บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สี่ เมืองพุทธคยา เมืองพาราณสี เมืองสารนาถ

เมืองพาราณสี อีกฟากฝั่งของแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์

เมืองพาราณสี อีกฟากฝั่งของแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์

พาราณสี

“ปัจจุบันเมืองพาราณสีตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกแห่งแม่น้ำคงคา เป็นศูนย์กลางการค้าและแหล่งผ้าไหมกาสีอันมีชื่อเสียงของแคว้นกาสีในสมัยพุทธกาล ถนนในเมืองพลุกพล่านไปด้วยรถนานาชนิด ผู้คนเดินกันหนาแน่น นอกจากนี้ยังมีสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น โค กระบือ แพะ แกะ ลา สุนัข อยู่ในที่ทั่วไปของเมือง โดยเฉพาะวัวจะมีมากเป็นพิเศษ”

เส้นทางสู่เมืองพาราณสี

เส้นทางสู่เมืองพาราณสี

สภาพถนนจากเมืองพุทธคนาไปเมืองพาราณสี ปัจจุบันสภาพก็ไม่ต่างจากอดีต

พาหนะ

พาหนะ

พาหนะที่เราได้อาศัยมาก็มีเหตุเกิดความเสียหาย ยางแตกต้องหยุดรถเพื่อเปลี่ยนยาง

สารถีต้องมีทักษะหลายอย่างนอกจากขับรถเป็นต้องเปลี่ยนยางได้ด้วย

สารถีต้องมีทักษะหลายอย่างนอกจากขับรถเป็นต้องเปลี่ยนยางได้ด้วย

สารถีของคณะเรา ทำหน้าที่เปลี่ยนยางได้อย่างคล่องแคล่ว เนื่องจากประสบการณ์การขับรถมากพอสมควร บาบูของเราจึงมียางอะไหล่และเครื่องมือพร้อมติดรถอยู่เสมอ ระหว่างที่รอเปลี่ยนยาง ผู้เขียนก็แอบลุ้นขออย่าให้การเดินทางมีอุปสรรคเลย

แม่น้ำคงคา

แม่น้ำคงคา

แม่น้ำคงคามีกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัย ชาวฮินดูถือว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลมาจากสรวงสวรรค์

วัดไทยสารนาถ ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย

วัดไทยสารนาถ ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย

วัดไทยสารนาถ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยมูลนิธิมฤคทายวันมหาวิหาร มีพระครูประกาศสมาธิคุณ วัดมหาธาตุฯ เป็นประธาน มีพระครูสรวิชัย พระสงฑ์อินเดียเป็นเจ้าอาวาส

พระพุทธรูปจำลอง "พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา" จากพิพิธภัณฑ์เมืองสารนาถ

พระพุทธรูปจำลอง “พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา” จากพิพิธภัณฑ์เมืองสารนาถ

สารนาถ

สารนาถอยู่ทางทิศเหนือ ห่างจากตัวเมืองพาราณสีประมาณ ๘ กิโลเมตร เดิมเรียกว่า “ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน” ที่ได้ชื่อว่าสารนาท เมื่องมาจากอดีตชาติของพระพุทธเจ้าครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ ได้เป็นที่พึ่งของกวาง ซึ่งมาจากคำว่า “สารังคนาถ” แปลว่า “ป่าซึ่งเป็นที่พึ่งของกวาง”

