เชิดชูพระราชดำรัสในหลวงแนะแนวทางป้องกันน้ำท่วม ปี 2538

จากเหตุการณ์วิกฤติอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างใหญ่หลวง และดูเหมือนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นผู้ที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถจะแก้ไขให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤติครั้งสำคัญนี้ไปได้

โอกาสนี้ทีมงาน “วาไรตี้” ขออัญเชิญพระราชดำรัสบางตอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง การป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2538 ที่ทรงให้ผู้มีส่วนรับผิดชอบแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคตมีใจความสำคัญ ดังนี้

ที่ลาดกระบังมันเป็นปัญหาว่า ข้างนอกเขาก็จะมาทำลายเขื่อนหรือพนัง เจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจ และกรุงเทพมหานครจะต้องไปสู้รบกับประชาชน ซึ่งประชาชนเขาก็ไม่อยากจมน้ำเป็นธรรมดา แม้จะทำอย่างที่วางโครงการเอาไว้น้ำคงต้องท่วมอย่างน้อย 1 เมตร หรืออาจจะมากกว่า 1 เมตร ซึ่งเป็นหายนะสำหรับประชาชนที่อยู่ระหว่างคันกั้นน้ำกับถนนลาดกระบัง ถ้าเลยลาดกระบังไปลงทางบางปะกง ทางกรุงเทพมหานครก็ไม่หวง จะอย่างไรก็ไม่ว่าอะไร ทางกรุงเทพมหานครหวงไม่ยอมให้น้ำเข้ากรุงเทพฯ ลงท้ายจะต้องเจรจาและในที่สุดทั้งสองข้างจะต้องจมน้ำเสียเศรษฐกิจจำนวนมาก

ในระยะ 2-3 วันนี้หุ้นตก เพราะรู้ว่าการค้าการธุรกิจอะไรต่าง ๆ จะต้องหยุด ต้องไม่มี ทำให้เสียเศรษฐกิจของทั้งประเทศ คนเขาว่า ทำไมจะมาดูแลเรื่องกรุงเทพฯ ก็ดูแลกรุงเทพฯเพราะว่า ถ้าเศรษฐกิจ “หยุด” ทั้งประเทศหยุด ฉะนั้น ต้องหาวิธีทำ โครงการที่ทำของชลประทานกับกรุงเทพมหานครมีว่า ทำการระบายน้ำลงแต่ความคิดใหม่ที่คิดแทนที่จะไล่น้ำลง จุดที่เร่งน้ำมีความจำเป็น แต่ยังไม่มีจุดที่สูบน้ำออกทะเลโดยแท้ สูบน้ำออกทะเลนี่ต้องใช้ที่เรียกว่า ซัมพ์ (Sump) คือ เป็นอ่าง หรือ เป็นบ่อ ที่จะสามารถเอาสูบน้ำขนาดยักษ์มาสูบออก เพราะว่าถ้าแอ่งน้ำลึก 50 เซนติเมตร สูบใหญ่นั้นนะฮวบเดียวก็หมดแล้ว สูบนั้นจะพังเพราะว่ามันกินทรายกินกรวดไป จะต้องทำซัมพ์ให้ลึกไป

ทีนี้ทำซัมพ์ให้ลึกไปนี่จะทันมั้ย เพราะว่าเหลือ 2-3 วันจะมาทำ ที่ตรงไหนจะทำก็อาจจะต้องเรียกว่า ซื้อที่ หรือ เวนคืนที่แต่ว่าต้องทำ คือ หมายถึงต้องไปขุดที่ทำซัมพ์นี่ สำหรับเอาสูบน้ำขนาดยักษ์แบบพวกเรือนาคซึ่งเป็นสูบยักษ์ 1 เมตร สูบออกไปได้เป็นล้านลูกบาศก์เมตร อันนี้แล้วแต่ช่างจะคำนวณว่า น้ำจะลงมาเท่าไหร่ ตรงไหน ต้องดูเส้นทาง อันไหนน้ำจะลงมา ถ้าลงตรงนั้นให้ทำซัมพ์ คือ บ่อที่จะดักน้ำ ให้ลึกเท่าไหร่ ให้กว้างเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะว่าน้ำที่จะลงมาตามคลองเล็ก ๆ นี่จะมีความชัน ถ้าไม่สูบน้ำออกไม่มีความชัน เพราะว่า ที่ชายทะเลนี่มันเป็นแบบเนินขึ้นไป น้ำก็ลงไปขังอยู่แถวอำเภอบางพลี บางบ่อ

เมื่อน้ำมาขังที่อำเภอบางบ่อนี้ น้ำที่ลาดกระบังก็ตาม มีนบุรีก็ตาม ธัญบุรี หรือ แม้แต่พระนครศรีอยุธยาไม่มีทางลง หมายความว่า ไม่มีความเทที่จะลง แต่ถ้าข้างล่างที่เราขุดให้ลึกลงไปน้ำที่ลงมาจากแถวรังสิตสำคัญที่สุดสำหรับกรุงเทพฯ ก็ทุ่งรังสิตมีความเทที่จะลงมาได้จะไหลเร็ว แต่ถ้ายิ่งลึกก็ยิ่งดีน้ำจะไหลอู้เลย อันแรกเหลือเวลา 2 วันที่จะขุด ขุดได้ไหม นี่เป็นคำถามที่อาจจะยากแต่อย่างน้อยขุดสำหรับระลอกแรก เพราะที่เขาอ้วนขึ้นเรื่อย น้ำที่ลงมานี่ก้อนมันจะอ้วนขึ้นเรื่อย ขุดเรื่อย ขุดแล้วก็เทออกไปให้ได้ความลึก ได้ความเทของน้ำจากรังสิตลงมาที่ชายทะเลให้มากที่สุดแล้วก็หาปั๊มเครื่องสูบที่กำลังสูงให้มากที่สุดอย่างนี้สามารถที่จะเทน้ำที่จะลงมาออกทะเลได้เร็ว น้ำยิ่งออกมากก็จะยิ่งปลอดภัย

ด้านบางปะกงอาจจะท่วม อันนั้นไม่ใช่ว่า ไม่แคร์ไม่ทุกข์เรื่องบางปะกงท่วม แต่ว่าเป็นมากที่จะทำให้เศรษฐกิจเสียก็คือ น้ำที่เข้ามาในกรุงเทพฯ และเกิดทะเลาะกันระหว่างคนที่อยู่ข้างหน้าคันกับข้างหลังคัน อันนี้จะเสียอย่างยิ่ง ขาดสามัคคีแล้วจะยุ่งจะเกิดจลาจล อันนี้เป็นหลักการที่จะมาบอกให้ทราบว่า ถ้าสั่งการหาเครื่องมือมาสำหรับให้น้ำไหลออกไปได้เร็ว ความจริงมันไม่กว้างนัก เป็นระยะประมาณ 10 กิโลเมตร แต่ต้องใช้คลองทุกคลองเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ให้ลงมา ไม่ได้หมายความว่า ให้ขุดคลอง แต่ในอนาคตต้องขุดคลองตามเส้นทางของคันกั้นน้ำตะวันออก ต้องขุดคลองระหว่างสมุทรปราการกับบางปะกง ต้องขุดอย่างน้อย 4 คลองใหญ่ ๆ แต่กินเวลาเป็นปี

