บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สาม เมืองพุทธคยา เมืองราชคฤห์ เขาคิชกูฎ มหาวิทยาลัยนาลันทา

ภูเขาดงคสิริ สถานที่พระโพธิสัตว์ทรงกระทำทุกขกิริยา

ภูเขาดงคสิริ สถานที่พระโพธิสัตว์ทรงกระทำทุกขกิริยา

เดินทางออกจากพุทธคยาแต่เช้า มุ่งหน้าไปยังเขาคิชฌกูฏ ซึ่งอยู่ในเมืองราชคฤห์

ราชคฤห์ เป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธในสมัยพุทธกาล (ปัจจุบัน คือ จังหวัดนาลันทา รัฐพิหาร) ในอดีตเคยเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็ง และมีอิทธิพลมากแห่งหนึ่ง เป็นเมืองสำหรับการแสวงบุญของชนชาวพุทธ พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับอยู่ในเมืองนี้หลายครั้ง การกระทำปฐมสังคายนาก็ทำที่เมืองนี้

พาหนะสัญจรมีทั้งแรงวัวและแรงม้า

พาหนะสัญจรมีทั้งแรงวัวและแรงม้า

ราชคฤห์นั้นมีอยู่สองเมือง คือ ราชคฤห์เก่า กับราชคฤห์ใหม่ ราชคฤห์ใหม่สร้างต่อจากเมืองเก่า โดยตั้งอยู่เชิงเขามีพระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้สร้าง เมืองนี้มีภูเขาล้อมรอบอยู่ ๕ ลูก คือ เวภาระ ปัณฑวะ อิสิคีรี เวปุลละ และคิชฌกูฏ  จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เบญจคีรีนคร

เมื่อ ๒๕๐๐ ปีก่อน แคว้นมคธนั้นเป็นทางศูนย์การการค้า การศึกษา การปกครอง มีพระเจ้าพิมพิสารปกครองดูแล ประกอบด้วยเมืองสำคัญห้าเมืองด้วยกัน คือ ราชคฤห์, วัชชี, โกศล, วังสะ, อวันตี โดยมีเมืองราชคฤห์เป็นศูนย์กลางอำนาจการปกครอง

เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรูแล้ว มีดำริจะเผยแพร่สิ่งที่พระองค์ได้ตรัสรู้ จึงเดินทางมายังเมืองราชคฤห์ ระหว่างทางได้พราหม์กัสสปะเจ้าลัทธิและบริวารเป็นสาวก ได้ขอบวชและติดตามพระพุทธองค์ เมื่อเข้าเมืองราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารจึงต้อนรับอย่างดี พระพุทธศาสนาจึงได้ตั้งมั่นอยู่ที่แคว้นมคธ

เมดอิน อินเดีย ทนทานขนาด

เมดอิน อินเดีย ทนทานขนาด

ระหว่างทาง เราจะพบเห็นผู้คนพร้อมพาหนะแตกต่างกันไป แต่ก็สามารถร่วมสัญจรบนถนนเส้นเดียวกันได้

ตรงไหนมีที่ยืนได้ ก็ไปด้วยได้

ตรงไหนมีที่ยืนได้ ก็ไปด้วยได้

จะมีที่นั่งหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ขอให้มีที่ยืนเป็นพอ

ขึ้นกระเช้า

ขึ้นกระเช้า

รถยนต์มาส่งคณะของเราแค่เชิงเขา ระยะทางที่เหลือต้องอาศัยกระเช้าไฟฟ้าขึ้นไป บนยอดเขารัตนคีรี

กระเช้าขึ้นเขาแล้วก็วนกลัยลงมาเป็นวงรอบ ไม่มีหยุด ต้องรีบขึ้นนั่งและพร้อมกระโดดลงเมื่อถึงที่หมาย

กระเช้าขึ้นเขาแล้วก็วนกลัยลงมาเป็นวงรอบ ไม่มีหยุด ต้องรีบขึ้นนั่งและพร้อมกระโดดลงเมื่อถึงที่หมาย

ด้วยศรัทธาตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ขจัดความกลัวออกไปได้ ถึงที่หมายโดยสวัสดภาพ

จุดประสงค์ของการสร้างกระเช้าเพื่ออำนวยความสะดวก แต่ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นการวัดใจ จะขึ้นที่สูงต้องสลัดความกลัวทิ้งไป

จุดประสงค์ของการสร้างกระเช้าเพื่ออำนวยความสะดวก แต่ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นการวัดใจ จะขึ้นที่สูงต้องสลัดความกลัวทิ้งไป

ระหว่างทางได้ยินเสียงสวดมนต์ พุทธัง สรนัง คัจฉามิ จนสุดทาง

ระหว่างทางได้ยินเสียงสวดมนต์ พุทธัง สรนัง คัจฉามิ จนสุดทาง

วิศวะศานติสถูป บนยอดเขารัตนคีรี

วิศวะศานติสถูป บนยอดเขารัตนคีรี

มุมที่มองเห็นยอดเขาคิชฌกูฏ

มุมที่มองเห็นยอดเขาคิชฌกูฏ

สมัยที่ พระถังซัมจั๋ง (เหี้ยนจัง) มาถึงที่ยอดเขาคิชฌกูฏท่านได้บันทึกไว้ว่า บนยอดเขามีวิหารหลังหนึ่งอยู่ริมหน้าผา มีลักษณะสูงรูปร่างแปลกตา ภายในวิหารมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ มีขนาดใหญ่เท่าคนจริง

มูลคันธกุฎี บนยอดเขาคิชฌกูฏ

มูลคันธกุฎี บนยอดเขาคิชฌกูฏ

ในสมัยพุทธกาลนั้น พระพุทธองค์ได้เสด็จขึ้นลงยอดเขาแห่งนี้ทุกวันเพื่อไปยังวัดเวฬุวัน ทรงพระราชดำเนินไปตามทางที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวายไว้

