บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่ห้า เมืองพาราณสี เมืองกุสินารา

อรุณรุ่งริมฝั่งคงคามหานที

อรุณรุ่งริมฝั่งคงคามหานที

เมืองพาราณสี อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำคงคา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองลักเนา เมืองหลวงของรัฐอุตรประเทศ และเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

แม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์

แม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์

หลวงวิจิตรวาทการได้เขียนไว้ในหนังสือของดีเมืองอินเดีย ว่า ถ้ามาอินเดียแล้วไม่ถึงเมืองพาราณสี ถือว่ายังมาไม่ถึงอินเดีย

เพราะพาราณสียังคงเอกลักษณ์ความเป็นอินเดียโดยแท้ จะเห็นว่าประเพณีโบราณเก่าแก่ เช่น การอาบน้ำล้างบาป การเผาศพ การบูชาสุริยเทพ ฯลฯ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ยังมีให้เห็นตลอดเวลา แม้กาลเวลาจะผ่านพ้นกว่าสามพันปีแล้วก็ตาม

พาราณสีเป็นชื่อเก่าแก่แต่โบราณ กล่าวกันว่าการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์มักจะเกี่ยวข้องกับเมืองพาราณสี

จึงเป็นดินแดนบำเพ็ญบารมีเพื่อเตรียมการเป็นพระพุทธเจ้า

ล่องเรือดูวิถีชีวิตริมแม่น้ำคงคา

ล่องเรือดูวิถีชีวิตริมแม่น้ำคงคา

เล่าขานตำนานคงคา โดยพระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม

แม่น้ำคงคาที่ปรากฏอยู่ในมหากพย์มหาภารตะนั้นเป็นที่ยอมรับกันในกลุ่มคนผู้นับถือศาสนาฮินดู มีความเป็นมาดังนี้

“คงคา” ในฐานะที่เป็นเทพธิดานั้น เป็นราชธิดาคนโตของราชาหิมวัต และพระนางเมนาแห่งภูเขาหิมาลัย เชื่อกันว่า เดิมทีเดียวนั้นแม่น้ำคงคาอยู่บนสวรรค์ ดังนั้น แม่น้ำคงคาจึงมีชื่อเรียกอยู่มากมายที่เกี่ยวข้องกับสวรรค์ อาทิ สุรสรวันตี สุรนที สุรนิมนะคา วโยมคงคม เป็นต้น

ตำนานเกี่ยวกับแม่น้ำคงคาที่ไหลลงมายังโลกมนุษย์นั้นมีอยู่ว่า

ในสวรรค์ สงครามระหว่างเทวดาและอสูรที่ปรากฎอยู่ตลอดเวลานั้น ครั้งหนึ่งในสงคราม พระอินทร์รบชนะฆ่าหัวหน้าอสูรวฤตะ บรรดาเหล่าเสนาอสูรได้หนีไปหลบซ่อนอยู่ในทะเล หลังจากพ่ายแพ้ เหล่าอสูรก็พากันคิดการที่จะทำลายล้างจักรวาลและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ในครั้งนั้นอสูรมีความเชื่อว่า โลกทั้งสามตั้งอยู่ได้ด้วยอำนาจของตบะ พวกอสูรจึงเริ่มทำลายมนุษย์ผู้รู้เกี่ยวกับการบำเพ็ญตบะก่อน โดยได้ออกมากินและเข่นฆ่าพราหมณ์ ฤษี เป็นจำนวนมากในเวลากลางคืน และหลบซ่อนอยู่ในทะเลในเวลากลางวัน ทำให้ไม่มีใครสามารถค้นหาเหล่าอสูรพบ

วิถีชีวิตริมฝั่งคงคา

วิถีชีวิตริมฝั่งคงคา

โลกมนุษย์ในเวลานั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ในทุก ๆ เช้าซากศพที่ปราศจากเลือดและเนื้อของเหล่าพราหมณ์และฤษีจะกระจายอยู่เกลื่อนกลาด เมื่อพราหมณ์และฤษีถูกฆ่าเป็นจำนวนมาก การบูชายัญก็ไม่ได้ถูกปฏิบัติขึ้นเช่นกัน พระอินทร์และเหล่าเทวดาทั้งหลายได้พากันเข้าพบพระวิษณุ พระวิษณุได้ตรัสบอกว่าเหล่าอสูรหลบซ่อนอยู่ในทะเลและได้ให้คำแนะนำแก่เหล่าเทวดาว่า ให้ไปขอให้ฤษีอคัสติดูดกลืนน้ำทะเลทั้งหมดไว้

