บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หก เมืองกุสินารา ตำบลกาเซีย

พุทธวิหารปรินิพพาน

พุทธวิหารปรินิพพาน

“นครกุสินารา” 

ท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ) เขียนในหนังสือไว้ว่า

นครกุสินารา ปัจจุบันได้แก่ ตำบลกาเซีย ในเขตจังหวัดกุสินาการ์ รัฐอุตตรประเทศ เคยเป็นเมืองหลวงของแคว้นมัลละ มีชื่อเรียกกันหลายชื่อ เช่น กุสาวดี กิสินครี กุสิคราม กิสินคร หลวงจีนถังซัมจั๋งเรียกว่า เกา สิน นคโร ปัจจุบันเรียกตามภาษาสันสกฤตว่า กุศินาคาร์ (Kushinagar) ตามภาษาปาลีว่า กุสินารา (Kusinara)

ซากของเมืองกุสินารา ที่ได้หลักฐานยืนยันแน่นอนจากการขุดค้นของนักสำรวจก็คือ สาลวโนทยาน สถานที่เสด็จปรินิพพานของพระพุทธองค์ ซึ่งมีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า มาธากุนรวกาโกฏ (Matha kunwar ka kot) ส่วนที่ยังไม่ได้ขุดค้นซึ่งนักโบราณคดีรวมทั้งชาวพุทธในอินเดียลงความเห็นว่า ได้แก่หมู่บ้านที่มีชื่อว่า อนรุธวา หรือ อนิรุธวา ซึ่งอยู่ห่างจากที่เสด็จปรินิพพานไปทางตะวันออกเฉียงใต้ใกล้กับวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์  ส่วนที่ตั้งของเมืองปาวาชาวพุทธอินเดียเห็นว่า ได้แก่ตำบล ปทาเรานา อยู่ห่างจากกุสินาราไปทางเหนือ ๑๙ ก.ม. หรือ ๑๒ ไมล์ ในเขตจังหวัดกุสินารา มีหมู่บ้านชื่อ ฟะซิลนคร หรือ เจติยันวา ซึ่งอยู่ห่างจากที่เสด็จปรินิพพานไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ระยะ ๑๖ ก.ม. หรือ ๑๐ ไมล์ มีซากโบราณสถานอยู่มาก

นครกุสินาราเป็นสังเวชนียสถานแห่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าโปรดเลือกเป็นที่ปรินิพพานด้วยพระองค์เอง ทั้งที่พระอานนท์กราบทูลให้ทรงเลือกเมืองใหญ่เพื่อเป็นที่นิพพาน เช่น จำปา ราชคฤห์ สาวัตถี โกสัมพี และพาราณสี เมืองใดเมืองหนึ่ง  พระพุทธองค์ทรงยืนยันกับพระอานนท์ว่า กุสินาราในอดีตชื่อว่า กุสาวดี มีจักรพรรดฺราชามหาสุทัสสนะเป็นผู้ครองนคร เป็นศูนย์กลางของเมืองใหญ่ถึง ๘๔,๐๐๐ เมือง มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์มาก มีประชากรหนาแน่นสมบูรณ์ด้วยสิ่งของต่าง ๆ นานาชนิด กึกก้องไปด้วยศัพท์สำเนียงทั้งกลางวันและกลางคืน ๑๐ ชนิด มีอาณาเขตยาวถึง ๑๒ โยชน์ กว้าง ๗ โยชน์ แต่ตามที่หลวงจีนถังซัมจั๋งไปพบบอกว่ามีอาณาบริเวณ ๑๐ ลี้โดยรอบ

