจับช้างป่าหรือไม่, ออกพระกฤษณ์มีความสามารถครอบครูหรือไม่  แต่อย่างไรก็ตาม พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับสังเขป ที่เขียนขึ้นโดย เยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias Van Vliet)   ก็ทำให้เรามีโอกาสได้รู้จักขุนนางสยามเชื้อสายมอญอีกท่านหนึ่งที่ชื่อ “ออกพระกฤษณ์”
                       ขุนนางผู้ใหญ่อีกท่านที่มีความรู้เรื่องคชลักษณ์และคชกรรมอย่างดี ที่น่าสนใจ คือ  “พระมหาราชครู”  ผู้ประพันธ์ “สมุทรโฆษคำฉันท์”  ช่วงต้น  จะเห็นได้จากผลงานวรรณกรรมของท่านนั้นบอกเรื่องราวเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมตลอดจนพระราชพิธีเกี่ยวกับการจับช้างเถื่อนไว้อย่างละเอียด  แต่ก็ยังหาหลักฐานมาพิสูจน์ไม่ได้ว่าท่านมีเชื้อสายมอญหรือไม่
ขอขอบคุณ
คุณลายทองเหรียญ มีพันธุ์ ประธานมูลนิธิพระคชบาล หมู่บ้านช้างเพนียดหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เอื้อเฟื้อข้อมูล
คุณภาสพล กนิษฐสุต พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ช้างต้น ถนนอู่ทองใน เขตดุสิต กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐ เอื้อเฟื้อข้อมูล
หนังสือประกอบการเขียน:
สมัย สุทธิธรรม. คนคล้องช้าง. : โอเดียน.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์ กรุงเทพ. ๒๕๓๗
กรมศิลปากร. พระราชพงศาวดาร กรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และ พระจักรพรรดิ์พงศ์ (จาด).  : คลังวิทยา พระนคร. ๒๕๑๖
สุทธิลักษณ์ อำพันวงศ์. ช้างไทย. กรุงเทพ : มติชน.  ๒๕๔๐
คณะกรรมการโครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย. ช้าง ราชพาหนะ. : องค์การค้าคุรุสภา กรุงเทพ. ๒๕๔๒
บุญเตือน ศรีวรพจน์. คำฉันท์ดุษฎีสังเวย คำฉันท์กล่องช้าง ครั้งกรุงเก่า และคำฉันท์คชกรรมประยูร. กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. ๒๕๔๕
กรมศิลปากร. วรรณกรรมสมัยอยุธยา. กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. ๒๕๔๕
คณะกรรมการจัดทำหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก. ตำราช้าง ฉบับรัชกาลที่ ๑.  : รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) กรุงเทพ. ๒๕๔๕
พิมพ์พรรณ ไพบูรณ์หวังเจริญ. พระสมุดตำราแผนคชลักษณ์. กรุงเทพฯ  : สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร.  ๒๕๔๖
อมรา ศรีสุชาติ. ช้างในพุทธวรรณกรรมและพุทธศิลปกรรม. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. ๒๕๕๐
ศุภวัฒย์ เกษมศรี,ม.ร.ว., ผู้แปลและเขียน. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต และผลงานคัดสรร พลตรี หม่อมราชวงศ์ ศุภวัฒย์ เกษมศรี นักประวัติศาสตร์อาวุโสดีเด่น . กรุงเทพมหานคร : สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. ๒๕๕๒.
 เว็บไซต์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับหมอเฒ่า และ หมอช้าง
ผู้เฒ่าหมอช้างอาวุโส วัย 81 ปี  ลุงหมิว ศาลางาม แห่งหมู่บ้านตากลาง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ หมู่บ้านช้างเลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลุงหมิวดำเนินชีวิตตามวิถีของกวยอาเจียง หรือว่าชาวกวยเลี้ยงช้างมาตั้งแต่กำเนิด เรียนรู้วิชาคชศาสตร์ และออกจับช้างตั้งแต่อายุ 14 ปี จนกระทั่งอายุประมาณ 35 ปี ก็ได้รับการตั้งให้เป็นหมอสะดำ อันเป็นตำแหน่งมือขวาของหมอช้าง ครูบาใหญ่ด้วยผลงานการคล้องช้างป่ากว่า 60 ตัว

ครูหมอเฒ่า ผู้เป็นคุรุด้านคชศาสตร์ : คชลักษณ์และคชกรรม โดย ตะวัน ธนวสุมงคล อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ tawanguide.spaces.live.com.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://tawanguide.spaces.live.com

About ☀Tawan™ Guide ☀

a Professional Tour Guide
This entry was posted in 2. ตะวันสัมผัสมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s