บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สอง เมืองกัลกัตตา เมืองพุทธคยา

พระมหาโพธิมณฑล

พระมหาโพธิมณฑล

หลังจากได้พักผ่อน ได้คลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางข้ามเมือง เช้าวันนี้ก็ได้มาถึงเมืองพุทธคยา เดินเข้าสู่ที่พัก รับประทานอาหารเช้า แล้วมุ่งหน้าสู่พระมหาโพธิมณฑล ตั้งอยู่ที่ ตำบลพุทธคยา อำเภอคยา จังหวัดคยา รัฐพิหาร ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เดิมชื่ออุรุเวลาเสนานิคม หมายความว่า หมู่บ้านที่สร้างเขตกั้นด้วยทราย

พระมหาเจดีย์พุทธคยา หรือ “พระมหาโพธิเจดีย์” มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน สันนิษฐานว่าจะสร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แต่เป็นขนาดย่อมกว่าสมัยปัจจุบัน ต่อมาผ่านยุคสมัยของกษัตริย์ชาวพุทธมากมาย
กษัตริย์ คฤหบดี เศรษฐี ต่างก็คงจะสร้างต่อเติมจากขนาดเดิมจนใหญ่ขึ้น เช่น ราวปี พ.ศ.๖๗๔ พระเจ้าหุวิชกะ กษัตริย์แห่งเมืองมคธ เสด็จมานมัสการและได้ทรงให้สร้างเป็นศิลปะที่สวยงาม และสร้างต่อเติมจนใหญ่เป็นมหาสถูปของพระพุทธศาสนา เป็นสถาปัตยกรรมอินเดียแบบพุทธที่งดงามโดยรอบพระมหาเจดีย์ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ตามช่องเล็กช่องน้อย

ราวปี พ.ศ.๒๑๓๓ นักบวชฮินดูพวกมหันต์รูปหนึ่งชื่อ โคเสนฆมัณฑิคีร์ ได้เดินทางมาถึงที่พุทธคยาและเกิดชอบใจในทำเลนี้ จึงได้ตั้งสำนักเล็กๆ ใกล้ๆ กับพระมหาเจดีย์พุทธคยาและพออยู่ไปนานๆ ก็คล้ายๆ กับเป็นเจ้าของที่ไปโดยปริยาย พวกมหันต์นี้ก็คือนักธุรกิจการค้าที่มาในรูปนักบวชฮินดูนั่นเอง กล่าวกันว่าเป็นพวกที่ติดอันดับมหาเศรษฐี ๑ ใน ๕ ของรัฐพิหาร ผู้นำของมหันต์ปัจจุบันก็มีการสืบทอดมาตั้งแต่โคเสณฆมัณฑิคีร์ ตอนนี้เป็นองค์ที่ ๑๕ การที่พวกมหันต์มาครอบครองพุทธคยานั้น ไม่ได้ดูแลพุทธคยาแต่อย่างไรทั้งสิ้น เพียงใช้พื้นที่เพื่อหาประโยชน์เท่านั้นเอง

ปี พ.ศ.๒๔๑๗ พระเจ้ามินดงมินแห่งพม่า ได้ส่งคณะทูตมายังอินเดีย เพื่อขอบูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารและจัดการบางประการ เพื่อดูแลรักษาพุทธสถานแห่งนี้ เมื่อได้รับความยินยอมจากพวกมหันต์และรัฐบาลอินเดีย จึงได้เริ่มทำการบูรณะ โดยทางรัฐบาลอินเดียได้ส่ง นายพลโทเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม กับ ดร.ราเชนทรลาล มิตระ เข้าเป็นผู้ดูแลกำกับการบูรณปฏิสังขรณ์ดังกล่าว หลังจากนั้นคณะผู้แทนจากพม่าจำเป็นต้องเดินทางกลับ
ทางรัฐบาลอินเดียจึงรับงานบูรณะทั้งหมดมาทำแทนและเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.๒๔๒๗ จนเป็นดังที่เห็นในปัจจุบัน

ในปี พ.ศ.๒๔๓๔ ท่านอนาคาริก ธรรมปาละ (Anagarika Dhammapala) ชาวพุทธศรีลังกาผู้ก่อตั้งสมาคมมหาโพธิ เดินทางมายังพุทธคยา พร้อมกับพระภิกษุโกเซน คุณรัตนะ ชาวญี่ปุ่น ได้พบเห็นสภาพของพุทธคยาแล้วถึงกับสลด เพราะไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร พวกมหันต์ที่มายึดครองพระวิหารพุทธคยา
และพื้นที่โดยรอบโดยไม่ชอบธรรม ก็ไม่ได้สนใจดูแลพุทธคยา ท่านอนาคาริกธรรมปาละจึงตั้งปณิธานไว้ว่า จะทำให้พุทธคยากลับคืนมาเป็นของชาวพุทธให้ได้ ซึ่งปณิธานนี้มาสำเร็จในภายหลัง

พระมหาเจดีย์พุทธคยานั้นเป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นศูนย์กลางฺของพุทธคยา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ และเป็นที่ๆ พุทธศาสนิกชนจากทุกมุมโลกปรารถนาจะมานมัสการให้ได้ ยามเช้าของอินเดีย แสงอาทิตย์ส่องสาดมายังตัวองค์พระเจดีย์ บังเกิดแสงยอนตาระยิบระยับงดงาม และยังให้เกิดศรัทธาปสาทะต่อพุทธศาสนิกชนยิ่งนัก
เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ หลวงจีนเฮียงจัง (พระถังซัมจั๋ง) ได้เดินทางจาริกจากเมืองจีนมายังอินเดีย เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนา ได้เดินทางมาถึงพระมหาโพธิมณฑลแห่งนี้ ท่านได้บันทึกไว้ว่า

“ทางตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น มีวิหารสูงประมาณ ๑๖๐-๑๗๐ ฟุต
กำแพงเบื้องล่างของวิหารด้านนอกสูงประมาณ ๒๙ หรือกว่านั้น ตัวอาคารทำด้วยกระเบื้อง (อิฐ) สีฟ้า ทาทับด้วยปูนขาว ทุกห้องในชั้นต่างๆ บรรจุรูปที่ทำด้วยทองคำมากมาย ตัวตึกทั้ง ๔ ด้าน ประดับประดาด้วยลวดลายอันมหัศจรรย์”

ท่านได้บันทึกไว้อีกตอนหนึ่งว่า

“ตัวอาคารล้อมรอบด้วยทองแดงชุบ ประตูและหน้าต่างตกแต่งด้วยลวดลายอันวิจิตร ประดับด้วยทอง เงิน มุก และรัตนะต่างๆ ด้านขวาซ้ายประตูนอกเป็นซอกคล้ายๆ ห้อง ด้านซ้ายมีรูปพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ด้านขวาเป็นรูปพระไมเตรยโพธิสัตว์ รูปเหล่านี้ทำด้วยเงินขาว สูง ๖๐ ฟุต”