เหล่าเทวดาจึงไปที่อาศรมของฤษี กล่าวสรรเสริญฤษีและขอความช่วยเหลือ ซึ่งฤษีก็ยินดีช่วย ในการดูดกลืนน้ำทะเลของฤษีอคัสติในครั้งนั้น มนุษย์ นาคา กินนร ยักษ์ และคนธรรพ์จำนวนมากต่างพากันทาดู ด้วยอำนาจแห่งการบำเพ็ญตบะ ฤษีอคัสติได้ดูดกลืนน้ำทะเลไว้จนหมด เหล่าอสูรจึงถูกเทวดาค้นพบและถูกฆ่าตายไปเป็นจำนวนมาก

หลังจากจบสิ้นสงคราม เหล่าเทวดาได้ขอให้ฤษีอคัสติทำให้น้ำทะเลกลับคืนดังเดิม แต่ฤษีอคัสติได้กล่าวว่าน้ำทะเลนั้นได้ถูกย่อยไปหมดแล้ว ไมาสามารถที่จะทำให้กลับคืนเหมือนดังเดิมได้ เหล่าเทวดาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและเสียใจ จึงได้ไปพบพระพรหม ซึ่งพระพรหมกล่าวกับเทวดาว่าเมื่อถึงเวลาแล้ว น้ำทะเลจะกลับคืนดังเดิมตามธรรมชาติอีกครั้ง ด้วยบรรดาญาติของพระราชาภังคีรถเป็นต้นเหตุ

ชาวฮินดูอาบน้ำล้างบาปที่แม่น้ำคงคา

ชาวฮินดูอาบน้ำล้างบาปที่แม่น้ำคงคา

ในราชวงค์อิศวากุ มีพระราชาที่ยิ่งใหญ่พระนามว่า สาคร มีมเหสีสองพระองค์ ทั้งสามพระองค์ได้ไปบำเพ็ญตบะที่ภูเขาไกรลาสด้วยความปรารถนาจะได้พระราชโอรส ด้วยอำนาจแห่งการบำเพ็ญตบะ พระศิวะได้ให้พรแก่พระราชาสาครว่า โอรสจำนวนหกหมื่นพระองค์จะประสูติจากพระมเหสีองค์หนึ่ง และทั้งหมดจะถูกทำลายไปพร้อมกัน ส่วนพระมเหสีอีกพระองค์หนึ่งจะประสูติพระโอรสองค์เดียวที่จะเป็นผู้สืบทอดราชวงศ์

ในกาลต่อมา พระมเหสีทั้งสองพระองค์ทรงพระครรภ์ เมื่อถึงกำหนด พระมเหสีองค์หนึ่งได้ประสูติออกมาเป็นผลน้ำเต้า พระราชาจะนำผลน้ำเต้านั้นไปทิ้ง แต่มีเสียงจากสวรรค์ดังขึ้นว่า ให้นำเมล็ดของผลน้ำเต้านั้นไปเก็บไว้ในภาชนะที่บรรจุเต็มด้วยเนยใส หลังจากได้ยินเสียงนั้นพระราชาได้ปฏิบัติตาม จากนั้นเป็นเวลานานพอสมควร พระราชโอรสจำนวนหกหมื่นพระองค์ได้ปรากฏขึ้นมา  พระราชโอรสจำนวนหกหมื่นพระองค์นี้หยิ่งยโสและมีอำนาจมาก ได้ท่องเที่ยวรบกวน เกะกะระรานไปทั่วและรบกับเหล่าเทวดา รากษส และคนธรรพ์อยู่บ่อยครั้ง

