ปลาทู ที่ ท่าฉลอม ต้นกำเนิดสุขาภิบาลแห่งแรกของไทย มหาชัยคือสมุทรสาคร

 
ปลาทู ที่ ท่าฉลอม  ต้นกำเนิดสุขาภิบาลแห่งแรกของไทย มหาชัยคือสมุทรสาคร
 
                     สมุทรสาคร หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “มหาชัย” เป็นจังหวัดเล็ก ๆ ตั้งอยู่บนปากน้ำท่าจีน มีเนื้อที่ประมาณ ๘๗๒ ตารางกิโลเมตร ห่างจากทะเลเพียง ๒  กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๓๖ กิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น ๓ อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอกระทุ่มแบน และอำเภอบ้านแพ้ว ภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มและเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ จัดว่าเป็นเมืองท่าสินค้าทางทะเลอันดับหนึ่งเลยทีเดียว ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนและเชื้อสายรามัญ    นับถือศาสนาพุทธ   ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและการประมง รวมทั้งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอาชีพหลัก  มีเรือประมงที่ทันสมัยกว่า ๑,๐๐๐ ลำ เป็นจังหวัดที่มีนาเกลือมากที่สุดด้วย และเป็นศูนย์รวมอุตสาหกรรมและธุรกิจทางทะเลต่างๆ ซึ่งมีตลาดจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ  มีคำขวัญประจำจังหวัดซึ่งบ่งบอกความเป็นสมุทรสาคร ได้อย่างชัดเจน คือ

  เมืองประมง   ดงโรงงาน  ลานเกษตร   เขตประวัติศาตร์

                    สมุทรสาครยังเป็นดินแดนที่มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอย่างมาก  ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ 
                    เดิม สมุทรสาคร นิยมเรียกกันว่า “บ้านท่าจีน” เพราะเป็นชุมชนใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณปากอ่าวไทย    มีทำเลเหมาะแก่การพาณิชย์โดยเฉพาะการค้าขายทางเรือกับต่างประเทศ มีเรือสำเภาค้าขายจากประเทศจีนมาจอดเทียบท่าขนถ่ายสินค้าอยู่เป็นประจำ ทำให้เป็นที่รู้จักกันทั่วไป  จึงเรียกกันติดปากว่า “ท่าจีน” จนกลายเป็นชื่อตำบลท่าจีน   ต่อมาเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๐๙๑ ในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชวงศ์สุพรรณภูมิ แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้โปรดให้สร้างเมืองใหม่ขึ้นอีกหลายเมือง ด้วยมีพระราชประสงค์จะใช้เป็นที่ระดมพลสำหรับสู้รบกับพม่า จึงโปรดยกฐานะ “บ้านท่าจีน”  เป็นเมือง “สาครบุรี”  เพื่อให้เป็นเมืองหน้าด่านป้องกันศัตรูที่จะยกมารุกรานทางทะเลตั้งแต่นั้น
                    มาจนถึงสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้โปรดให้เปลี่ยน  ชื่อ “เมืองสาครบุรี” เป็น “เมืองสมุทรสาคร” ซึ่งมีความหมายว่า “เมืองแห่งทะเลและแม่น้ำ”  จึงมีสีฟ้าน้ำทะเลเป็นสีประจำจังหวัด  และมีตราประจำจังหวัดเป็นรูปเรือสำเภาจีนแล่นอยู่ในทะเล ด้านหลังเป็นโรงงานและปล่องไฟ หมายถึง จังหวัดชายทะเลที่มีความสำคัญทางด้านการค้ากับชาวต่างประเทศโดยเฉพาะชาวจีนตั้งแต่สมัยอยุธยา บ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรือง โดยมีบรรดาเรือสินค้าของชาวจีนและมะละกามาจอดเทียบท่าค้าขายที่เมืองนี้มาก
 
                    พ.ศ. ๒๔๔๙ รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงปฏิรูประบบราชการไทยโดยมีการจัดโครงสร้างส่วนราชการให้เหมาะสม แยกเป็นกระทรวงตามลักษณะงาน แยกราชการทหารกับราชการพลเรือนออกจากกัน และจัดตั้งราชการส่วนภูมิภาคเป็นมณฑลเทศาภิบาล และตราพระราชบัญญัติปกครองท้องถิ่นเป็น มณฑล เมือง อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน เพื่อควบคุมดูแลการบริหารหัวเมืองให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น อีกทั้งทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่ท้องถิ่น โดยใช้รูปแบบการปกครอง แบบสุขาภิบาล  ดังนั้นจึงได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้ยกฐานะตำบลท่าฉลอมเป็นสุขาภิบาล เรียกว่า “สุขาภิบาลท่าฉลอม”  ซึ่งถือได้ว่าเป็นสุขาภิบาลแห่งแรกในหัวเมืองของประเทศไทย ก่อนที่จะมาเป็นรูปแบบเทศบาลในรัชกาลปัจจุบัน    อ่าน "จากสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของประเทศไทย…สู่เทศบาลนครสมุทรสาคร"   เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ สำนักงานเทศบาลนครสมุทรสาคร 
 
                    ต่อมา พ.ศ. ๒๔๕๖ รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนคำว่า  “เมือง” เป็น “จังหวัด” ทั่วทุกแห่งในพระราชอาณาจักร  “เมืองสมุทรสาคร” จึงได้เปลี่ยนเป็น “จังหวัดสมุทรสาคร” มาจนทุกวันนี้ 
 
                    ส่วนคำว่า “มหาชัย” ที่คนชอบเรียกกันนั้นเป็นชื่อของคลองที่ขุดขึ้นเพื่อตัดความคดเคี้ยวของคลองโคกขามแต่เดิม มาทะลุออกตัวเมืองท่าจีน
 
                    ครูชาลี อินทรวิจิตร เกิดที่ ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ในอดีตการคมนาคมระหว่างตำบลท่าฉลอมกับตำบลมหาชัยมีอยู่ทางเดียว คือต้องนั่งเรือข้ามแม่น้ำท่าจีนซึ่งมีท่าเรืออยู่หน้าเมือง  วันหนึ่งมีโอกาสได้สนทนากับลุงเย็น นายท้ายเรือในเย็นวันนั้น จึงได้รับรู้ถึงเรื่องราวของ หนุ่มชาวตังเกชาวท่าฉลอม ที่หลงรักสาวมหาชัย ที่ชื่อ พยอม จนทำให้ ครูชาลี อินทรวิจิตร แต่งเพลงท่าฉลอม ให้ชนินทร์ นันทนาคร ร้องจนโด่งดังเป็นเพลงอมตะที่ชาวสมุทรสาครและคนทั่วไปร้องกันได้และรู้จักกันดี
                    ปัจจุบันถนนและสะพานตัดข้ามแม่น้ำท่าจีนเชื่อมต่อถนนพระราม ๒ ถึงท่าฉลอม จึงทำให้การคมนาคมมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น    สมุทรสาครมีความเจริญรุ่งเรืองกว่าแต่ก่อนมาก  เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสำคัญทั้ง ในด้านธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมประเพณี  มีประเพณีดั้งเดิมที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ได้แก่ งานเทศกาลกินเจท่าฉลอม จัดขึ้นระหว่างวันขึ้น ๑-๙ ค่ำ เดือน ๙ ของชาวจีนทุกปี  ประเพณีแห่เจ้าพ่อหลักเมือง ประเพณีแห่หลวงพ่อโตทางน้ำ ประเพณีรำผี ประเพณีล้างเท้าพระ ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง ประเพณีแห่ธงตะขาบของชาวมอญ และเทศกาลกินปลาทูซึ่งจะจัดขึ้นประมาณเดือนพฤศจิกายนของทุกปี    อีกทั้งมีโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่ ศาลพันท้ายนรสิงห์  วัดใหญ่จอมปราสาท ป้อมวิเชียรโชฎก วัดสุทธิวาตวรารามหรือวัดช่องลม นากุ้ง นาเกลือ ปากอ่าวสมุทรสาคร  พระมหาโพธิสัตว์กวนอิม
 
 
                   นิทรรศการภาพเก่าเล่าเรื่องในอดีต ท่าฉลอม – มหาชัย พ.ศ. ๒๔๘๙ – พ.ศ. ๒๕๔๐ 
เช่น ภาพหมากรุกคน  ภาพเรืองมหอย เรือโป๊ะ 
 
 
ภาพเรือนไทยโบราณของขุนพิจารณ์นรกิจ (ก๋งแดง มณีรัตน์)
 
ภาพรถไฟจักรไอน้ำ ประมาณ ปี ๒๕๐๐
 
ภาพขบวนแห่งานบวช ถนนถวาย ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๕ – ๒๕๐๕
                 