กุสินาราในอดีตเป็นเมืองการค้าที่สำคัญ ตั้งอยู่ระหว่างเมืองสาวัตถี กับเมืองราชคฤห์ และเมืองพาราณสี ตัวเมืองตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำหิรัญวดี ประวัติศาสตร์เก่าแก่ได้บอกระยะทางระหว่างกุสินารากับเมืองอื่นไว้ คือ กุสินาราอยู่ห่างจากเมืองปาวา ๓ คาวุต ห่างจากเมืองราชคฤห์ ๒๕ โยชน์ ห่างจากเมืองสาคละ ๑๐๐ โยชน์ ห่างจากเมืองสาวัตถี ๗๐๐ หรือ ๕๐๐ ลี้  พระองค์เสด็จมากุสินาราหลายครั้ง ชาวกุสินารามีความจงรักภักดีในพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับตั้งกฏเกณฑ์ปรับไหมราษฎรผู้ไม่รับเสด็จและไม่อาราธนาเข้าสู่เมือง ข้อความนี้ปรากฎอยู่ในพระวินัย ครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าประทับที่พลิหลณวัน ป่าใกล้เมืองกุสินารา ทรงแสดงกุสินาราสูตร กินติสูตร มหาสุทัสสนสูตร และมหาสุทัสสนชาดก

ในอรรถกถาสุมังคลวิลาสินี แสดงเหตุผลที่ทรงพิจารณาในการเลือกเมืองปรินิพพานไว้หลายประการ คือ

๑.  เป็นการเหมาะสมที่จะประกาศมหาสุทัสสนสูตร
๒. พระสุภัททปัจฉิมสาวก กำลังอยู่ที่กุสินารา
๓. โทณพราหมณ์เป็นผู้แก้ปัญหาแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ

บรรยากาศวันปรินิพพาน

สมัยนั้นกรุงกุสินารา ดารดาษไปด้วยดอกมณฑารพ โดยถ่องแถวประมาณแค่เข่า ครั้งนั้นพวกเทวดาและพวกเจ้ามัลละ กรุงกุสินารา กระทำการสักการะบูชาพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดอกไม้ของหอมที่เป็นทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ อัญเชิญพระบรมศพไปทางทิศอุดร ออกไปโดยทางทวารทิศบูรพา แล้ววางสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าบนจิตกาธาน ณ มกุฏพันธนเจดีย์ของเจ้ามัลละ

สมัยนั้น พระมหากัสสปะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป เดินทางจากเมืองปาวาสู่กรุงกุสินารา พระมหากัสสปะแวะนั่งพักที่โคนไม้ต้นหนึ่ง

ขณะนั้น อาชีวกคนหนึ่งถือดอกมณฑารพจากเมืองกุสินาราเดินทางไปสู่เมืองปาวา พระมหากัสสปะได้เห็นอาชีวกนั้นมาแต่ไกล จึงถามอาชีวกนั้นว่า “ดูก่อนผู้มีอายุ ท่านได้ทราบข่าวพระบรมศาสดาของเราบ้างหรือไม่” อาชีวกตอบว่า “เราทราบอยู่ พระสมณโคดมปรินิพพานได้ ๗ วันเข้าวันนี้ ก็ดอกมณฑารพที่ถือนี้ เรานำมาจากที่นั้น”

พระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพาน เมื่อวันแรกที่ไปถึงเมืองกุสินารา

พระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพาน เมื่อวันแรกที่ไปถึงเมืองกุสินารา

กุสินารานคร โดย พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม

พระพุทธองค์ได้ทรงเล่าเรื่องเมืองกุสินาราตามที่ปรากฎในมหาสุทัสสนสูตรว่าในอดีต เมืองกุสินารามีพระเจ้ามหาสุทัสสนะจักรพรรดิราชเป็นผู้ครองเมือง มีมหาสมุทรทั้งสี่ เป็นขอบขัณฑสีมา ทรงเป็นผู้ชนะปัจจามิตรโดยธรรม ไม่ได้ใช้อำนาจอาญา และศาตราวุธแต่อย่างใด พระองค์เป็นที่รักใคร่ของพลเมืองทั้งหลาย เมืองกุสินารานี้แต่เดิมมีชื่อว่า “กุสาวดีนคร” ด้านบูรพาและปัจฉิมยาว ๑๒ โยชน์ ทิศอุดรและทักษิณกว้าง ๗ โยชน์ มีความสมบูรณ์มั่งคั่ง มีพลเมืองแน่นหนา มีอาหารอันบุคคลจะพึงแสวงได้โดยสะดวก มีเสียงกึกก้องทั้งกลางวันและกลางคืนด้วยเสียง ๑๐ เสียง คือ เสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียงกลอง เสียงตะโพน เสียงพิณ เสียงขับร้อง เสียงกังสดาล เสียงสังข์ และเสียงที่ต่างเรียกกันมาดื่มมาบริโภคอาหาร ทุกมุมเมือง