ต่อมาพระราชาสาครมีความประสงค์ที่จะจัดพิธีอัศวเมธ (การบูชายัญด้วยม้า) และม้าที่จะนำมาทำพิธีได้ถูกปล่อยให้ท่องเที่ยวไปตามที่ต่าง ๆ โดยมีกองทัพของพระราชโอรสทั้งหกหมื่นพระองค์คอยติดตามและป้องกัน ม้าชื่ออุปการได้ไปถึงทะเลที่ปราศจากน้ำและสูญหายไป พระราชาสาครได้รับสั่งให้พระราชโอรสทั้งหกหมื่นค้นหาม้าให้พบ พระโอรสทั้งหมดได้ออกตามหาม้าไปทั่วสารทิศ แต่ก็ไม่พบ พระราชาได้รับสั่งอีกครั้งว่าอย่ากลับมาถ้าหาม้าไม่พบ พระราชโอรสทั้งหกหมื่นจึงได้ออกเดินทางตามหาม้าอีกครั้ง

ในครั้งนี้ได้พบหลุม ๆ หนึ่งปรากฎอยู่ในสภาพที่เคยเป็นทะเลมาก่อน  พระราชโอรสทั้งหกหมื่นพระองค์จึงช่วยกันขุดหลุมนั้น ในการขุดหลุมพระราชโอรสทั้งหกหมื่นพระองค์ได้เข่นฆ่าอสูร นาค รากษส และสัตว์อื่น ๆ เป็นจำนวนมาก พระราชโอรสทั้งหกหมื่นพระองค์ขุดหลุมด้วยความโกรธจนทะลุไปสู่อีกสถานที่หนึ่ง ในสถานที่นั้นพระราชโอรสทั้งหกหมื่นพระองค์ได้พบม้าอุปการและฤษีกปิละ ด้วยความปรารถนาที่จะได้ม้า พระราชโอรสทั้งหกหมื่นวิ่งไปที่ม้าด้วยความโกรธ และไม่ได้ให้ความสนใจต่อฤษีด้วยความโกรธเช่นกัน ฤษีกปิละมองไปยังพระราชโอรสทั้งหกหมื่นแล้วปรากฎเปลวไฟพวยพุ่งออกมาจากดวงตาฤษีกปิละ เผาผลาญพระราชโอรสทั้งหกหมื่นมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน

เทวะฤษีนารถได้มองเห็นเหตุการณ์นี้จึงได้ไปบอกแก่พระราชาสาคร พระราชาเศร้าโศกพระทัยและตรัสเรียกหาพระราชนัดดาอังศุมนตะที่เกิดจากพระราชโอรสของมเหสีอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งพระราชโอรสพระองค์นั้นถูกขับออกจากเมืองเนื่องจากทำความผิดไปจับลูกของประชาชนคนหนึ่งโยนลงไปในแม่น้ำ และมีรับสั่งให้ไปนำม้ากลับคืนมาเพื่อประกอบพิธี พระราชนัดดาอังศุมนตะของพระราชาสาครได้ไปพบฤษีกปิละด้วยความนอบน้อม ฤษีได้กล่าวกับพระราชนัดดาว่า พระราชโอรสทั้งหกหมื่นพระองค์ที่ถูกเผานั้นจะได้ขึ้นสวรรค์ เมื่อพระนัดดาของพระราชนัดดาได้นำแม่น้ำคงคาลงจากสวรรค์ชำระเถ้าถ่านของพระราชโอรสทั้งหกหมื่นให้บาปหมดสิ้นไป หลังจากนั้น ษีได้มอบม้าคืนให้พระาราชนัดดาอังศุมนตะเพื่อนำกลับไปประกอบพิธีอัศวเมธ