 
                กำเนิดการปกครองในรูปแบบสุขาภิบาล
 
               ในปี  ร.ศ.๑๑๖  (พ.ศ.๒๔๔๐)  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้พระราชทานดำริในการกระจายอำนาจแก่ท้องถิ่นขึ้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ  ให้ประกาศใช้  “พระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพ ฯ  ร.ศ.๑๑๖“  ขึ้น จากการที่ทรงมอบหมายให้ไปศึกษาดูงานการปกครองในประเทศพม่า มลายู และยุโรป และได้เริ่มทำการทดลองเพื่อเป็นการศึกษาในกรุงเทพ ฯโดยสุขาภิบาลนี้ ในชั้นต้นมีหน้าที่ “…ทำลายขยะมูลฝอย  การจัดเก็บที่ถ่ายอุจจาระและปัสสาวะของประชาชนทั่วไปจัดการห้ามต่อไปในภายหน้า  อย่าให้ปลูกสร้างหรือซ่อมโรงเรือนที่จะเป็นเหตุให้เกิดโรค  ขนย้ายสิ่งของโสโครกแลสิ่งรำคาญของมหาชนให้พ้นไปเสีย”
                การบริหารงานของสุขาภิบาลกรุงเทพ ฯ นี้    ดำเนินการโดยข้าราชการทั้งหมดประกอบด้วยกรมสุขาภิบาล สังกัดกระทรวงนครบาลเป็นเจ้าหน้าที่โดยใช้วิธีประชุมเป็นคราวๆไปและเมื่อพิจารณารูปแบบการปกครองแล้วจึงไม่อาจกล่าวได้ว่าสุขาภิบาลกรุงเท ฯ เป็นการปกครองท้องถิ่น  เนื่องจากประชาชนมิได้มีส่วนร่วมแต่อย่างใด  เป็นการดำเนินการโดยข้าราชการทั้งหมดและใช้จ่ายจากงบประมาณส่วนกลาง
มูลเหตุแห่งการเกิดสุขาภิบาลท่าฉลอม
                ต่อมาเมื่อวันที่  ๓๐  กรกฎาคม  ร.ศ.  ๑๒๓ (พ.ศ.๒๔๔๗)     พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสตำบลพระประแดง   ซึ่งในขณะนั้นยังมีฐานะเป็นเมืองนครเขื่อนขันฑ์  ได้ทรงพบสภาพพื้นที่บริเวณเมืองเลอะเทอะเฉอะแฉะด้วยโคลนตม  มีกลิ่นเหม็นอับไม่ต้องด้วยสุขภาพ  พอรุ่งขึ้นเสด็จออกประชุมเสนาบดี  ทรงเล่าให้ที่ประชุมเสนาบดีฟังว่า  ได้ทรงเห็นถนนและตลาดเมืองนครเขื่อนขันฑ์สกปรกโสโครก ทรงกล่าวว่า “สกปรกเหมือนตลาดท่าจีน” ขณะนั้นเมืองนครเขื่อนขันฑ์ขึ้นอยู่กับกระทรวงนครบาล ส่วนตลาดท่าจีนที่ทรงกล่าวถึง คือตลาดท่าฉลอม  เมืองสมุทรสาคร ขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย มีสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพดำรงตำแหน่งเสนาบดี
 
                สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงละอายพระทัยมาก     วันรุ่งขึ้นหลังจากประชุมเสนาบดีสภา  คือ วันที่  ๒  สิงหาคม  ร.ศ.  ๑๒๓     ได้ทรงมีตราพระราชสีห์น้อยที่  ๒๐/๓๙๙๐  ถึงพระยาพิไชยสุนทร  ผู้ว่าราชการเมืองสมุทรสาคร  มีความตอนหนึ่งว่า “ฉันนั่งอยู่ในที่ประชุม  รู้สึกละอายใจมาก  ที่เมืองนครเขื่อนขันฑ์จะสกปรกหรือสะอาดก็ไม่ใช่ธุระของเรา แต่ความสกปรกของตลาดท่าจีนซึ่งสกปรกจริง  สำหรับเป็นที่ยกตัวอย่างเทียบที่อื่นที่ไม่พอพระราชหฤทัยเช่นนี้  ก็เสมอกริ้วตลาดท่าจีนด้วยเหมือนกัน การเป็นดังนี้จึงรู้สึกร้อนใจมากเห็นว่าถ้าไม่คิดอ่านปัดกวาดจัดถนนในตลาดท่าจีนให้หายโสโครกแล้ว  จะเสียชื่อตั้งแต่ตัวฉัน  ตลอดจนผู้ว่าราชการเมือง  และกำนันผู้ใหญ่บ้านในตลาดท่าจีน  ซึ่งเป็นคนดี ๆ ที่ฉันรู้จักแทบทุกคน  ถ้าตลาดท่าจีนยังสกปรกอยู่อย่างนั้น  แม้ปีนี้เสด็จอีก  เห็นจะไม่เสด็จตลาด  จะให้กำนันผู้ใหญ่บ้านในที่นั้นเฝ้าเห็นจะไม่ได้ฉันมีความร้อนใจอย่างนี้    จึงได้มีตราฉบับนี้มายังพระยาพิไชยสุนทร      เมื่อรับตราฉบับนี้แล้วขอให้เรียกกำนันผู้ใหญ่บ้านที่ตลาดท่าจีนมาประชุม  อ่านตราฉบับนี้ให้ฟัง  และปรึกษากันดูว่าควรจะทำอย่างไร อย่าให้พระเจ้าอยู่หัวทรงติเตียนได้….”
 
                พระยาพิไชยสุนทร  ผู้ว่าราชการเมืองสมุทรสาคร  กราบทูลตอบว่า  “….ที่ข้าพระพุทธเจ้าไปเป็นผู้ว่าราชการเมืองมิได้จัดทำให้สะอาด  ทิ้งไว้จนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวติเตียนดังนี้  พระราชอาญาไม่พ้นเกล้า…”  และทูลเสนอปฏิบัติว่าจะซื้ออิฐถนนตลาดท่าจีนหรือท่าฉลอมให้ตลอดทั้งสาย  ให้หายสกปรก  เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จออกที่ประชุมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย  จะกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ  ทรงมีรับสั่งว่า  “สำเร็จเมื่อไรจะออกไปดู”
 
                ในเดือนมกราคม ร.ศ. ๑๒๔ พระยาพิไชยสุนทร  ผู้ว่าราชการเมืองสมุทรสาคร  ได้รับดำเนินการปรับปรุงถนน  โดยชักชวนพ่อค้าประชาชนในตำบลท่าฉลอม  ร่วมกันสละเงินนำมาปรับปรุงตลาดท่าฉลอมให้สะอาด  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ได้เสด็จออกตรวจดูการดำเนินงานก่อสร้างถนน  ในวันที่  ๑๓  กุมภาพันธ์  ร.ศ.๑๒๔  ทรงทราบข้อมูลเบื้องต้นว่า  ถนนสายนี้ข้าราชการและพ่อค้าประชาชนได้เรี่ยไรกันเป็นเงินถึง  ๕,๔๗๒  บาท  ทำถนนปูอิฐกว้าง  ๒  วา  ยาว  ๑๑  เส้น  ๑๔  วา  พร้อมด้วยสะพานข้ามคลอง  ๓  แห่ง ทำให้องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยทรงเกิดความคิดว่า  ถนนสายนี้ราษฎรได้ลงทุนเสียสละเงินเป็นจำนวนมาก  หากไม่มีแผนรองรับการซ่อมแซมไว้ให้ดีแล้วก็อาจชำรุดเสียหายไปอย่างน่าเสียดาย จึงทรงเป็นโอกาสดีที่จะใช้ภาษีโรงร้านให้เป็นภาษีสำหรับสุขาภิบาล  จึงกราบบังคมทูลขอพระราชทานเงินภาษีโรงร้านในตลาดท่าฉลอมมาใช้ทำนุบำรุงท้องที่ในกิจการ  ๓  ประเภท  คือซ่อมและบำรุงถนนหนทาง  จุดโคมไฟให้มีแสงสว่างในเวลาค่ำคืนตลอดถนนทั้งสาย จัดจ้างคนงานเก็บขยะมูลฝอย  ของโสโครกต่าง ๆ ในตำบลนั้นไปเททิ้งที่อื่น
ทางฝ่ายกำนัน  ผู้ใหญ่บ้านก็เห็นด้วยที่จะจัดตั้งสุขาภิบาลขึ้น  ซึ่งจากการสำรวจงบประมาณจากภาษีโรงร้านที่เก็บได้ทั้งปี  เป็นเงิน  ๑,๒๒๖  บาท  ๔  อัฐ   ต่อมาพระยาจ่าแสนบดีได้ออกไปราชการที่เมืองสมุทรสาคร   ตามรับสั่งของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ   กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  เพื่อประชุมปรึกษาหารือกับพ่อค้าประชาชนและกำนันผู้ใหญ่บ้าน  ในวันที่  ๑ มีนาคม  ร.ศ.๑๒๔ ตกลงกันว่า
          