สมัยพุทธกาล กุสินาราอยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นมัลละ เมืองหลวงคือปาวานคร มีกษัตริย์มัลละปกครอง เป็นนครที่พุทธองค์ทรงเลือกเป็นที่เสด็จปรินิพพาน แม้พระอานนท์จะทูลคัดค้านไม่ให้เสด็จดับขันธ์ที่เมืองนี้ เพราะถือว่าเป็นเมืองเล็กเมืองดอน เป็นแค่กิ่งเมืองเท่านั้นก็ตาม  แต่ทรงยืนยันถึงความสำคัญว่า ในอดีต พระองค์เคยเสด็จสวรรคตที่เมืองนี้มาแล้วถึง ๖ ครั้ง และครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแห่งการทิ้งร่างของตถาคตเจ้า

หลังพุทธกาล กุสินารายังคงเป็นพุทธสถานที่คงความสำคัญอยู่ มีปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ มีวิหาร วัด เจดีย์ เป็นจำนวนมาก เมื่อปี พ.ศ. ๓๑๐ พระเจ้าอโศกมหาราชได้เสด็จมาจาริกแสวงบุญ พร้อมกับท่านพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ ทรงบริจาคทรัพย์ สร้างสถูปไว้ พร้อมให้สลักเสาศิลาเป็นหลักฐานว่า ณ ที่นี้เป็นที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

ปัจจุบัน เมืองกุสินาราเป็นศูนย์กลางแห่งการจาริกแสวงบุญของชาวพุทธและนักท่องเที่ยวทั่วโลก มีอนุสรณ์ที่สำคัญคือ สถูปแห่งพระเจ้าอโศกที่ทรงสร้างสำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีพระวิหารปรินิพพานที่ประิดิษฐานองค์พระปฏิมากรปางมหาปรินิพพาน อายุเก่าแก่เกินกว่า ๑,๔๐๐ ปี และมีมกุฏพันธนเจดีย์ สถูปถวายพระเพลิงพุทธสรีระหลังวันปรินิพพานได้ ๗ วัน

ช่วยกันห่มผ้าถวายพระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพาน

ช่วยกันห่มผ้าถวายพระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพาน

วิหารปรินิพพาน

วิหารแห่งนี้นักโบนาณคดี ชาวอังกฤษ Sir A.C.L. Carlley  ผู้ช่วย Sir Alexander Cunningham ได้มาขุดพบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙ และเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙ รัฐบาลอินเดียได้สร้างเสริมขึ้นเพื่อฉลองพุทธยันตีครบ ๒๕ ศตวรรษ

ภายในสถูปมีพระพุทธรูปปางมหาปรินิพพาน อยู่บนพระแท่นที่ทำด้วยหินทรายแดง หรือเรียกว่า จุณศิลา องค์พระยาว ๒๑ ฟุต สูง ๒ ฟุต ๑ นิ้่ว เป็นพระพุทธรูปปางอนุฏฐิตสีหไสยาสน์ คือปางเสด็จบรรทมครั้งสุดท้าย พบที่นี่แห่งเดียวเท่านั้นในอินเดีย สร้างสมัยคุปตะ โดยนายช่างชื่อทินนะ ชาวเมืองมถุรา มีท่านสวามีหริปาละ เป็นผู้บริจาคทรัพย์ในการสร้างองค์พระ