แต่อันนี้ สำหรับปีนี้ ณ วันนี้ เวลานี้ คลองเล็ก ๆ มีแยะ ผลถ้าเราทำซัมพ์ บ่อน้ำที่จะดูดน้ำได้แล้วเอาเครื่องดูดน้ำกำลังสูงสุดดูดน้ำข้ามไปจะให้ในแนว 10 กิโลเมตร นี้นับว่าแห้ง นับว่าไม่มีน้ำท่วม ถ้าทำอย่างนี้ได้จะทำให้ป้องกันไม่ให้เกิดจลาจล ไม่ให้เศรษฐกิจเสีย เสียเงินค่าสูบน้ำนี่ต้องใช้ไฟฟ้า ต้องใช้น้ำมัน ต้องใช้เครื่อง ต้องใช้บุคลากร ราคามาก ไม่มีงบประมาณไม่ทราบว่า รัฐบาลเขาจัดอะไรหรือไม่ แต่ว่า ในฐานะมูลนิธิชัยพัฒนาจะให้เรียกว่า ทดรองจ่ายสำหรับใน 3-4 วัน ข้างหน้านี้ซัมพ์นี่ขอใช้คลอง คลองด่าน หมายถึง ที่ขนานกับชายทะเล คลองนี่จะเป็นซัมพ์ เป็นซัมพ์ดูดให้แห้ง ถ้าใครอยู่ในซัมพ์ดูดออกไปหมด เหมือนที่บางพระมีฟลัดเวย์ มีคนไปตั้งบ้านในฟลัดเวย์ ทางราชการไม่ต้องไปขุดทิ้ง มันขุดทิ้งไปเอง ที่บางพระฝนตกเมื่อวานซืนนี้จนเป็นทะเล เราพูดถึงหลักการก่อนที่บางพระ คลองหรือที่เรียกว่า ฟลัดเวย์ เขาเรียกฟลัดเวย์มันไม่ใช่คลอง มันเป็นที่ที่ถ้ามีน้ำฝนลงมามากจะไหลลงทะเลโดยตรง มีคนไปสร้างบ้านในที่ฟลัดเวย์นั่น บ้านเหล่านั้นโดนฝนพันปี นี่เขาเรียกว่า ฝน 30 ปี ไม่ใช่ฝนพันปี ลงไปหมด ลงทะเลหมด ในทะเลจะเจอเครื่องใช้ในบ้าน ชาม กะละมัง เก้าอี้ อะไรต่าง ๆ ลงไปในทะเลเต็มเชียว แล้วก็ทะเลที่บางพระนั่นนะเป็นทะเลโคลนไปหมด เพราะว่า น้ำฝนลงไปแต่ที่นี่มันลงไปไม่ได้ เพราะว่าชายทะเลมันเป็นเนินที่จะต้องสูบ ถ้าหากว่าไม่ใช้สูบ น้ำที่อยู่ข้างบนนี้ไม่สามารถที่จะลงมา นี่ 200 ล้านลูกบาศก์ เติมอีก 2 เท่าตัว ไปหามาจากที่ไหนก็ได้ เดี๋ยวเราไม่ต้องใช้เรือนาค ไม่ต้องใช้อะไรเลย ไปแบกมาจากไหน มาอย่างไร วิธีใดก็ตาม อันไหนที่มาเครื่องบินได้ก็เอามาเครื่องบิน อันไหนที่มาได้ด้วย เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ซีนุกก็เอาแบกมาเลย เสียเงินเท่าไหร่ก็ต้องใช้มาวางไว้ให้ได้จำนวนที่จะเอาน้ำออก

ถ้าทำอย่างนี้แล้วจะไม่เกิดจลาจล นี่ควรจะบอกมานานแล้ว ก็คือ ควรจะบอกมาก่อนนี้ แต่เกิดไปคิดออกเมื่อคืนนี้ มันก็เสียใจที่จะต้องทำโดยเร็วอย่างนี้ เพราะไม่ได้คิด อันนี้เป็นอันดับแรกที่จะต้องสูบน้ำให้แห้ง ชายทะเลนี่ให้แห้ง แห้งผากเท่าที่จะทำได้ แล้วก็ต่อไปก็มีเครื่องอย่างที่ว่ามีเครื่องเร่งน้ำ โดยเฉพาะเร่งน้ำใกล้คันกั้นน้ำที่จะเข้าพระนคร ด้านใน คลองแสนแสบ คลองลาดพร้าว คลองประเวศ คลองบางนา คลองสำโรง คลองพวกนี้ต้องไม่ควรจะรับน้ำลงมาจากอยุธยา ถ้าน้ำรับเฉพาะในเขตพระนครทางกรุงเทพฯ สามารถจะสู้ได้ แสดงให้เห็นฝนตกหนักเมื่อวานนี้แห้งได้เร็วยังมีท่วมอยู่แต่แห้งนับว่าเร็ว แต่ถ้าน้ำอันนี้มาแล้ว กี่เดือนก็ไม่หมด ฉะนั้นทำ ต้องทำอันนี่ ที่จะเสียหาย ก็ที่ว่าไม่มีที่ที่จะขุด แก้ไขด้วยใช้คลอง หรือถ้ามีที่ขุดอะไรเวนคืน ที่อยู่ตรงนี้ ต้องให้ทราบว่า ในสมัยเก่านี้ ท่านทั้งหลาย หลายคนก็คงทราบแล้ว สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ 6 ท่านเวนคืนเอาไว้ ท่านสงวนเอาไว้เป็นของรัฐ แล้วก็คนที่ไปอยู่ในนี้ ผิดกฎหมายทั้งนั้น คนที่เข้าไปอยู่ก็ผิดกฎหมาย ชาวบ้านที่เข้าไปอยู่ก็ผิดกฎหมาย รวมทั้งคนที่ไปซื้อจากชาวบ้านก็ผิดกฎหมาย ฉะนั้น การที่จะขุดรูจะไปทำโครงการสาธารณะนี้ ไม่ผิดกฎหมาย ทำเพื่อที่จะป้องกัน เพราะว่าปีที่แล้วก็เกิด ปีก่อนๆ ก็เกิดปีหน้าก็จะเกิดอีก ต้องทำโครงการฟลัดเวย์ (Flood Way) ขอโทษที่ต้องพูดภาษาฝรั่ง ฟลัดเวย์ เพราะว่าเหมือนที่อเมริกา ที่ซานฟรานซิสโก เขามีฟลัดเวย์ใหญ่ตอนที่ไม่มีน้ำ แล้วไม่มีน้ำมาหลายปี ที่แคลิฟอร์เนียเขาอดน้ำจะแย่ ฟลัดเวย์ก็อยู่ แต่ฝนตกเมื่อไร ฟลัดเวย์ก็เต็มไปเลย แล้วไม่มีใครกล้าไปอยู่ในนั้น ตอนนี้ถ้าใครกล้ามาอยู่ในนี้ แล้วฟลัดเวย์มันผ่านไป ก็กรวดน้ำให้เขา คือว่า ต้องเรียกว่า จะหาว่าใจร้ายก็ใจร้าย แต่จะป้องกันไม่ให้มีความหายนะ

ที่นี่เป็นที่สาธารณะ โดยพระบรมราชโองการ รัชกาลที่ 5 ที่ 6 มี 5.6 หมื่นไร่ เดี๋ยวนี้เหลือที่เป็นของสาธารณะ เป็นของราชการดูเหมือนจะ 3,000 ไร่ อันนี้เป็นปัญหาหนึ่ง แต่ถ้ากล้าทำ ก็จะแก้ปัญหาที่มีอยู่ เดี๋ยวนี้ เขาเป็นห่วง ประชาชนขวัญเสีย แล้วก็ทางโทรทัศน์ก็ออก เมื่อวานก็ออก รัฐมนตรีต่าง ๆ ก็บอกว่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ถ้าน้ำท่วมแล้วจะให้เงินสำหรับฟื้นตัวเหมือนว่าน้ำท่วมมีแน่ ใครจะไม่ขวัญเสีย เพราะการช่วยของราชการ เขาก็รู้ว่าจะได้ช่วยอีกปีสองปีก็ไม่รู้จะได้ ท่านรัฐมนตรีคลัง บอกมีเงินเอามาให้ เอาเงินมาให้มันกินไม่ได้ ต้องสร้าง ต้องซ่อม ต้องทำอะไรกินเวลาเป็นเดือน แต่ว่าเราต้องป้องกันไม่ให้เกิดฉะนั้น ถึงว่ายอมเขาว่าเราทำผิดกฎหมายก็ยอม นี่เป็นขั้นแรก