           ๑.  จะทำการจุดโคมไฟโดยใช้โคมไฟกระจกสี่เหลี่ยมแขวนกลางถนน  ระยะห่าง  ๑๐  วาต่อโคม  ๑  จุด  รวม  ๗๐  จุด  โคมนี้ใช้น้ำมันถั่วเป็นเชื้อเพลิง  โดยมีลูกจ้างคอยเติมน้ำมันจุดตะเกียง  ๒   คน  รวมเงินค่าใช้จ่ายทุกชนิ  ๑,๓๔๐  บาท  ๒๐  อัฐ
           ๒.  การรักษาความสะอาดโดยจ้างกวาดเทขยะมูลฝอย  ๒  คน  ทำการเก็บขยะมูลฝอยจากคอกที่ใช้ไม้รวกกั้นไส้ปิดป้ายบอกให้ราษฎรรู้ว่าเป็นที่ทิ้งขยะ  ขอให้เทขยะมูลฝอยในคอกนี้แล้วจึงให้คนงานขนไปเททิ้งที่อื่น  เมื่อต่อไปมีเงินเหลือจึงจัดทำถังผง (ถังขยะ)  ในภายหลังการทำคอกนั้น  พระยาพิไชยสุนทรเจ้าเมืองรับจะทำให้  รวมเงินที่ต้องจ่าย  ๔๘๐  บาท
           ๓.  การบำรุงรักษาถนนและสะพานที่สร้างไว้ประมาณการคร่าว ๆ ว่า  ปีละ  ๑๐๐  บาท   เป็นสำรองจ่าย ค่าใช้จ่ายทั้งสามรายการจึง   ตกปีละ  ๑,๙๒๐  บาท  ๒๐  อัฐ  ซึ่งที่ประชุมตกลงกันเป็นมติเอกฉันท์ว่า  ควรเก็บภาษีโรงร้าน  ปีหนึ่งห้องละ  ๓  บาท  ส่วนโรงเรือนใดที่ไม่ได้ขายหรือเก็บสินค้าให้เสียห้องละ  ๖  สลึง  ซึ่งปีหนึ่งจะเก็บได้  ๑,๙๒๙  บาท  เมื่อหักรายจ่ายแล้วคงเหลืออยู่  ๘  บาท  ๔๔  อัฐ
 
                ภาษีโรงร้านนี้จะให้พนักงานเก็บให้ โดยกำนันผู้ใหญ่บ้านขอให้เก็บรักษาไว้ในคลังเมืองเมื่อจะใช้คราวใด  กำนันจะเป็นผู้ไปเบิกจ่ายในกิจการของสุขาภิบาลเมื่อดูท่าทีว่าจะไปได้ดีแน่  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “..ข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้า ว่า การลงรูปเข้าทีมากควรจะลงมือจัดการสุขาภิบาลที่ท่าฉลอมนี้ได้  ถ้าจัดได้สำเร็จ  แล้วจะจัดต่อไปที่อื่นอีกก็จะง่ายขึ้นมาก สำคัญอยู่ที่ให้ราษฎรเข้าใจและมีความนิยมในประโยชน์ของการสุขาภิบาล ถ้าจัดสำเร็จได้ทั่วไป  ก็จะเป็นอันทำการสำคัญสำหรับพระราชอาณาจักรสำเร็จได้อีกอย่างหนึ่ง  แลเป็นอันทำการแก้ไขความขัดข้องเรื่องภาษีโรงร้านได้เป็นอย่างดีด้วย..”
 
                ข้อเสนอในการใช้ใช้ภาษีโรงร้านนี้ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่  ๙  มีนาคม  ร.ศ.๑๒๔  และในวันอาทิตย์  แรม  ๙  ค่ำ  เดือน  ๔  ปีมะเส็ง  คือวันที่  ๑๘  มีนาคม  ร.ศ.๑๒๔ (พ.ศ.๒๔๔๘) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จพระราชดำเนินออกไปเมืองสมุทรสาคร  โดยทางรถไฟเพื่อที่จะทรงทอดพระเนตรถนนซึ่งราษฎรได้สร้างเสร็จแล้ว 
     
 
 
                ประวัติความเป็นมาของถนนถวาย
 
                ชาวตำบลท่าฉลอม  ได้สละที่ดินภายในเนื้อที่บ้านของตนบางส่วนอุทิศให้ทำเป็นถนน  โดยทำถนนแบบปูอิฐแผ่นที่มีความยาวอย่างสวยงามความทราบถึงพระกรรณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕  และพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดถนนเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ ได้พระราชทานนามให้ว่า "ถนนถวาย" 
 
                วันที่  ๑๘  มีนาคม  ร.ศ.๑๒๔ (พ.ศ.๒๔๔๘) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จพระราชดำเนินออกไปเมืองสมุทรสาคร  โดยทางรถไฟเพื่อที่จะทรงทอดพระเนตรถนนซึ่งราษฎรได้สร้างเสร็จแล้ว  พระยาพิไชยสุนทร  ผู้ว่าราชการเมืองสมุทรสาครกราบบังคมทูลขอให้ทรงเปิดถนน  ความตอนหนึ่งว่า  “…ถนนสายนี้ที่ได้สร้างเสร็จขึ้นก็เพราะข้าพเจ้าทั้งหลายทราบว่าเป็นการชอบด้วยพระราชประสงค์  และเมื่อลงมือทำถนนสายนี้ก็พอประจวบเวลาเสด็จประพาสเมืองสมุทรสาคร  ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานกระแสทรงอนุโมทนาให้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายบังเกิดความปิติยินดีพร้อมเพรียงกันอุตสาหะทำถนนสายนี้จนสำเร็จ…”
 
                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบดังนี้  “…เรามีความพอใจที่ได้ทราบตามคำที่กล่าวบัดนี้  และได้เห็นแก่ตาว่าความประสงค์ของเราอย่างเดียว  แต่จะให้ประชาราษฎรของเราเป็นสุขทั่วหน้า  การที่ท่านทั้งหลายทำตามนี้  ไม่เฉพาะแต่จะได้ความพอใจของเรา  แต่จะเป็นความสุขสำราญและความสะดวกแก่ชนทั้งหลายด้วย  การที่รักษาถนนอันราษฎรทั้งหลายได้ออกทุนทำครั้งนี้  ถ้าจะทิ้งไว้คอยซ่อมเมื่อชำรุดมากก็จะเหมือนทำใหม่  และยังจะต้องรับความลำบากก่อนเวลาที่ได้ซ่อมไปช้านาน  เพราะฉะนั้นเราได้ยอมยกภาษีเรือ  โรงร้าน  เฉพาะตำบลนี้ให้เป็นเงินรักษาถนนให้สะอาดบริบูรณ์อยู่เสมอและจัดการให้เป็นที่สะอาดตามทุนที่จะทำได้  ให้ผู้ซึ่งอยู่ในท้องที่จัดการรักษาเอง  เมืองนี้เป็นผู้ที่ได้พยายามทำถนนโดยลำพังราษฎรในท้องที่เป็นครั้งแรกคงจะจัดการรักษาถนนตามที่อนุญาตให้ทำได้สำเร็จดีเป็นครั้งแรกเหมือนกัน  จะได้เป็นเยี่ยงอย่างแก่เมืองอื่นสืบไป  เราขอตั้งชื่อถนนนี้ว่า  “ถนนถวาย”  เราสั่งให้เปิดถนนนี้ให้มหาชนเดินไปมาเป็นสำเร็จ  ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  ขอให้ถาวรมั่นคงเป็นประโยชน์ยืนยาว  และขอให้ชนทั้งหลายอันอยู่  ณ  ที่นี้  จงมีความสุข  สิริสวัสดิ์ทั่วกัน  เทอญ”   จนถึงวันนี้ก็นับเป็นเวลาได้ ๑๐๔ ปีแล้ว    
 
 
                ประกาศแก้ภาษีโรงร้าน จัดตั้งศุขาภิบาลตลาดท่าฉลอม เมืองสมุทรสาคร

                และในวันนั้นเอง พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่า ประชาชนในตำบลท่าฉลอมเป็นผู้มีความเสียสละเพื่อส่วนรวมอย่างสูง สมควรทดลองให้โอกาสประชาชนในท้องที่นี้ได้ปกครองทนุบำรุงท้องถิ่นกันเองแบบประชาธิปไตย จะยังให้เกิดผลดีแก่ท้องถิ่นนี้ยิ่งขึ้น พระองค์จึงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประกาศแก้ภาษีโรงร้าน จัดตั้งสุขาภิบาลตลาดท่าฉลอม  เมืองสมุทรสาคร
 