หลังจากพระพุทธเจ้าทรงตัดสินพระทัยที่จะเผยแพร่พระพุทธศาสนา   พระองค์ทรงระลึกถึงพระคุณของพระอาจารย์ของพระองค์ คือ ท่านอาฬารดาบสกับท่านอุทกดาบส จึงได้ตรวจสอบด้วยญาณจึงทราบว่าอาจารย์ทั้งสองท่านได้เสียชีวิตลงแล้ว    พระพุทธเจ้าจึงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ซึ่งเคยได้อุปถัมน์ ซึ่งต่อมาได้ละทิ้งพระองค์ไปอยู่ที่ป่าอิสิปตมฤคทายวัน จึงได้ออกเดินทางเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์เหล่านั้น พระพุทธองค์ได้เสด็จเดินทางจากพุทธคยา สู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน มีระยะทางตามคัมภีร์ว่าระยะทาง ๑๘ โยชน์ ใช้เวลาเดินทาง ๑๑ วัน จุดที่พระพุทธองค์ได้พบเหล่าปัจจวัคคีย์ ปัจจุบันได้ก่อสร้างเป็นสถูปชื่อ เจาคันธีสถูป

เจาคันธีสถูป เป็นรูปแปดเหลี่ยมตั้งอยู่บนเนินดิน  สูงประมาณ ๗๔ ฟุต  สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เข้าใจว่าเดิมคงเป็นรูปบาตรคว่ำ  และได้ซ่อมแซมเพิ่มเติมในสมัยคุปตะ  ต่อมาได้ถูกกษัตริย์มุสลิมเตอร์กทำลายเสียหายหมด   แต่ที่เหลือให้เห็นเป็นรูปทรงแปดเหลี่ยมเนื่องจากกล่าวกันว่า  สมัยหนึ่งพระเจ้าอักบาร์กษัตริย์มุสลิม ได้ระลึกถึงคุณของพระเจดีย์ที่พระเจ้าหุมายุนผู้เป็นบิดาที่ได้มาหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่อย่างปลอดภัย  เมื่อครั้งที่ถูกเชอชาล์ฝ่ายศัตรูขับไล่มา  จึงได้ซ่อมแซมใหม่ทำเป็นรูปแปดเหลี่ยม

เจาคันธีสถูป เป็นสถานที่พระพุทธเจ้าพบปัญจวัคคีย์เป็นครั้งแรกหลังจากที่เสด็จมาจากพุทธคยา

เจาคันธีสถูป เป็นสถานที่พระพุทธเจ้าพบปัญจวัคคีย์เป็นครั้งแรกหลังจากที่เสด็จมาจากพุทธคยา

เมื่อได้พบปัญจวัคคีย์แล้ว (ตรงบริเวณที่ตั้งของเจาคัณฑีสถูปในปัจจุบัน) ได้ทรงแสดงปฐมเทศนาชื่อว่า “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” (ณ บริเวณธัมเมกขสถูป ในปัจจุบัน)

ธัมมจักกัปปวัตนสูตรโดยย่อคือ  ทรงปฏิเสธสิ่งที่นักบวชสมัยนั้นนิยมทำกัน คือ เรื่องทรมานตนให้ลำบาก และการปล่อยชีวิตไปตามกามมากเกินไป    สองสิ่งนี้พระองค์ทรงเคยผ่านการทดลองมาแล้ว   ทรงทราบว่าไม่ใช่ทางตรัสรู้   พระองค์จึงทรงค้นพบทางสายกลางที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามมรรคมีองค์ ๘  กล่าวโดยย่อคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ประกอบด้วย ปัญญาอันเห็นชอบ ๑, ความดำริชอบ ๑ , เจรจาชอบ ๑ , การงานชอบ ๑ , เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ , พยายามชอบ ๑ , ระลึกชอบ ๑, ตั้งจิตชอบ ๑

เมื่อแสดงธรรมจบ  ท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม ถึงกับกล่าวออกมาว่า

“ ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธธัมมันติ   สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา ”

และขออุปสมบทเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา ทำให้พระรัตนตรัยครบสมบูรณ์ คือมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ตรงกับวันเพ็ญเดือนแปด หรือ วันอาสาฬหบูชา ในเวลาย่ำค่ำ พระอาทิตย์ใกล้จะอัสดง ขณะที่พระจันทเพิ่งโผล่ขึ้นพ้นขอบฟ้า แสดงว่าท้องฟ้าขณะนั้นมีทั้งพระอาทิตย์และพระจันทร์ส่องสว่างอยู่

