ปฏิบัติธรรมอย่างไรจึงจะได้ผล โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญโญ

ปฏิบัติธรรมอย่างไรจึงจะได้ผล
เรื่องโดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญโญ

                    มีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยเข้าอบรมปฏิบัติธรรมมาก่อน บางคนปฏิบัติมาหลายครั้ง หลายปี แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความก้าวหน้า ถึงกับเกิดความท้อถอย เมื่อเป็นเช่นนี้จะมีวิธีปฏิบัติกรรมฐานอย่างไรให้มีความก้าวหน้าและสามารถนำเอาธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวัน
 

                    การปฏิบัติกรรมฐานนั้นมีวิธีปฏิบัติอยู่ ๒ แบบ คือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

                    สมถกรรมฐาน หมายถึง การทำสมาธิเพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อเนื่องกันไปนานเท่าที่จะนานได้ เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่กับสิ่งนั้นได้นานขึ้น ๆ จิตก็จะมีความสงบ มี ปิติ เบาใจ อิ่มเอิบใจ มีความสุข และหากมีกำลังมากขึ้นไปอีก จิตจะตั้งมั่นไม่หวั่นไหว (เอกัคคตา) วางเฉย (อุเบกขา) ต่อสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบหรือที่เกิดขึ้นกับกาย เช่น แม้จะมีเสียงดัง ยุงกัด หรือปวด จิตก็ไม่ใส่ใจในสิ่งที่เกิดขึ้น วางอุเบกขาอยู่ในความสงบได้ต่อไป

                    กำลังของสมาธิอันเกิดจากความสงบของจิตดังกล่าวเรียกว่าฌาน(อ่านว่าชาน) ผู้ที่ได้ฌานหากเวลาจะตายเข้าสมาธิอยู่ในฌาน กำลังของสมาธิจะนำไปเกิดในพรหมโลก อายุของพรหมยืนยาวมาก แต่เมื่อหมดอายุขัยก็จะกลับมาเกิดอีก บ้างเกิดเป็นมนุษย์ บ้างก็ไปเกิดในอบายภูมิ เช่น เป็นสัตว์เดรัจฉาน ขึ้นอยู่กับวิบากกรรมที่ทำไว้

                    เมื่อเป็นเช่นนี้สมาธิเพียงอย่างเดียวจึงไปไม่ถึงนิพพาน ต้องอาศัยวิปัสสนากรรมฐานเข้าช่วย

                    วิปัสสนากรรมฐาน หมายถึง การฝึกจิตให้เกิดปัญญาเพื่อให้เข้าใจความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายตามกฎธรรมชาติ อันต่างไปจากความเป็นจริงในทางโลกที่มนุษย์สมมุติขึ้นมา ด้วยการนิยามความหมายและให้คุณค่าของสิ่งต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งไม่เป็นสากลเพราะไม่สามารถใช้กับทุกคนในโลกได้ เช่น ภาษา เงินตรา กฎหมาย ประเพณี เป็นต้น ใช้ได้เฉพาะท้องถิ่น เฉพาะบางประเทศที่ยอมรับสมมุติดังกล่าว                  

                    ต่างไปจากความเป็นจริงทางธรรมหรือกฎธรรมชาติ ได้แก่ กฎอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาซึ่งครอบคลุมทุกสรรพสิ่งเอาไว้ เพราะทุกสิ่งมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (อนิจจัง) มีความขัดแย้งกดดันกัน คงทนอยู่ในสภาวะเดิมไม่ได้ เป็นของปรุงแต่งขึ้นมา ไม่สมบูรณ์ในตัว (ทุกขัง) เกิดจากส่วนประกอบย่อย ๆ ที่มารวมตัวกันเข้าในห้วงเวลาหนึ่ง ไม่เป็นของใครจริง บังคับไม่ได้ดังปรารถนา (อนัตตา)