คันธกุฎีคิชฌกูฏ

เขาคิชฌกูฏหรือคิชฌบรรพต หนึ่งในเบญจคีรีที่โอบล้อมนครราชคฤห์ มีลักษณะคล้านนกแร้งจึงถูกขนานนามว่า คิชฌกูฏ

มูลคันธกุฏิ ยอดเขาคิชฌกูฏนี้เป็นที่ชาวพุทธถือว่าเป็นสถานที่สำคัญควรมากราบไหว้บูชาเพื่อระลึกถึงพระพุทธองค์ที่เสด็จมาประทับ ณ ยอดเขาแห่งนี้อยู่เสมอ และได้ตรัสแสดงธรรมหลายพระสูตร เช่น มาฆสูตร ธัมมิกสูตร มหาสาโรปมสูตร อาฏานาฏิยสูตร อปริหานิยสูตร เป็นต้น  ผู้มาถึงสถานที่แห่งนี้เหมือนว่าได้มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงที่ประทับ

ที่ประทับของพระพุทธองค์มีขนาดกว้าง ๓ ศอก ๑ คืบ ยาว ๔ ศอก เท่านั้น ขนาดพอสำหรับนั่งและนอนสำหรับพักอาศัยบำเพ็ญเพียร ที่นี่ในอดีตคงจะสงบวิเวกห่างจากการรบกวนใด ๆ

มูลคันธกุฎี บนยอดเขาคิชฌกูฏ มีความกว้าง ๗ คูณ ๑๒ ฟุต

มูลคันธกุฎี บนยอดเขาคิชฌกูฏ มีความกว้าง ๗ คูณ ๑๒ ฟุต

คำบูชาที่มูลคันธกุฏิ ยอดเขาคิชฌกูฏ

วันทามิ ภันเต ภะคะวา อิมัง ระมะนียัง ราชะคะเห คิชฌะกูเฏ มูละคันธะกุฏิง, ยัตถาคะโตมหิ, ยัง อาคัมมะ ราชา พิมพิสาโร มะระณา สันนะกาเล พุทธารัมมะนัง ปีติง ภาเวสิ, ยัสสาวิทูเร ปุพเพ จะตุโลกะ ปาลาทีนัง ธัมโม จะ วินะโย จะ เทสิโต ปัญญัตโต.

สาธุ โน ภันเต, อิเมหิ สักกาเรหิ อะภิปูชะยามิ, สวากขาตัญจะ นะมามิ, มัยหัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ.

คำแปล

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้า ได้มาถึงมูลคันธกุฏิยอดเขาคิชฌกูฏ ในมหานครราชคฤห์แห่งนี้ อันเป็นรมณียสถานที่เคยประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า แลบัญญัติพระวินัย แสดงธรรม อันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ทั้งปวง มีพระอริยสาวก ท้าวจาตุโลกบาล ได้แวดล้อมในการครั้งก่อน

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าขอบูชาโดยยิ่ง ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ และขอน้อมระลึกถึงพระธรรม ที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ขอการบูชาสักการะในครั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข เพื่อมรรคผลนิพพานแก่ข้าพระพุทธเจ้า ตลอดกาลนานเทอญฯ

ถ้ำสุกรชาตา บนเขาคิชฌกูฏ ที่พระสาลีบุตรบรรลุอรหันต์

ถ้ำสุกรชาตา บนเขาคิชฌกูฏ ที่พระสาลีบุตรบรรลุอรหันต์

คำบูชาที่ถ้ำสุกรขาตา

วันทามิ ภันเต ภะคะวา อิมัง คิชฌะกูฏะปัพพะตะปาเท สุกะระขาตะคุหัง, ยัตถาคะโตมหิ, อิธะ โข ปะนะ ภะคะวา เวทะนา ปะริคคะหะสุตตัง เทเสสิ ยัง สุตวา สารีปุตโต อะระหัตตัง สัจฉากาสิ ภาคิเนยโย จัสสะ ปะริพพาชิโก โสตาปัตติผะเล ปะติฏฐะหิ.

สาธุ โน ภันเต, อิเมหิ สักกาเรหิ อะภิปูชะยามิ, สวาขาตัญจะ นะมามิ, มัยหัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ.

คำแปล

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้มาถึงแล้ว ถ้ำสุกรขาตา สถานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงธรรม ชื่อเวทนาปริคหสูตร เป็นเหตุให้พระสารีบุตร ผู้เป็นอัครสาวกได้บรรลุอรหัตผล และทีฆนขปริพาชกได้บรรลุโสดาบันฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าขอบูชาโดยยิ่ง ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ และขอน้อมระลึกถึงพระธรรม ที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ขอการบูชาสักการะในครั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข เพื่อความถึงพร้อมแห่งปัญญาญาณในชาตินี้และชาติหน้า แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตลอดกาลนาน เทอญฯ

คิชฌกูฏ แปลว่า ยอดเขานกแร้ง

คิชฌกูฏ แปลว่า ยอดเขานกแร้ง

ถ้ำพระโมคคัลลานะ

ถ้ำพระโมคคัลลานะ

ระหว่างทางขึ้นยอดเขาคิชฌกูฏ จะพบถ้ำซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่บำเพ็ญเพียรของพระอัครสาวก คือ พระโมคคัลลา พระสาลีบุตร และพระอานนท์ กล่าวกันว่าโดยรอบเขาคิชกูฎนั้น นับเป็นที่สัปปายะของเหล่าพระอริยสาวกและเป็นที่จำพรรษาของพระอรหันต์หลายองค์ เช่น พระมหากัสสปะ พระอนุรุทธะ พระอานนท์ พระปุณเณมันตานีบุตร และพระอุบาลี เป็นต้น