องค์พระปฏิมากรนี้งามดั่งองค์เทพวิษณุสร้าง สามารถมองได้สามมิติแห่งอารมณ์ ดังนี้

หากยืน ณ ตรงด้านพระพักตร์แล้วเพ่งมองที่พระพักตร์ขององค์พระ จะเห็นพระพักตร์อยู่ในลักษณะอาการที่ทรงแย้ม

หากยืน ณ บริเวณตรงกลางด้านหน้าองค์พระ เพ่งที่พระพักตร์ก็จะเห็นว่าพุทธองค์กำลังได้รับทุกขเวทนาจากพระปักขันธิกาพาธ

หากยืนด้านพระพุทธบาท มองไปยังพระพักตร์จะสัมผัสความรู้สึกได้ว่า พระพุทธองค์ทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานปราศจากความทุกข์ทรมาณใด ๆ ทั้งสิ้น ทรงเข้าสู่ภาวะแห่งความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง

ท่านผู้ประสงค์จะนำผ้ามาห่มองค์พระพุทธปฏิมากรนี้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและเพื่อความอบอุ่นแห่งครอบครัวและญาติมิตรก็ให้เตรียมผ้าขนาดกว้างสองเมตร ยาวห้าเมตรครึ่ง จะห่มได้พอดี

ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ถวายผ้าจีวรแด่พระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพาน

ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ถวายผ้าจีวรแด่พระพุทธไสยาสน์ปางปรินิพพาน

คำบูชาองค์พระพุทธปรินิพพาน

วันทามิ อิมัง พุทธะปะฏิมัง, อิมัสมิง กุสินารายัง สาละวะโนทเย พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปรินิพพานัฏฐาเน. อะยัง วันทะนา อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯ

คำแปล

ข้าพเจ้า ขอกราบไหว้พระพุทธปฏิมานี้ ณ สาลวโนทยาน ที่เมืองกุสินารานี้ อันเป็นสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอการกราบไหว้นี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ความเจริญ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เทอญ ฯ.

เหมือนได้มาเฝ้าพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิด

เหมือนได้มาเฝ้าพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิด

ได้ฟังธรรมบรรยายจากท่านพระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม

ได้ฟังธรรมบรรยายจากท่านพระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม

ภายในพุทธวิหารปรินิพพาน เสียงสวดมนต์ประกอบกับกลิ่นควันธูปและภาพที่ปรากฎข้างหน้าเป็นพระนอนปางปรินิพพานนั้น มีอิทธพลเหนือจิตใจของพวกเราชาวพุทธผู้ได้มากราบไหว้ ราวกับว่าพระปฏิมากรรมนี้เป็นศพคนตายจริง ๆ ดวงตาหรี่ลงเกือบหลับสนิท สีหน้าแสดงความหมดกังวลทุกอย่าง นี่เองคือ พระพุทธองค์ของเราเมื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ ที่นี้ ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนกับได้นมัสการพระบรมศพพระบรมศาสดาจริง ๆ นับว่าปฏิมากรรมชิ้นนี้สร้างได้สมสัดส่วนสมจริง ทำให้รู้สึกว่าพระพุทธเจ้าเพิ่งจากเราไปเมื่อสักครู่นี่เอง : พระวิเทศโพธิคุณ (วีรยุทธ์  วีรยุทฺโธ), สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล

 

สถานที่เสด็จดับขันธ์

สถานที่เสด็จดับขันธ์

สาลวโนทยาน

เมื่อครั้งพระพุทธองค์เด็จสู่กุสินารา เพื่อปรินิพพานที่เมืองนี้ ชาวบ้านยังเรียกชื่อเดิมว่า กุศินาคาร์ หรือ กุสินารา บางส่วนนิยมเรียกกันในชื่อว่า “มถากุนวาร์” หรือ “มถากัวร์” ซึ่งเลือนมาจากคำว่า “มฤตกุมาร์” แปลว่า “เจ้าชายสิ้นชีพ” หมายถึงพระพุทธองค์เสด็จมาเข้าปรินิพพานที่นี่นั่นเอง