ธัมมเมกขสถูป

ธัมมเมกขสถูป

ธัมเมกขสถูป

สถูปโบราณทรงบาตคว่ำก่อด้วยหินทราย สถูปสร้างอุทิศแด่ผู้เห็นธรรม (ธัมเมกข = ธัมมะ ซึ่งแปลว่า ธรรม + อิกขะ ซึ่งแปลว่า เห็น) หมายถึง  “สถานที่แสดงธรรมที่นำพาให้ถึงความหลุดพ้น”

ธัมเมกขสถูป สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช มียอดทรงกรวย สูงประมาณ ๘๐ ฟุต วัดโดยรอบประมาณ ๑๒๐ ฟุต

เดินทักษิณา สวดมนต์ รอบธัมมเมกขสถูป

ธัมมเมกขสถูป

ใกล้ ๆ กันมีสถูปที่สำคัญอีกแห่งคือ  “ธรรมราชิกสถูป” ซึ่งปัจจุบันเหลือแต่ฐานทรงกลมก่อสร้างด้วยอิฐ เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเทศนาธรรม อนัตตลักขณสูตร

อนัตตลักขณสูตร คือ พระธรรมเทศนาที่พระบรมศาสดา ตรัสสอนภิกษุ ปัญจวัคคีย์ เมื่อจบพระธรรมเทศนานี้แล้ว พระปัญจวัคคีย์ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ พร้อมกันทั้ง ๕ รูป เพิ่มจำนวนพระอรหันต์ขึ้นในโลกเป็น ๖ รูป มีใจความย่อว่า

รูปคือร่างกาย เวทนาคือความรู้สุขทุกข์ สัญญาคือความจำ สังขาร คือสภาพที่เกิดกับใจ ปรุงใจให้ดีบ้าง ชั่วบ้าง วิญญาณคือใจ รวมเรียกว่า ขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตน ถ้าเป็นตนจริงแล้ว ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่อความลำบาก ผู้เป็นเจ้าของก็จะปรารถนาได้ตามใจหวัง แต่ความจริงขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตน ผู้ที่ถือว่าเป็นเจ้าของจึงปรารถนาให้เป็นไปตามใจหวังไม่ได้

แล้วทรงถามความเห็นของท่านปัญจวัคคีย์ให้ตอบด้วยความจริงใจว่า ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงก็เป็นทุกข์ เมื่อเป็นทุกข์ก็มีความแปรปรวนเป็น ธรรมดา จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าของเรา เป็นของเรา เป็นตนของเรา แล้ว ทรงสอนให้ละความยึดถือว่า ขันธ์ ๕ ที่ล่วงไปแล้ว หรือยังไม่มาก็ดี เกิดขึ้น จำเพาะบัดนี้ก็ดี หยาบหรือละเอียด เลวหรืองาม อยู่ใกล้หรือไกลก็ดี ทั้งหมด ก็สักแต่ว่าเป็นขันธ์ ๕ พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงว่าไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตนของเรา เห็นประจักษ์ใจเช่นนี้ ย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จิตก็พ้นจากความถือมั่น

เมื่อพระศาสดาตรัสสอนอยู่ดังนี้ พระปัญจวัคคีย์น้อมใจพิจารณาไป ตามพระธรรมเทศนา จิตก็พ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่น ด้วยอุปาทาน

อนึ่ง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นปฐมเทศนา ท่านอัญญาโกณฑัญญะ ได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระโสดาบัน เพียงรูปเดียว แต่อนัตตลักขณสูตร สามารถทำให้ท่านทั้ง ๕ ซึ่งบรรลุโสดาบันแล้ว สำเร็จภูมิธรรมชั้นสูงสุด เป็นพระอรหันต์ได้ จึงนับว่าเป็นสูตรสำคัญ