ขั้นที่สอง คือ คลองต่าง ๆ เล็ก ๆ พวกนี้ จะต้องผ่านน้ำ ผ่านมากกว่าปกติ สองเท่า สามเท่า ตรงฝั่งอาจจะมีถล่ม จะมีความเสียหาย ต้องยอม คลองเล็ก ๆ เวลาน้ำผ่าน มันย่อมต้องสึกหรอ ต้องพัง ก็ต้องยอมให้พัง ยังไม่ได้พูดถึงอีกอย่าง เวลาสูบน้ำให้แห้ง อันนี้สอนสังฆราชนะ สอนท่านช่างชลประทานทั้งหลายเวลาเอาน้ำออกจากคลอง คลองมันผลัก เพราะเหตุว่า น้ำออกจากดินข้างคลอง โดยเฉพาะดินมีที่โปร่งน้ำจะออกจากข้างคลอง น้ำหนักของดินที่อยู่ข้างบนหรืออาคารที่อยู่ข้างคลอง จะกดลงไป จะถล่มลง จะต้องลง จะต้องมีความเสียหายของคลอง ของทางน้ำมีความเสียหายของบ้าน หรือที่ที่อยู่ข้างคลอง อันนั้นต้องยอม ในที่ที่เราดูดน้ำให้แห้ง จะต้องถล่ม ต้องลงจะเป็นแบบที่เขาเรียก กรุงเทพฯ ทรุด อย่างที่เขาว่า สูบน้ำบาดาลทำให้กรุงเทพฯ ทรุดนี่คนละเรื่อง เพราะจะถล่มลงไปในขั้นบน ประมาณ 1 เมตร จากพื้นดิน ลงไปถึงข้างล่าง ไม่ใช่กรุงเทพฯ ทรุด  20 เมตรข้างล่าง กรุงเทพฯ ทรุด นี่มัน 20 เมตรแรก ที่กรุงเทพฯ ทรุดไม่ใช่ข้างล่าง แต่นี่ อย่างนี้จะเป็นลักษณะของกรุงเทพฯ ทรุด ประมาณ 1 เมตร 2 เมตรเท่านั้นเอง จะต้องลดลงไป จะต้องจมลงไป

คลองอยู่อย่างนี้ ขอบคลองอยู่อย่างนี้ เมื่อขอบคลองลงไปนี้ก็ช่าง น้ำจะมีที่มาก จะมีที่ไหลลงมากกว่า แต่ความเสียหายจะเกิดขึ้นบ้าง อันนี้จะต้องเตรียมการ ดูตลอดทาง ที่จะดูจากเหล่าคลองรังสิตนี้จนถึงชายทะเล ในเขตประมาณ 10-15 กิโลเมตรในเขตนี้ หมายความว่า ระยะประมาณ 70 กิโลเมตรคูณ 15 กิโลเมตร อันนี้เป็นหน้าที่ที่จะต้องดูแล ในคลองที่มีชื่อว่า คลองหกวา จะต้องดู ด้านบน ไม่จำเป็นมากเท่าไร แต่ด้านล่างจะเป็นมาก ด้านล่าง คลองมันหยุกหยิก เพราะที่มันราบต้องมีท่วมบ้าง มีถล่มบ้าง แต่ก็ต้องทำ นี่ทุกฝ่าย เขตกรุงเทพฯ หรือเปล่าด้านนอกลงลาดกระบัง ต้องดูแล ทางหลวง ฝ่ายทางหลวง เคยมี เคยบอกแล้วให้ทำช่องน้ำให้กว้าง ก็ดูเหมือนจะทำขึ้นมาแล้ว อาจจะต้องทำให้กว้างขึ้นมาอีก ต้องยอมเจาะทาง โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้ทำทางใหม่ ทำทางจะไปบางปะกงใหม่กำลังสร้าง ช่องมีหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ถ้ากำลังสร้างแล้วช่องไม่มีก็ขุดเลย ต้องขุด รถไฟ ก็ขวาง เคยไปดูรถไฟ เขาขวาง แล้วเขาไม่ยอมทำกว้าง รถไฟ เขาอยากจะให้รถแล่นไปได้ หรือจะห้ามไม่ให้ทำช่องน้ำถ้าห้ามทำช่องน้ำ รถไฟก็แล่นไปไม่ได้อยู่ดี เพราะรางจะหลุดไปหมดเลย ต้องเจาะใต้ราง รถไฟที่แล่นอาจจะต้องแล่นไปช้า ๆ จะเป็นสะพานชั่วคราว จะต้องทำให้น้ำผ่านได้

ชลประทานอาจจะบอกว่า ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะขุดคลองให้ลึก 3 เมตร เคยพูด อันนี้สอนสังฆราชนะขุด 3 เมตร น้ำผ่านได้เยอะ ผ่านไม่ได้ เพราะไม่มีความแตกต่างของระดับ คลองลึก 1 เมตร กับคลองลึก 3 เมตร มีผลเท่ากัน เพราะว่าระดับน้ำในคลองนั้น อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1 เมตร หรือน้ำทะเลขึ้น ซึ่งต่อไปจะมีปัญหาน้ำทะเลขึ้น น้ำทะเลขึ้นมา ระดับน้ำในคลองนั้น จะอยู่สูงกว่าทะเลสัก 10 เซนติเมตร จะทำคลองลงไป 3 เมตร ไอ้ 3 เมตรเหนื่อยเปล่า ต้องทำกว้าง ถนน มีสะพาน มีคอสะพาน ทำซะสวยเชียว ข้างนั้น มันกั้นเป็นคันกั้นน้ำ เจาะ ต้องเจาะ เหมือนเคยทำแล้ว ให้เจาะ เขาก็ยอมเจาะหลายแห่ง ต้องออกทางกว้าง ไม่ใช่ลงทางลึก ลงทางลึกแพงด้วย และไม่มีประโยชน์ด้วย ฉะนั้น ไม่ทราบใครทางหลวงมาไหม ไม่ได้มา ฝากแต่ละคน ไปกรอกหูช่างทางหลวงว่า ถ้าตรงไหนเห็นว่าคลองกว้าง ความกว้างไม่พอ สะพานกว้างไม่พอ ให้รีบทำ เพราะว่าสมมุติคลองกว้าง 10 เมตร แต่ตรงที่สะพานนั้นกว้างเพียง 5 เมตรแล้ว เท่ากับคลองกว้าง 5 เมตรเท่านั้นเองแล้วก็ทำไปทำมา น้ำจะมาขังอยู่เหนือทางหลวงน้ำขังอยู่เหนือทางหลวงแล้ว น้ำมามาก ๆ จะผ่านข้ามทางหลวง ทางหลวงนั้นจะพัง จะต้องเสียกี่ร้อย กี่พันกี่แสนล้าน ที่จะซ่อมถนนบางนา-ตราดเนี่ย ก็คงต้องซ่อม สร้างมาใหม่ ๆ สวย ๆ พังหมด ฉะนั้น เจาะให้พัง แล้วใส่สะพานชั่วคราวดีกว่า ไปอธิบายให้ท่านฟัง รถไฟเช่นเดียวกัน แล้วถนนต่าง ๆ ที่กำลังสร้างก็ยิ่งง่าย ทำได้ คือ ต้องให้น้ำที่จะลงมา มีจำนวน มีที่ที่จะทำให้จำนวนน้ำผ่านมาได้ ด้วย 2 ประการ ประการหนึ่ง ความกว้าง และประการที่ 2 ความเท ทำด้วยการสูบน้ำตรงชายทะเล ความกว้าง ทำโดยเจาะตรงที่สะพานให้กว้าง ที่อื่นกว้างพอ แต่ที่ใต้สะพานต่าง ๆ ไม่พอ อันนี้ก็เป็นสรุปสถานการณ์และวิธีปฏิบัติ