ทุกท่าน้ำจะมีชาวฮินดูอาบน้ำเต็มไปหมด

ทุกท่าน้ำจะมีชาวฮินดูอาบน้ำเต็มไปหมด

ในกาลต่อมา พระราชาสาครได้มอบราชสมบัติให้แก่พระราชนัดดาอังศุมนตะ เมื่อถึงเวลาอันสมควร พระราชาอังศุมนตะได้มอบราชสมบัติให้กับพระราชโอรสนาม ติลีปะ พระราชาติสีปะหลังจากทราบเรื่องเกี่ยวกับบรรพบุรุษแล้วได้พยายามที่จะนำแม่น้ำคงคาจากสวรรค์มายังโลกมนุษย์ แต่ก็ไม่ประสบผล ต่อมาพระองค์ได้มอบราชสมบัติให้พระโอรสภังคีรถ พระราชาภังคีรถทรงทราบเรื่องเกี่ยวกับบรรพบุรุษด้วยความเศร้าโศก พระองค์ได้มอบราชสมบัติให้ผู้สำเร็จราชการดูแล ส่วนพระองค์ได้ไปบำเพ็ญตบะที่ภูเขาหิมาลัย พระราชาภังคีรถได้บำเพ็ญตบะอย่างอุกฤษฎ์ อาหารของพระองค์เป็นเพียงผลไม้ รากไม้ และน้ำเท่านั้น

เวลาผ่านไปหนึ่งพันปี เทพธิดาคงคามาปรากฎต่อพระองค์และยินยอมที่จะลงมายังโลกมนุษย์ แต่เทพธิดาคงคาตรัสว่า แรงของน้ำคงคาที่ตกลงมาจากสวรรค์นั้นไม่มีอะไรที่ทานรับได้ในสามโลกนี้นอกจากพระศิวะ เมื่อได้ยินดังนั้น พระราชาภังคีรถได้ไปบำเพ็ญตบะอย่างหนักอีกครั้งที่ภูเขาไกรลาส

ในกาลต่อมา พระศิวะได้ปรากฏพระองค์ต่อพระราชาภังคีรถ และตรัสว่า “พระองค์จะรองรับแม่น้ำคงคาที่ไหลลงจากสวรรค์”  เมื่อได้ยินเช่นนั้น พระราชาภังคีรถได้อัญเชิญแม่น้ำคงคาให้ลงมา  พระศิวะเมื่อเห็นน้ำคงคาไหลลงมาจากสวรรค์ พระองค์ได้ขึ้นรองรับให้แม่น้ำคงคาตกลงที่มุ่นมวยผม หลังจากที่แม่น้ำคงคาลงมายังโลกมนุษย์แล้วก็ได้ไหลตามพระราชาภังคีรถที่ได้เสด็จนำทางไปยังกองเถ้าถ่านของบรรพบุรุษ จากการไหลของแม่น้ำคงคาจากภูเขาไกลาสไปยังสถานที่ตั้งของกองเถ้าถ่านอันเคยเป็นทะเลมาก่อน ทะเลจึงกลับคืนมาอีกครั้ง และแม่น้ำคงคาที่ลงมายังโลกมนุษย์เพราะพระราชาภังคีรถจึงมีชื่อกล่าวขานกันอีกชื่อหนึ่งคือ “ภางคีรถี”

จากที่แม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำแห่งสรวงสวรรค์ และตกลงมายังโลกมนุษย์โดยไหลผ่านพระเมาฬีของเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ จึงมีคำกล่าวสรรเสริญแม่น้ำคงคาอยู่มากมายในวรรณคดีของอินเดีย และเชื่อกันในกลุ่มคนผู้นับถือศาสนาฮินดูว่า น้ำในแม่น้ำคงคามีความบริสุทธิ์ บาปทั้งหลายทั้งปวงที่กระทำจะถูกชำระล้างให้หมดสิ้นไป เมื่อบุคคลนั้นได้สัมผัสหรือลงอาบน้ำในแม่น้ำคงคา  แม่น้ำคงคาเป็นหนทางไปสู่สรวงสวรรค์หลังจากที่ได้ละจากโลกมนุษย์นี้ไป

………………………………………………………………………………………………….