เดินทักษิณา สวดมนต์ รอบธัมเมกขสถูป

เดินทักษิณา สวดมนต์ รอบธัมเมกขสถูป

ป่าอิสิปตนมฤคทาย แปลว่า ป่าอันยกให้แก่หมู่กวาง และเป็นที่ชุมนุมฤๅษี เป็นสถานที่สงบและเป็นที่ชุมนุมของเหล่าฤาษีและนักพรตต่าง ๆ ที่มาบำเพ็ญตบะและโยคะเพื่อเข้าถึงพรหมัน (ตามความเชื่อในคัมภีร์อุปนิษัทของพรามหณ์) เหล่าปัจจวัคคีย์ที่ปลีกตัวมาจากเจ้าชายสิทธัตถะจึงมาบำเพ็ญตบะที่นี่ ภายหลังจากที่พระองค์หยุดการทรมาณพระวรกายหันมาเสวยอาหาร ปัจจวัคคีย์จึงเลิกศรัทธา

ระลึกถึงพระรัตนตรัย

ระลึกถึงพระรัตนตรัย

คำบูชาสถานที่แสดงปฐมเทศนา

วันทามิ ภันเต ภะคะวา อิมัง ธัมเมกขะเจติยัง สังเวชะนียัง ฐานัง,ยัตถาคะโตมหิ, สัทธัสสะ กุละปุตตัสสะ ทัสสะนียัง, อาสาฬะหะปุณณะมิยัง, อิธะ พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย ตะถาคะเตนะ ปัญจะวัคคิยานัง ภิกขูนัง อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะฐะมัง ปะวัตเตตวา จัตตาริ อะริยะสัจจานิ ปะกาสิตานิ

สาธุ โน ภันเต, อิเมหิ สักกาเรหิ อะภิปูชะยามิ , สวากขาตัญจะ นะมามิ, มัยหัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯ

คำแปล

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้า ได้มาถึงแล้วธัมเมกะสถูปนี้ อันเป็นสังเวชนียสถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ควรทัสสนา[ควรเห็น] อันเป็นสถานที่พระตถาคตเจ้า ได้ยังพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยมให้เป็นไป ทรงประกาศอริยสัจจ์สี่ เป็นครั้งแรก แก่พระภิกษุปัจจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสีนี้ ในวันอาสาฬหปุณณมี.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้า ขอบูชาโดยยิ่งด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ และขอน้อมระลึกถึงพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ขอการบูชาสักการะในครั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตลอดกาลนาน เทอญฯ

ข้อมูลจากหนังสือพระพุทธมนต์ ตามรอยบาทพระศาสดา โดย พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ)

พระรัตนตรัยสมบูรณ์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

พระรัตนตรัยสมบูรณ์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ธรรมเมกขสถูป เป็นสถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาประกาศพระสัจธรรมเป็นครั้งแรกที่นี่

พระธรรมเมกขสถูป สถานที่ระลึกถึงที่ซึ่งดวงตาเห็นธรรม และพระสงฆ์รูปแรกของโลกคือพระอัญญาโกญทัญญะ

พระธรรมเมกขสถูป สถานที่ระลึกถึงที่ซึ่งดวงตาเห็นธรรม และพระสงฆ์รูปแรกของโลกคือพระอัญญาโกญทัญญะ

ต่อมา พระเจ้าอโศกมหาราช ประมาณ ๓๐๐ กว่าปีภายหลังพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราช ได้บูรณะและก่อสร้างศาสนสถานเพิ่มเติมครั้งใหญ่เพื่อถวายเป็นอนุสรณียสถานแก่พระพุทธเจ้า อาทิ สถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมธรรมเทศนาและพระธรรมเทศนาอื่น ๆ แก่เบญจวัคคีย์ และหมู่คันธกุฎีของพระพุทธเจ้า ในบริเวณป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  และกลุ่มพุทธสถานเหล่านี้ได้เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยราชวงศ์คุปตะ ราว พ.ศ. ๑๓๐๐