ที่เป็นห่วงก็ที่ได้กล่าวไปแล้ว คือ  1.ความเทให้มี  2.ความกว้าง ให้มี แล้วก็ถ้าอยากได้ความเร็วก็มีในนี้แล้ว ก็เครื่องเร่งน้ำที่จะออกมา เครื่องเร่งน้ำ มีข้อพิสูจน์แล้ว ที่คลองช่องนนทรี ก็มีที่จะกล่าวเพียงอย่างนี้ ถ้ายกระดับน้ำ ก็หมายความว่า ข้างบนเขาจะต้องท่วม ถึงบอกว่าให้ดู จากล่างขึ้นไปบน ไม่ใช่แก้ปัญหาบนลงมาล่าง เพราะถ้าแก้ปัญหาจากบนมาล่าง ข้างบนนี่จะต้องเข็นน้ำให้ขึ้นสูง กว่าจะปล่อยลงมา มีประโยชน์อะไร มีประโยชน์สำหรับเขื่อนแก่งเสือเต้น เก็บน้ำเอาไว้ สำหรับเทมาหน้าแล้ง เก็บน้ำไว้หน้าฝน ไม่ให้ลงมาท่วม แต่ว่าแก่งเสือเต้นมีปริมาณน้ำ 1,175 ล้าน ที่นี่ถ้าเอา 1,175 ล้านนะ มันท่วมหมด เพราะน้ำเพียงเมตร 2 เมตร แต่โน่นมันลึกเป็น 10 เมตร เขื่อนสูง 70 เมตร ถ้าเราทำเขื่อน 70 เมตรที่นี่แล้วเป็นอย่างไร แบบเดียวกันกับที่ออสเตรียจะมาทำ ซี แบร์เรีย ถ้าทำ ซี แบร์เรีย กรุงเทพฯ ก็ท่วมหมด แล้วไม่ใช่ท่วมธรรมดา ท่วมแบบน้ำโสโครกด้วยต้องทำตรงข้าม

แต่ว่าสำหรับอันนี้ นึกถึงว่าจะกั้น ได้น้ำไหล อันนี้ใช้ภาษาฝรั่ง ต้องใช้ภาษาฝรั่งไหมว่า มันซิลี เพราะว่าเท่ากับส่งเสริมให้น้ำท่วม เพื่ออะไร เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมข้างล่าง แต่ว่าเก็บน้ำไว้เยอะทีเดียว แล้วถึงเวลา ไอ้ข้างบนมันมาก ยกทัพมา มาฟัน ไอ้เขื่อนไอ้คันนี้ ทีนี้ก็ลง เทลงมา ทีนี้ ไอ้ข้างล่างก็สบายเลยข้างบนอาจจะแห้งลงไป แต่ข้างบนอาจจะแห้งหรือไม่แห้ง เพราะจะมีน้ำจากข้างบนลงมาอีกที สรุป ไม่มีใครแห้งเลย แต่ถ้าทำอย่างนี้ให้แห้งข้างล่าง เวลาน้ำมาลง ก็ลง ลง ไป ก็คือคงเข้าใจว่าทำไมเรามีความหนักใจ แต่ถ้าเห็นด้วย ในการที่จะมาทำให้แห้งข้างล่าง เพื่อรับน้ำใด ๆ ที่จะลงมาแล้วไอ้ข้างล่างต้องทำ เขื่อนอย่างนี้จะแตกต่างจากเขื่อนที่เราทำมาแล้วในภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคใด  ๆ ที่เก็บน้ำไว้ข้างบน เพื่อจะเก็บไว้หน้าแล้ง หน้าฝนเก็บไว้ข้างบนไม่ให้ลงมาท่วม หน้าแล้งก็ปล่อยลงมาได้กิน ป่าสักก็ตาม นครนายกก็ตาม แก่งเสือเต้นก็ตาม เก็บน้ำไว้ข้างบน เพื่อจะไม่ให้ท่วมลงมา และเมื่อไม่ท่วมแล้ว เขาก็ทำกินได้…

จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเปี่ยมล้นไปด้วยพระปรีชาสามารถ พระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์ในการจัดการน้ำอย่างยาวไกล พระองค์ทรงทุ่มเททำงานแก้ปัญหาน้ำมาโดยตลอด นับจากวันนั้น 16 ปีที่ผ่านมา หากจะกล่าวว่า ถ้าคนไทยไม่เพิกเฉยต่อคำแนะนำตักเตือนของพระองค์ วันนี้เราคงไม่ต้องประสบเคราะห์กรรมจากภัยธรรมชาติที่ยากจะต้านทานได้ก็คงไม่ผิดนัก.

ทีมวาไรตี้

ที่มา เดลินิวส์  7 พฤศจิกายน 2554

*********************************************

เว็บอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

พระเจ้าอยู่หัวป้องกันน้ำท่วม 2538     2ชม.              From: somkiatonwimon | Oct 28, 2011

พระเจ้าอยู่หัวประชุมข้าราชการ เตรียมการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพ 2538 และเรื่องโครงการพัฒนาอย่างยั่งยืนอื่นๆ  [ความยาวเต็มเวลา 01:53:56]
————————————————————­————————–
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งเรื่อง การป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ 2538
ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เวลา 20:40-22:45 วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2538
————————————————————­————————–
วันที่ 18 กันยายน 2538 ฝนตกหนักในกรุงเทพฯ พายุดีเปรสชั่น Ryan ทำให้ฝนตกมากเหนือประเทศไทยและกรุงเทพฯ น้ำเหนือไหลบ่าลงมาจะเข้าท่วมกรุงเทพฯ การระบายน้ำออกจากเขื่อนสิริกิติ์ทำมากกว่าเขื่อนภูมิพล สร้างปัญหาน้ำจะเข้าท่วมกรุงเทพฯปี 2538