ปัจจุบัน พระมหาเจดีย์พุทธคยา หรือ “พระมหาโพธิเจดีย์” ประดิษฐานอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยมี “พระแท่นวัชรอาสน์” หรือ โพธิบัลลังก์คั่นอยู่ตรงกลาง ระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์กับพระมหาเจดีย์
ตัวองค์พระมหาเจดีย์สูงตามรูปทรงกรวย สูงประมาณ ๑๗๐ ฟุต วัดรอบฐานได้ประมาณ ๘๕ เมตรเศษ ตั้งอยู่บนอาคารรองรับ ๒ ชั้น มีเจดีย์บริวารทั้ง ๔ ด้านรอบบริเวณ มีเสาหินทรายที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช มีรั้วล้อมไว้อย่างแข็งแรง ปรากฏร่องรอยการบูรณะสืบต่อกันมาหลายยุค โดยเฉพาะในสมัย พระสุเมธาธิบดี (บุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ ป.ธ.๘) ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ท่านได้นำคณะศรัทธาญาติโยมพุทธบริษัทชาวไทย มาร่วมกันบูรณะเสาหินล้อมรอบพระมหาเจดีย์ และห้องปฏิบัติสมาธิชั้นบนของพระมหาเจดีย์ โดยมี พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.๙) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระราชโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยารูปถัดมา เป็นแม่กองงาน พร้อมทั้งติดโคมไฟที่สาดส่องแสงได้สูงถึงยอดขององค์พระมหาเจดีย์

อนุสรณ์สถานแห่งการตรัสรู้ : มหาโพธิวิหาร

อนุสรณ์สถานแห่งการตรัสรู้ : มหาโพธิวิหาร

พุทธคยา เป็นสถานที่ที่พระสิทธัตถะราชกุมารแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ โพธิบัลลังก์ เป็นเวลาล่วงมากว่า ๒๖๐๑ ปี (ปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๖)

เวลาที่เปิดทำการ ๐๕.๐๐ น. ถึง ๒๑.๐๐ น.  การเข้าสักการะ ไม่เสียค่าบัตร แต่เก็บค่ากล้องถ่ายรูป ๑๐ รูปี วีดิโอ ๓๐๐ รูปี

เจดีย์พุทธคยา

เจดีย์พุทธคยา

เมื่อได้มาถึงสถานที่แห่งการตรัสรู้

มีคำอธิษฐาน จากเฟชบุ๊คท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ) หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ รัฐอุตตรประเทศ  ท่านเขียนไว้ดังนี้

สถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา เมืองพาราณสี ที่ตรงนี้เป็นจุดที่อธิษฐานตามเป้าหมายของพระธรรมจักรและตั้งเป้าหมายไปที่

๑.    ขอให้ข้าพเจ้า ได้ดวงตาเห็นธรรม ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ณ ที่แห่งนี้

๒.    ขอให้ข้าพเจ้า ได้บริวารที่ช่วยกิจการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนธรรมฑูตชุดแรกของพระพุทธเจ้า

๓.    ขอให้ข้าพเจ้า ได้มิตร บริวาร ที่เคยคิดร้ายให้กลายเป็นดี ที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น เหมือนพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕

๔.    ขอให้ข้าพเจ้า มีเพื่อนผองร่วมอาชีพ มีทรัพย์ มีฐานะ มีเหมือนอย่างพระยศกุลบุตร

๕.    ขอให้ข้าพเจ้าปลอด – ปราศจากเวรภัย ศาสตราวุธ ผู้คิดร้ายเหมือนพญากวางโพธิสัตว์

คำบูชาสถานที่ตรัสรู้

วันทามิ ภันเต ภะคะวา อิมัง โพธิรุกขะเจติยัง, สังเวชะนียัง ฐานัง, ยัตถาคะโตมหิ, สัทธัสสะ กุละปุตตัสสะ ทัสสะนียัง, อิธะ คะยาสีเส, ตถาคะเตนะ สะเทวะเก โลเก สมาระเก สะพรัหมะเก สัสสะมะณะ พราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทธังฯ

สาธุ โน ภันเต, อิเมหิ สักกาเรหิ อะภิปูชะยามิ , สวากขาตัญจะ นะมามิ, มัยหัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯ

คำแปล

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้จาริกตามรอยบาทพระศาสดามาถึงแล้ว ขอถวายอภิวาท ต้นพระศรีมหาโพธิ์และพระเจดีย์นี้ อันเป็นสังเวชนียสถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรมาเห็น เป็นสถานที่พระตถาคตเจ้าตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งอนุตตระสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ ณ ตำบลคยาสีสะประเทศแห่งนี้ ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าขอบูชาโดยยิ่ง ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ และขอน้อมระลึกถึงพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ขออานุภาพแห่งการสักการะในครั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตลอดกาลนาน เทอญ ฯ

ข้อมูลจากหนังสือพระพุทธมนต์ ตามรอยบาทพระศาสดา โดย พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ)

พระมหาโพธิ์เจดีย์ประดิษฐานทางทิศตะวันออกของต้น พระศรีมหาโพธิ์

พระมหาโพธิ์เจดีย์ประดิษฐานทางทิศตะวันออกของต้น พระศรีมหาโพธิ์

เจดีย์พุทธคยา (Mahabodhi Main Temple)

สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช และต่อมาในสมัยพระเจ้าหุวิชกะ พ.ศ. ๖๙๔ กษัตริย์ราชวงศ์กนิษกะ ได้สร้างเป็นทรงสี่เหลี่ยม สูง ๑๖๐ ฟุต  ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ที่สื่อถึงวินาทีที่พุทธองค์ทรงเรียกแม่พระธรณีให้มาเป็นสักขีพยานต่อการบำเพ็ญบารมีของพุทธองค์ทุกภพทุกชาติก็เพื่อพระโพธิญาณ คนไทยเรียกว่าพระพุทธเมตตา เพราะเมื่อเห็นพระพักตร์ท่านแล้ว จะสัมผัสได้ถึงความเปี่ยมล้นแห่งพระมหากรุณาธิคุณ

กราบนมัสการพระประธานพระพุทธเมตตา  ประดิษฐานภายในเจดีย์พุทธคยา

กราบนมัสการพระประธานพระพุทธเมตตา ประดิษฐานภายในเจดีย์พุทธคยา

เมื่อเข้าไปภายในเจดีย์พุทธคยาแล้ว ให้น้อมใจกราบสักการะด้วยกระทำในใจว่า เราได้มาเข้าเฝ้าเบื้องหน้าพระพักตร์ของพุทธองค์ ประหนึ่งเป็นการถวายรายงานตัวเองว่า ความปรารถนาที่ตั้งใจมานานปี มาประสบความสำเร็จแล้วในวันนี้ เวลานี้ ขณะนี้

"พระพุทธเมตตา"  ประดิษฐานภายในพระมหาโพธิ์เจดีย์ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๑๔๗ เซนติเมตร สูง ๑๖๕ เซ็นติเมตร สร้างด้วยเนื้อหินทราย สมัยปาละ มีอายุประมาณ ๑๔๐๐ ปี