ความเชื่อเรื่องการล้างบาป

พวกพราหมณ์นิยมเชื่อถือเรื่องการอาบน้ำล้างบาป โดยเชื่อว่าแม่น้ำคงคาโดยเฉพาะที่ท่าเมืองพาราณสีนั้นศักดิ์สิทธิ์มาก สามารถล้างบาปได้  พวกพราหมณ์ จึงพากันลงอาบน้ำล้างบาปอย่างน้อยวันละ ๒ ครั้ง คือ เช้าและเย็น ถือว่าบาปที่ทำตอนกลางวันล้างด้วยการลงอาบน้ำในตอนเย็น ส่วนบาปที่ทำตอนกลางคืนก็ล้างได้ด้วยการลงอาบน้ำในตอนเช้า  ที่เชื่อกันว่ากระแสน้ำในแม่น้ำคงคาศักดิ์สิทธิ์นั้นเพราะเชื่อว่าได้ไหลผ่านเศียรของพระศิวะลงมาท่าน้ำแห่งแม่น้ำคงคาที่เมืองพาราณสี จึงเป็นบุณยสถานของชาวอินเดียทั้งปวงในสมัยนั้น

ปัจจุบันนี้ก็ยังเชื่อถือกันอยู่และยังเชื่อต่อไปอีกว่า ใครก็ตามที่ตายและได้เผาที่ท่าน้ำเมืองพาราณสีแล้วกวาดกระดูกลงแม่น้ำคงคาก็เป็นอันเชื่อได้ว่าต้องไปสวรรค์แน่นอน พวกเศรษฐีนิยมมาปลูกบ้านทิ้งไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา เมื่อป่วยหนักคิดว่าจะไม่รอดแล้วพวกญาติก็จะนำมาที่บ้านริมแม่น้ำ พอตายก็จะได้สะดวกในการเผาที่ริมแม่น้ำและกวาดกระดูกลงแม่น้ำไป

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วพระองค์ทรงสนทนากับบรรดาพราหมณ์ผู้ที่ไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคาเพื่อล้างบาปเป็นใจความว่า “ถ้าต้องการล้างบาปไม่จำเป็นต้องไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคา ขอให้ชำระกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์ คือ เว้นทุจริตทางกาย วาจา ใจ และประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ นั่นแหละคือการอาบน้ำล้างบาปมีในศาสนาของพระองค์ ถ้าประพฤติอยู่ในสุจริตแล้ว แม้น้ำดื่ม น้ำอาบ ธรรมดาก็จะกลายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย อนึ่ง ถ้าน้ำในแม่น้ำคงคาสามารถล้างบาปได้จริงและอำนวยผลให้ผู้ลงไปอาบไปสวรรค์ได้จริงแล้ว พวก กุ้ง หอย ปู ปลา ก็มีโอกาสไปสวรรค์ได้มากกว่ามนุษย์เพราะอาศัยอยู่ในแม่น้ำนั้นตลอดเวลา”

ท่ามณิกรรณิการ์ฆาต สถานที่ยอดนิยมในการปลงศพ เผาศพ ของชาวฮินดู

ท่ามณิกรรณิการ์ฆาต สถานที่ยอดนิยมในการปลงศพ เผาศพ ของชาวฮินดู

ท่ามณิกรรณิการ์ฆาต โดย พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์  วีรยุทโธ)

ท่ามณิกรรณิการ์ฆาต นับว่าศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง พิธีกรรมต่างๆ ทำกันที่นี่ แม้แต่การเผาศพในคัมภีร์ปุราณะยืนยันว่าพระศิวะเสด็จมาที่นี้และต่างหูของพระองค์อีกข้างหนึ่งหลุดตกลง ณ ที่ตรงนี้ จึงเรียกว่ามณีกรรณิการ์ ตามชื่อของต่างหูนั้น ท่าน้ำนี้จึงถือว่าเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในบรรดาท่าน้ำทั้งหลาย ทุกคนต้องการให้ซากศพของตนได้มาเผาที่นี่ และทุกคนพยายามอาบน้ำตรงนี้ด้วย จึงนับเป็นภาพแปลกประหลาดที่สุดในโลก คือ คนเป็นคนตายอาบและเผาอยู่ที่เดียวกัน