ทันทีในวันรุ่งขึ้น วันที่ 19 กันยายน 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเรียกประชุมข้าราชการที่เกี่ยวข้­­องเป็นการด่วน ทรงอธิบายต่อที่ประชุมฉุกเฉินข้าราชการกรมชลประทาน (อธิบดี และ รองอธิบดี -ปราโมทย์ ไม้กลัด, สวัสดิ์ วัฒนายากร, รุ่งเรือง จุลชาต), ผู้ว่าฯกทม. (กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา), ปลัด กทม. (ประเสริฐ สมะลาภา) และองคมนตรี ที่มีความชำนาญเรื่องน้ำและวิศวกรรม รวมทั้งข้าราชการผู้ชำนาญเรื่องน้ำอีกหลายท่าน ทุกคนนั่งร่วมโต๊ะประชุมแบบล้อมวงรีร่วมกับพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงรับสั่งให้เร่งแก้ปัญหาพร้อมทั้งอธิบายรายละเอียดทาง­­วิชาการ วิธีการทำงานป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ให้นำ้ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ตำ่ตามธรรมชาติของน้ำ ทรงให้ขุดตัดถนนที่ขวางทางน้ำ ขุดใต้ทางรถไฟ หาทางให้น้ำไหลลอดออกลงคลองระบายน้ำ เพื่อให้ลงทะเลไปโดยเร็ว ทรงรับสั่งทำให้เสร็จในสามวัน ส่วนโครงการใหญ่ระยาวก็ทรงให้เตรียมการขุดขยายคูคลองระบบประตูร­­ะบายน้ำและสูบน้ำต่าง ๆ  การทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาจต้องเสียสละและอาจต้องโยกย้ายอ­­อกจากที่สาธารณะริมคลองต่างๆ ทรงประสงค์จะให้เร่งทำความเข้าใจกับประชนชนถึงความสำคัญของโครง­­การเขื่อนแก่งเสือเต้นของกรมชลประทาน และโครงการอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำต่างๆ ในภาคเหนือ ฯลฯ

ที่มา:http://www.facebook.com/note.php?note_id=241008409291222

About ☀Tawan™ Guide ☀

a Professional Tour Guide
This entry was posted in 1. เข้าถึงธรรม เข้าถึงโลก เข้าถึงชีวิต. Bookmark the permalink.

5 Responses to เชิดชูพระราชดำรัสในหลวงแนะแนวทางป้องกันน้ำท่วม ปี 2538

  1. “16 ปี พระราชดำรัสป้องกันน้ำท่วม”

    รายการ “ตอบโจทย์” (10 พ.ย. 54) กับนายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน

    http://www3.thaipbs.or.th/flood54/preview.asp?newsid=C0001941

  2. รายการ ทีนี่ไทยพีบีเอส ช่วงตอบโจทย์ ออกอากาศทางสถานไทยพีบีเอส วันที่ 10 พ.ย. 54

  3. จาก ไทยรัฐ

    ประชาชนต้องทำอย่างไรให้นักการเมืองสนองพระราชดำรัส

    ปรากฏการณ์บน Social Media ในช่วงสัปดาห์นี้ นับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนักในยามที่คนไทยต้องประสบกับภัยน้ำท่วม แต่ต่างหลอมรวมใจกันถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา ทั้งใน Facebook และ Twitter

    การที่เหล่าคนไทยทุกเพศทุกวัยต่างพร้อมใจกันถวายพระพรเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาในวันที่ 5 ธันวาคมปีนี้ ย่อมไม่ใช่เพราะประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้แต่เพียงลายลักษณ์อักษรว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสักการะ” เท่านั้น แต่ความเคารพสักการะที่คนไทยมีต่อพระเจ้าอยู่หัวนั้น ถือเป็นสิ่งที่เกิดจากใจพสกนิกรของพระองค์เองทั้งสิ้น หามีใครมาบังคับใดๆไม่

    ทั้งนี้ เพราะทุกคนต่างตระหนักดีว่า พระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรนั้น มากมายเหลือคณานับ จนกระทั่งมีคนไทยหลายคนที่ถูกชาวต่างชาติถามว่า “ทำไมคนไทยถึงรักในหลวง?” ชาวต่างชาติคนนั้นจะต้องถูกถามกลับไปก่อนว่า “คุณมีเวลาพอที่จะนั่งลงฟังเหตุผลจนจบไหมล่ะ?”

    ทุกครั้งที่วันที่ 5 ธันวาคม เวียนมาบรรจบทุกปี คนไทยทั้งหลายต่างตั้งตาคอยรับฟังพระราชดำรัสเพื่อน้อมรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมไปปฏิบัติเพื่อเป็นมงคลต่อชีวิต

    ปีนี้ก็เช่นกัน พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเน้นย้ำถึงความเดือดร้อนที่ประชาชนคนไทยกำลังเผชิญจากภัยน้ำท่วม ความว่า…

    “ขณะนี้ประชาชนกำลังเดือดร้อนลำบากจากน้ำท่วม จึงชอบที่จะร่วมมือกันปัดเป่าแก้ไขให้ผ่านพ้นไปโดยเร็ว และจัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน อย่างเช่นที่พูดไปนั้น เป็นการแนะนำ ไม่ได้สั่งการ แต่ถ้าเป็นการปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่าเป็นประโยชน์คุ้มค่าและทำได้ก็ทำ ข้อสำคัญ จะต้องไม่ขัดแย้ง แตกแยกกัน หากจะต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้งานที่ทำบรรลุผลที่มีประโยชน์ เพื่อความผาสุกของประชาชน และความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติ…”

    พระราชดำรัสนี้สะท้อนว่า รัฐบาลหลายๆรัฐบาลก่อนหน้านี้ ต่างไม่ได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนและเตรียมการเพื่อให้สามารถจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่พระองค์ท่านทรงให้คำแนะนำไว้ในหลายโอกาส จนกระทั่งเกิดวิกฤติที่เกินกว่าจะรับมือได้ เพราะขาดระบบการบริหารจัดการน้ำที่ดี

    ปัญหาจึงมีอยู่เมื่อนักการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าต่างเข้ามาบริหารประเทศโดยนึกถึงแต่ประโยชน์เฉพาะหน้าของกลุ่มตน อีกทั้งยังไม่กล้าตัดสินใจในโครงการที่มีผลกระทบต่อฐานเสียงของตนเอง ทั้งๆที่หลายโครงการเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในระยะยาว

    วันนี้ เมื่อนักข่าวไปถามนักการเมืองว่า จะน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปฏิบัติหรือไม่ แน่นอนว่านักการเมืองเหล่านั้น จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกตนพร้อมที่จะน้อมรับพระราชดำรัสของพระองค์ท่านใส่เกล้าใส่กระหม่อม แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็จะกลับมาทะเลาะกันเพื่อแก่งแย่งผลประโยชน์กันเช่นที่ผ่านๆมา

    ดังนั้น เราจะทำอย่างไร ไม่ให้พวกนักการเมืองเขี้ยวลากดินเหล่านี้ “ปากว่าตาขยิบ” บริหารประเทศแบบเอาตัวรอดไปวันๆ โดยไม่ใส่ใจกับพระราชดำรัสที่ล้วนแต่ทรงหวังดีต่อพสกนิกรของพระองค์และประเทศชาติทั้งสิ้น

    ประการแรก พวกเราในฐานะประชาชนเจ้าของประเทศ ต้องตั้งสติให้มั่น รู้เท่าทันนักการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างพยายามที่จะใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการก้าวขึ้นสู่อำนาจ โดยอ้างว่าจะทำโน่นทำนี่ให้กับประชาชน แต่ถึงที่สุดแล้ว ต่างก็แสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้องทั้งสิ้น

    ประการต่อมา ประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งทั้งหลายต้องเฝ้าจับตาดูพฤติกรรมของนักการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่า พวกเขาได้น้อมนำพระราชดำรัสมาปฏิบัติอย่างจริงจังเพียงใด

    ในฟากของรัฐบาลนั้น เราต้องคอยติดตามว่า ได้มีความพยายามที่สร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการน้ำที่ผ่านมาหรือไม่ อย่างไร โดยเฉพาะข้อกล่าวหาว่ามีการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างถุงยังชีพและอุปกรณ์ช่วยเหลือประชาชนต่างๆ ทั้งในส่วนที่มาจากงบประมาณแผ่นดินและเงินบริจาคของประชาชน และหากพบว่า มีความผิดพลาดบกพร่องในส่วนใด ก็ควรจะมีการแสดงความรับผิดชอบเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในการบริหารจัดการของรัฐบาล

    นอกจากนี้ เราต้องจับตาอีกว่าในบรรดาโครงการเยียวยาฟื้นฟูต่างๆ ซึ่งต้องใช้งบประมาณมากมายหลายหมื่นล้านนั้น มีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตคอรัปชันในทุกขั้นตอนหรือไม่ อีกทั้งมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปสู่ประชาชนอย่างทั่วถึงและรวดเร็วหรือไม่

    จากนั้น ก็ต้องไปติดตามกระบวนการวางแผนและดำเนินการแก้ปัญหาในระยะยาวภายใต้คณะกรรมการชุดต่างๆที่รัฐบาลตั้งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายดังเช่นที่เกิดขึ้นในปีนี้ ว่ามีการดำเนินการอย่างจริงจังหรือไม่ อย่างไร และผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องรอบคอบแล้วหรือไม่

    ขณะเดียวกัน ในซีกของฝ่ายค้านนั้น ประชาชนก็จำเป็นต้องจับตาดูว่า ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวม หรือเป็นเพียงการโจมตีกล่าวหากันทางการเมืองเพื่อให้พวกของตนกลับเข้าสู่อำนาจรัฐ เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ ฝ่ายค้านจำเป็นต้องทำงานหนักในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาลอย่างมีข้อมูลและมีเหตุมีผล ไม่ใช่การกล่าวหากันลอยๆ หรือไปลอกเอาข่าวจากสื่อมวลชนมาอภิปรายในสภา

    ในทางกลับกัน หากโครงการใดที่รัฐบาลดำเนินการแล้วได้ผลดีและเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนแล้ว ฝ่ายค้านก็ควรที่จะให้การสนับสนุนและร่วมมือเพื่อให้การแก้ไขปัญหานั้นเป็นไปโดยรวดเร็วและเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม

    ประการสุดท้าย พวกเราประชาชนเอง ก็มีหน้าที่ที่จะต้องใส่ใจกับปัญหาของบ้านเมือง ไม่ปล่อยให้ประเทศชาติเป็นเรื่องของนักการเมืองเพียงไม่กี่กลุ่ม เลิกแบ่งสีแบ่งฝ่าย และให้ตระหนักเสมอว่า ขึ้นชื่อว่านักการเมืองแล้ว ไม่ว่าฝ่ายใด ย่อมเน้นทำงานเพื่อคะแนนเสียงและการได้มาซึ่งอำนาจรัฐ และไม่มีความจริงใจต่อประชาชน

    ดังนั้น ประชาชนต้องไม่ไว้วางใจนักการเมืองและพร้อมที่จะสั่งสอนนักการเมืองที่ไม่ทำตามที่สัญญาไว้กับประชาชน หรือมุ่งแต่จะบริหารประเทศเพื่อตนเองและพวกพ้อง

    ทั้งหมดนี้ ถือเป็นการทำหน้าที่ของประชาชนคนไทยในฐานะ “พลเมือง” ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ฐานเสียงที่นักการเมืองจะใช้เป็นสะพานก้าวไปสู่อำนาจรัฐได้ง่ายๆ

    บทเรียนจากน้ำท่วมครั้งนี้ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมด้วยการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืนตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระราชดำรัสแก่ประชาชนคนไทยหรือไม่

    พสกนิกรของพระองค์เท่านั้นที่จะเป็นผู้ให้คำตอบ…

    ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
    http://www.twitter.com/chavarong
    chavarong@thairath.co.th

  4. จาก เดลินิวส์

    ต้องน้อมนำพรจากฟ้า’แก้น้ำท่วม’เร่ง’ร่วมขจัดอุปสรรค’ – สกู๊ปหน้า1

    กระแสพระราชดำรัสแห่งองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. 2554 เกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นต่อพสกนิกรไทยใต้เบื้องพระยุคลบาท ซึ่งสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมืองทุกฝ่ายทุกระดับ ต้องน้อมนำดำเนินการให้บังเกิดผลโดยเร็ว

    จุดใดที่ยังไม่มีการร่วมมือกัน ต้องร่วมเร่งทำให้เกิด

    จุดใดที่ยังไม่เป็นไปอย่างยั่งยืน ต้องเร่งทำให้ยั่งยืน

    จุดใดที่มีความขัดแย้งแตกแยก ต้องเร่งแก้ไขให้ยุติ

    ทั้งนี้ การดำเนินการ ’แก้ไขและป้องกันปัญหาน้ำท่วม“ อย่างมีประสิทธิภาพนั้น นอกจากประชาชนต้องมีความเข้าใจและจำเป็นต้องให้ความร่วมมือกับภาครัฐแล้ว ในมุมตรงข้ามที่ยิ่งสำคัญกว่าคือภาครัฐทุกฝ่ายทุกระดับ ซึ่งในเบื้องต้นหากยังมี ’ข้อติดขัด-อุปสรรค“ ก็ ’ต้องร่วมกันเร่งขจัด“ ให้ได้เสียก่อน ทั้งนี้ จากการประชุมวิชาการ “พระราชดำริ : แสงส่องสู่ทางออกจากวิกฤติน้ำท่วม” เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2554 ซึ่งจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (สสท.) ก็มีแง่มุมน่าพิจารณา

    ยกตัวอย่างหัวข้อ…“จุดอ่อนการบริหารจัดการน้ำในประเทศไทย” ที่นำเสนอโดย รศ.ดร.กัมปนาท ภักดีกุล คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีประเด็นที่ระบุถึง ’แนวคิดที่ไม่ก่อให้เกิดความยั่งยืนและไม่เป็นไปเพื่อการบูรณาการ“ ซึ่งเนื้อหาโดยสังเขปก็เช่น…

    1. วิธีคิดแบบเก่าที่ว่า “จะได้เท่าไหร่ (water is business) ของนักธุรกิจน้ำ” ซึ่งไม่สามารถใช้แก้ปัญหาน้ำได้อีกต่อไป สำหรับเรื่องน้ำแล้ว เป็นเรื่องของทุก ๆ คน (water is everybody’s business),

    2. คิดไม่เป็นระบบก่อให้เกิดความล่าช้าในการทำงาน การวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบ (System Thinking to Water Resources Development) ค่อนข้างมีความล่าช้า ซึ่งมีเหตุมาจากปัจจัยทางการเมือง ความเฉื่อยชาขององค์กรที่รับผิดชอบ ตลอดจนการขาดความรู้ความสามารถทั้งเชิงศาสตร์และศิลป์เรื่องการจัดการทั้งระบบลุ่มน้ำของบุคลากร,

    3. ข้อจำกัดในการคิดเชิงระบบ ซึ่งแนวคิดเชิงระบบเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง ยังไม่สามารถจำลองสถานการณ์ที่สลับซับซ้อนได้ดีมากนัก

    4. การคิดเชิงระบบต้องใช้กลุ่มของนักสหสัมพันธวิทยาการที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งยังหาไม่ได้ง่ายนักในระบบการเรียนการสอนแบบเดิม ๆ,

    5. ข้อจำกัดที่ว่าน้ำยังเป็นทรัพยากรที่หาได้ใช้คล่อง ซึ่งคนยังคงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแทนที่จะวางแผนระยะยาว,

    6. คิดแบบ “มองแต่ water body” การวางแผนพัฒนาลุ่มน้ำที่ไม่คำนึงถึงระบบนิเวศและทรัพยากรกายภาพ และชีวภาพอื่น ๆ ด้วย,