นมัสการถ้ำพระโมคคัลลานะ

นมัสการถ้ำพระโมคคัลลานะ

ทางเดินลงจากเขาคิชฌกูฏ

ทางเดินลงจากเขาคิชฌกูฏ

สถานที่น่าสนใจใกล้เคียง ได้แก่

  • วัดเวฬุวัน ซึ่งเป็นวัดที่พระเจ้าพิมพิสารถวายเป็นสังฆารามในสวนไผ่ นับเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา เป็นสถานที่อีก ๙ เดือนภายหลังตรัสรู้ ได้มีพระสงค์มาชุมนุมกันถึง ๑๒๕๐ รูป ในวันเพ็ญเดือนมาฆะ และได้ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์  วัดเวฬุวันนี้พระพุทธเจ้าทรงประจำพรรษาที่ ๒-๓-๔ และพรรษที่ ๑๗ กับ ๒๐ ภายหลังจากตรัสรู้ พระเวฬุวันวิหารจึงนับเป็นอารามในระยะกาลประดิษฐานพระศาสนาระยะแรกเริ่ม
  • ชีวกัมพวัน เป็นสถานที่หมอชีวกโกมารภัจจ์ สร้างถวายพระพุทธองค์ ในสวนมะม่วง
  • คุกที่คุมขังพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูได้จองจำจนสิ้นพระชนชีพ
ระหว่างทางสู่มหาวิทยาลัยนาลันทา

ระหว่างทางสู่มหาวิทยาลัยนาลันทา

นาลันทา

เมืองนาลันทาเคยเป็นศูนย์กลางของศาสนาชิน คู่เมืองเวสาลีมานาน เดิมชื่อ นาลันทคาม เป็นมาตุภูมิ (บ้านเกิด) ของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ อัครสาวกซ้ายขวาของพระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์เคยตรัสแสดงธรรมหลายพระสูตรที่นาลันทา เศรษฐีทุสสปาวาริกะ เกิดศรัทธาเลื่อมใสอุทิศสวนมะม่วงสร้างเป็นวัดถวายพระพุทธองค์เพื่อเป็นที่พำนัก

ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จไปยังเมืองนาลันทา ประทับที่ปาวาริกัมพวัน ทรงแสดง ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ แก่ภิกษุที่ติดตามไป และทรงปรารภถึงพระสารีบุตรว่า เคยได้กล่าววาจาเลื่อมใสอย่างยิ่งในเราตถาคต ด้วยถ้อยคำว่า ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต จะไม่มีผู้ใดปัญญารู้ยิ่งในพระสัมมาโพธิญาณเสมอเหมือน

มหาวิทยาลัยนาลันทา

มหาวิทยาลัยนาลันทา

มหาวิทยาลัยของโลก

ในครั้งพุทธกาล นาลันทามหาวิหารแห่งนี้เป็นสวนมะม่วงของทุสสปาวาริกเศรษฐี ได้อุทิศถวายแด่พระพุทธเจ้า ในยุคหลังกษัตริย์อินเดียราชวงศ์คุปตะ ทรงเข้าอุปถัมภ์ ทำให้เมืองนาลันทาพัฒนาขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ เป็นหน้าเป็นตาในหมู่นักศึกษา แม้แต่มหาวีระศาสดาแห่งศาสนาเชน หรือชินะ ผู้เชื่อมั่นในการเปลือยกายก็มาเผยแพร่คำสอนที่นี่ด้วยเหมือนกัน ระหว่างศาสนาเชนกับพุทธนั้น มีหลักคำสอนที่คล้ายคลึงกันมาก คือ การปฏิเสธพระเจ้าด้วยกันทั้งคู่ แต่ศาสดามหาวีระเน้นการไม่เบียดเบียน การสันโดษ จึงเปลือยกาย ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ทุกชนิด

การศึกษาในลานันทา

นาลันทาสังฆาราม สถานศึกษาในทางพระพุทธศาสนา ฯพณฯ เยาวราล เนห์รู เขียนไว้ใน Glimpses of World History ว่า สถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพในอินเดียนั้นมี ๔ เมือง คือ ตักสิลา มฤรา อุชเชนี และนาลันทา แต่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับออกสู่สายตาของต่างประเทศก็คือมหาวิทยาลัยนาลันทานี่เอง

ในยุคนั้นมีนักศึกษาประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนมีครูรวมทั้งเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยประมาณ ๑,๐๐๐ คร มีการสอนวิชาทุกอย่างที่อินเดียมีอยู่ในสมัยนั้น สอนทั้งพุทธ พราหมณ์ สอนทั้งหินยาน มหายาน สอนทั้งพระเวท มีภาควิชาอยู่ ๕ แขนงให้เลือกเรียน คือ พุทธปรัชณา วรรณคดี ตรรกวิทยา แพทย์ศาสตร์ และคัมภีร์พราหมณ์ แต่มีวิชาหลักบังคับให้เรียนคือ พระไตรปิฎก

ร่องรอยของความยิ่งใหญ่ของมหาวิหารนาลันทา

ร่องรอยของความยิ่งใหญ่ของมหาวิหารนาลันทา

มหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทาสมัยเฮียงจัง

ในสมัยของหลวงจีนเฮียงจัง ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ นั้น, พระเจ้าหรรษวรรธนะ ทรงเป็นองค์อุปถัมภก ที่สำคัญยิ่ง ของพระพุทธศาสนา
พระองค์ได้ทรงทำนุบำรุง มหาวิทยาลัยนาลันทา ด้วยศรัทธาอันแก่กล้า, ทรงอุทิศส่วย จากหมู่บ้าน ๑๐๐ หมู่บ้าน ให้เป็นปัจจัย บำรุงมหาวิทยาลัย และมีบัญชาให้ หัวหน้าครอบครัว ๒๐๐ ครอบครัว บำรุงพระภิกษุ ที่อยู่ในมหาวิทยาลัย ด้วยภัตตาหาร เช่น ข้าว เนย และนม เป็นประจำ, โดยพระภิกษุเหล่านั้น ไม่ต้องออกไป บิณฑบาตข้างนอก