พิธีเผาศพของชาวฮินดูริมแม่น้ำคงคา มีความเชื่อว่าผู้ตายจะได้ไปสวรรค์

พิธีเผาศพของชาวฮินดูริมแม่น้ำคงคา มีความเชื่อว่าผู้ตายจะได้ไปสวรรค์

เพลิงที่จุดไว้ ๔,๐๐๐ ปีไม่เคยดับ มีศพหามกันมาไม่เคยหยุด เรียกว่า เผากันทั้งปีเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ เมื่อกองไฟกองหนึ่งมอดลง ญาติของผู้ตายจัดการระบายกระดูกเถ้าถ่านลงแม่น้ำคงคาแล้ว เจ้าภาพของศพที่คอยอยู่ก็เข้าแทนที่ ขนดุ้นฟืนดุ้นใหญ่ ๆ ออกมาวางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เป็นรูปเหลี่ยม เมื่อสูงพอสมควรแล้ว เขาก็ช่วยกันหามศพลงแคร่ สังเกตได้ว่าบางศพยังสดมาก เพราะเมื่อขึ้นมาถูกหิ้วตัวยังงอได้ ศพนั้นจะถูกนำไปวางบนกองฟืนแล้วเอาฟืนที่เหลือสุมลงไป จนกระทั่งมองไม่เห็นศพ เสร็จแล้วเอาน้ำมันราดแล้วจุดไฟขึ้น ญาติทั้งหลายจะมารุมล้อมที่กองฟืน พากันหลั่งน้ำตาแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง เคราะห์ดีที่รัฐบาลสมัยนี้ห้ามมิให้ผู้เป็นเมียต้องกระโดดเข้ากองไฟตายตามผู้สามี มิฉะนั้นแล้วภาพเช่นนั้นคงยังมีโอกาสได้เห็น

ควันไฟจากการเผาศพไม่เคยเลือนหายไปจากเมืองพาราณสีมาเนิ่นนานประมาณ 2,500 ปีแล้ว

ควันไฟจากการเผาศพไม่เคยเลือนหายไปจากเมืองพาราณสีมาเนิ่นนานประมาณ ๒,๕๐๐ ปีแล้ว

ตามฝั่งแม่น้ำคงคาจะมีอาคารที่พักสำหรับผู้มารอรับความสุข คือ บูชาพระอาทิตย์และอาบน้ำในแม่น้ำคงคายามพระอาทิตย์ส่องฟ้า ส่วนผู้ที่มารอรับความตาย บูชาอัคนี ที่พักจะเรียงรายกันอยู่เรียกว่า Morana Hotel มรณาโฮเต็ล ชื่อเข้าใจง่ายดีแท้

สายน้ำแห่งความศรัทธาที่ผูกพันอยู่กับวิถีชีวิตของชาวฮินดูนับตั้งแต่การเกิดจนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

สายน้ำแห่งความศรัทธาที่ผูกพันอยู่กับวิถีชีวิตของชาวฮินดูนับตั้งแต่การเกิดจนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

กิจกรรมตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก วนเวียนเช่นนี้หลายพันปี แต่วัฎสังสาร ยาวไกลกว่านั้น

.

 

ข้อมูลอ้างอิง :

พระวิเทศโพธิคุณ (วีรยุทธ์  วีรยุทฺโธ), สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล : ธรรมสภาและสถาบันลือธรรม,  2544.

พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม, คู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน กรุงเทพฯ : ดาวเหนือ, 2549.

พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์  วีรยุทโธ), พระพุทธมนต์ (ฉบับ ตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล) กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, 2550 .

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ ตามลิงค์

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : บทนำ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หนึ่ง กรุงเทพฯ กัลกัตตา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สอง เมืองกัลกัตตา เมืองพุทธคยา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สาม เมืองพุทธคยา เมืองราชคฤห์ เขาคิชกูฎ มหาวิทยาลัยนาลันทา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สี่ เมืองพุทธคยา เมืองพาราณสี เมืองสารนาถ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่ห้า เมืองพาราณสี เมืองกุสินารา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หก เมืองกุสินารา ตำบลกาเซีย

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่เจ็ด กุสินารา ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล)

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่แปด ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล) โครักขปูร์ เดลลี กรุงเทพฯ

About ☀Tawan™ Guide ☀

a Professional Tour Guide
This entry was posted in 3. ตะวันสัญจร. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s