“พระพุทธเมตตา” ประดิษฐานภายในพระมหาโพธิ์เจดีย์ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๑๔๗ เซนติเมตร สูง ๑๖๕ เซ็นติเมตร สร้างด้วยเนื้อหินทราย สมัยปาละ มีอายุประมาณ ๑๔๐๐ ปี

คำบูชาพระพุทธเมตตา

วันทามิ อิมัง พุทธะเมตตาปะฏิมัง อิมัสมิง คะยาสีเส ปูชาระเห สักการะภูเต เจติเย สุปะติฎฐิตังฯ

อิมินา ปะนะ วันทะมาเนนะ มา เม ทะลิททิยัง อะหุ พะหุชะนานัง ปิโย โหมิ มะนาโป สาธุ โน ภันเต อิเมหิ สักกาเรหิ อะภิปูชะยามิ

ข้าพเจ้าขอกราบไหว้ พระพุทธเมตตาปฏิมานี้ ซึ่งประดิษฐานตั่งมั่นดีแล้ว ในองค์พระเจดีย์ที่คยาสีสะประเทศนี้ อันเป็นสถานที่ ควรแก่เครื่องบูชาสักการะ ด้วยการกราบไหว้นี้ ขอความเป็นผู้ขัดสนอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้าเลย ขอให้ข้าพเจ้าเป็นที่รักเป็นที่พอใจ ของคนทั่วไป ข้าแต่องค์พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอบูชาโดยยิ่ง ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้
ข้อมูลจากหนังสือพระพุทธมนต์ ตามรอยบาทพระศาสดา โดย พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ)

ประวัติ “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” ทั้ง ๔ ต้น ที่พุทธคยา แดนตรัสรู้ 

โดย พระครูปริยัติโพธิวิเทศ (พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตตธัมโม) เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย
“พุทธ คยา” เป็นสถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมี “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” เป็นต้นไม้แห่งการตรัสรู้ ณ ที่แห่งนี้รวมทั้งหมดมี ๔ ต้น และทั้ง ๔ ต้นนี้ได้เจริญเติบโตทดแทนกันมาเรื่อยๆ จากที่เดิมและมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน นับเป็นอนุสรณ์สถานที่มีคุณค่าของชาวพุทธและมวลมนุษยชาติทั่วโลก ปัจจุบันพุทธคยาได้ถูกยกให้เป็น “มรดกโลก” ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕

(๑) ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๑

เป็นต้นไม้คู่พระบารมีและเป็นสหชาติของพระโพธิสัตว์ เกิดขึ้นพร้อมกับวันที่พระโพธิสัตว์ประสูติ ตามพระพุทธประวัติกล่าวว่า สหชาติมี ๗ ประการ (สัตตสหชาติ) คือ พระนางพิมพา, พระอานนท์พุทธอนุชา, นายฉันนะ, อำมาตย์กาฬุทายี, ม้ากัณฐกะ, ขุมทรัพย์ ๔ มุมเมือง และต้นอัสสัตถพฤกษ์หรือต้นโพธิ์

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๑ เป็นต้นที่พระพุทธเจ้าทรงประทับตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ได้รับการถวายหญ้ากุสะจำนวน ๘ กำจากโสตถิยะพราหมณ์ เพื่อปูเป็นที่ประทับเมื่อใกล้รุ่งของวันเพ็ญ เดือน ๖ จึงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระองค์ตรัสว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นต้นไม้แทนพระพุทธองค์ หากใครได้ไหว้ได้สักการะต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็เท่ากับว่าได้ไหว้สักการะพระ พุทธองค์ และหลังจากที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว มีผู้เลื่อมใสศรัทธามากราบไหว้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นจำนวนมาก

ในสมัย พระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภ์ ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก เช่น ทรงสร้างพระเจดีย์ถวายเป็นพุทธบูชาจำนวนถึง ๘๔๐๐๐ องค์ ซึ่งทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชไม่สนพระทัยในความสุขส่วนพระองค์เหมือนเช่นเคย ว่างเว้นจากราชกิจก็มาปฏิบัติธรรมใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ไม่กลับวังที่ประทับ จึงเป็นเหตุให้เหล่าพระมเหสีนางสนมทั้งหลายต่างพากันโกรธแค้นอิจฉาต้นพระศรี มหาโพธิ์ พระมเหสีองค์ที่ ๔ ของพระเจ้าอโศกมหาราช นามว่า มหิสุนทรี (พระนางติษยรักษิต) ได้รับสั่งให้นางข้าหลวงนำยาพิษและน้ำร้อนแอบไปรดที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ จนทำให้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ตายไปในที่สุด นับเป็นการล้มตายลงไปหลังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จเข้าสู่ ปรินิพพานล่วงไปแล้ว ๒๐๐ ปี

การล้มตายของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเสียพระทัยเป็นอันมาก ได้ทรงมีรับสั่งให้มหาดเล็กเอาน้ำนมโค ๑๐๐ หม้อไปรดที่บริเวณรากของต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ล้มตายลงไปนั้นทุกวัน และทรงอฐิษฐานพร้อมกับการสักการะก้มกราบ พระองค์ทรงมีพระราชปรารภว่า หากแม้ว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ไม่แตกหน่อขึ้นมาแล้วไซ้ร์จะไม่ยอมลุกขึ้นเป็นอันขาด ด้วยพุทธานุภาพและพระราชศรัทธาอันแรงกล้าแห่งพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นที่อัศจรรย์ต้นพระศรีมหาโพธิ์ภายหลังก็แตกหน่องอกขึ้นมาใหม่ จึงได้นับหน่อนี้เป็นต้นที่ ๒ และมีอายุยืนต่อมาอีกหลายร้อยปี พระเจ้าอโศกมหาราชทรงดีพระทัยเป็นอันมาก จึงทรงมีรับสั่งให้ก่อกำแพงล้อมรอบไว้เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับ ต้นพระศรีมหาโพธิ์อีก

(๒) ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๒

ถือ เป็นต้นที่แตกหน่อมาจากต้นแรก การที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก จึงมีการนำต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปปลูกในประเทศต่างๆ ด้วย เช่น พระโสณะเถระและพระอุตตรเถระ เดินทางไปยังดินแดนสุวรรณภูมิ และ พระมหินทเถระ พระนางสังฆมิตตาเถรี เดินทางไปยังประเทศศรีลังกา เป็นต้น โดยพระภิกษุและพระภิกษุณีเหล่านี้ได้นำต้นหรือกิ่งของต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปด้วย

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๒ ถูกทำลายจนล้มตายอีกครั้งในสมัย พระเจ้าปรณวรมา แคว้นมคธของพระองค์ได้ถูกรุกรานโดย พระเจ้าสาสังการ แห่งฮินดู จากแคว้นเบงกอล พระเจ้าสาสังการได้ทรงรับสั่งให้ตัดต้นและขุดราก ใช้ฟางอ้อยสุม ใช้น้ำมันราด และเผาต้นพระศรีมหาโพธิ์ซึ่งมีอายุราว ๘๗๑-๘๙๑ ปี จนล้มตาย เจ็ดวันหลังจากนั้น พระเจ้าสาสังการทรงอาเจียนเป็นพระโลหิต และสิ้นชีพตักษัยที่พุทธคยา ซึ่งพระเจ้าปรณวรมาเสด็จมาพอดี จึงตีทัพของเบงกอลแตกพ่ายไป และทรงให้ชาวบ้านรีดนมโค ๑,๐๐๐ ตัว เอาน้ำนมที่ได้เทราดบริเวณต้นโพธิ์ที่ถูกเผา พระเจ้าปรณวรมาทรงนอนคว่ำหน้าลงกับพื้น พร้อมอฐิษฐานตามแบบพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งภายหลังต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็แตกหน่องอกขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง จึงได้นับหน่อนี้เป็นต้นที่ ๓