ลวดลายศิลปะอันงดงาม

ลวดลายศิลปะอันงดงาม

ต่อมาได้ถูกทิ้งร้างไปเมื่อกษัตริย์โมกุลเข้าปกครองอินเดีย จนท่านอนาคาริก ธรรมปาละ ชาวศรีลังกา ได้มาบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้ง และได้รับการบูรณะจากรัฐบาลอินเดียเรื่อยมา ทำให้สารนาถกลายเป็นจุดหมายปลายทางในการแสวงบุญที่สำคัญแห่งหนึ่งของชาวพุทธทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน

"ธัมเมกขสถูป" สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา

“ธัมเมกขสถูป” สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา

พระเจ้าอโศก ได้เสด็จมานมัสการที่สารนาถแล้วได้สร้างถาวรวัตถุไว้มากมาย โดยเฉพาะเสาหินอโศก ซึ่งงดงามมากสามารถเข้าชมได้ที่พิพิธภัณฑ์เมืองสารนาถ

หลวงจีนฟาเหียน (พระสังถัมจั๋ง) เดินทางจากประเทศจีนมาถึงสารนาถช่วงราชวงศ์คุปตะ ได้บันทึกในจดหมายเหตุว่า มีพระอยู่ประจำประมาณ ๑,๕๐๐ รูป มีสถูปสูงประมาณ ๑๐๐ เมตร มีศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกและถาวรวัตถุมากมาย

ตามจดหมายเหตุของหลวงจีนพระถังซัมจั๋ง ยืนยันว่าเมื่อท่านเดินทางมาบูชาพระสถูปแห่งนี้ ท่านได้เห็นพระพุทธรูปทองคำประดิษฐานทุกช่องรอบองค์สถูป ซึ่งมีทั้งหมด ๘ ช่อง มีสถูปใหญ่อยู่ ๔ องค์

นักโบราณคดีชาวอังกฤษได้ร่วมมือกับนักโบราณคดีชาวอินเดีย ลงมือขุดค้นปูชนียสถานที่สำคัญก่อน คือ สังเวชนียสถานทั้งสี่แห่ง พันเอกแมคเคนซีเป็นนักสำรวจคนแรกและได้ทำเครื่องหมายแผนผังเอาไว้ทุกที่ ต่อมา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๗๗ ได้มีการขุดสำรวจครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ โดยการนำของท่านเซอร์อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม นักโบราณคดีชาวอังกฤษ สถูปธรรมเมกขะสถูปที่เห็นในปัจจุบันเป็นสถูปที่สร้างขึ้นมาใหม่  เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๓๕๘  รวมใช้เวลาในการก่อสร้าง  ๕๖ ปี ธรรมเมกขะสถูปมีความสูง  ๑๔๓ ฟุต  กว้างโดยรอบ  ๗๕ ฟุต  เส้นผ่าศูนย์กลาง  ๔๗.๕ ฟุต

เมื่อกษัตริยโมกุล นำกองทัพอิสลามเข้ารุกรานอินเดีย พุทธสถานในอินเดียก็พลอยถูกทำลายไปด้วย แม้สารนาถที่ถูกเผาทำลายจนกระทั่งท่นอนาคาริกธรรมปาละ ชาวศรีลังกา เมื่อแรกเห็นถึงกับช็อกเพราะสถานที่ของชาวพุทธกลายเป็นที่ทิ้งขยะ มีสุกรขุดคุ้ยหาอาหาร ชาวบ้านได้พังสถูปเพื่อนำอิฐไปขายในราคาถูก ท่านได้มาบูรณะให้สมบูรณ์อีกครั้ง เมื่อปี ค.ศ. ๑๘๙๑

ยสสถูป สถานที่พระยสเถระบรรลุพระอรหันต์ พระอริยสาวกองค์ที่ 6 พร้อมบิดาของท่านที่ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เป็นอุบาสกคนแรกของโลก