                จากการทดลองการปกครองระบอบประชาธิปไตย  แบบสุขาภิบาลที่ตำบลท่าฉลอมได้ผลดีนำความสุข  ความสะดวกสบายมาสู่ประชาชนได้มาก  เป็นที่พอใจของประชาชน  จึงทรงพระราชดำริว่า  สมควรจะขยายไปจัดทำในที่อื่น ๆ บ้าง  จึงได้ทรงมีประกาศ  พระบรมราชโองการขยายเขตสุขาภิบาลตำบลท่าฉลอม  เป็นสุขาภิบาลเมืองสมุทรสาคร  เมื่อวันที่  ๙  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๔๕๙  โดยรวมตำบลมหาชัย  ตำบลท่าจีน  ตำบลบางหญ้าแพรก  และตำบลโกรกกราก  ในท้องที่อำเภอเดียวกันอยู่ในเขตสุขาภิบาลเมืองสมุทรสาคร  และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ  ให้จัดตั้งสุขาภิบาลในท้องที่จังหวัดอื่น ๆ ต่อไปด้วย  รวมทั้งสิ้น  ๓๕  แห่ง  และในวันที่  ๗  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๔๗๘  ได้มีพระราชกฤษฎีกาประกาศจัดตั้งเทศบาลเมืองสมุทรสาคร  โดยให้โอนทรัพย์สินตลอดจนสิทธิและหน้าที่ของสุขาภิบาลเมืองสมุทรสาคร  เป็นของเทศบาลเมืองสมุทรสาคร
 
 
            

 
ถนนถวายจำลอง หน้าบ้านศิลาสุวรรณ จะเห็นถนนเรียงด้วยก้อนอิฐสีแดงสลับฟันปลา
 
                    บ้านศิลาสุวรรณ เป็นบ้านไม้สักทองหลังใหญ่ อายุเกือบร้อยปี ที่ยังคงสภาพดี สวยงาม เป็นสถาปัตยกรรมเรือนไทยประยุกต์แบบเรือนขนมปังขิงหรือจินเจอร์เบรด (Ginger Bread) ซึ่งเป็นแบบบ้านตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาสู่ประเทศไทยครั้งแรก ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเรือนไม้ที่มีวิวัฒนาการสืบต่อมาจากเรือนทรงปั้นหยา 
 
                    บ้านศิลาสุวรรณ เป็นเรือนไม้สองชั้น สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง หลังคาทรงจั่วมนิลา มีการฉลุลายลูกไม้ ที่หน้าจั่วและเชิงชายหลังคาอย่างวิจิตรและหรูหรา สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๔ สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าของเดิมคือคุณสนอง ศิลาสุวรรณ อดีตนายกเทศมนตรี เมืองสมุทรสาคร ปัจจุบันผู้ดูแลและบูรณะต่อมา คือ คุณวีณา ศิลาสุวรรณ (ตะเคียนนุช)
 
 
 
ภาพทิวทัศน์แม่น้ำท่าจีนเมื่อมองจากท่าหน้าบ้านศิลาสุวรรณ
 
 
 
  เทศกาลปลาทู  จะจัดขึ้นประมาณเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี
 
                  ปีนี้ใช้ชื่อว่า เทศกาลปลาทูอร่อยที่ท่าฉลอม "ชมนก ดูอ่าว ชิมปลาทูสาว ที่ท่าฉลอม"
ระหว่างวันที่ ๑๙ – ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
 
                  เทศบาลท่าฉลอมร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงคราม จัดขึ้นเพื่อเป็นการหวนรำลึกถึงอาชีพเก่าแก่ตั้งแต่สมัย ปู่-ย่า ตา ยาย ที่มาตั้งรกรากบ้านเรือนอาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งปากอ่าวไทย ในอดีตผู้คนบริเวณดังกล่าวมีอาชีพประมงชายฝั่ง ที่มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาพันธุ์ โดยเฉพาะปลาทูเป็นปลาที่หาได้ง่าย มีปริมาณมาก และรสชาติเป็นที่ถูกใจของนักบริโภค ด้วยเนื้อปลาที่นุ่ม อร่อยลิ้น จนผู้เฒ่าผู้แก่มักจะเอ่ยถึงน้ำพริกปลาทู อาหารพื้นบ้านอยู่คู่คนไทยมาช้านาน จากเหตุผลดังกล่าวจึงได้เกิดเทศกาลกินปลาทูอร่อยที่ท่าฉลอมขึ้น เพื่อมุ่งหวังกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกวิถีความเป็นไทยของชาวท่าฉลอมให้คงอยู่คู่สังคม
 
ภายในงานจะพบกับความหลากหลายของเมนูปลาทูมากกว่า ๒๐ ชนิด ที่ชาวบ้านปรุงแต่งไว้คอยบริการให้นักบริโภคหรือนักท่องเที่ยวได้มาลิ้มลอง จากฝีมือของชมรมพลังสตรีท้องถิ่น เช่นน้ำพริกปลาทู  ปลาทูฉู่ฉี่  ปลาทูทอดสามรส ปลาทูทอดน้ำพริกกะปิ  ปลาทูแกงส้ม ปลาทูซาเตี๋ยะ สลัดปลาทูอโวคาโด ปลาทูเปรี้ยวหวาน ปลาทูผัดฉ่า และยำปลาทู โดยเฉพาะสูตรเด็ดคือ ซาลาเปาไส้ปลาทู ซึ่งคิดค้นจากภูมิปัญญาของชาวบ้าน เป็นต้น นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมการล่องเรือชมปากอ่าว และป่าชายเลน , นั่งสามล้อและรถรางชมเมือง , ชมวิถีชีวิตของชาวท่าฉลอมสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของประเทศไทย , นิทรรศการการประมง , นิทรรศการประวัติศาสตร์ , การแสดงนักเรียนสังกัดเทศบาลนครสมุทรสาคร ผลิตภัณฑ์จาก ๓๒ ชุมชน
 
สอบถามรายละเอียดได้ที่
– การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานสมุทรสาครโทรศัพท์ ๐๓๔-๗๕๒๗๘๔-๘
– เทศบาลสมุทรสาคร โทรศัพท์ ๐๓๔-๔๑๑๒๐๘
– สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสาคร โทรศัพท์ ๐๘๙-๘๓๖๔๖๑๔
– ชมรมพลังสตรีท้องถิ่น โทรศัพท์ ๐๘๖- ๐๘๒๒๙๗๙
 
 
เชิญอุดหนุน ร้านของชมรมพลังสตรีท้องถิ่น  เมนูปลาทูธงฟ้า ราคา ๒๐ บาท
ปลาทูฉู่ฉี่, ปลาทูทอดสามรส, ห่อหมกปลาทู, ปลาทูทอดกระเทียม, ปลาทูแกงส้ม, ปลาทูซาเตี๊ยะ, ต้มยำปลาทู, ปลาทูเปรี้ยวหวาน, ปลาทูผัดฉ่า และขนมจีนน้ำยาปลาทู 
 
 ร้านชมรมพลังสตรีท้องถิ่น   มีที่นั่งริมน้ำไว้บริการ สำหรับการชิมเมนูปลาทูพร้อมกับ เพลิดเพลินกับบรรยากาศริมน้ำ
ข้างล่างเป็นภาพเมนูต่าง ๆ ที่ผมที่เลือกสรรมานำเสนอยั่วต่อมอยากครับ
 
น้ำสตรอเบอรี่ปั่นชื่นใจ
 
 ลูกลานผลาญแม่  ต้นลานตลอดชีวิตเขาออกลูกครั้งเดียวแล้วก็ยืนต้นตายครับ
สินค้าอุปโภคและบริโภคมีให้เลือกซื้อหา อาทิ ขนมกุยช่ายใส้ต่าง ๆ ชิฟฟอนเค้กหลายรส ยำสาหร่าย หอยแมงภู่แช่แข็ง อาหารกระป๋องจากหลายโรงงาน
 
อย่าพลาด!!!  ต้องชิมอาหารรสชาติพื้นเมืองชาวท่าฉลอมครับ  แกงส้มหัวปลาริวกิวเจ๊ต๊ะฉี่ และ ปลาทู กุ้ง ปู ชุบแป้งทอด / ทอดมัน เจ๊ฉลวย
 ปลาทูสาว ย่างร้อน ๆ รับประทานกับ น้ำปลาหวาน
 
 
นั่งรถราง นั่งรถสามล้อถีบ ชมงาน เลือกซื้อของฝากกลับบ้านตามชอบใจ
 
ภาพนั่งเรือประมงชมปากอ่าวและป่าชายเลน ถ่ายไว้เมื่อคราวมาเที่ยว ปี พ.ศ. ๒๕๕๑
 
                      หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการเดินเลือกซื้อของ ก็มานั่งพักซื้อกาแฟมาจิบที่ ร้านสปาเท้าครับ
 