(๓) ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๓

ในปี พ.ศ. ๒๔๑๘ นายพลโทเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม (Sir Alexander Cunningham) ชาวอังกฤษ หัวหน้าคณะสำรวจพุทธสถานในช่วงอังกฤษปกครองประเทศอินเดีย ผู้ค้นพบสถานที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เดินทางไปที่เมืองพุทธคยาเป็นครั้งที่สอง พบว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ทรุดโทรมมาก ประชาชนชาวฮินดูในบริเวณนั้นได้ตัดกิ่งก้านไปทำเชื้อเพลิง ครั้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๒๑-๒๔๒๓ ได้เกิดพายุใหญ่ เป็นเหตุให้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เบียดกับพระเจดีย์พุทธคยา กระทั่งหักโค่นล้มลงไปทางทิศตะวันตกและล้มตายไปเอง ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๓ มีอายุยืนประมาณ ๑๒๕๘-๑๒๗๘ ปี

(๔) ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๔

เป็นต้นที่ยังคงยืนต้นอยู่ที่พุทธคยาในปัจจุบัน เป็น ๑ ใน ๒ หน่อที่แตกขึ้นมาจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ ๓ ที่ล้มตายไป โดย ท่านเซอร์คันนิ่งแฮม ได้บำรุงดูแลหน่อที่เกิดมานั้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๓ และนำอีกหน่อหนึ่งไปปลูกไว้ด้านทิศเหนือของพระเจดีย์พุทธคยา ห่างจากต้นเดิมประมาณ ๕๐ เมตร

ปัจจุบัน “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” ทั้ง ๒ ต้นยังคงยืนต้นอยู่ มีอายุยืนถึงทุกวันนี้กว่า ๑๓๓ ปี ท่านสาธุชนผู้ศรัทธาสามารถเดินทางไปสักการะได้ด้วยตนเอง ปัจจุบันนี้มีสายการบินไทยบินตรงจากสุวรรณภูมิถึงพุทธคยา โดยใช้เวลาบินเพียง ๓ ชั่วโมง ๑๕ นาทีเท่านั้น ท่านก็ได้สักการะต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้ว

ต้นพระศรีมหาโพธิ์  ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งและได้ตรัสรู้ใต้ต้นอัสสัตถะพฤกษ์

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งและได้ตรัสรู้ใต้ต้นอัสสัตถะพฤกษ์

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ (Mahabhodhi Tree)

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ปัจจุบันตั้งอยู่ด้านหลังพระเจดีย์ มีพระแท่นวัชรอาสน์คั่นอยู่ระหว่างกลาง ต้นปัจจุบันเป็นต้นที่สี่ สืบทอดจากต้นแรกซึ่งเป็นสหชาติที่พุทธองค์ทรงประทับนั่งในวันตรัสรู้

ต้นที่ ๑ เกิดร่วมกาลวันที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ เรียกว่า สหชาติ อยู่จนถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช นับอายุได้ ๓๕๒ ปี

ต้นที่ ๒ เริ่มจากสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช มาจนถึงสมัยของกษัตริย์ฮินดู แคว้นเบงกอล พระนามสาสังกา ได้เข้ายึดและทำลาย ประมาณปี พ.ศ. ๑๑๔๓- ๑๑๖๓ นับอายุได้ประมาณ ๘๗๑ – ๘๙๑ ปี

ต้นที่ ๓ พระเจ้าปูรณวรมา แห่งแคว้นมคธ ได้ตั้งจิตอธิษฐานแล้วรดน้ำนมจากแม่วัวหกนึ่งพันตัว แล้วกลั่นให้ข้นเหลือเพียงแปดตัวลงตรงหลุมบริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์ ด้วยพุทธานุภาพ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็งอกขึ้นมา เจริญเติบโตมีอายุได้ประมาณ ๑,๒๕๘ ปี

ต้นที่ ๔ ต้นปัจจุบัน ท่านนายพลคันนิ่งแฮม ได้นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์ที่เกิดจากต้นที่ ๓ ปลูกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ ถึงปัจจุบันนี้อายุได้ ๑๓๓ ปี (พ.ศ. ๒๕๕๖)

เมื่อได้มาถึงสถานที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประสบความสำเร็จได้บรรลุพระโพธิญาณภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์แห่งนี้ ควรน้อมจิตอธิษฐานเพื่อเป็นการสังสมอธิษฐานบารมีและบำเพ็ญเพียร คำอธิษฐานใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์

“ขอเดชะด้วยอำนาจแห่งบุญกุศล เจตนาอันมุ่งมั่น ความเพียรอันบริสุทธิ์ ที่ข้าพระพุทธเจ้าตั้งใจเดินทางจาริกมาในครั้งนี้ เพื่อน้อมกราบนมัสการองค์พระพุทธ ด้วยศรัทธาต่อการตรัสรู้ธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยบุญกุศลนี้ ขอจงเป็นบารมี เป็นพลวะปัจจัยอนุสัยตามส่งให้ข้าพเจ้าได้เกิดปัญญาญาณ ได้ดวงตาเห็นธรรม รู้แจ้งเห็นจริง รู้ยิ่งเห็นตาม ซึ่งพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ชอบแล้ว ณ สถานที่แห่งนี้ หากแม้นว่าภ้าข้าพระพุทธเจ้า ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฎสงสาร ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าจงประสบความบริบูรณ์ด้วยศีลและโภคทรัพย์ พร้อมด้วยสติปัญญา มีบุญที่จักได้บำเพ็ญธรรมตามรอยบาทแห่งองค์พระศาสดา จนถึงความพ้นทุกข์คือพระนิพพานในอนาคตกาล…ต่อกาลไม่นานด้วยเทอญ สาธุ..สาธุ.. สาธุ..”