นักศึกษาแห่งนาลันทา ไม่ต้องมีความกังวล เกี่ยวกับเรื่องปัจจัยสี่นี้เลย ฉะนั้น จึงสามารถอุทิศเวลาทั้งหมดให้แก่การศึกษาได้เต็มที่

พระเจ้าหรรษวรรธนะ ทรงเคารพยกย่องพระภิกษุ แห่งมหาวิทยาลัย นาลันทา เป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงโปรดให้ พระนักศึกษาแห่งนาลันทา ประมาณ ๑๐๐๐ รูป เข้าร่วมรัชสภาที่กะเนาซ์ด้วย

หลวงจีนเฮียงจัง ได้กล่าวถึง มหาวิทยาลัยนาลันทา ไว้อย่างชัดเจน แสดงถึงความใหญ่โต และมาตรฐานการศึกษา อันสูงกว่า สถาบันการศึกษาอื่นๆ ทั้งหมด ที่มีอยู่ในตะวันออกโบราณ

ในสมัยนั้น มหาวิทยาลัยนาลันทา เจริญรุ่งเรืองมาก เป็นมหาวิทยาลัย ที่ใหญ่ที่สุด เก่าแก่ที่สุด มีชื่อเสียงมากที่สุด มีห้องประชุมขนาดใหญ่ ซึ่งบรรจุผู้ฟัง ได้มากกว่าพันคนขึ้นไป มีถึง ๘ ห้อง, มีห้องเรียนกว่า ๓๐๐ ห้อง, มีห้องพระคัมภีร์ขนาดใหญ่ และมีหอพักนักศึกษา ในมหาวิทยาลัยพร้อม โดยมีโรงครัว ยุ้งฉาง สำหรับการหุงหาอาหาร เลี้ยงพระนักศึกษา เหล่านั้นด้วย

ในมหาวิทยาลัยนาลันทาทั้งหมด มีที่พักสำหรับนักศึกษาถึง ๑๐,๐๐๐ คน พร้อมด้วย อาจารย์ผู้วชาญ อีกประมาณ ๑,๕๐๐ คน มีกฎเกณฑ์เข้มงวดมาก นักศึกษาผู้เข้าใหม่ กว่าจะถูกรับเข้าสถาบันได้ จะต้องผ่านการทดสอบมากมาย พระนักศึกษาแห่งนาลันทา ได้รับการยกย่องอย่างสูง จากทั่วทุกแห่ง

พระภิกษุที่เรียนอยู่นี้ มีพระเจ้าแผ่นดิน เป็นองค์อุปถัมภ์ การเป็นอยู่ทุกอย่างให้เปล่าหมด ทั้งนี้เพื่อประสงค์ที่จะให้สืบทอดพระพุทธศาสนา ให้มีหลักธรรมที่ลึกซึ้งและถูกต้องทั้งภายใ และภายนอกประเทศ ซึ่งก็ปรากฏว่า มีพระภิกษุจากต่างแดนได้เดินทางเข้ามาเรียนที่นี่เช่นกัน เช่น หลวงจีนเฮียงจัง (พระถังซัมจั๋ง) เป็นต้น

ในระยะก่อน ที่หลวงจีนเฮียงจัง จะได้เข้ามาศึกษา ในมหาวิทยาลัยนาลันทา เล็กน้อย ท่านอาจาริยะ ธัมมปาละ ได้เป็นประมุขสงฆ์ หลังจากท่านองค์นี้แล้ว ศิษย์ของท่านชื่อ อาจาริยะ ศีลภัทระ ผู้เป็นโอรส ของกษัตริย์แห่งสมตาฎ (แคว้นเบงกอลทางใต้) เป็นอธิบดีสงฆ์ต่อมา ซึ่งท่านองค์นี้ เป็นอาจารย์สอน พุทธปรัชญา ให้แก่หลวงจีนเฮียงจัง เป็นเวลา ๕ ปี

วิชาที่หลวงจีนเฮียงจัง ได้ศึกษา ในมหาวิทยาลัยนาลันทา ได้แก่ คัมภีร์พระพุทธศาสนา ทั้งหินยาน และมหายาน, เหตุวิทยา (Logic), ศัพท์วิทยา (Gramma), จิกิตสาวิทยา (Medical Sciences), พระเวทย์ทั้งหลาย และ สางขยศาสตร์ เป็นต้น

ในการเรียนการสอน ในมหาวิทยาลัยนาลันทานั้น มีการสอนวิชาต่างๆ มากมาย เช่น พุทธปรัชญา ไวยากรณ์ วรรณคดี แพทยศาสตร์ และมีวิชาบังคับ พระไตรปิฎก เป็นต้น

หลังจากสิ้นรัชสมัยของ พระเจ้าหรรษวรรธนะแล้ว พระพุทธศาสนา ในมัชฌิมประเทศ เริ่มเสื่อมลงๆ หลวงจีนเฮียงจังได้เล่าว่า ท่านได้เห็นศูนย์กลาง ทางพระพุทธศาสนาหลายแห่ง ตกอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม แม้ในนครสาวัตถี เมืองปยาคะ และที่อื่นๆ วัดในทางพระพุทธศาสนา ได้ลดจำนวนน้อยลง แต่ในขณะเดียวกัน เทวาลัยและสถานบูชาของพวกต่างศาสนากลับมีจำนวนเพิ่มขึ้น, มีแต่ในแคว้นมคธ ภายใต้การอุปถัมภ์บำรุงของกษัตริย์ราชวงศ์ปาละแห่งเบงกอลและพิหารเท่านั้น ที่พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองต่อมาอีก ๒-๓ ศตวรรษ



เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

มหาวิทยาลัยนาลันทาในสมัยปาละ

จนมาถึงรัชสมัย ของพระเจ้าเทวปาละ (พ.ศ.๑๓๕๘-๑๓๙๗) พาลปุตรเทวะ แห่งสุมาตรา ได้สร้างวิหารขึ้นหลังหนึ่ง ที่มหาวิทยาลัยนาลันทา และพาลปุตรเทวะ ได้ขอร้องให้กษัตริย์เทวปาละ ยกผลประโยชน์ ๕ ตำบลในแคว้นมคธ เพื่อการบำรุงภิกษุ ที่ได้ทำการคัดลอกคัมภีร์ พระพุทธศาสนาให้ และพระเจ้าเทวปาละ ยังได้ทรงแต่งตั้ง ภิกษุรูปหนึ่งชื่อ พระวีรเทวะ ผู้เป็นบุตรของ อินทรคุปตะ แห่งรคาหาร (ขณะนี้ อยู่ในปากีสถานตะวันตก) เป็นผู้บริหารนาลันทามหาวิหาร

นอกจากนี้ เมื่อพระเจ้าเทวปาละ ครองราชย์ได้ ๓๕ ปี ได้สร้างรูปเจ้าแม่ตารา และมีการจารึกอักษร ที่ได้กล่าวถึงชื่อ มัญชุศรีเทวะ เมื่อกษัตริย์โคปาละที่ ๒ ครองราชย์ในปีแรก ๆ (พ.ศ.๑๔๗๘-๑๕๓๕) ได้ทรงสร้างรูปวาคีศวรี ให้เป็นเทพเจ้า แห่งความรู้ ของชาวพุทธ แล้วนำไปประดิษฐาน ไว้ที่นาลันทา

ในปีที่ ๖ แห่งการครองราชย์ ของกษัตริย์มปาละที่ ๑ (พ.ศ. ๑๕๓๕-๑๕๘๓) ได้มีการซ่อมแซม สถาบันนาลันทา ซึ่งได้ถูกไฟไหม้ นอกจากนี้ ยังได้มีนักศึกษา นาลันทาผู้หนึ่ง ชื่อ กัลยาณมิตร จินตามณี ได้ทำการคัดลอกคัมภีร์ อัศฏสาหัสริกา ส่วนคัมภีร์ ปรัชญาปารมิตา คัมภีร์นี้ได้ถูกคัดลอก ๒ ครั้งที่นาลันทา คืออีกครั้งในสมัยของรามปาละ ด้วย

สมัยจักรพรรดิ แห่งวงศ์ปาละ ได้ปกครองอินเดียตะวันออก ซึ่งรวมดินแดน ของมคธด้วย เป็นเวลาประมาณ ๔๐๐ ปี (จากพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๘) กษัตริย์เกือบทุกพระองค์ ได้เป็นผู้อุปถัมภ์ พระพุทธศาสนา อย่างเข้มแข็ง ได้ถวายความอุปการะ แก่สถาบันนาลันทา ด้วยดีตลอดมา

ความงดงามที่ยังเหลืออยู่

ความงดงามที่ยังเหลืออยู่

การล่มสลายของมหาวิทยาลัยนาลันทา

มหาวิทยาลัยนาลันทานี้ เจริญอยู่ได้ประมาณ ๘๐๐ ปี จึงเริ่มเสื่อมสลายลง แม้ว่าจะกำหนดระยะเวลาที่นาลันทาได้เสื่อมสลายลงไปให้แน่นอนไม่ได้ก็ตาม ก็ยังมีหลักฐานพอที่จะกล่าวว่า ความร่วงโรยของสถาบันนาลันทานั้นได้เกิดขึ้นพร้อมกับการที่พระพุทธศาสน เริ่มเสื่อมสูญไปจากอินเดีย  หลวงจีนเฮียงจัง ได้เห็นลักษณะที่จะก่อให้เกิดความเสื่อมมีอยู่ทั่วอินเดีย แม้ว่าในครั้งนั้นนาลันทายังเป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา ที่กำลังเจริญรุ่งเรืองก็ตาม

การที่นาลันทาถูกไฟไหม้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากมาย หลวงจีนเฮียงจังสามารถมองเห็นความวิบัติที่จะมีแก่สถาบันนาลันทาแล้ว
หลวงจีนเฮียงจังเล่าว่าเมื่อท่านมาถึงนาลันทามีพระภิกษุอยู่ในนาลันทาถึง ๑๐,๐๐๐ รูป แต่ต่อมา พอหลวงจีนอี้จิงมาถึงอินเดีย หลังจากท่านไม่กี่ปี ก็ได้พบว่ามีพระภิกษุในนาลันทาเพียง ๓,๐๐๐ รูป เท่านั้น

ความเสื่อมโทรมลงของพระพุทธศาสนาทั้งในนิกายเถรวาทและมหายาน ยิ่งมากขึ้นไปอีก เมื่อได้มีการเกิดขึ้นของนิกายตันตระ ซึ่งในนิกายนี้ได้เอาหลักคำสอนมาจากการผสมผสานของคำสอนในลัทธิโยคะกับวิธีการบูชาบวงสรวงแบบต่างๆ หลายแบบ พระพุทธศาสนาแบบดั่งเดิมได้ถูกกลืนหายไปในลัทธิลึกลับที่เกิดขึ้นใหม่นี้