                      ประวัติความเป็นมาของปลาบำบัด
                      ปลาการา รูฟา (Garra rufa) หรือ Doctor Fish เป็นปลาที่ถือกำหนดแถบลุ่มแม่น้ำไทรกริช-ยูเฟรติส ประเทศจอร์แดน และแถบชายฝั่งภาคใต้ของตุรกี  เป็นปลาชนิดเดียวที่อาศัยอยู่ในน้ำอุณหภูมิสูงได้ (๓๕ – ๔๕ องศาเซลเซียส) จึงทำให้ปลาเหล่านี้ค่อนข้างขาดแคลนอาหาร ต้องดำรงชีวิตด้วยการดูดตะไคร่น้ำ ซากพืช สาหร่าย และแพลงตอนขนาดเล็กต่าง ๆ เป็นอาหาร   ที่ตุรกีเป็นเรื่องบังเอิญที่บาดหลวงท่านหนึ่งมีแผลที่เท้าเมื่อลงไปในบ่อน้ำอุ่นที่มีปลาการา รูฟา อาศัยอยู่ ปลาเหล่านั้นได้เข้ามารุมตอดบาดแผลของเขา ซึ่งต่อมาพบว่าบาดแผลนั้นหายเร็วขึ้น เนื่องจากปลาได้กินเซลล์ผิวหนังที่ตาย เป็นการขจัดเซลล์เก่าเปิดโอกาสให้เซลล์ใหม่ผลัดขึ้นมาแทนที่   เขาได้นำประสบการณ์นี้ไปถ่ายทอดให้สมาชิกในโบสถ์คริสต์ฟัง  เกิดเป็นค่านิยมไปแช่ตัวในน้ำอุ่นเพื่อให้ปลาตอดช่วยรักษาโรคผิวหนังแต่นั้นมา นี่คือที่มาของ  Garra rufa Fish Spa  สปาแบบใช้ปลาบำบัด
 
                      สปาเท้าที่ท่าฉลอม ไม่มีขั้นตอนอะไรยุ่งยาก เพียงแค่พับขากางเกงขึ้นแล้วค่อย ๆ หย่อนเท้าลงไปในถังปลาที่เตรียมไว้ บรรดาด็อกเตอร์ปลาเหล่านี้เขาจะรู้หน้าที่ โดยออกมาทำความคุ้นเคยกับผิวหนังของคุณทีละน้อยตัวก่อน จากนั้นเขาจะค่อย ๆ บรรจงไซ้ซอกนิ้วบ้าง ไซ้ส้นเท้าบ้าง ดูดฝ่าเท้าบ้าง ก่อให้เกิดอาการจั๊กกระจี้ ทำให้คลายเครียด เมื่อปรับตัวได้แล้วจะรู้สึกผ่อนคลาย สบายเท้า ด๊อกเตอร์ปลาหลายร้อยตัวจะช่วยกินเซลล์ผิวที่ตายแล้ว เราสามารถใช้ใยบวบที่ทางร้านเตรียมให้ ขัดขี้ไคลช่วยเร่งเวลาให้ผิวผ่องได้อีกทาง น้ำลายของปลาพันธุ์นี้มีเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่ช่วยให้ผลัดเซลล์ผิวได้เร็วขึ้น และยังกินราและแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่นเท้า เมื่อครบเวลาทางร้านมีผ้าขนหนูบริการ เอาไว้ซับน้ำให้เท้าแห้งก่อนสวมรองเท้า
 
สปาปลาการารูฟา    หรือ จะเรียกว่าให้อาหารน้องปลาผู้หิวโหย? ราคา ๒๐ นาที ๔๙ บาท
 
 
                    ๑๙ – ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เทศกาล ปลาทูอร่อยที่ท่าฉลอม  "ชมนก ดูอ่าว ชิมปลาทูสาวที่ท่าฉลอม"
บริเวณถนนถวาย ตำบลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร  ตั้งแต่ ๑๐.๐๐ น. – ๒๐.๐๐ น.
 
แผนที่งานเทศกาลปลาทูอร่อยที่ท่าฉลอม 
 
 
 
การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไป ท่าฉลอม
 
                ๑. รถยนต์ส่วนบุคคล
ใช้เส้นทางสายธนบุรี-ปากท่อ (พระราม ๒) ผ่านตลาดสดมหาชัย เมืองใหม่ ผ่าตัวเมืองสมุทรสาคร ประมาณ ๑ กิโลเมตร สังเกตป้ายทางหลวง "ท่าฉลอม" เบี่ยงซ้ายข้ามสะพานท่าจีน เลี้ยวซ้ายมาตามถนนสุทธิวาตวิถี (วัดช่องลม) ตรงเข้ามาจนถึงลานจอดรถบริเวณพระโพธิสัตว์กวนอิม ท่าฉลอม 
 
๑.๑ จากแยกบางปะแก้ว ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๕ ถนนธนบุรี-ปากท่อ (ถนนพระรามที่ ๒) ผ่านที่ทำการเขตบางขุนเทียน ด่านชั่งน้ำหนักเอกชัย  ผ่านตลาดสดมหาชัย เมืองใหม่ ผ่าตัวเมืองสมุทรสาคร ประมาณ ๑ กิโลเมตร สังเกตป้ายทางหลวง "ท่าฉลอม" เบี่ยงซ้ายข้ามสะพานท่าจีน เลี้ยวซ้ายมาตามถนนสุทธิวาตวิถี (วัดช่องลม) ตรงเข้ามาจนถึงลานจอดรถบริเวณพระโพธิสัตว์กวนอิม ท่าฉลอม 
 
๑.๒ จากศูนย์การค้าดาวคะนองไปตามถนนเอกชัย ผ่านสะพานบางขุนเทียน วัดสิงห์ แยกบางบอน โรงเรียนศึกษานารี วัดโพธิ์แจ้ ตำบลคอกกระบือ ด่านชั่งน้ำหนักเอกชัย เคหะชุมชนมหาชัยผ่านตลาดสดมหาชัย เมืองใหม่ ผ่าตัวเมืองสมุทรสาคร ประมาณ ๑ กิโลเมตร สังเกตป้ายทางหลวง "ท่าฉลอม" เบี่ยงซ้ายข้ามสะพานท่าจีน เลี้ยวซ้ายมาตามถนนสุทธิวาตวิถี (วัดช่องลม) ตรงเข้ามาจนถึงลานจอดรถบริเวณพระโพธิสัตว์กวนอิม ท่าฉลอม 
 
๑.๓ จากสี่แยกท่าพระไปตามทางหลวงหมายเลข ๔ ถนนเพชรเกษมถึงหนองแขมเลี้ยวซ้ายเข้าซอยเพชรเกษม ๘๑ ถึงแยกถนนเอกชัยเลี้ยวขวาไปตามถนนเอกชัยผ่านโรงเรียนศึกษานารี ด่านชั่งน้ำหนักเอกชัย ผ่านตลาดสดมหาชัย เมืองใหม่ ผ่าตัวเมืองสมุทรสาคร ประมาณ ๑ กิโลเมตร สังเกตป้ายทางหลวง "ท่าฉลอม" เบี่ยงซ้ายข้ามสะพานท่าจีน เลี้ยวซ้ายมาตามถนนสุทธิวาตวิถี (วัดช่องลม) ตรงเข้ามาจนถึงลานจอดรถบริเวณพระโพธิสัตว์กวนอิม ท่าฉลอม 
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เส้นทางถนนเพชรเกษม เลยบางแคแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนวงแหวนรอบนอกจะไปตัดกับถนนเอกชัย วกรถกลับเข้าถนนเอกชัย หรือตรงไปเข้าถนนธนบุรี-ปากท่อก็ได้ หรือจากถนนเพชรเกษมผ่านอ้อมน้อย แยกเข้าถนนเศรษฐกิจ ๑ บริเวณกิโลเมตรที่ ๒๕ ผ่านอำเภอกระทุ่มแบนได้อีกเส้นทางหนึ่ง
 
๑.๔ จากสะพานพระปิ่นเกล้า ไปตามถนนบรมราชชนนี ตัดเข้าถนนเพชรเกษมได้ ๓ ทาง คือ ถนนพุทธมณฑลสาย ๒ พุทธมณฑลสาย ๔ และพุทธมณฑลสาย ๕ จากนั้นเลือกเข้าตัวเมืองสมุทรสาครได้ ๒ ทาง คือ จากพุทธมณฑลสาย ๒ ออกถนนเอกชัย เลี้ยวขวาผ่านโรงเรียนศึกษานารี ระยะทางประมาณ ๓๕ กิโลเมตร หรือใช้พุทธมณฑลสาย ๔ และพุทธมณฑลสาย ๕เข้าถนนเศรษฐกิจ ๑ ที่แยกอ้อมน้อย ผ่านอำเภอกระทุ่มแบนระยะทางประมาณ ๕๐ กิโลเมตร นอกจากนี้ยังสามารถเข้าถนนวงแหวนรอบนอก ซึ่งตัดผ่านถนนเอกชัยและถนนธนบุรี-ปากท่อได้อีกด้วย
 
                ๒. รถโดยสารประจำทาง
รถโดยสารประจำทางปรับอากาศสาย ๖๘ (ตลาดบางลำภู-สมุทรสาคร) รถร่วมบริการประจำทางสาย ๑๒๐ (คลองสาน-ตลาดมหาชัย) 
บริษัท ขนส่ง จำกัด มีบริการเดินรถโดยสารประจำทางไปจังหวัดสมุทรสาครทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๔.๒๐ – ๒๑.๐๐ น. สอบถามรายละเอียดได้ที่สถานีขนส่งสายใต้ ถนนบรมราชชนนี โทร. ๐ ๒๔๓๕ ๑๑๙๙, ๐ ๒๔๓๕ ๕๖๐๕ หรือเว็บไซต์ www.transport.co.th
 