ในมหาปรินิพพานสูตร เรียกที่นี่ว่า สาลวัน ซึ่งแสดงว่ามีต้นสาละเป็นหลักอยู่ในคัมภีร์สารัตถัปกาสินี เรียกที่นี่ว่า อุปวัตตนะ ซึ่งหมายถึงที่ปรินิพพาน คือ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงที่นี่ได้ ได้เสด็จขึ้นที่ประทับบนกูฏาคารศาลาของมัลละกษัตริย์ซึ่งทรงสร้างไว้เป็นที่พักผ่อนในระหว่างที่เสด็จมาประพาสกูฎาคารศาลาหลังนี้ตั้งอยู่ระหว่างต้นสาละคู่หนึ่ง ซึ่งมีลำต้นกลมงามประดุจต้นตาลมียอดน้อมเข้าหากัน

พระพุทธองค์ตรัสขอให้พระอานนท์จัดตั้งที่นอน ผินศีรษะไปทางเหนือระหว่างไม้สาละคู่นั้น เมื่อพระองค์ประทับสีหไสยาสน์ก็ปรากฎสิ่งอัศจรรย์ขึ้น กล่าวคือต้นสาละผลิดอกออกผลผิดฤดูกาล หล่นพรูลงมาถวายสักการะบูชาพระตถาคต พระบรมศาสดาจึงตรัสแก่พระอานนท์ว่า “อานนท์ การบูชาก็เท่านี้แหละ ตถาคตมิได้ยินดีเท่ากับภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้ได้ประพฤติตาม ปฎิบัติชอบ ปฏิบัติธรรมด้วยดี เป็นการบูชาอย่างสูงต่อพระตถาคต”   : พระวิเทศโพธิคุณ (วีรยุทธ์  วีรยุทฺโธ), สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล

มหาปรินิพพานสถูป

มหาปรินิพพานสถูป

มหาปรินิพพานสถูป

สถูปมหาปรินิพพาน ตั้งอยู่ด้านหลังของมหาวิหาร ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ปรินิพพาน ใต้ต้นไม้สาละคู่

หลวงจีนถังซัมจั๋ง ผู้เดินทางมาถึงสถานที่พุทธปรินิพพาน (พ.ศ. ๑๑๖๓-๑๑๘๗) ได้พรรณนาไว้ตอนหนึ่งว่า “กุสินาราเมืองหลวงของมัลละกษัตริย์ อยู่ในสภาพซากปรักหักพัง มองเห็นเมืองและหมู่บ้านเป็นสถานที่ร้าง จะมีคนอยู่อาศัยภายในกำแพงเมืองเก่าเพียงเล็กน้อย”

“บริเวณด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำหิรัญญวดี เป็นอุทยานสาลวันมีไม้สาละขึ้นเป็นหมู่ใหญ่ ลักษณะของไม้สาละ เปลือกเป็นสีขาวบ้างเขียวบ้าง ใบสาละสะอาดเป็นเงา ไม่ขรุขระ ในป่ามีไม้สาละใหญ่ ๔ ต้น บริเวณนี้มีวิหารใหญ่ก่ออิฐปูนหลังหนึ่ง ภายในวิหารมีพระพุทธรูปแบบสีหไสยาสน์ คือในลักษณะประทับนิพพาน หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ มีลักษณะเหมือนกำลังบรรทมหลับ ข้าง ๆ วิหารใหญ่มีสถูปใหญ่อีกแห่งหนึ่งซึ่งจารึกว่าพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นผู้สร้าง แม้ลักษณะจะทรุดโทรมหักพังไปเป็นอันมากแล้ว แต่ก็ยังมีความสูงเหลืออยู่ถึง ๒๐๐ ฟุต ข้างหน้าพระสถูป มีหลักศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกว่าที่นี่เป็นที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานของพระตถาคต”