ข้อมูลจาก คู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน โดย พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม

ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้ ปัจจุบันมิใช่ต้นเดิมตั้งแต่ครั้งพุทธกาล แต่เป็นรุ่นที่ ๔ ซึ่งแตกหน่อมาจากต้นเดิม

ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้ ปัจจุบันมิใช่ต้นเดิมตั้งแต่ครั้งพุทธกาล แต่เป็นรุ่นที่ ๔ ซึ่งแตกหน่อมาจากต้นเดิม

เหตุไฉน ? จึงได้ชื่อว่าต้นโพธิ์

โพธิญาณพฤกษา พันธุ์ไม้ที่พระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ ประทับตรัสรู้

ใน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ โคตมพุทธวงศ์ กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๒๘ พระนามว่า พระโคตมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรประพฤติทุกรกิริยาอยู่ ๖ ปี จึงได้ประทับตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ควงไม้อัสสัตถะ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา

“ต้นอัสสัตถะ” หรือ “ต้นอัสสัตถพฤกษ์” นั้น รู้จักกันดีในชื่อของ ต้นโพ, ต้นโพธิใบ, ต้นโพธิ์ หรือพระศรีมหาโพธิ ชาวลังกาเรียกว่า Bohd tree และชาวอินเดียเรียกว่า Pipal นี้นับได้ว่าเป็นต้นไม้ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในพระพุทธประวัติอีกชนิด หนึ่ง เพราะเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร ในระหว่างบำเพ็ญพรตเพื่อหาสัจธรรมนั้น ได้ทรงเลือกนั่งประทับที่โคนต้นโพธิ์จนกระทั่งพระองค์ได้ตรัสรู้พระสัมมา สัมโพธิญาน คือ อริยสัจ๔  อันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เมื่อวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖

แม้พระองค์จะตรัสรู้เป็นพระ พุทธเจ้าแล้ว ก็ยังต้องทรงใช้พลังจิตรบกับพวกมาร (การเอาชนะกิเลสฝ่ายต่ำ) ก็โดยประทับอยู่ใต้โคนต้นโพธิ์อีกเช่นกัน เพราะโพธิ์มีร่มเงาเหมาะแก่การพักพิงและบำเพ็ญพรตเป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันต้นโพธิ์ที่สำคัญที่สุดอยู่ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย แต่ว่าไม่ใช่ต้นเดิมแต่ครั้งพุทธกาล เป็นต้นที่แตกหน่อมาจากต้นเดิม

คำบูชานมัสการพระศรีมหาโพธิตรัสรู้
โพธิ ตัสสะ ภะคะวะโต อัสสัตโถติ ปะวุจจะติ
โหติ โย โคตะโม พุทโธ สะระณัง สัพพะปาณีนัง
ฐะปะยิตวานะ ธัมโมกกัง ปัจฉิมะ ชะนะโพธะนัง
โส รุกโข โพธิคะยายัง ฐิโต พิหาระคามะเก
มะหาโพธิพุทธะคะยานาเม ยัตถะ ทัยยัสสะ สันตะโก
อาวาโส ทัยยะภิกขูนัง สัลเลขะ วุตติ โยคินัง
วันทิเต โพธิรุกขัมหิ สัมพุทโธ ปุนะ วันทิโต
สัทธัมโม วันทิโต เยวะ สุสังโฆ โหติ วันทิโต
วันทะนาชะนิตัง ปุญญัง อิติยัง ระตะนัตตะเย
อันตะรายา วินัสสันตุ โหตุ โสตถี จะ เตชะสา
โลเก รัฏฐัง สุขัง เสติ นิมมะลัง สัพพะสาสะนัง
ทีฆายุกา ปะขา สัพเพ อะนีฆา นิรุปัททะวาติ

คำแปล

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โคดมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่ระลึกถึงของสรรพสัตว์ เพราะทรงประดิษฐานพระธรรมไว้ให้ชนภายหลังได้รู้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้นผู้คนขนานนามว่า อัสสัตถพฤกษ์
ต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น ตั้งอยู่ใกล้วัดไทยพุทธคยามหาวิหารซึ่งเป็นวัดของชาวไทย เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมเพื่อขัดเกลากิเลสของพระสงฆ์ไทยผู้ประกอบความเพียร

เมื่อเราทั้งหลายกราบไหว้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ชื่อว่าได้กราบไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัทธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้าผู้ปฏิบัติดี บุญใดอันเกิดแล้วจากการกราบไหว้ พระรัตนตรัยด้วยประการฉะนี้ ขอเดชแห่งบุญนั้น บันดาลให้อันตรายทั้งหลายพินาศไป ด้วยสวัสดีจงบังเกิดมี ทุกประเทศในโลกนี้อยู่เป็นสุขทุกศาสนาในโลกนี้จงปราศจากมลทิน ประชากรทุกหมู่เหล่า จงมีอายุยืนยาว ไม่มีทุกข์ปราศจากอุปัททวะทุกประการฯ

ข้อมูลจากหนังสือพระพุทธมนต์ ตามรอยบาทพระศาสดา โดย พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ)

พระแท่นวัชรอาสน์ อนุสรณ์ถึงที่ประทับของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งตรัสรู้

พระแท่นวัชรอาสน์ อนุสรณ์ถึงที่ประทับของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งตรัสรู้

พระแท่นวัชรอาสน์

พระแท่นวัชรอาสน์ มีความหมายว่า พระที่นั่งแห่งมหาบุรุษใจเพชร สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช แกะสลักด้วยแผ่นหินทราย เป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านขนาน ด้านยาววัดได้ ๗ ฟุต ๖ นิ้ว ด้านกว้างได้ ๔ ฟุต ๑๐ นิ้ว ความหนาวัดได้ ๕ นิ้วฟุต ครึ่ง ตั้งอยู่บนฐานก่ออิฐฉาบด้วยปูน เมื่อรวมฐานที่ประดิษฐานกับแท่นวัชรอาสน์สูง ๓ ฟุตพอดี ส่วนบนพื้นผิวด้านหน้าของพระแท่นแกะสลักเป็นเชิงศิลปะรูปหัวแหวนเพชร และมีเพชรซีกประดับอยู่โดยรอบเรือนแหวน ด้านข้างทางทิศเหนือและทิศใต้แกะสลักเป็นรูปดอกบัวและรูปห่านหรือพระยาหงษ์ ส่วนด้านต้นพระศรีมหาโพธินั้นแกะสลักเป็นรูปดอกมณฑารพ (ACANTHUS) เป็นดอกไม้สวรรค์ที่ร่วงหล่นในวันปรินิพพานของพุทธองค์   เป็นที่น่าเสียดายที่ด้านทิศตะวันออกนั้นได้ถูกเชื่อมติดกับองค์พระเจดีย์มหาโพธิวิหารเสีย เราจึงไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ว่าเป็นรูปอะไร…

พระเจ้าอโศกมหาราช ให้สร้างพระแท่นวัชรอาสน์ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มีขนาดยาว ๘ ฟุต กว้าง ๔ ฟุตครึ่ง และ หนา ๖ นิ้ว คำว่า วัชรอาสน์ นั้น หมายถึง พระแท่นหรือที่ประทับนั่งของพระมหาบุรุษผู้ทรงมีใจเข้มแข็งประดุจเพชร

พระเจ้าอโศกมหาราช ให้สร้างพระแท่นวัชรอาสน์ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มีขนาดยาว ๘ ฟุต กว้าง ๔ ฟุตครึ่ง และ หนา ๖ นิ้ว คำว่า วัชรอาสน์ นั้น หมายถึง พระแท่นหรือที่ประทับนั่งของพระมหาบุรุษผู้ทรงมีใจเข้มแข็งประดุจเพชร