รถตู้ประจำทาง จากกรุงเทพฯ ให้นั่งมาลงตลาดมหาชัย แล้วข้ามเรือที่ท่าเรือเทศบาลมหาชัยไปฝั่งท่าฉลอม 
   – สายฟิวเจอร์บางแค – มหาชัย บริเวณข้างศาลจังหวัดสมุทนสาคร
   – สายอนุสาวรีย์ – มหาชัย บริเวณซอยบ้านเช่า

   – สายหมอชิต – มหาชัย บริเวณซอยบ้านเช่า

   – สายพาต้าปิ่นเกล้า – มหาชัย บริเวณซอยบ้านเช่า
   – สายแม่กลอง – มหาชัย บริเวณหลังโรงเรียนสมุทรสาครบูรณะ
   – สายรังสิต – มหาชัย บริเวณหลังโรงเรียนสมุทรสาครบูรณะ
   – สายเซ็นทรัลพระราม ๒ – มหาชัย บริเวณด้านข้างวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร
 
                ๓. รถไฟ
การรถไฟมีบริการรถไฟออกจากสถานีวงเวียนใหญ่ทุกวันๆ ละหลายเที่ยว ตั้งแต่เวลา ๐๕.๓๐ น. ถึง ๒๐.๓๐ น.  ไปสุดปลายทางสถานีรถไฟมหาชัยหรือข้ามเรือไปฝั่งสถานีรถไฟบ้านแหลมก็จะสามารถนั่งรถไฟต่อไปถึงสถานีรถไฟแม่กลองจังหวัดสมุทรสงคราม  
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ โทร. ๐ ๒๔๖๕ ๒๐๑๗, ๐ ๒๘๙๐ ๖๒๖๐ 
และสถานีรถไฟมหาชัย โทร. ๐ ๓๔๔๑ ๑๐๐๓ หรือ www.railway.co.th
 
 
 แผนที่เส้นทางท่องเที่ยวเทศบาลสมุทรสาคร
 
 
ตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง
 
วัดสุทธิวาตวราราม หรือ วัดช่องลม
                    ตั้งอยู่ตรงปากอ่าวสมุทรสาคร ตำบลท่าฉลอม ตรงข้ามกับตัวเมือง เดินทางโดยทางหลวงหมายเลข ๓๕ เลี้ยวซ้ายบริเวณกิโลเมตรที่ ๓๕ เข้าถนนสุทธิวาตวิถีประมาณ ๓ กิโลเมตร วัดช่องลมเป็นพระอารามหลวงได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม และเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง
 
สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดนั้นประกอบด้วย
    
                    พระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว    ประดิษฐานอยู่ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินท่าฉลอม และทรงตั้งเป็นสุขาภิบาลแห่งแรกของประเทศไทย     
                    หลวงพ่อหินแดง  ๑๑ นิ้วพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ มีพุทธลักษณะแบบอยุธยาตอนปลาย ทำด้วยศิลาแดงทั้งองค์  มีลักษณะพิเศษคือพระหัตถ์ข้างซ้ายมี ๖ นิ้วจึงเรียกว่า พระ ๑๑ นิ้ว  
                    หลวงปู่แก้ว  อดีตเจ้าอาวาสวัดช่องลมเมื่อท่านมรณภาพไปแล้วผู้ศรัทธาทั้งหลายได้นำสังขารของท่านไว้ในโลงทองอย่างสวยงามพร้อมทั้งหล่อรูปเหมือนของท่านในท่านั่งสมาธิ ประดิษฐานไว้ภายในวิหาร
                    ชมชีวิตนกนางแอ่น  จำนวนนับพันมาอาศัยทำรังตามผนังโบสถ์ด้านหลัง  จนปรากฎลวดลายจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงาม
                    นอกจากนี้นักท่องเที่ยวสามารถชมทัศนียภาพที่สวยงามได้บริเวณท่าน้ำหน้าวัด  ทั้งยังมีร้านอาหารไว้คอยบริการและเนื่องจากวัดนี้  ตั้งอยู่ปากอ่าว  จึงมี เรือประมงมารอให้บริการเช่าออกไปลอยอังคารด้วย
พระโพธิสัตว์กวนอิม
                    พระโพธิสัตว์กวนอิม ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมือง สมุทรสาคร  พระโพธิสัตว์กวนอิม รูปหล่อพระโพธิสัตว์กวนอิมปางเมตตา หล่อจากทองเหลืองปิดด้วยทางคำเปลวขนาดใหญ่   ตั้งอยู่ด้านหลังวัดสุทธิวาตวราราม สร้างในวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ฯ ทรงครองราชย์ครบรอบ ๕๐ ปี ใน พ.ศ. ๒๕๓๙ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองพระเกียรติ องค์เจ้าแม่กวนอิมสูง ๙.๙๘ เมตร หล่อด้วยโลหะแล้วทาสีสวยงามมากพระหัตถ์ขวาเทน้ำจากคนโทเป็นน้ำมนต์ ประทับอยู่บนฐานดอกบัวมีมังกรโอบโดยรอบอยู่บนภูเขาจำลอง สูง ๘ เมตร และมีถ้ำอยู่ภายในด้วย  และในทุก ๆ ปีของช่วงเดือนพฤศจิกายนมีงานประเพณี นมัสการเจ้าแม่กวนอิม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๐ ๓๔๔๙ ๗๐๙๙
 
ป้อมวิเชียรโชฎก
                   ตั้งอยู่ตำบลมหาชัย ห่างจากศาลากลางจังหวัด ๒๐๐ เมตร สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๗๑ สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่ เนื่องจากในสมัยนั้นได้เกิดกรณีพิพาทกับญวณเรื่องเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทน์ รัชกาลที่ ๓ ทรงเกรงว่าญวณจะยกกำลังมารุกรานไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ทองจีน) เป็นแม่กองสร้างป้อมเพื่อรักษาปากน้ำท่าจีนที่เมืองสมุทรสาคร และพระราชทานนามว่า “ป้อมวิเชียรโชฎก” ลักษณะของป้อมก่อด้วยอิฐถือปูน ไม่มีป้อมยามมีแต่หอรบ ตามช่องของกำแพงมีปืนใหญ่ไว้สำหรับป้องกันข้าศึกที่มาทางปากน้ำ
 
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร หรือเจ้าพ่อวิเชียรโชติ
                  ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับป้อมวิเชียรโชฎก เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งประชาชนเคารพนับถือ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวประมงในจังหวัด โดยก่อนออกเรือเพื่อไปหาปลาทุกครั้งชาวประมงจะต้องไปทำพิธีสักการบูชา และจุดประทัดบริเวณหน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเพื่อเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ใกล้กันเป็นยังมี อาคารแบบไทย ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปกร ภายในประดิษฐาน เสาหลักเมืองที่สวยงามและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ศาลเจ้าปุนเถ้ากง
                    ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมือง สมุทรสาคร ศาลแห่งนี้จัดสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๒  เดิมทีเป็นศาลไม้ ฝ้าไม้กระดาน หลังคามุงจาก และได้มีการบูรณะศาลขึ้นใหม่โดยใช้เสาไม้ ขื่อแปเป็นไม้ระแนง ไม้สักทอง มุงหลังคาด้วยกระเบื้อง ผนังก่ออิฐถือปูน โดยวัตถุประสงค์หลักในการก่อสร้างนั้นเพื่อเป็นที่สักการะแก่ชาวจีน และชาวไทยเชื้อสายจีนที่พำนักอาสัยอยู่ในตำบลท่าฉลอม และในทุก ๆ ปีของช่วงเดือนกุมภาพันธ์มีงานฉลองวันเกิด เดือนสิงหาคมมีงานประจำปี
 
ศาลเจ้าพ่อกวนอู
                    ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมืองสมุทรสาคร มีการก่อสร้างมานานนับร้อยปีแล้ว ในอดีตศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อให้ชาวจีนในตำบลท่าฉลอมที่มีความเคารพสักการะเจ้าพ่อกวนอูที่มีความซื่อสัตย์ได้บูชากัน โดยจัดสร้างเป็นศาลไม้หลังเล็ก ๆ มุงหลังคาด้วยจาก และภายหลังได้บูรณะใหม่ใช้กระเบื้องในการมุงหลังคา จากนั้นได้มีการซ่อมแซมครั้งใหญ่โดยสร้างแบบก่ออิฐถือปูนเพื่อความแข็งแรงทนทาน โดยปกติผู้คนจะเข้ามากราบไหว้อยู่เป็นประจำ และในทุก ๆ ปีของช่วงเดือนเมษายนมีงานฉลองวันเกิด เดือนกรกฏาคมมีงานประจำปีวันเกิดเจ้าพ่อกวนอู เดือนสิงหาคมมีงานวันเกิดเทพเจ้า ๕ พระองค์ และเดือนธันวาคมมีงานเผ่งอั่งฮี่
 