                    ความเป็นจริงดังกล่าวจะช่วยถอดถอนความเห็นผิดของคนส่วนใหญ่ซึ่งมักจะยึดติดอยู่กับสิ่งที่ตนชอบ โดยอยากให้สิ่งที่ตนยินดีพอใจเป็นนิจจัง คือไม่อยากให้เปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อม แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุ ทั้งในทางที่ตนพอใจและไม่พอใจ

                    ความเห็นผิดประการต่อมาคือ เห็นว่าชีวิตนี้เป็นสุขหรือสุขขังแท้จริงแล้วความสุขจริง ๆ ไม่มี มีแต่ความทุกข์ที่เราเห็นว่าเป็นสุขเพราะหลงในอารมณ์ กล่าวคือ เมื่อยินดีพอใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็หลงว่าเป็นความสุข แท้จริงแล้วมีความทุกข์อยู่ในสิ่งนั้น เช่น สตรีอยากมีลูก เมื่อตั้งครรภ์ก็ยินดีมีความสุข เมื่อคลอดลูกออกมาก็ยิ่งดีใจมีความสุข การตั้งครรภ์และการคลอดลูกเป็นความทุกข์ เป็นความเจ็บปวดของร่างกายอย่างสาหัส แต่ความยินดีอยากได้ลูกบดบังความทุกข์เอาไว้โดยสิ้นเชิง                   

                    นอกจากนี้คนส่วนใหญ่ยังเห็นว่าชีวิตนี้เป็นตัวตนหรืออัตตา และเป็นของตน จึงมีของของตนอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น สามีฉัน ภรรยาฉัน ลูกของฉัน บ้านของฉัน เป็นต้น ในทางธรรมนั้นสิ่งทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่มีแม้ต้นไม้ ภูเขา มีแต่ส่วนประกอบย่อย ๆ หรืออนุภาคของธาตุ ๔ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ที่มารวมกันเข้าเป็นกลุ่มก้อนหรือเป็นรูป คนก็สมมุติเรียกกันว่าบ้าน ต้นไม้ ภูเขา ตามรูปลักษณ์ของสิ่งนั้น ๆ                   

                    หากมีจิตใจหรือ นามเข้าไปอยู่ในรูป (ร่างกาย) นั้น ก็เป็นชีวิตหนึ่ง ๆ ขึ้นมา คนก็ให้นิยามความหมายว่า เป็นสัตว์(ชนิดนั้น ชนิดนี้) เป็นบุคคล (หญิง-ชาย ตั้งชื่อให้ด้วย) เป็นตัวตน เป็นเรา เป็นเขา

                    การไม่เข้าใจความเป็นจริงตามกฎธรรมชาติทำให้คนมีความทุกข์ เพราะหลงยึดมั่นสำคัญผิดว่าเป็นตน เป็นของตน จึงอยากให้สิ่งทั้งหลายที่ตนสัมพันธ์อยู่เป็นไปตามที่ตนปรารถนา ครั้นไม่ได้ดั่งใจก็ทุกข์ใจ

                    การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานช่วยให้เราเข้าใจถึงความเป็นจริงตามกฎธรรมชาติ เพื่อถอดถอนความยึดมั่นถือมั่นสำคัญผิดอันเป็นเหตุแห่งทุกข์

                    แต่การจะปฏิบัติวิปัสสนาก็ต้องอาศัยการทำสมาธิเข้าช่วยโดยมีวิธีปฏิบัติดังนี้

                    การที่จะทำสมาธิให้ใจมีความสงบนั้นต้องอาศัย ความเพียร ไม่ท้อถอย เพราะธรรมชาติของจิตเป็นอนิจจัง คือเปลี่ยนอารมณ์เร็วเป็นทุกขัง-คงอยู่ในสภาวะเดิมไม่ได้นาน เป็นอนัตตา-ยากที่จะบังคับให้ได้ดังใจ