….พระแท่นวัชรอาสน์นี้ได้ถูกทำลายในตอนปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๒ แตกออกเป็น๕ เสี่ยง ต่อมาท่านเซอร์อเล็กซานเดอร์ คันนิงแฮม นักโบราณคดีแห่งอังกฤษได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ โดยนำเอาส่วนต่าง ๆ มาประกอบกันเข้าในรูปเดิมได้อย่างเรียบร้อย ซึ่งหากเราไม่สังเกตแล้วจะไม่ทราบเลยว่าพระแท่นนี้ได้เคยถูกทำลายมาแล้ว…

ถ้าได้มากราบนมัสการพระแท่นวัชรอาสน์ในครั้งต่อไป คงจะซาบซึ้งในพระพุทธคุณมากขึ้น เมื่อทราบว่าเป็นแท่นที่สร้างขึ้นแทนรัตนบัลลังก์ที่ทรงประทับนั่งในวันตรัสรู้

…เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงเสวยข้าวมธุปายาสที่นางสุชาดาถวายแล้ว ในเวลาเย็น เสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชราไปยังแดนมหาโพธิ์ ทรงรับหญ้ากุสะ ๘ กำมือ จากโสตถิยพราหมณ์ แล้วเสด็จตรงไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ ทรงปูลาดหญ้ากุสะ ๘ กำมือนั้นลงพลางออกพระโอษฐ์ตั้งพระสัตยาธิษฐานว่า “ถ้าอาตมะจะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วไซร้ ขอจงบังเกิดเป็นรัตนบัลลังก์ขึ้น ณ บัดนี้”

ทันใดนั้น รัตนบัลลังก์ก็ได้อุบัติขึ้นด้วยบุญญาธิการของพระองค์ พระองค์จึงเสด็จขึ้นประทับนั่งบนรัตนบัลลังก์นั้นโดยผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกทางแม่น้ำเนรัญชราพร้อมกับอธิษฐานจิตอย่างแน่วแน่ว่า

“ถึงเลือดและเนื้อจะเหือดแห้งไป จะยังคงเหลืออยู่แต่เพียงหนัง เส้นเอ็น และกระดูกก็ตามที หากข้าพเจ้ายังมิได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วไซร้ ข้าพเจ้าจะมิยอมลุกขึ้นจากรัตนบัลลังก์นี้”…

รัตนจงกรมเจดีย์

รัตนจงกรมเจดีย์ เป็นที่เสด็จดำเนินจงกรมไปมา เสวยวิมุตติสุขตลอด ๗ วัน ในสัปดาห์ที่สาม

สิ่งสำคัญอีกประการที่ชาวพุทธควรรู้คือ สัตตะมหาสถาน หมายถึง สถานที่ที่ทรงประทับเสวยวิมุตติสุข (สุขอันเกิดจากการหลุดพ้นจากกิเลส) ๗ แห่ง แห่งละ ๗ วันรวม ๔๙ วัน คือ

สัปดาห์ที่ ๑ : โพธิบัลลังก์ พระพุทธองค์ทรงประทับนั่งสมาธิที่ “พระแท่นวัชรอาสน์” หรือโพธิบัลลังก์ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ๗ วัน พระองค์ได้ทรงกำหนดนึกในพระหทัย เพื่อพิจารณาทบทวนปฏิจจสมุปบาทแบบตามลำดับตลอดปฐมยามแห่งราตรีนั้น แล้วมีพุทธอุทานว่า “ในการใดแล ธรรมทั้งหลายมาปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ในกาลนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์ผู้นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้แจ้งธรรมพร้อมด้วยเหตุ”

ในเวลากลางคืน ทรงพิจารณาทบทวนปฏิจจสมุปบาทแบบย้อนตามลำดับ คือ พิจารณาจากปลายมาจุดเริ่มแรกแล้วมีพุทธอุทานว่า “ในกาลใดแล ธรรมทั้งหลายมาปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ในกาลนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์ย่อมสิ้นไป เพราะได้รู้แจ้งความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย”

ในปัจฉิมยาม ทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาททั้งแบบตามลำดับและย้อนตามลำดับแล้วมีพุทธอุทานว่า “ในกาลใดแล ธรรมทั้งหลายมาปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ในกาลนั้น พราหมณ์ผู้นั้นย่อมกำจัดมารและเสนามารเสียได้ ดุจพระอาทิตย์กำจัดมืดส่องแสงสว่างอยู่ในอากาศ ฉะนั้น”

สัปดาห์ที่ ๒: อนิมิสเจดีย์ อยู่ บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ มีเจดีย์เป็นอนุสรณ์อยู่ลักษณะเจดีย์ทาสีขาว เป็นสถานที่ประทับเสวยวิมุตติสุข สุขอันเกิดจากการได้หลุดพ้นจากสัพพกิเลส สัปดาห์ที่สองหลังจากที่ทรงได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และตลอดสัปดาห์แรกทรงประทับเสวยวิมุตติสุขภายใต้โคนแห่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงประทับยืนทอดพระเนตรไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์โดยไม่กระพริบพระเนตรตลอดเจ็ดวัน พร้อมกับการน้อมรำลึกถึงคุณแห่งพระศรีมหาโพธิ์ที่ทรงได้อาศัยบำเพ็ญธรรมจนได้บรรลุธรรม

สัปดาห์ที่ ๓: รัตนจงกรมเจดีย์  เป็นที่เสด็จดำเนินจงกรมไปมา อยู่ข้างพระมหาเจดีย์ ด้านทิศเหนือมีหินทรายสลักเป็นดอกบัวบาน จำนวน๑๙ ดอก มีแท่นหินทรายแดงยาวประมาณ ๖ เมตร และมีป้ายหินอ่อนปักให้รู้ว่า นี่คือรัตนจงกรมเจดีย์ (Ratna cakra Chatiya) ที่พระพุทธองค์เสวยวิมุตติสุข ในสัปดาห์ที่ ๓ ระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์ กับอนิมิสเจดีย์

สัปดาห์ที่ ๔ : รัตนฆรเจดีย์ เทวดาได้เนรมิตเรือนแก้วถวาย พระองค์ได้ทรงประทับเสวยวิมุตติสุขพร้อมกับการพิจารณาพระอภิธรรมและปัจจยาการสิบสองข้อตลอดสัปดาห์ที่สี่  มีอนุสรณสถานเป็นรูปวิหารทรงสี่เหลี่ยม ไม่มีหลังคามุงกว้างประมาณ ๑๑ ฟุต ยาวประมาณ ๑๔ ฟุต รอบข้างเต็มไปด้วยเจดีย์โบราณ มีพระพุทธรูปสมัยคุปตะและสมัยปาละ น่าจะมีผู้นำ มาตั้งไว้ในสมัยหลัง หน้าประตูเข้าด้านตะวันตกมีป้ายบอกว่ารัตนฆรเจดีย์

สัปดาห์ที่ ๕ : ต้นอชปาลนิโครธ พุทธองค์ทรงเสด็จออกจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ มุ่งพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ที่แห่งนี้ ธิดาพยามาร คือนางตัณหา อรดี ราคะ ได้ออกมาแสดงอาการยั่วยุด้วยกามารมณ์ แต่ทรงไม่ยินดี และพระพุทธองค์ทรงพิจารณาสัตว์โลกเปรียบเหมือนบัว ๔ เหล่า บัว ๔ เหล่า ได้แก่