โรงเจเชงเฮียงตั๊ว
                     ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมืองสมุทรสาคร ศาลเจ้าแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาคือ ชาวจีนที่อพยพมาอยู่ที่ท่าฉลอมมีจำนวนมากเพราะเป็นเมืองที่อยู่ติดแม่น้ำเป็นเมืองแรก ๆ ที่สามารถขึ้นฝั่งเพื่อเข้าสู่ประเทศสยาม เมื่อชาวจีนมาตั้งรกรากกันมากขึ้นก็เกิดการรวมตัวกันเพื่อสร้างศาลเจ้า เพื่อเป็นศูนย์รวมเป็นที่พบปะสังสรรค์ สำหรับศาลเจ้าโรงเจก็กลายเป็นที่ถือศีลของชาวจีน ส่วนการก่อสร้างเริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. ใดไม่ปรากฏหลักฐาน ทราบเพียงว่าแต่ก่อนก็เป็นแค่เพิงหลังคาจากเล็ก ๆ เท่านั้น แต่เมื่อชาวบ้านเริ่มมีธุรกิจมั่นคงขึ้นเขาก็นำเงินมาบริจาคเพื่อปรับปรุงศาลให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเป็นศาลเจ้าโรงเจอย่างที่เห็นในปัจจุบัน และในทุก ๆ ปีของช่วงเดือนตุลาคมมีงานประเพณีถือศีลกินเจ ๑๐ วัน

โรงเจมูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร

                      ตั้งอยู่ที่ ตำบลมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร เดิมเคยเป็นโรงเรียนจีนพอมาในยุคสมัยที่รัฐบาลไทยมีกฏหมายบังคับให้โรงเรียนทุกแห่งเปิดสอนได้เพียงภาษาไทยเท่านั้น โรงเรียนจีนแห่งนี้ปิดตัวลงและพื้นที่นี่ได้กลายเป็นพื้นที่รกร้าง ดังนั้นจึงได้มีการจัดสร้างสถานที่แห่งนี้ให้กลายเป็นโรงเจ โดยเงินที่นำมาทำการจัดสร้างนั้นมาจากการบริจาคการล้างป่าช้า ดังนั้นจึงได้จัดตั้งโรงเจขึ้น โดยใช้ชื่อว่าโรงเจมุลนิธิการกุศลสมุทรสาคร และทุกปีเมื่อถึงเทศกาลกินเจชาวไทยเชื้อสายจีนในฝั่งมหาชัยก็จะมาร่วมปฏิบัติธรรมในเทศกาลกินเจ และในทุก ๆ ปีของช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีงานพิธีสะเดาะเคราะห์ประจำปี (พะเก่ง) เดือนพฤษภาคม มีงานฉลองวันเกิดเซี้ยโจ้ว เดือนตุลาคม มีงานเทศกาลถือศีลกินเจ ๑๐ วัน เดือนธันวาคม มีงานประจำปีฉลองวันเกิดใต้ฮงกง 
 
อุทยานประวัติศาสตร์พันท้ายนรสิงห์
                    ตั้งอยู่ตำบลพันท้ายนรสิงห์ ณ บริเวณสถานที่ซึ่งเคยเกิดเหตุการณ์หัวเรือพระที่นั่งของพระเจ้าเสือหัก  เดินทางจากถนนพระราม ๒ บริเวณกิโลเมตรที่ ๑๖ – ๑๗ เข้าซอยข้างวัดพันท้ายไประยะทางประมาณ ๙ กิโลเมตร
                     สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พันท้ายนรสิงห์ในคราวที่คัดท้ายเรือพระที่นั่งเอกชัยจนหัวเรือชนกิ่งไม้ใหญ่ริมคลองโคกขาม ทำให้โขนเรือหักตกลงในน้ำ พันท้ายนรสิงห์กราบบังคมทูลพระเจ้าเสือให้ประหารชีวิตตามกฎมณเฑียรบาล พระเจ้าเสือทรงจำฝืนพระทัยตามพระราชกำหนดที่วางไว้จึงมีรับสั่งให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ แล้วให้ทำศาลขึ้นสูงเพียงตา และนำศีรษะพันท้ายนรสิงห์กับหัวเรือพระที่นั่งเอกชัยที่หักขึ้นพลีกรรมไว้บนศาล เพื่อเป็นอนุสรณ์แสดงถึงความซื่อสัตย์จงรักภักดี  
                     คลองโคกขาม เป็นคลองที่มีความคดเคี้ยวมาก ลักษณะเป็นโค้งข้อศอก กระแสน้ำเชี่ยวมากยากต่อการเดินเรือ ทำให้ครั้งที่พระเจ้าเสือ หรือสมเด็จพระสรรเพชรที่ ๘ (พ.ศ. ๒๒๔๖ – ๒๒๕๒) เสด็จประพาสต้นไปตามลำคลองโคกขามด้วยเรือพระที่นั่งเอกชัย ได้เกิดอุบัติเหตุเรือพระที่นั่งชนกิ่งไม้หัก ทำให้พันท้ายนรสิงห์ ถูกประหารชีวิต บริเวณที่ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ พระเจ้าเสือทรงโปรดให้ขุดคลองลัดตัดทางคดเคี้ยวของคลองโคกขามให้ตรง โดยให้เจ้าพระยาราชสงครามเป็นแม่กองคุมไพร่พลจำนวน ๓,๐๐๐ คน ขุดคลองตัดจากคลองโคกขามตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๒๔๘ ตรงมาเชื่อมกับแม่น้ำท่าจีน ขนาดคลองกว้าง ๕ วา ลึก ๖ ศอก เสร็จในปี พ.ศ. ๒๒๕๒ ในสมัยของพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เมื่อขุดเสร็จจึงได้พระราชทานนามว่า “คลองสนามไชย “ ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ คลองมหาชัย” แต่บางทีชาวบ้านก็เรียกว่า “คลองถ่าน” และที่ปากคลองมหาชัยติดกับคลองโคกขามจะมีศาลพันท้ายนรสิงห์อีกศาลหนึ่ง
                    และบริเวณใกล้เคียงสามารถเยี่ยมชมหอพระ ศาลแม่ศรีนวล(ภรรยาของพันท้ายนรสิงห์) รวมทั้งไม้ตะเคียนซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นหลักประหารเก่า  
                    ในบริเวณอุทยานยังมีเส้นทางเดินศึกษาสภาพป่าชายเลนที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้  มีซากเรือโบราณที่ขุดพบบริเวณหมู่ ๖  
                   
 
ตลาดสดมหาชัย
                    ตลาดมหาชัย (ท่าเรือเทศบาล) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ใกล้กับป้อมวิเชียรโชฎกและศาลหลักเมือง ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 200 เมตร นับเป็นศูนย์กลางการค้าการคมนาคมของสมุทรสาคร    ตลาดมหาชัยมีท่าเรือที่มีเรือเมล์ไปสู่ตำบลต่าง ๆ หลายแห่ง แล้วยังสามารถเช่าเรือหางยาวไปเที่ยวคลองโคกขามได้ มีทั้งเช่าเหมาลำและเรือประจำทาง หลากหลายสีสันของอาหารทะเลสดและแห้งที่แสนอุดมสมบูรณ์จากอ่าวไทย ปิดขายทุกวัน ตลอดวัน มีอาหารให้เลือกซื้อมากมาย เช่น ปลาทะเล ปลาอินทรีย์ ปลากระพง ปูม้า ปูดำ กุ้งขาว กุ้งกุลาดำ หอยแครง หอยแมงภู่ กุ้งแห้ง กะปิ น้ำปลา
 