ยสสถูป สถานที่พระยสเถระบรรลุพระอรหันต์ พระอริยสาวกองค์ที่ 6
พร้อมบิดาของท่านที่ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เป็นอุบาสกคนแรกของโลก

ยสเจตียสถาน

สถานที่แห่งความไม่ขัดข้อง ไม่มีความวุ่นวาย เป็นเจดีย์ขนาดเล็ก มีอาคารสี่เหลี่ยมมุงไว้อย่างดี สถานที่นี้เชื่อกันว่า พระพุทธองค์ทรงแสดงอิทธาภินิหารโปรดพระยสกุลบุตร ผู้เป็นบุตรเศรษฐีแห่งเมืองพาราณสีด้วยอนุปพพิกถาในข้อธรรมที่แสดง ทาน ศีล สวรรค์ เนกขัมมะ กามาทีนพ ตามลำดับ เป็นผลให้ ยสมานพได้ดวงตาเห็นธรรม และให้บิดาได้เป็นปฐมอุบาสก  มารดาและภรรยาได้เป็นปฐมอุบาสิกา

สถานที่นี้ระลึกได้ถึง พระยสมาณพผู้ซึ่งประสบทุกข์ในการครองชีวิตในฐานะบุตรเศรษฐี เมื่อสดับพระพุทธวจนะ “ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง มาเถิดยสะ นั่งลง เราจักแสดงธรรมแก่เธอ”

ใกล้ ๆ กันมีสถูปที่สำคัญอีกแห่งคือ  “ธรรมราชิกสถูป” สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงอนัตตลักขณสูตรโปรดปัญจวคีย์     สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช พระสถูปองค์นี้มีความเก่าแก่ที่สุดเท่าที่ค้นพบในบริเวณนี้  ลักษณะเดิมนั้นเป็นทรงบาตรคว่ำเหมือนธรรมเมกขะสถูปที่เห็นในปัจจุบันด้วยอิฐบล็อกแดง  เพื่อบรรจพระบรมสารีริกธาตุ  แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าปัจจุบันนี้เหลืออยู่เพียงแค่ฐานเท่านั้นเอง   ทั้งนี้ เนื่องมาจากว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๗ ชาคัด สิงห์ มหาอำมาตย์ของมหาราชเชตสิงห์ ผู้ครองเมืองพาราณสี  ต้องการก้อนอิฐก้อนใหญ่ ๆ ไปก่อสร้างเมือง ต้องการถมที่สร้างสะพานข้ามแม่น้ำเข้าสู่ตัวเมืองพาราณสีและท่าน้ำ  จึงทำลายองค์สถูปใหญ่เพื่อเอาก้อนอิฐไปก่อสร้าง และมีการพบผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระองค์สั่งให้บดละเอียดแล้วนำไปโปรยลงในแม่น้ำคงคาตามความเชื่อของผู้นับถือศาสนาฮินดู  

พระมูลคันธกุฎี พระคันธกุฎีที่ประทับจำพรรษาของพระพุทธองค์ในพรรษาแรก

พระมูลคันธกุฎี พระคันธกุฎีที่ประทับจำพรรษาของพระพุทธองค์ในพรรษาแรก

พระมูลคันธกุฎี 

เป็นกุฏิที่ประทับพรรษาแรกของพระพุทธเจ้า

เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาแรกและพรรษาที่ ๑๒  ลักษณะเป็นอาคารปลูกสร้างแบบอินเดียโบราณ มีรูปร่างทางสถาปัตยกรรมให้เห็นเป็นที่สดุดตา ตามลักษณะเป็นศิลาทรายสลับด้วยอิฐก่อปูน บางแห่งสลักลวดลายเสลา  ด้านตะวันออกคือที่ตั้งเสาหิน ด้านทิศใต้มีเจดีย์หินทรายบรรจุสิ่งของสำคัญ ใกล้ ๆ กันยังปรากฏเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช สูง ๕๐ ฟุต แม้จะหักออกเป็นสี่ท่อน ก็รู้สึกได้ถึงความสง่างาม บนหัวเสามีสิงห์อโสกแผ่สีหนาทไปทั่วสี่ทิศ ซึ่งเก็บไปไว้แสดงในพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์เมืองสารนาท เป็นที่เก็บรักษาโบราณวัตถุที่ขุดค้นได้บริเวณสารนาถ ได้แก่ พระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ พระอวโลกิเตศวร พระศรีอริยเมตไตรย เทวรูปเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ เป็นสถานที่ที่น่าเข้าไปชมเป็นอย่างยิ่ง มีค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงสถานที่ และปิดทำการวันศุกร์