ความเสื่อมสลายของพระพุทธศาสนาไปจากอินเดียนี้ อาจจะเกิดจากนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ของศาสนาพราหมณ์ เช่นท่านกุมาริละและศังกราจารย์ ที่ได้ทำให้วงการพระพุทธศาสนาสั่นสะเทือน

แต่เหตุการณ์ที่ทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทาอย่างรุนแรง คือการที่พวกมุสลิมบุกรุกเข้ามาฆ่าและทำลาย

มินฮัช (Minhaj) นักประวัติศาสตร์ มุสลิมได้เล่าถึง โมฮัมเม็ด บุขเตียร์ (Mohammed Bukhtiar) ทำลายเมืองๆหนึ่งในแคว้นพิหารตะวันตก ซึ่งเป็นแหล่งวิชาการของพระพุทธศาสนาแห่งหนึ่ง เมืองนี้ก็คือนาลันทา นั่นเอง

ข้อมูลบางแหล่งว่า พวกมุสลิมซึ่งมีแม่ทัพชื่อ บักตยาร์ ขิลจิ พร้อมทหาร ๒๐๐ คน บุกเข้ามาฆ่าพระสงฆ์องค์แล้วองค์เล่า แต่พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นก็ยังคงนั่งกันเฉยไม่ลุกหนีไม่ต่อสู้

บางท่านเล่าถึงการบุกโจมตีนาลันทาว่า “ป้อมปราการที่นี่ ช่างน่าแปลก นักรบทุกคนล้วนแต่นุ่งห่มสีเหลือง โกนหัวโล้น ไม่มีอาวุธในมือ นั่งกันอยู่เป็นแถวๆ เมื่อเราบุกเข้าไปถึงก็ไม่ลุกหนี ไม่ต่อสู้ เมื่อเราเอามีดฟันคอขาดคนแล้วคนเล่า ก็ยังนั่งกันอยู่เฉยๆ ไม่ร้องขอชีวิต ไม่โอดครวญ”
ตารนาถกล่าวว่า มุสลิมได้สร้างความพินาศย่อยยับให้แก่นาลันทา โดยฆ่าพระภิกษุ อย่างเหี้ยมเกรียม บุกรุกทำลาย จุดไฟเผา จนนาลันทา กลายสภาพเป็นเถ้าถ่านไปในที่สุด

พวกมุสลิม ยังได้เผาทำลาย ตำรับตำราต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนา ในมหาวิทยาลัยนาลันทาจนหมดสิ้น กล่าวกันว่าเผาตำรับตำราอยู่ถึง ๓ เดือนจึงได้เผาหมด

นอกจากนี้มุสลิมยังเอาไฟคอกพระภิกษุโดยหวังจะให้ตายให้หมด แต่ก็ยังมีพระส่วนน้อยที่หนีไปได้ โดยหนีเข้าไปอยู่ในธิเบตบ้าง เนปาลบ้าง
เมื่อได้ฆ่าและเผาแล้ว พวกมุสลิมยังได้ขนเอาทรัพย์สมบัติอันมหาศาลไปด้วย มุสลิมนั้นหวังจะทำลายพระพุทธศาสนาให้หมดสิ้นไปจากอินเดีย

ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยนาลันทาอันเป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา อันเจริญรุ่งเรืองมานานแสนนานก็ถึงจุดจบด้วยน้ำมือของมุสลิมและด้วยการปฏิรูปของศาสนาพราหมณ์

นาลันทาที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ต่างก็ต้องพบกับกฎไตรลักษณ์

นาลันทาที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ต่างก็ต้องพบกับกฎไตรลักษณ์

อย่างไรก็ดี ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ได้ชี้ให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งที่สำคัญ นั่นคือ การที่มีอาจารย์เก่งๆ  มากระจุกรวมกันนี่เอง ทำให้พระดีมีความสามารถมุ่งเข้าสู่ศูนย์กลาง ผลก็คือวัดพุทธในชนบทได้อ่อนแอลง จนทำให้วัดฮินดูเข้มแข็งขึ้น จนในที่สุด วัดพุทธในชนบทก็ถูกฮินดูกลืนไป

ส่วนในตัวนาลันทาเองนั้น เมื่อพระอยู่สบาย คือ ได้รับการอุปถัมภ์จากทางการอย่างดี ก็เลยขาดความสัมพันธ์กับชาวบ้าน แถมตัวพระเองก็หันไปสนใจเรื่องทางปรัชญา อภิปรัชญา หรือถกเถียงกันด้วยเหตุผลและทฤษฎีต่างๆ อีกทั้งยังมัววุ่นวายกับพิธีกรรมต่างๆ มากมาย

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ทำให้พระห่างจากการปฏิบัติ นั่นคือ มัววุ่นกับเปลือกจนลืมแก่น และเหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ได้เกิดกับกับนาลันทามหาวิหารเท่านั้น แต่สถาบันทางพุทธศาสนาใหญ่ๆ ในช่วงเวลานั้น ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน

ในที่สุด อวสานที่แท้จริงก็มาถึง เมื่อกองทัพเติร์กซึ่งทำสงครามชิงดินแดนไล่มาเรื่อยบุกมาถึงนาลันทาในปี พ.ศ. ๑๗๓๖  โดยเผาทำลายอาคาร ส่งผลให้พระสงฆต้องหนีกระจัดกระจายไป สิ้นสุดพุทธศาสนาในอินเดีย

ข้อมูลจาก  : http://www.gotoknow.org/posts/184805

BuddhistPilgrimageNalanda05

นมัสการหลวงพ่อองค์ดำ

นมัสการหลวงพ่อองค์ดำ

ประวัติหลวงพ่อองค์ดำ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ แห่งเมืองนาลันทา กรุงราชคฤห์