วัดโกรกกราก
                   ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครสมุทรสาคร อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาครเป็นวัดเก่าแก่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างมาแต่สมัยใด   สมัยก่อนเป็นชุมชนชาวจีนเรียกว่า "ก๊กกั๊ก" (ชุมชนทางแยก) ต่อมาเพี้ยนไปตามสำเนียงไทยว่า "โกรกกราก"
                    ประวัติตามหลักฐานที่เล่าต่อๆ กันมามีเพียงว่า เมื่อกว่า ๑๐๐ ปี มาแล้วเกิดไฟไหม้วัดสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เช่น กุฎิ ศาลาการเปรียญ วิหาร ถูกไฟไหม้หมดสิ้นเหลืออุโบสถ์สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง โดยมีหลวงพ่อปู่ซึ่งชาวบ้านเคารพนับถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิประจำตำบลประดิษฐานเป็นพระประธานหลวงพ่อปู่เป็นพระพุทธรูปศิลาแลงปางมารวิชัย มีประวัติเล่าสืบกันมาว่า ลงแพลอยมาตามแม่น้ำท่าจีนจะไปออกปากอ่าว แต่เมื่อลอยมาถึงหน้าวัดโกรกกรากเกิดพายุและฝนตกหนักหลายวันติดต่อกันชาวบ้านโดยเฉพาะชาวประมงเดือดร้อนกันมากเพราะออกจับปลาไม่ได้ จึงร่วมกันทำพิธีอัญเชิญหลวงพ่อขึ้นมาบนบก ปรากฏว่าลมพายุและฝนหยุด ท้องฟ้าแจ่มใส ชาวบ้านจึงอัญเชิญขึ้นเป็นพระประธานในอุโบสถจนถึงปัจจุบัน            สิ่งที่น่าทึ่งประการหนึ่ง  คือหลวงพ่อปู่จะสวมแว่นตาจนเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวในประเทศไทยที่สวนแว่นตาดำ โดยมีประชาชนนำแว่นตามาถวายไม่เคยขาดชาวบ้านสูงอายุเล่าต่อกันมาว่า สมัยหนึ่งเกิดโรคตาระบาดทั่วทั้งตำบล ผู้นำชุมชนจึงมาบนบานว่า ถ้าหายจากโรคตาจะนำแว่นตามาถวาย ปรากฏว่าโรคตาหายระบาดไปจนหมด สิ้นทุกปีทางวัดโกรกกรากร่วมกับประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพประมงจะจัดงานสมโภชหลวงพ่อปู่และพระครูธรรมสาคร (หลวงปู่กรับ) อดีตเจ้าอาวาสซึ่งเป็นเกจิอาจารย์รูปหนึ่งของจังหวัดสมุทรสาคร โดยจัดงานขึ้นใน วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ ถึงวันแรม ๕ ค่ำเดือนยี่ โดยมีมหรสพสมโภชให้ชมฟรี
                  การเดินทางไปนมัสการหลวงพ่อปู่เดิน ทางจาก กรุงเทพฯ มาตามเส้นทางเอกชัย หรือธนบุรี-ปากท่อหรือจากอำเภอกระทุ่มแบนมาตามถนนเศรษฐกิจ ๑ หรือจากจังหวัดสมุทรสงครามมาตามเส้นทางถนนธนบุรี-ปากท่อ ข้ามสะพานมหาชัย เลี้ยวขวาไปตามถนน ประมาณ ๒ ก.ม. ถนนจะผ่านกลางวัด
 
วัดนางสาว
               ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าไม้ เดินทางตามทางหลวงหมายเลข ๓๕ (ธนบุรี-ปากท่อ) แยกเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๐๙๑ ประมาณ ๕ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวเข้าซอยวัดนางสาว ๒ ประมาณ ๑ กิโลเมตร ประวัติความเป็นมาของวัดมีเรื่องเล่ากันว่า เมืองสาครบุรี คือ เมืองชายทะเลตอนใต้ของกรุงศรีอยุธยา เมื่อเกิดสงครามในพม่าชาวไทยกลุ่มหนึ่งได้อพยพหนีมาตามริมแม่น้ำท่าจีน คนชราและผู้หญิงได้พากันไปหลบซ่อนในโบสถ์เก่า ต่อมาคนไทยได้ช่วยกันต่อสู้กับทหารพม่าจนได้รับชัยชนะ และผู้ที่อพยพมาได้ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณนั้น ในกลุ่มนี้มีสองพี่น้องที่เคยอาศัยโบสถ์หลบหนีภัยทั้งสองมีความคิดที่จะบูรณะโบสถ์ใหม่ แต่พี่สาวเห็นว่าโบสถ์ทรุดโทรมมากจึงไปสร้างวัดใหม่แทน น้องสาวต้องการทำตามสัจจาธิษฐานของตนว่าถ้ารอดตายจะบูรณะซ่อมแซมโบสถ์ จึงดำเนินการบูรณะจนเสร็จและตั้งชื่อว่า “วัดพรหมจารีย์” ต่อมาชาวบ้านเรียกว่า”วัดน้องสาว” จนปัจจุบันเพี้ยนมาเป็น “วัดนางสาว” โบราณสถานที่สำคัญของวัดนี้ คือโบสถ์ที่มีฐานโค้งเป็นรูปเรือสำเภาก่ออิฐ มีประตูเข้าออกเพียงประตูเดียวชาวบ้านเรียกว่า “โบสถ์มหาอุด” หลังคามุงกระเบื้องดินเผาแบบเก่า ขื่อข้างบนใช้ไม้ซุงทั้งต้น มีเสมาคู่เป็นหินทรายขนาดเล็กอยู่รอบ ๆ โบสถ์ นอกจากนี้บริเวณหน้าวัดซึ่งติดกับแม่น้ำท่าจีน มีอุทยานมัจฉาประกอบด้วยฝูงปลาสวายจำนวนมากอาศัยอยู่ นักท่องเที่ยวนิยมมาให้อาหารแก่ฝูงปลาและเที่ยวชมอยู่เสมอ
 
ปล่องเหลี่ยม
                ตั้งอยู่ตำบลท่าไม้ ริมแม่น้ำท่าจีน เดินทางตามทางหลวงหมายเลข ๓๐๙๑ (ถนนเศรษฐกิจ ๑ แยกอ้อมน้อย-สมุทรสาคร ) ไปจังหวัดนครปฐมผ่านคลองภาษีเจริญระยะทางประมาณ ๗ กิโลเมตรปล่องเหลี่ยมเป็นปล่องเตาไฟโรงงานผลิตน้ำตาลทรายของชาวโปรตุเกส ชื่อกัปตันฮิท สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๗ ลักษณะของปล่องเป็นปล่องก่ออิฐถือปูนบนฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ ๔ เมตร สูง ๔ เมตร ต่อจากฐานขึ้นไปเป็นปล่องทรงแปดเหลี่ยมแต่ละเหลี่ยมกว้างประมาณ ๑ เมตร แล้วค่อย ๆ เรียวขึ้นไปจนถึงปลายสูงประมาณ ๓๐ เมตร
วัดใหญ่จอมปราสาท
                  ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าจีน ห่างจากตัวจังหวัด ๔ กิโลเมตร สามารถเดินทางตามทางหลวงหมายเลข ๓๕ (ถนนธนบุรี-ปากท่อ) บริเวณกิโลเมตรที่ ๓๑ เชิงสะพานท่าจีน เป็นวัดเก่าแก่มีอายุประมาณ ๔๐๐ ปี สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์   ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้รับพระราชทานนามว่า “วัดใหญ่สาครบุรี” รวมทั้งได้พระราชทานพระไตรปิฎก และยกฐานะเป็นพระอารามหลวง ภายในวัดมีโบราณสถานที่สำคัญ คือ พระวิหารเก่าแก่ก่ออิฐถือปูนฐานแอ่นโค้งคล้ายท้องเรือสำเภา ที่ซุ้มประตูและหน้าต่างมีการประดับลวดลายปูนปั้น นอกจากนี้ยังมีงานแกะสลักไม้ที่บานประตูและหน้าต่างของพระอุโบสถ เป็นลายพันธุ์พฤกษา ต้นไม้ ภูเขา รูปสัตว์ และบุคคล เป็นศิลปะแบบจีน ซึ่งเป็นลวดลายแกะสลักลึกเข้าไปในเนื้อไม้ที่งดงามมาก กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๔๗๙
 
 
แผนที่ท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสาคร งานสืบสานประเพณี ไหว้เจ้า ๙ ศาล เทศกาลกินเจสมุทรสาคร
 
 
แหล่งข้อมูลประกอบการเขียน
 
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
แผ่นพับ คู่มือท่องเที่ยวเทศบาลนครสมุทรสาคร  งานส่งเสริมการท่องเที่ยว สำนักงานเทศบาลนครสมุทรสาคร
แผ่นพับ เทศกาลปลาทูอร่อยที่ท่าฉลอม "ชมนก ดูอ่าว ชิมปลาทูสาว ที่ท่าฉลอม" 19-22 พฤศจิกายน 2552
แผ่นพับ บ้านศิลาสุวรรณ สถาปัตยกรรมเรือนไทย สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวม หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมท้องถิ่น จ.สมุทรสาคร  ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสาคร วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร. ๒๕๔๓
 
 
 ภาพปลาทูหน้าเริ่ด เชิดหยิ่ง จากงาน กินปลาทู เมนู ๑๐ บาท  ย้อนรอยอดีตรอยอดีตชุมชนประมงท่าฉลอม ปี ๒๕๕๑
 

ปลาทู ที่ท่าฉลอม ต้นกำเนิดสุขาภิบาลแห่งแรกของไทย มหาชัยคือสมุทรสาคร โดย ตะวัน ธนวสุมงคล อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ tawanguide.spaces.live.com.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://tawanguide.spaces.live.com
 

About ☀Tawan™ Guide ☀

a Professional Tour Guide
This entry was posted in 3. ตะวันสัญจร. Bookmark the permalink.

One Response to ปลาทู ที่ ท่าฉลอม ต้นกำเนิดสุขาภิบาลแห่งแรกของไทย มหาชัยคือสมุทรสาคร

  1. แป้ง says:

    ขอบคุณมากๆค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s