    7. คิดแบบ “ข้าคือเจ้าของน้ำ” การวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำโดยไม่เข้าใจการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง การวางแผนจัดการน้ำโดยไม่มีประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในลุ่มน้ำนั้นที่มาจากภาคประชาชนที่แท้จริง,

    8. คิดแบบ “ข้าคือเจ้าของข้อมูล” ซึ่งสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารคือสิทธิขั้นพื้นฐานซึ่งประชาชนควรได้รับ เพื่อการร่วมตัดสินใจดำเนินการโครงการใด ๆ ในทุกขั้นตอนจากรัฐ

    9. คิดแบบแยกส่วน ซึ่งต้องเปลี่ยนเป็นคิดแบบองค์รวม คิดแบบศาสตร์ “ข้ามาคนเดียว” ซึ่งต้องคิดว่าศาสตร์อื่น ๆ ก็มีความสำคัญและสัมพันธ์กัน, 10. คิดแบบ preservationists คือคิดเก็บทุกสิ่งทุกอย่างทุกทรัพยากรไว้ไม่ให้มีการใช้เลย ซึ่งนั่นคือหนทางที่คิดผิดหลักการอนุรักษ์ ต้องคิดแบบ conservationists คือนักอนุรักษ์ที่ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยั่งยืนถึงลูกหลาน และไม่ทำลายสภาพแวดล้อม

    เหล่านี้คือแนวคิดที่ไม่บูรณาการ-ไม่ก่อให้เกิดความยั่งยืน

    เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขป้องกันน้ำท่วมที่ต้องร่วมกันเร่งขจัด

    นอกจากนี้ รศ.ดร.กัมปนาท ยังมีการนำเสนอประเด็น ’แนวทางการจัดสรรน้ำบนความเท่าเทียม“ ซึ่งก็น่าพิจารณา โดยเนื้อหาในช่วงท้ายโดยสังเขปคือ…นโยบายการจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐ ด้วยการมีส่วนร่วมที่แท้จริงจากภาคประชาชนในท้องถิ่นนั้น ๆ จึงจะนำมาซึ่งความสำเร็จที่แท้จริงได้ โดยเฉพาะกฎ กติกา มารยาท ที่ออกมาบังคับใช้ร่วมกันในเขตการจัดการน้ำต่าง ๆ โดยมีประชาชนมีส่วนร่วมในการกำกับดูแล ซึ่งในทางสากลเป็นที่ยอมรับกันว่า หมายถึงหน่วยของลุ่มน้ำ ไม่ใช่หน่วยการจัดการน้ำตามเขตการปกครอง

    อย่างที่ทำให้เกิดปัญหาระหว่างกรุงเทพฯ กับไม่ใช่กรุงเทพฯ

    การเปลี่ยนฐานคิดที่ว่า ใครจะทำอะไรกับน้ำก็ได้เหมือนที่ผ่านมา การปล่อยของเสียลงน้ำ ใช้อย่างไรก็ได้ไม่มีเกณฑ์ประหยัดน้ำ จะไล่น้ำไปที่ไหนก็ได้เพื่อให้พ้นตนเองเวลาน้ำท่วม กฎเกณฑ์การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำหรือจังหวัด ใครควรจะได้รับการชดเชยหรือไม่อย่างไร ความเข้มแข็งของสิทธิชุมชน เหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่ท้าทาย ต่อการดำเนินนโยบายสาธารณะเรื่องน้ำในทุกวันนี้ ซึ่ง เหมาะสมมากกว่าการใช้การเมืองในการตัดสินแก้ปัญหา

    ทั้งนี้ นี่ก็เป็นตัวอย่างสิ่งที่ผู้บริหารบ้านเมืองควรต้องใส่ใจ

    เพื่อการทำงานที่ยังประโยชน์ต่อประชาชน-ต่อประเทศ!!.

  5. จาก เดลินิวส์
    23 มกราคม 2555

    พระอัจฉริยภาพ “ในหลวง” กับการแก้ปัญหาน้ำท่วม

    ปฐมบท “ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย 2554 มองสู่อนาคต” เริ่มตอนที่ 1 กับ “พระอัจฉริยภาพ “ในหลวง” กับ การแก้ปัญหาน้ำท่วม” ที่จะสะท้อนถึงโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงใช้พระอัจฉริยภาพวางแนวทางป้องกันน้ำท่วมมาตั้งแต่ปี 2523

    ย้อนความกลับไปถึงโครงการตามพระราชดำริ คือ โครงการที่ทรงวางแผนพัฒนา ทรงเสนอแนะให้รัฐบาลร่วมดำเนินการตามพระราชดำริ โดยเหตุที่รัฐบาลเชื่อมั่นในหลักการของพระองค์อยู่แล้ว จึงโดยเสด็จฯ ร่วมงานผสมผสานเป็นอย่างดี ในการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้เป็นไปตามแนวพระราชดำริและบรรลุวัตถุประสงค์ ควรจะได้ดำเนินการโดยมีหลักการสำคัญคือ

    1. การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นอยู่เสมอว่า โครงการของพระองค์มุ่งช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ราษฎรกำลังประสบอยู่ และมีพระราชดำรัสถึงความจำเป็นว่า

    “ถ้าปวดหัวคิดอะไรไม่ออก เป็นอย่างนั้นต้องแก้ไขการ ปวดหัวนี้ก่อน แต่ปวดหัวไม่ใช้ยาแก้ปวด หรือยาอะไรก็ตามแก้ปวดหัว มันไม่ได้แก้อาการจริง แต่ต้องแก้ปวดหัวก่อน เพื่อที่จะให้อยู่ในสภาพที่จะคิดได้แล้ว อีกอย่างก็คือแบบ Macro นี้ เขาจะทำแบบรื้อทั้งหมด ฉันไม่เห็นด้วย… อย่างบ้านคนอยู่เราบอกบ้านนี้มันผุตรงโน้น ผุตรงนี้ ไม่คุ้มที่จะไปซ่อม…เอาตกลงรื้อบ้านนี้ระเบิดเลย เราจะไปอยู่ที่ไหน ไม่มีที่อยู่ ก็ต้องค้ำเสียก่อน แล้ว ค่อย ๆ ดูตรงนี้ยังพออยู่ได้… ไปรื้อตรงห้องโน้นแล้วก็ค่อย ๆ สร้างแล้วมารื้อตรงห้องนี้…วิธีทำจะต้องค่อย ๆ ทำ จะไประเบิดหมดไม่ได้”

    ตัวอย่างโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เน้นหลักมุ่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น กรณีเขตพื้นที่ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ เป็นเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชาและเป็นพื้นที่ยากจน ในเขตอิทธิพลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่ขบวนการพัฒนาของรัฐยังเข้าไปไม่ถึง ภายหลังจากมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเข้าไปดำเนินการแล้ว ปัญหาความมั่นคงที่เคยมีอยู่ก็ลดน้อยลง และหมดสิ้นปัญหาไปในที่สุด แม้กระทั่งปัจจุบันโครงการที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า และจะมีผลระยะยาวต่อไป คือ การแก้ไขปัญหาการจราจรและการป้องกันน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานคร

    2. การพัฒนาต้องเป็นไปตามขั้นตอนตามลำดับความจำเป็น ประหยัด เพื่อให้มีรากฐานที่มั่นคงก่อน แล้วจึงดำเนินการเพื่อความเจริญก้าวหน้าในลำดับต่อ ๆ ไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นการพัฒนาที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในลักษณะการพึ่งตนเอง ทรงใช้คำว่า “ระเบิดจากข้างใน” นั่นคือ ทำให้ชุมชน หมู่บ้านมีความเข้มแข็งก่อน แล้วจึงค่อย ออกมาสู่สังคมภายนอก ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่ง ซึ่งขอเชิญมาในที่นี้ ความว่า