ข้อมูลจาก ศูนย์กลางการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมกวย (ส่วย) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ 

สำหรับประวัติความเป็นมาของ หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ หรือ “หลวงพ่ออ้วน” นั้น จากบันทึกของ รามปิล่า สิงห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานท่องเที่ยวอินเดีย ทำให้เราได้ทราบว่า พระพุทธรูปหลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำนี้ สร้างขึ้นโดย ท่านธรรมปาล ในสมัย พระเจ้าเทวาปาล คือระหว่างปี พ.ศ. ๑๓๕๓-๑๓๙๓

ถ้าหากท่านทราบประวัติความเป็นมามากกว่านี้ ท่านจะรู้สึกศรัทธาและประหลาดใจเป็นแน่ เพราะเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวเท่านั้นที่เหลือจากการทำลายของคนศาสนาอื่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ กล่าวคือ

เมื่อปี พ.ศ. ๑๗๖๖ พวกมุสลิมได้ใช้วิธีเผยแผ่พระศาสนาโดยใช้กำลังอาวุธ ถ้าใครไม่นับถือศาสนาของตนจะต้องถูกทำร้าย โดยเฉพาะผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นศัตรูตัวสำคัญจะต้องถูกทำลาย ไม่ว่าจะเป็นคนหรือทรัพย์สมบัติในพระพุทธศาสนา จนกระทั่งพวกมุสลิมเข้ายึดครองดินแดนชมพูทวีปฝ่ายเหนือและแคว้นมคธได้เกือบทั้งหมดแล้ว ด้วยการใช้กำลังอำนาจเข้าห้ำหั่น ฆ่าฟัน ข่มเหง และย่ำยีด้วยวิธีการต่างๆ นานา ซึ่งมี โมฮัมหมัด อิคเทีย ซิลจิ ลูกชายของภัคเทีย ซิลจิ เป็นหัวหน้า ได้พาทหารสมัครพรรคพวกถืออาวุธเข้าห้ำหั่นชาวพุทธ ทุบทำลายเผาตำรับตำรา ถาวรวัตถุสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา

กระทั่งเป็นเหตุให้มหาวิทยาลัยนาลันทา หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ พระพุทธรูปองค์อื่นๆ และเอกสารตำรับตำราทางพระพุทธศาสนาทั้งหมด ได้ถูกเศษอิฐและหินทับถมจมลงใต้แผ่นดิน เป็นเวลานานเกือบ ๗ ศตวรรษ หรือประมาณเกือบ ๗๐๐ ปี คงเหลือไว้แต่ซากปรักหักพักอย่างที่เราเห็น เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก

สาเหตุที่ หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ ถูกฝังจมอยู่ใต้แผ่นดินกินเวลานานเกือบ ๗ ศตวรรษนั้น ท่านตารนารถ และท่านลามะธรรมสวามิน พระธิเบต ผู้เห็นเหตุการณ์ ได้บันทึกไว้ว่า กองทัพมุสลิมหลังจากเข้าปกครองดินแดนชมพูทวีปฝ่ายเหนือ และแคว้นมคธเกือบทั้งหมดได้แล้ว ก็เริ่มทำลายวัดวาอาราม ตลอดทั้งปูชนียสถานทางพระพุทธศาสนาเกือบทั้งหมดแล้ว ในปี พ.ศ. ๑๗๖๖ กองทัพมุสลิมนำโดย โมฮัมหมัด อิคเทีย ซิลจิ พร้อมด้วยทหารประมาณ ๒๐๐ คน ได้กรีฑาทัพเข้าไปในมหาวิทยาลัยนาลันทา ทำลายพระพุทธรูปและศิลปกรรมต่างๆ ที่ขวางหน้าอย่างมันมือและเมามัน โดยปราศจากผู้คนที่จะมาต่อต้านเกือบทั้งสิ้น เท่านั้นมิหนำใจยังเอาเชื้อเพลิงมาสุมแล้วจุดไฟเผา จนทำให้คัมภีร์ตำราทางพระพุทธศาสนาทั้งเก่าและใหม่ถูกไฟไหม้เกือบหมดสิ้น พอสาสมแก่ใจแล้ว โมฮัมหมัด อิคเทีย ซิลจิ และทหารสมัครพรรคพวก ก็ยกทัพกลับไปยังเมืองภัคเทียปูร์

พอกองทัพมุสลิมยกทัพกลับไปแล้ว พระนักศึกษาและครูอาจารย์ของมหาวิทยาลัยนาลันทาประมาณ ๗๐ องค์ ที่หลบซ่อนอยู่ก็พากันย้อนกลับเข้าไปในมหาวิทยาลัย แล้วก็พบว่าพระพุทธรูปและศิลปกรรมส่วนใหญ่ถูกทำลายอย่างย่อยยับ แต่ยังมีที่พอที่จะจัดการปฏิสังขรณ์ได้ จึงพร้อมใจกันดำเนินการซ่อมแซม โดยให้ท่านมุทิตาภัทรเป็นหัวหน้า ท่านรัฐมนตรีของกษัตริย์แคว้นมครในสมัยนั้น ได้จัดทุนทรัพย์จำนวนหนึ่ง ส่งไปจากแคว้นมคธเพื่อช่วยเหลือซ่อมแซมปฏิสังขรณ์วัดวาอารามที่นาลันทาขึ้นมาใหม่ แต่ก็ทำได้บางส่วนเท่านั้น

