ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

ทีมายุโก โหตุ สังฆราชา 

๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ วันคล้ายวันประสูติ เจริญพระชนมายุครบ ๙๙ พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  (เจริญ สุวฑฺฒโน)

วันนี้กระผมได้มีโอกาสเข้าไปที่วัดบวรนิเวศวิหาร  ตั้งใจไปร่วมถวายพระพรขอให้พระองค์ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์และทรงพระเกษมสำราญ สถิตอยู่คู่พระพุทธศาสนาตลอดกาลนาน

ผมได้มีโอกาสเป็นลูกศิษย์วัดบวรฯ คณะเหลืองรังษี ประมาณปี ๒๕๑๕ เนื่องจากผมเป็นเด็กต่างจังหวัด เมื่อต้องเข้ามารับการศึกษาในกรุงเทพฯ ก็ได้วัดบวรฯ นี่แหละครับเป็นที่พึ่งที่อาศัย ได้วัดเป็นที่หลับนอน และยังชีวิตอยู่ได้ด้วยอาหารก้นบาตร

จำได้ว่าต้องตื่นตั้งแต่ตี ๔ เพื่อเตรียมบาตร ย่ามและอุปกรณ์ใส่ของ รอหลวงพี่ทำวัตรเช้า จากนั้นก็เริ่มทำหน้าที่หลักของเด็กวัดคือเดินตามท่านไปบิณฑบาต ซึ่งเส้นทางก็ไม่เคยซ้ำกันเลยในแต่ละวัน และที่สำคัญต้องกลับวัดก่อน ๗ โมงเช้า จากนั้นก็นำอาหารที่ได้จากการทำทานของพุทธศาสนิกชนมาคัดแยกและมอบหน้าที่ให้รุ่นพี่ที่อาวุโสกว่าดูแลหลวงพี่ต่อไป เพราะต้องรีบไปเรียนหนังสือ

ทุกวันพระ พวกเราเด็กวัดทุกคนจะได้รับโอกาสให้เข้าเฝ้าหลวงปู่ (เจริญ สุวฑฺฒโน) ขณะนั้นท่านเป็นเจ้าคณะเหลืองรังษี (ซึ่งต่อมาเป็นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก) จำได้ว่าท่านทรงสอนพวกเราให้เป็นคนดี ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องเด็กผู้ชายยกพวกตีกันเป็นเรื่องปกติของแต่ละคณะ มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ไปจนถึงเรื่องใหญ่ ๆ เช่น ยกพวกไปทะเลาะเบาะแว้งกับสถาบันอื่น ท่านทรงเตือนเรื่องให้มีความสามัคคี ลดความก้าวร้าว ห้ามก่อความเดือดร้อน  ถ้าเตือนแล้วไม่เชื่อฟังก็ทรงตีบ้าง แม้แต่คนที่ไม่ได้ไปร่วมต่อยตีกับคนอื่น แต่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดของคนอื่น ๆ แล้วไม่ห้ามปรามกันก็ต้องถูกลงโทษเช่นกัน

เมื่อวัยวุฒิของผมเพิ่มขึ้นจึงได้รู้ภายหลังว่า การเพิกเฉยกับการกระทำผิดทั้งทางศีลธรรมและทางกฎหมายนั้น ทำให้อาชญากรรมเพิ่มขึ้น ท้ายที่สุดก็เป็นปัญหาสังคม ซึ่งคนที่ได้รับผลกระทบจากการทำผิดศีลธรรมและการทำผิดกฎหมาย ก็คือคนในครอบครัวของเรา ญาติของเรา เพื่อนเราและอาจเป็นตัวเรา

เสียดายที่ตอนนั้นยังเด็กมาก มัวแต่ทะเยอทะยานไปทางโลก ดิ้นรนเพื่อจะได้มีการศึกษา ดิ้นรนไขว่คว้าหวังปริญญา หวังว่าจะมีอาชีพ มีการงานมั่นคง มีเงินทอง มีเกียรติยศชื่อเสียง  ก็เลยตามืดบอดไม่ได้ตักตวงพระธรรมคำสอนของหลวงปู่ การได้เห็นรุ่นพี่สอบเอ็นทรานส์ได้ เรียนจบมีอาชีพมีหน้าตาในสังคม เป็นสิ่งกระตุ้นความทะยานอยากของพวกเราให้เดินตามไปทางนั้น อีกทั้งช่วงเวลาดังกล่าวเกิดการปฏิวัติ ชาวบ้านทำทาหากินฝืดเคือง อาหารก็ค่อนข้างขาดแคลน แทบทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด ยิ่งทำให้ห่างไกลธรรมะกันไปใหญ่

ที่งานนิทรรศการ ญสส. ๑๐๐ ปี สดุดีพระสังฆบิดร
ณ อาคารมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหาร

มีการจัดแสดงพระประวัติ พระกรณียกิจ และพระจริยาวัตรของเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช  ที่ห้องพระบรรทม(จำลอง)นั้น เสียงบรรยายกล่าวว่าจำลองบรรยากาศมาจากห้องพระบรรทม บนชั้น ๓ ของตำหนักคอยท่า ปราโมช (สร้างถวายโดยหม่อมเจ้าหญิงคอยท่า ปราโมช) ผมจึงได้ตระหนักว่าพระจริยาวัตรของท่านนั้นเคร่งกรรมฐาน และสันโดษยิ่งนัก เท่าที่สายตามองเห็นนั้น ในห้องมีพระพุทธรูปประธานและโต๊ะบูชาเล็ก ๆ ด้านหน้าพระประธานมีเบาะรองนั่งสำหรับสวดมนต์ทำวัตร และนั่งกรรมฐาน  บรเวณที่เว้นว่างในห้องนั้นสำหรับเดินจงกลม  โต๊ะเล็ก ๆ มุมห้องมีไม้สีฟัน แก้วน้ำวางอยู่ ที่ด้านหัวนอนก็มีจีวรและบาตรวางอยู่เท่านั้นเอง  ส่วนที่นอนนั้นขนาดเล็กพอตัว มีร่มกรดที่กางแขวนไว้เบื้องบนไว้กันสัตว์และแมลงมารบกวน บนที่นอนนั้นก็มีสวิงวางไว้ เสียงบรรยายเล่าว่า ใช้สำหรับช้อนยุงหรือแมลงที่หลงเข้ามาเพื่อจะได้นำไปปล่อยให้เป็นอิสระภายหลัง

“มหามกุฎราชวิทยาลัย ” สถาบันแห่งแรกของพระสงฆ์ เริ่มที่วัดบวรนิเวศวิหาร  ต้นแบบ ที่เรียนเขียนอ่านหนังสือของเด็กประถมสมัยก่อนก็เริ่มที่ “วัด” แห่งนี้

สมาธิกรรมฐาน หน่อเนื้อธรรมยุตในรัชกาลที่ ๔ แตกกอ ต่อยอด ทอดกิ่ง หลายสาขา พระกรรมฐานพระป่า เคร่งครัด ฉันอาหารมื้อเดียว กรรมฐานเข้มข้น อาทิ พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล, พระอาจารย์ดูลย์ อตุโล, พระอาจารย์เทศก์ เทสรังสี, พระอาจารย์มหาบัว ญานสัมปันโน, พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต, พระอาจารย์ชา สุภัทโท, พระอาจารย์ลี ธัมมธโร เป็นต้น

สรรพสิ่งล้วนอนิจจัง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เวลานี้ผมได้ตระหนักแล้ว ช่วงชิวิตการเป็นมนุษย์ช่างสั้นนัก ผมเสียเวลาไปกับการหา การได้มา การเสพสุข การหมดความสุข และต้องคอยเติมเต็มความอยากตลอดเวลา ผมมัวแต่ทะะนุถนอม”สุข”เพื่อไม่ให้จากไป และพยายามผลักไสสิ่งที่เรียกว่า”ทุกข์” อาทิ การพลัดพราก และการไม่ได้ดั่งใจ  แม้ผมจะรู้ว่ากำลังจะจากทรัพย์ที่ผมหามา และผมคงต้องจากลาคนที่ผมรัก ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า แต่ชีวิตก็ยังวนเวียนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ไม่จบสิ้น

เมื่อเห็นทุกข์ จึงพ้นทุกข์


ข้อความจากลายพระหัตถ์ของเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

ธรรมเป็นที่พึ่งทางจิตใจได้อย่างแท้จริง เมื่อจิตใจมีธรรมเป็นที่พึ่ง ตนก็เป็นที่พึ่งของตนเองได้ คิดดูว่า ทุก ๆ คน เกิดผู้เดียว แก่ เจ็บ ตาย ไปดีไม่ดีผู้เดียว คือต่างคน ต่างมา ต่างคน ต่างไป  ถ้าตนไม่เป็นที่พึ่งของตนได้แล้ว ใครจะเป็นที่พึ่งของตนได้  และตนจะเป็นที่พึ่งของตนได้ก็ต่อเมื่อมีธรรมเป็นที่พึ่งทางจิตใจเท่านั้น  พระบรมศาสดาได้ตรัสสอนไว้ว่า “ท่านทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง” และตรัสอธิบายว่า คือปฎิบัติอบรมจิตตามทางสติปัฎฐาน ๔

แนวปฏิบัติทางจิตนี้ แสดงอธิบายตามแนวอธิบายในสติปัฎฐาน ๔ มุ่งให้เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อให้มีธรรมเป็นที่พึ่งทางจิตใจตามพระบรมพุทโธวาท.

About ☀Tawan™ Guide ☀

a Professional Tour Guide
This entry was posted in 2. ตะวันสัมผัสมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s