สิงห์ 4 หัวบนยอดเสาพระเจ้าอโศกมหาราช ภายในพิพิธภัณฑ์เมืองสารนาถ  สัญลักษณ์ของประเทศอินเดีย

สิงห์ ๔ หัวบนยอดเสาพระเจ้าอโศกมหาราช ภายในพิพิธภัณฑ์เมืองสารนาถ สัญลักษณ์ของประเทศอินเดีย

เสาศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราช มีลักษณะเป็นมันเลี่ยมและเรียบ   ที่หลักศิลามีการจารึกเป็นข้อความเป็นอักษรพรหมมี ส่วนหัวสิงห์ ซึ่งปัจจุบันได้นำไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองสารนาถ นั้นมีสภาพที่ดีมาก ปัจจุบันสิงห์พระเจ้าอโศกมหาราชปรากฎเป็นตราราชการแผ่นดินของอินเดีย  มีรูปสิงโต ๔ ตัวนั่งผินหลังชนกันสภาพเดิมนั้น มีรูปธรรมจักรเอาไว้ด้วย แต่น่าเสียดายว่า รูปธรรมจักรหักหล่น หาเศษได้เพียงเล็กน้อย ไม่สามารถประกอบเข้าเป็นรูปธรรมจักรอย่างเดิมได้ ก็คงเห็นแต่เบื้องล่างของสิงโตทั้ง ๔ ตัว ที่ยังมีรูปธรรมจักรอยู่ครบทั้ง ๔ ด้าน ซึ่งเป็นรูปกงล้อๆละ ๒๔ ซี่ เท่ากับจำนวนปฏิจจสมุปบาท ในระหว่างรูปธรรมจักรทั้ง ๔ มีรูปสัตว์ ๔ ชนิดคือ ช้าง โค ม้า สิงโต
      ช้าง หมายถึง พระพุทธมารดาทรงสุบินนิมิต เห็นช้างเผือก เมื่อพระองค์ถือปฏิสนธิในครรภ์พระมารดา
     ม้า หมายถึง ม้ากัณฑกะที่พระองค์ใช้เป็นพาหนะออกบวชและเป็นสหชาติของพระองค์
โค หมายถึง วงศ์ของพระองค์หรือวันที่พระองค์เสด็จไปแรกนาขวัญกับพระบิดา แล้วนั่งสมาธิเจริญอานาปานสติจนได้ฌานสมาบัติ
     ราชสีห์ หมายถึง พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ซึ่งแผ่ไปทั่ว ไม่มีอะไรต้านทานได้เหมือนพญาราชสีห์ เมื่อจะออกไปหากินส่งเสียงคำราม สัตว์น้อยใหญ่ต่างก็เกรงขาม หลีกทางให้หมด

หรือ บางท่านอาจจะให้ความหมายว่ารูปสัตว์ทั้งสี่ คือ ราชสีห์ ช้าง ม้า โค  คือความหมายแห่ง อำนาจ ความกล้าหาญ ความมั่นใจ โดยพลังหมายถึงผู้พิทักษ์ทิศทั้งสี่ ส่วนดอกบัวหมายถึงต้นกำเนิดชีวิต