๑.ดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู)

๒.ดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำ พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า ซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปัจจิตัญญู)

๓.ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอยด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ)

๔.ดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ)

ต้นอชปาลนิโครธอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ อยู่เลยบ้านนางสุชาดา ๓๐๐ เมตร คำว่า อชปาลนิโครธ หมายถึง ต้นไทรอันเป็นที่รักษาแพะ หมายถึง ต้นไทรนี้มักมีเด็กเลี้ยงแพะ พาแพะมาหากินเสมอๆ

สัปดาห์ที่ ๖ : สระมุจลินทร์ พระพุทธองค์ได้เสด็จไปที่ใต้ต้นมุจลินทร์ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากแม่น้ำเนรัญชรา ครึ่งกิโลเมตร ห่างจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ ราว ๆ ๒ กิโลเมตร ทรงประทับนั่งที่นั่นตลอด ๗วัน ๗ คืน ขณะนั้นเกิดฝนตกใหญ่พญานาคนามว่า มุจลินทร์ปรารถนาจะกำบังฝนให้พระพุทธองค์ จึงขนดตนเองวนรอบพระ วรกายและแผ่พังพานบังลมผนตลอด๗ วัน เมื่อครบ๗ วัน ลมฝนสงบแล้ว ได้คลายตัวออกและแปลงเพศเป็นมานพหนุ่มถวายบังคม ณ เบื้องพระพักตร์พระองค์

ปัจจุบันสร้างที่จำลองไว้ภายในบริเวณมหาเจดีย์ เป็นสระขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกว่า มุจลินทร์โบกขรี (สระบัวมุจลินทร์) มีพระพุทธรูปปางนาคปรกประดิษฐานอยู่กลางสระ

สัปดาห์ที่ ๗ ต้นราชายตนะ เป็นสถานที่เสวยวิมุตติสุขสัปดาห์ที่ ๗ อยู่เลยสระมุจลินท์ไปอีกเล็กน้อย พ่อค้าชาวพม่าสองพี่น้องคือ ตปุสสะและภัลลิกะ ได้เห็นพระวรกายของพระพุทธองค์ผุดผ่องมีพระรัศมีด้วยพุทธานุภาพ เกิดความเลื่อมใสได้ถวายสัตตุผงและสัตตุก้อน ขณะนั้นพระพุทธองค์ยังไม่มีบาตร ท้าวจตุมหาราชทั้ง ๔ จึงได้น้อมนำบาตรมาถวายองค์ละใบ พระพุทธองค์ทรงดำริว่าใบเดียวก็เพียงพอแก่เรา จึงทรงอธิษฐานให้บาตรทั้ง ๔ ใบนั้นประสานเข้าเป็นใบเดียวกัน แล้วทรงรับข้าวสัตตุผง สัตตุก้อนจากพ่อค้าพานิชทั้งสอง ตปุสสะและภัลลิกะได้แสดงตนเป็นพุทธมามกะคู่แรกในพระพุทธศาสนาที่เข้าถึงพุทธรัตนะและธรรมรัตนะ

สระมุจลินทร์ และ พญานาค มุจลินทร์

สระมุจลินทร์ และ พญานาค มุจลินทร์

บริเวณรอบสระมุจลินทร์ หรือ มุจลินทร์โบกขรี

บริเวณรอบสระมุจลินทร์ หรือ มุจลินทร์โบกขรี

สถานที่รอบต้นพระศรีมหาโพธิ์ มีทั้งชาวพุทธ และชาวฮินดู

สถานที่รอบต้นพระศรีมหาโพธิ์ มีทั้งชาวพุทธ และชาวฮินดู

สังเวชนียสถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรไปดู ด้วยระลึกว่า ‘ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้’

สังเวชนียสถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรไปดู ด้วยระลึกว่า ‘ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้’

ย้อนระลึกถึงวันเพ็ญ เดือนหก เดือนวิสาข

ย้อนระลึกถึงวันเพ็ญ เดือนหก เดือนวิสาข

มหาโพธิวหาร บูรณะปฏิสังขรหลายสมัยด้วยแรงศรัทธา

มหาโพธิวหาร บูรณะปฏิสังขรหลายสมัยด้วยแรงศรัทธา

วัดไทยพุทธคยา เป็นวัดไทยแห่งแรกในประเทศอินเดีย (รัฐพิหาร)

วัดไทยพุทธคยา เป็นวัดไทยแห่งแรกในประเทศอินเดีย (รัฐพิหาร)

วัดไทยพุทธคยา เป็นวัดไทยแห่งแรกในประเทศอินเดีย (รัฐพิหาร) เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๐ มีเนื้อที่ราว ๑๒ ไร่ (๕ เอเคอร์) ตั้งอยู่บริเวณพุทธคยา ห่างจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ และองค์พระมหาเจดีย์พุทธคยา ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ พระนาม พระพุทธเมตตา เป็นสถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประมาณ ๕๐๐ เมตร เป็นวัดที่อยู่ในความดูแลและอุปถัมภ์ของรัฐบาลไทยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันมี พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ วีรยุทโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล เป็นเจ้าอาวาส

พระอุโบสถของวัดไทยพุทธคยา จำลองแบบมาจากวัดเบญจมบพิตร กทม. ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย

นอกจากนี้ พระประธานในพระอุโบสถวัดไทยพุทธคยายังได้จำลองพระพุทธชินราช จากวัดเบญจมบพิตร อีกด้วย โดยได้รับพระราชทานพระนามจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า “พระพุทธธรรมิศรชมพูทีปนิวัติสุโขทัย”

ความเป็นมาของการจัดสร้าง วัดไทยพุทธคยา สืบเนื่องมาจากสมัยที่ประเทศอินเดีย ได้รับได้เอกราชจากอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๐ ต่อมา ฯพณฯ ศรีเยาวหราลล์ เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศอินเดีย ได้เตรียมการจัดงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษขึ้น หรือที่เรียกว่า “พุทธชยันตี” ใน พ.ศ.๒๕๐๐ จึงได้ประกาศเชิญชวนให้ประเทศต่างๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนาได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นด้วยศิลปะของประเทศตน ณ พุทธคยา ดินแดนตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยรัฐบาลอินเดีย ได้จัดสรรที่ดินให้เช่าในนามรัฐบาลต่อรัฐบาล คราวละ ๙๙ ปี และเมื่อหมดสัญญาแล้ว สามารถต่ออายุสัญญาได้อีกคราวละ ๕๐ ปี

รัฐบาลไทยในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงได้ตอบรับคำเชิญชวน โดยได้ดำเนินการก่อสร้างวัดไทยพุทธคยาขึ้น เริ่มจากพระอุโบสถ และพระประธาน รวมทั้งเสนาสนะต่างๆ อย่างครบถ้วน พร้อมกับส่งคณะสงฆ์ไปจำพรรษาตั้งแต่สมัยนั้น จนถึงทุกวันนี้