    “การพัฒนาประเทศ จำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้อง สร้างพื้นฐานคือความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ ในเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยเสริมสร้างความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดย ลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น”

    3. การพึ่งตนเอง การพัฒนาตามแนวพระราชดำริเพื่อการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น ด้วยการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้มีความแข็งแรงที่จะมีแนวคิดในการดำเนินชีวิตต่อไปแล้ว ขั้น ต่อไปคือการพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพ และพึ่งตนเองได้ในที่สุด ตัวอย่างโครง การอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เน้นหลักการพึ่งตนเอง เพื่อพัฒนาแก้ไขปัญหาความยากจนของราษฎร เช่น โครงการธนาคารข้าว โครงการธนาคารโค กระบือ และโครงการจัดพัฒนาที่ดินตาม พระราชประสงค์ “หุบกะพง” อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ซึ่งดำเนินการเพื่อให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยทำกิน และรวมตัวกันในรูปกลุ่มสหกรณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชนและการทำมาหากินร่วมกัน

    4. การส่งเสริมความรู้และเทคนิควิชาการสมัยใหม่ที่เหมาะสม พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าควรจะสร้างเสริมสิ่งที่ชาวบ้านชนบทขาดแคลน และเป็นความต้องการซึ่งก็คือความรู้ในการทำมาหากิน การทำเกษตร โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ จึงพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้ง “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ขึ้นในทุก ภูมิภาคของประเทศ เพื่อเป็นสถานที่ศึกษาทดลองวิจัยและแสวงหาความรู้

    5. การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัยในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากในการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ได้เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ทำให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติกันอย่างฟุ่มเฟือย โดยมิได้ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายให้กลับคืนสู่สภาพ จนในที่สุดทรัพยากรธรรมชาติได้เสื่อมโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด พระองค์ทรง เห็นว่าการพัฒนาเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติจะมีผลโดยตรงต่อ การพัฒนาการเกษตร จึงทรงมุ่งเน้นที่จะให้พัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศในระยะยาว ดังนั้น จึงมีโครงการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำลำธาร โครงการป่ารักน้ำ โครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

    6. การส่งเสริมและปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในช่วงแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2530-2534) ปรากฏว่าเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่สูงและรวดเร็ว โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศได้เปลี่ยนไปสู่การผลิตที่มีภาคอุตสาหกรรมและบริการเป็นหลัก มีผลทำให้สังคมไทยเริ่มเปลี่ยนจากสังคมชนบทสู่ความเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ความเจริญส่วนใหญ่มักจะอยู่ในเมืองหลัก ๆ ในภูมิภาคต่าง ๆ และรอบกรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกันได้ก่อให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม

    นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัส ใจความว่า “น้ำคือชีวิต มีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้” ดังนั้นโครงการพระราชดำริที่กระจายอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ จึงเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำเป็นสำคัญ โดยขอยกตัวอย่างมาพอ สังเขปดังนี้

    การป้องกันปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีพระราชดำริให้สร้างคันกันน้ำ โดยปรับปรุงแนวถนนเดิม คือ ถนนร่มเกล้าและถนนกิ่งแก้ว และก่อสร้างคันกั้นน้ำเพิ่มเติมช่วงไม่มีถนน เพื่อให้บรรจบเป็นแนวคันกั้นน้ำ ความยาวทั้งสิ้น 72 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังจะได้สร้างอาคารบังคับน้ำตามแนวคันกั้นน้ำและปลายคลองติดกับทะเล รวมทั้งสิ้น 43 แห่ง กำหนด เขตพื้นที่สีเขียว โดยการออกข้อบัญญัติกรุงเทพมหา นคร ห้ามก่อสร้างดัดแปลงใช้ หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางประเภทในเขตท้องที่มีนบุรี ลาด กระบัง เพื่อป้องกันการขยายตัวของเมือง

    การขุดลอกคลอง ขยายคลองที่มีอยู่เดิม และขุดใหม่นอกแนวคันกั้นน้ำ เพื่อระบายลงสู่ทะเลรวม 19 คลอง และส่วนที่อยู่ด้านในคันอีก 22 คลอง โดยขุดลอกคลองแสนแสบตั้งแต่คลองตันจรดคลองผดุงกรุงเกษม ปรับปรุงคลองเพื่อผันน้ำจากคลองแสนแสบ ไปสู่อุโมงค์ระบายน้ำคลองอรชน ของโครงการระบายน้ำพระราม 4 โครงการแก้มลิงตะวันตก “คลองมหาชัย-สนามชัย” เพื่อบรรเทาน้ำท่วมใน จ.สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรีและกรุงเทพฯ

    สำหรับ “โครงการแก้มลิง” ถือเป็นอีกหนึ่งพระอัจฉริยภาพในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่จะละเลยไม่ได้ พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสในวันที่ 4 ธ.ค. 2538 ใจความว่า “โครงการแก้มลิงนี้มีที่เกิดเมื่อเราอายุ 5 ขวบ เมื่ออายุ 5 ขวบ ก็นี่เป็นเวลา 63 ปีมาแล้ว ลิงสมัยโน้น ลิงโบราณเขาก็มีแก้มลิงแล้ว เขาเคี้ยวแล้ว เอาเข้าไปเก็บในแก้ม น้ำท่วมลงมา ถ้าไม่ทำโครงการแก้มลิง น้ำท่วมนี้จะเปรอะไปหมด อย่างที่เปรอะปีนี้ เปรอะไปทั่วภาคกลาง จะต้องทำแก้มลิงเพื่อที่จะเอาน้ำนี้ไปเก็บไว้ เวลาน้ำทะเลขึ้นไม่สามารถที่จะระบายออก เมื่อไม่สามารถระบายออก น้ำทะเลก็ขึ้นมา ดันขึ้นไปตามแม่น้ำ ขึ้นไปเกือบถึงอยุธยา ทำให้น้ำลดลงไปไม่ได้ แล้วเวลาน้ำทะเลลง น้ำที่ลงเอ่อขึ้นมานั้นก็ไม่สามารถที่จะกลับเข้าในแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ท่วมต่อไป จึงต้องมีแก้มลิง”

    นอกจากนี้ พระมหากรุณาธิคุณครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเป็นที่ลืมเลือนของพสกนิกรชาวไทย คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์หลายต่อหลายครั้ง เพื่อทอดพระเนตรปัญหาน้ำท่วม แม้ในบางครั้ง พระองค์ท่านยังทรงพระประชวรอยู่ก็ตามที และมีพระราชดำรัสวางแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบในเวลาต่อมา

    จะเห็นว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยความเป็นอยู่ของพสกนิกรของท่านเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงเกิดปัญหาน้ำท่วม ทรงตรากตรำพระวรกายเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างไม่ย่อท้อ หลายพื้นที่ไม่เกิดน้ำท่วมก็เพราะโครงการพระราชดำริ จากพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน

    คนไทยทุกคนจึงควรระลึกไว้อยู่เสมอว่า การได้เกิดมาอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร ถือเป็นบุญอันใหญ่หลวง หลายโครงการพระราชดำริป้องกันน้ำท่วมที่พระองค์พระราชทานแนวทางเอาไว้ ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายจะต้องนำไปดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากอีกต่อไป.

    พงษ์พิพัฒน์ จินดาศรี

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s