                    ผู้ปฏิบัติจึงไม่ควรบังคับจิตให้อยู่นิ่ง ๆ เพียงประคองจิตให้ระลึกรู้หรือมีสติอยู่กับลมหายใจที่เข้า-ออก หากจิดเผลอไปคิดถึงเรื่องอื่นก็ไม่เป็นไร เอากลับมารับรู้ลมหายใหม่ เผลออีกก็เอากลับมาอีก ไม่ท้อถอย อย่างนี้เรียกว่ามีความเพียรอย่าไปหงุดหงิดขุ่นเคืองที่จิตไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ ทำอย่างผ่อนคลาย ไม่เครียด ไม่กดดันตัวเอง

                    จิตจะสงบหรือไม่สงบเป็นเรื่องของจิต เรามีหน้าที่ทำความเพียร ในช่วง ๑-๓ วันแรก จิตจะสงบเพียงช่วงสั้น ๆ เป็นสมาธิระดับต้นเรียกว่าขณิกสมาธิ ระยะนี้ผู้ปฏิบัติที่เป็นคนเอาแต่ใจตัวอยากให้ได้ดังใจ เมื่อไม่ได้ดังใจก็จะรู้สึกหงุดหงิด เบื่อหน่าย อยากกลับบ้าน แต่ถ้ามีความเพียรต่อไปไม่ท้อถอย วันต่อ ๆ ไปจิตจะมีความสงบตั้งมั่นได้นานขึ้นเป็นครั้งคราว เข้าสู่สมาธิระดับกลางเรียกว่าอุปจารสมาธิ หากเพียรปฏิบัติต่อไปอีกจิตจะเข้าถึงความสงบลึกได้นานขึ้น เข้าสู่สมาธิระดับสูง เรียกว่าอัปปนาสมาธิเป็นสมาธิระดับฌานดังได้กล่าวไว้ในตอนต้น

                    สมาธิระดับกลางหรืออุปจารสมาธิเหมาะที่จะนำไปทำวิปัสสนากรรมฐาน เพราะสมาธิระดับต้นจิตยังฟุ้งซ่านอยู่ ส่วนสมาธิระดับสูง จิตจะเอาแต่ความสงบ ไม่อยากพิจารณาสิ่งใด

                    วิธีทำวิปัสสนากรรมฐานก็คือ                   

                    ๑. มีสติตื่นตัว เฝ้าสังเกตสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับกายและจิตของตนตามความเป็นจริงในแต่ละขณะ (มิใช่ตามที่เราอยากให้มันเป็น) ไม่ว่าจะเป็นลมหายใจเข้า-ออก ความปวดเมื่อยที่เกิดกับกาย หรือเผลอคิดเป็นครั้งคราว
                    ๒. เข้าใจความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นว่า มีธรรมชาติเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

(เป็นเช่นนั้นเอง)
                    ๓. รับรู้ด้วยใจเป็นกลาง ไม่มีอคติในทางยินดี ยินร้าย กลัวหรือหลง กล่าวคือ วางใจเป็นอุเบกขา นั่นเอง

                    การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของจิตที่เคยมีอคติต่อสิ่งต่าง ๆ อันนำทุกข์มาให้ เป็นจิตที่มีความเที่ยงธรรมเพราะได้ชำระกิเลสตัณหาที่เคยครอบงำจิตให้เบาบางลง

                    จนถึงที่สุด จิตก็เป็นอิสระจากกิเลสตัณหา เข้าถึงสันติสุขอันนิรันดร์                 

หนังสืออ้างอิง:

พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญโญ, นิตยสาร Secret ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๖๕ (๑๐ มีนาคม ๒๕๕๔)


สนใจเข้าอบรมปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หลักสูตรสติปัฏฐาน ๔ ที่ร่มอารามธรรมสถาน คลิกดูรายละเอียดที่ http://www.romaram.org/

About ☀Tawan™ Guide ☀

a Professional Tour Guide
This entry was posted in 1. เข้าถึงธรรม เข้าถึงโลก เข้าถึงชีวิต and tagged , , , , , , , , , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s