สถูปแห่งนี้ได้ถูกค้นพบและเปิดเผยอย่างสมบูรณ์แบบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙ โดยท่าน Sir A.C.L. Carlley  มีความสูง ๑๙.๘๑ เมตร ได้พบวัตถุโบราณมากมาย ระบุว่า อิฐที่บรรจุด้านในประทับตราของพระเจ้าไชยคุปต์ มีอักษรภาษาสันสกฤตจารึกบนแผ่นทองแดงประกอบด้วยข้อความในนิทานสูตร จากแนวลึกดิ่งลงตรงศูนย์กลางของสถูป ๑๐.๓๖ เมตร พบสถูปองค์เล็กอยู่ในสภาพสมบูรณ์ สูง ๒.๘๒ เมตร ภายในบรรจุพระพุทธรูปปางสมาธิ

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ มีการซ่อมแซมโดยการบริจาคของท่าน อู โป กยู (U Po Kyu) และท่าน อู โป เหล่ง (U Po Hlaing) เป็นชาวพม่า เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๔๗๐ ได้ประกอบพิธีเปิดพระสถูป โดยมีตัวแทนพระสงฆ์ ๑๖ รูป นำโดยพระอาจารย์ อู จันทรมณี เจ้าอาวาสวัดพม่า เมืองกุสินาราสมัยนั้น มีการนำเอาวัตถุที่เป็นทอง เงิน ทองแดง แผ่นจารึก ฝังไว้ด้านในพร้อมคำอธิบายข้อเท็จจริงและรายละเอียดของการขุดค้นด้วย

มหาปรินิพพานสถูป

มหาปรินิพพานสถูป

คำบูชาสถูปปรินิพพาน

วันทามิ อิมัง ปะรินิพพานะถูปัง , อิมัสมิง กุสินารายัง , สาละวะโนทะเย พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปะรินิพพานัฎฐาเน ,อะยัง วันทะนา อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ

คำแปล

ข้าพเจ้า ขอกราบไหว้สถูปเป็นที่ปรินิพพานนี้ ณ สาลวโนทยาน ที่เมืองกุสินารานี้ อันเป็นสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอการกราบไหว้นี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ความเจริญ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เทอญฯ

พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม ผู้เขียนหนังสือคู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน

พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม ผู้เขียนหนังสือคู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน

ผู้เขียนและคณะได้รับความเมตตาเป็นอย่างสูงจากท่านพระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม ได้อธิบายให้ความรู้อย่างละเอียด ภายหลังจึงได้รู้ว่าท่านเป็นผู้เขียนหนังสือคู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งซึ่งเราใช้นำทางจากกรุงเทพฯมาสู่สังเวชนียสถาน

มกุฏพันธนเจดีย์

มกุฏพันธนเจดีย์

มกุฎพันธนเจดีย์

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน และทำการบูชา ณ สาลวโนทยาน สิ้น ๗ วันแล้ว  วันที่ ๘ ได้ทำการเคลื่อนย้ายพระบรมศพไป ณ  มกุฎพันธนเจดีย์ เพื่อทำการถวายพระเพลิงพุทธสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า

มกุฎพันธนเจดีย์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของตัวเมือง ห่างจากวิหารปรินิพพาน ๑.๖๑ กิโลเมตร  เมื่อเจ้ามัลละกษัตริย์อัญเชิญพระบรมศพจากอุทยานสาลวันเข้าไปทางทิศเหนือของตัวเมืองแล้ว ขบวนก็ผ่านไปทางประตูเมืองด้านทิศตะวันออกเลยไปถึงมกุฏพันธนเจดีย์ที่ปรากฏอยู่วันนี้ เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นมาภายหลังการถวายพระเลิง ชาวบ้านเรียกว่า รามภาร์

ภายหลังการถวายพระเพลิงพุทธสรีระแล้ว โทณะพราหมณ์ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนกษัตริย์ที่จัดกองทัพมาเพื่อขอส่วนแบ่งแห่งพระบรมสารีริกธาตุ ๘ เมือง ดังนี้