พระอุโบสถของวัดไทยพุทธคยา จำลองแบบมาจากวัดเบญจมบพิตร

พระอุโบสถของวัดไทยพุทธคยา จำลองแบบมาจากวัดเบญจมบพิตร

“พระพุทธธรรมิศรชมพูทีปนิวัติสุโขทัย” พระประธานในพระอุโบสถวัดไทยพุทธคยา

“พระพุทธธรรมิศรชมพูทีปนิวัติสุโขทัย” พระประธานในพระอุโบสถวัดไทยพุทธคยา

พระประธานประจำพระอุโบสถ พระพุทธปฏิมาประธานในพระอุโบสถ องค์แรก

เนื่องจากเมื่อเริ่มสร้างพระอุโบสถนั้น ได้มีการหล่อพระพุทธปฏิมาประธานโดยมิได้ทราบถึงขนาดของพระอุโบสถ ซึ่งปั้นโดยอาจารย์ศิลป์ พีระศรี คณบดีคณะจิตรกรรมและประติมากรรมมหาวิทยาลัยศิลปากรในขณะนั้น เป็นพระพุทธรูปที่งดงามมาก อัญเชิญมาจากประเทศไทยไปสุ่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย พร้อมด้วยกลอง และระฆัง ถึงวัดในวันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๐๓ เป็นพระพุทธรูปขนาดเล็กไม่ได้สัดส่วนกับฐานชุกชีขนาดใหญ่ทัดเทียมกับขนาดพระอุโบสถที่จำลองแบบไปจากพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ด้วยเหตุนี้พระเทพวิสุทธิโมลี (บุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตชุดที่ ๒ และคณะสงฆ์ในสมัยนั้นได้พิจารณาเห็นว่า สมควรแก้ไขพระประธานในพระอุโบสถุให้เป็นพระพุทธรูปแบบพระพุทธชินราชหรือพระพุทธชินราชจำลองเหมือนกัน จะเหมาะสมกว่า

พระพุทธธรรมมิศรชมพูทีปนิวัติสุโขทัย ประธานในพระอุโบสถ ปัจจุบัน
จอมพล ถนอม กิตติขจร นายยกรัฐมนตรี และครอบครัว มีจิตศรัทธาในการสร้างพระพุทธปฏิมาประธานใหม่ โดยให้ออกแบบสร้างให้มีพระพุทธลักษณะเดียวกับพระพุทธชินราชองค์เดิมที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก และพระพุทธชินราชจำลององค์นี้ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ หล่อด้วยเนื้อโลหะ ขนาดหน้าตักกว้าง ๔ ศอก ๑ คืบ ๙ นิ้วเศษ ๖๙๙ นิ้วฟุต หรือ ๒ เมตร ๕๑ เซนติเมตร) ส่วนสูงวัดจากฐานถึงยอดพระเกศ ๖ ศอก ๑  คืบ ๙ นิ้วเศษ (๑๓๙ ๑/๒ นิ้วฟุตหรือ ๓ เมตร ๕๕ เซนติเมตร) วัดถึงยอดเรือนแก้ว สูง ๘ ศอก ๑ คืบ ๑๐ นิ้วเศษ หรือ ๔ เมตร ๗๐ เซนติเมตร น้ำหนักรวมทั้งเรือนแก้วประมาณ ๕ ตัน หล่อเป็นชิ้นๆ แล้วนำมาประกอบเป็นองค์ภายหลังสร้างสำเร็จเรียบร้อยประกอบพิธีพุทธาภิเษกอย่างยิ้งใหญ่ ณ พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมบำเพ็ญกุศลปิดทองอย่างยิ่งใหญ่ก่อนที่จะอัญเชิญไปสู่แดนพุทธภูมิ

จอมพล ถนอม กิตฺติขจร นายกรัฐมนตรี ดำริว่าพระพุทธปฏิมาองค์นี้จะอัญเชิญไปประดิษฐานในต่างประเทศ ในนามของประชาชนชาวไทย สมควรได้กรอบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของพระราชทานพระกรุณาถวายพระนามพระพุทธปฏิมาองค์นี้ เพื่อเป็นมิ่งมงคลเป็นเกียรติประวัติของชาติไทยสืบไปชั่วกาลนาน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “พระพุทธธรรมมิศรชมพูทีปนิวัติสุโขทัย” มีความหมายว่า “พระพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่ในธรรม กลับสู่ชมพูทวีปให้เกิดสุข”
ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบให้กระทรวงการต่างประเทศ และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ดำเนินการอัญเชิญพระประธานไปประดิษฐานที่วัดไทยพุทธคยา โดยเครื่องบินซี ๑๓๐ ของกองทัพทหารอเมริกัน เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๐ ทุนทรัพย์ในการจัดสร้างพระประธาน และค่าพาหนะขนส่งจำนวน ๖๕๐,๐๐๐.๐๐ บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท)

พุทธศักราช ๒๕๑๓ ได้สร้างพระอัครสาวกยืน คือ พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร ประดิษฐานไว้ข้างพระประธานในพระอุโบสถ จำนวนเงิน ๒๕,๐๐๐ บาท (สองหมื่นห้าพันบาท)

พุทธศักราช ๒๕๑๗ ได้สร้างสมเด็จ ๙ ปาง ด้วยผงพุทธสังเวชนียสถานจำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ บรรจุไว้ใต้ฐานพระประธาน ในวันมหาปวารณาใช้เวลานาน ๒ ปี (๒ พรรษา) พระครูธรรมธรสมพล จิรฏฺฐิโต รองผู้อำนวยการศูนย์เผยแผ่พระอธิธรรม วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ เป็นกำลังในการดำเนินการสร้างพระสมเด็จ ๙ ปาง

ครั้งนั้นผู้เขียนได้มีโอกาสกราบนมัสการพระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และหัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายประเทศอินเดีย ในขณะนั้น

ข้อมูลอ้างอิง :

พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม, คู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน กรุงเทพฯ : ดาวเหนือ, 2549. 224 หน้า.

พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์  วีรยุทโธ), พระพุทธมนต์ (ฉบับ ตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล) กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, 2550 . 258 หน้า.

วัดไทยพุทธคยา อินเดีย  http://www.watthaibuddhagaya.net/index.php

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ ตามลิงค์

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : บทนำ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หนึ่ง กรุงเทพฯ กัลกัตตา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สอง เมืองกัลกัตตา เมืองพุทธคยา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สาม เมืองพุทธคยา เมืองราชคฤห์ เขาคิชกูฎ มหาวิทยาลัยนาลันทา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สี่ เมืองพุทธคยา เมืองพาราณสี เมืองสารนาถ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่ห้า เมืองพาราณสี เมืองกุสินารา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หก เมืองกุสินารา ตำบลกาเซีย

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่เจ็ด กุสินารา ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล)

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่แปด ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล) โครักขปูร์ เดลลี กรุงเทพฯ

About ☀Tawan™ Guide ☀

a Professional Tour Guide
This entry was posted in 3. ตะวันสัญจร. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s