หรือ บางท่านก็ให้ความเห็นว่า  ราชสีห์ หมายถึง พลังอำนาจ , ม้า หมายถึง ฝีเท้ารวดเร็ว,  ช้าง หมายถึง ปัญญาชาญฉลาดสุขุมลุ่มลึก และโค หมายถึง ความแข็งแรง อดทน  สัตว์ผู้ทรงความยิ่งใหญ่ทั้งสี่นี้จะคอยเฝ้าพิทักษ์พระธรรมจักร

ด้านล่างของสิงห์มีอักษรเทวนาคี ถอดความได้ว่า

“ความจริงเท่านั้นมีชัยชนะเหนือทุกสิ่ง”

ด้วยความหมายที่อุดมเช่นนี้รัฐบาลอินเดียจึงได้ใช้รูปสิงห์จตุรทิศอันสง่างามที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกนี้ ใช้เป็นตราแผ่นดิน เช่นเดียวกับตราครุฑของไทยเรา

พระพุทธรูปปางปฐมเทศนาสมัยคุปตะ ในพิพิธภัณฑ์เมืองสารนาถ นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่สวยงามที่สุดในโลกองค์หนึ่ง

พระพุทธรูปปางปฐมเทศนาสมัยคุปตะ ในพิพิธภัณฑ์เมืองสารนาถ นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่สวยงามที่สุดในโลกองค์หนึ่ง

พระพุทธรูปปางปฐมเทศนาประทับนั่งขัดสมาธิ เป็นศิลปะคุปตะที่สง่าโดดเด่นงดงามที่สุด พระพักตร์แย้ม พระหัตถ์อยู่ในท่าแสดงธรรม หัวแม่มือกับนิ้วชี้กรีดเป็นวงกลม อันเป็นเครื่องหมายของธรรมจักร และยกพระหัตถ์เบื้องซ้ายขึ้นประคองพระหัตถ์เบื้องขวาไว้ เรียก ธรรมจักรมุทระ ที่ใต้ฐานสลักเป็นรูปปัญจวัคคีย์กับอุปฐากกำลังนั่งประนมมือ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าพระพุทธองค์ประทับเหนือธรรมจักร เบื้องหลังที่เห็นเป็นวงกลมนั้นเรียกว่า ประภามณฑล มีเทพเจ้าสององค์แสดงความเคารพทั้งสองข้าง

ในวงการพุทธศิลป์ถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่เป็นแบบฉบับทางศิลปกรรมที่สวยงามที่สุดของอินเดีย

พระพุทธรูปปางปฐมเทศนานี้ สร้างระหว่างปี พ.ศ. ๘๕๐ – ๑๑๕๐ สร้างโดยพระนางกุมารเทวี พระชายาของพระเจ้าโควินทจันทร์ กษัตริย์ผู้ครองนครกาโนช (เมืองลัคเนาว์ ในปัจจุบัน)

ข้อมูลอ้างอิง :

พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม, คู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน กรุงเทพฯ : ดาวเหนือ, 2549. 224 หน้า.

พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์  วีรยุทโธ), พระพุทธมนต์ (ฉบับ ตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล) กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, 2550 . 258 หน้า.

พระมหาพัน สุภาจาโร, พาแม่เที่ยวอินเดีย

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ ตามลิงค์

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : บทนำ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หนึ่ง กรุงเทพฯ กัลกัตตา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สอง เมืองกัลกัตตา เมืองพุทธคยา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สาม เมืองพุทธคยา เมืองราชคฤห์ เขาคิชกูฎ มหาวิทยาลัยนาลันทา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สี่ เมืองพุทธคยา เมืองพาราณสี เมืองสารนาถ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่ห้า เมืองพาราณสี เมืองกุสินารา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หก เมืองกุสินารา ตำบลกาเซีย

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่เจ็ด กุสินารา ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล)

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่แปด ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล) โครักขปูร์ เดลลี กรุงเทพฯ

About ☀Tawan™ Guide ☀

a Professional Tour Guide
This entry was posted in 3. ตะวันสัญจร. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s