แต่แล้ววันหนึ่ง ได้มีชูชก ๒ คนเข้ามาวางอำนาจ ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลทางศาสนา จนกระทั่งเวลา ๑๒ ปีผ่านไป ๒ ชูชกดังกล่าวก็ยังวางตนเขื่องอยู่ มาถึงคราวหนึ่ง ทั้ง ๒ ชูชกได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาขึ้น และคงคิดว่าเพียงพอแล้วที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป จึงได้รวบรวมเศษไม้แล้วก่อไฟขึ้น พร้อมทั้งขว้างปาดุ้นฟืนที่ติดไฟไปตามสถานที่ต่างๆ โดยรอบ จนกระทั่งเกิดไฟลุกไหม้ไปทั่วมหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก จนแหลกลาญเป็นผุยผง สุดที่จะทำการซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ให้คืนดีได้ดังเดิม มหาวิทยาลัยนาลันทา อันเลื่องชื่อลือนามก็เป็นอันสิ้นสุดลง ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่ามาตั้งแต่บัดนั้น

กระทั่งชาวอังกฤษเข้ายึดครองประเทศอินเดีย ได้มีนักปราชญ์ด้านโบราณคดีชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ ท่านเซอร์คันนิ่งแฮม ได้ศึกษาและอ่าน บันทึกลายแทงของพระถังซำจั๋ง (เป็นพระจีนที่เคยเดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนา ณ มหาวิทยาลัยนาลันทา เป็นเวลาถึง ๑๔ ปี โดยได้บันทึกเหตุการณ์และสถานที่สำคัญต่างๆ เอาไว้อย่างละเอียด) เกี่ยวกับเรื่องของมหาวิทยาลัยนาลันทา จนเข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงนำคณะเข้ามาสำรวจและขุดค้น ก็ปรากฏผลดังที่ตนปรารถนาไว้ทุกประการ คือได้ค้นพบพระเจดีย์องค์ที่ตั้งอยู่ใจกลางมหาวิทยาลัยพอดี จากนั้นก็ได้ทำแผนที่ตามบันทึกลายแทงที่มีอยู่ (คือจากหนังสือของพระถังซัมจั๋ง) เพื่อค้นหาเจดีย์องค์อื่นๆ โดยมอบให้กลุ่มนักขุดซึ่งมี นาย เอ.เอ็ม.พรอดเล่ย์ และ ดร.สปูนเนอร์ เป็นต้น เป็นหัวหน้าการค้นหา ก็ปรากฏว่าเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ได้พบซากพระเจดีย์องค์อื่นๆ และตัวมหาวิทยาลัย รวมทั้ง หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ และพระพุทธรูปองค์อื่นๆ อีกมากมาย ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์นาลันทา

ในบรรดาพระพุทธรูปที่ขุดพบทั้งหมดดูเหมือนจะมีเพียง หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ องค์เดียวเท่านั้นที่นับว่ามีความสมบูรณ์ที่สุด เพราะพระนาสิกและองคุลีของพระหัตถ์ขวาเท่านั้นที่หักบิ่นเล็กน้อย

คำบูชาหลวงพ่อองค์ดำ นาลันทา อินเดีย

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะฯ ( ๓ จบ)

คำสวดบูชา

อิติปิ โส ภะคะวา กาฬะวัณณะพุทธะปฏิมัง อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมาสาระถิ สัตถาเทวะ มะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
(ให้สวด ๙ จบ หรือ ๑๐๘ จบ)

คำแปล

ขอพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ พุทธบารมีสมเด็จพระพุทธเจ้าองค์ดำ ที่ข้าพเจ้าได้บูชาแล้ว จงมีอานุภาพ พลานุภาพ บุญญฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ จงบันดาลส่งผลให้ข้าพเจ้า มีอุดมมงคลสูงสุดในตัวข้าพเจ้า และครอบครัว ธุรกิจการงานของข้าพเจ้า จงชนะตลอด ปลอดภัยตลอด ร่ำรวยตลอด ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บตลอดชีวิต มีพลานามัยที่สมบูรณ์ยิ่ง ในที่สุดขอให้ข้าพเจ้ามีปัญญาได้ดวงตาเห็นธรรม รู้แจ้ง เห็นจริงในอริยสัจ ๔ ประการ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรมอย่างไร ขอให้ข้าพเจ้าจงรู้ธรรมอย่างนั้นด้วยเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง :

พระวิเทศโพธิคุณ (วีรยุทธ์  วีรยุทฺโธ), สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล : ธรรมสภาและสถาบันลือธรรม,  2544.

พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม, คู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน กรุงเทพฯ : ดาวเหนือ, 2549.

พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์  วีรยุทโธ), พระพุทธมนต์ (ฉบับ ตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล) กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, 2550 .

ชิว ซูหลุน, ถังซำจั๋ง จดหมายเหตุการเดินทางสู่ดินแดนตะวันตกของมหาราชวงศ์ถัง : มติชน, 2547.

พระธรรมปิฎก, จาริกบุญ จารึกธรรม : มูลนิธิพุทธธรรม, 2547.

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ ตามลิงค์

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : บทนำ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หนึ่ง กรุงเทพฯ กัลกัตตา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สอง เมืองกัลกัตตา เมืองพุทธคยา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สาม เมืองพุทธคยา เมืองราชคฤห์ เขาคิชกูฎ มหาวิทยาลัยนาลันทา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สี่ เมืองพุทธคยา เมืองพาราณสี เมืองสารนาถ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่ห้า เมืองพาราณสี เมืองกุสินารา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หก เมืองกุสินารา ตำบลกาเซีย

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่เจ็ด กุสินารา ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล)

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่แปด ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล) โครักขปูร์ เดลลี กรุงเทพฯ

About ☀Tawan™ Guide ☀

a Professional Tour Guide
This entry was posted in 3. ตะวันสัญจร. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s