๑. พระเจ้าอชาตศัตรู ได้สร้างสถูปประดิษฐานไว้ ณ เมืองราชคฤห์

๒. กษัตริย์ลิจฉวี สร้างสถูปไว้ ณ เมืองไพศาลี

๓. กษัตริย์ศากยวงศ์ สร้างสถูปไว้ ณ กรุงกบิลพัสดุ์

๔. กษัตริย์อัลละกัปปะแห่งพูลี ได้สร้างสถูปไว้ที่ เมืองอัลละกัปปนคร

๕. กษัตริย์โกลิยะ ได้สร้างสถูปไว้ ณ รามคาม

๖. พราหมณ์เวฏฐทีปกนคร ได้สร้างสถูปไว้ที่เวฏฐทีปกนคร

๗. กษัตริย์มัลละ ได้สร้างสถูปไว้ที่เมืองกุสินารา

๘. กษัตริย์มัลละแห่งปาวา ได้สร้างสถูปไว้ที่เมืองปาวานคร

สถานที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ

สถานที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ

มกุฏพันธนเจดีย์

พุทธสถานที่สำคัญในเมืองกุสินารามีมหาปรินิพพานสถูปโทณพราหมณ์เจดีย์และมกุฏพันธนเจดีย์ ที่ถวายพระเลิงพุทธสรีระ ซึ่งมีชื่อท้องถิ่นว่า รามภาร์ กา ตีลา (Rambhar ka tila) อันเป็นที่ประกอบพิธีอภิเษกในการเข้ารับตำแหน่งเป็นรัฐบาล มัลละกษัตริย์ได้ยกขึ้นเป็นที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ โดยตั้งเชิงตะกอนขึ้นในบริเวณ มกุฏพันธนเจดีย์ เมื่อถวายพระเพลิงแล้วจึงก่อสถูปลง ณ ที่ถวายพระเลิงนั้นท่ามกลางทางสี่แพร่ง สถูปนั้นปัจจุบันชาวบ้านเรียกว่า รามาภาร์  หลวงจีนมานมัสการที่นี่ได้บันทึกไว้ว่าเห็นวิหารใหญ่หลังหนึ่ง ชื่อมกุฏพันธนะ มีภิกษุอยู่ในวิหารถึง ๑๐๐ รูป

ในพระพุทธประวัติกล่าวว่า เมื่อได้ทำการสักการะบูชาพระบรมศพครบ ๗ วัน มัลละกษัตริย์ก็เตรียมการอัญเชิญพระพุทธสรีระไปถวายพระเพลิง ตอนแรกคิดจะชะลอพระพุทธสรีระไปทางทิศใต้ แล้วถวายพระเพลิงนอกเมือง แต่เมื่อมัลลาปาโมกข์เข้าไปจะยกพระพุทธสรีระก็เกิดอัศจรรย์ยกไม่ขึ้น พระอนุรุทธะจึงชี้แจงว่า ความประสงค์ของมัลละกษัตริย์ไม่ตรงตามประสงค์ของเทพยดาเจ้า เทพยดาประสงค์จะให้นำขบวนพระพุทธสรีระไปทางทิศเหนือเข้าสู่ตัวเมืองกุสิืนาราแล้วผ่านกลางเมือง ไปออกประตูเมืองด้านตะวันออก ตรงไปยังมกุฏพันธนเจดีย์แล้วถวายพระเพลิงที่นั่น

มัลละกษัตริย์ทราบความประสงค์ของเทพยดาเช่นนั้น จึงตกลงแห่พระพุทธสรีระไปตามเส้นทางที่กล่าวจนถึงมกุฏพันธนเจดีย์ จึงอัญเชิญพระพุทธสรีระขึ้นสู่เชิงตะกอนไม้แก่นจันทน์สูงถึง ๑๒๐ ศอก แล้วก็จุดเพลิง แต่เกิดอัศจรรย์อีก ไฟไม่ติด ทำอย่างไรก็ไม่ติด มัลละกษัตริย์จึงรับสั่งถามอนุรุทธะว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น พระอนุรุทธะทูลชี้แจงว่า เทพยดาเจ้ายังคอยพระมหากัสสปะ สาวกผู้ใหญ่ก่อน ขณะที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน พระมหากัสสปะอยู่ในป่าใกล้เมืองปาวา เมื่อทราบข่าวการปรินิพพานก็รีบเดินทางมายังมกุฏพันธนเจดีย์ กระทำประทักษิณาวัตรพระพุทธสรีระ ๓ รอบ แล้วเข้าไปกราบพระบาท ขอประทานอภัยโทษในทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจล่วงเกินไว้ ทันทีนั้นไฟก็ลุกขึ้นที่เชิงตะกอนด้วยอานุภาพแห่งเทพยดาเหล่านั้น  : พระวิเทศโพธิคุณ (วีรยุทธ์  วีรยุทฺโธ), สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล

คำบูชาสถานที่ถวายพระเพลิง

วันทามิ อิมัง เจติยัง , มะกุฎพันธะนะสัญญิตัง ทัสสะนียัง, สังเวชะนียัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต สะรีรัสสะ ฌาปะนัฎฐานัง , อะยัง วันทะนา อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ

ข้าพเจ้า ขอกราบไหว้พระเจดีย์อันมีชื่อว่า มกุฎพันธนเจดีย์ เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันเป็นสถานที่ควรเห็น ควรให้เกิดเป็นความสังเวช

ขอการกราบไหว้นี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ความเจริญของข้าพเจ้าทั้งหลาย เทอญฯ

คำอธิษฐาน ณ มกุฏพันธนเจดีย์

ด้วยอำนาจบุญกุศล ความตั้งใจ ที่ข้าพเจ้าได้เดินทางจาริกมาน้อมสักการะ ณ สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ ของพระศาสดา ณ ที่นี้ ขอจงเป็นบารมี เป็นพลวะปัจจัย เกื้อหนุนให้ ทุกข์ โศก โรคภัยของข้าพเจ้าจงหมดสิ้นไป ศัตรูหมู่มาร ปัจจามิตร (ระบุชื่อ….) ผู้จ้องทำลายล้างทั้งหลายจงได้พินาศไป ด้วยอำนาจแห่งเพลิงทิพย์ที่เผาไหม้พระวรกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และด้วยอำนาจแห่งพุทธบารมีด้วยเทอญ ฯ

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

ประวัติความเป็นมา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ตั้งอยู่ที่เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย เริ่มการก่อสร้างตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๓๗ ภายใต้ดำริของพระสุเมธาธิบดี อดีตอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุฯ โดยมีพระราชรัตนรังษี (ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์) เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.๒๕๔๒ ด้วยแรงศรัทธาของคณะสงฆ์ไทย คณะพุทธบริษัทชาวไทย และชาวพุทธในประเทศอินเดีย พร้อมใจกันสร้างขึ้น ณ เมืองกุสินารา อันเป็นสังเวชนียสถานที่ดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาคืนสู่มาตุภูมิ น้อมถวายเป็นพุทธบูชา และเฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี และในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๗๒ พรรษา

(ภาษาไทย) วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
(ภาษาอังกฤษ) WAT THAI KUSINARACHALERMRAJ

สถานที่ตั้ง
ตั้งอยู่ในเขตพุทธสถานระหว่างสาลวโนทยาน ที่เสด็จดับขันธปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับ มกุฏพันธนเจดีย์ (รามภาร์) ที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ กับ โทณพราหมณ์เจดีย์ ที่ มอบพระบรมสารีริกธาตุให้กษัตริย์ ๘ พระนคร

การติดต่อ
WAT THAI KUSINARACHALERMRAJ
P.O. & DISTT. KUSHINAGAR, ๒๗๔๔๐๓ (U.P.) INDIA
PHONE: ๐๐๑ ๙๑ ๕๕๖๔ ๒๗๓๐๑๖-๑๗
FAX : ๐๐๑ ๙๑ ๕๕๖๔ ๒๗๓๐๑๘
E-Mail : kusinara980@gmail.com
Website: http://www.watthaikusinara.org (English)
http://www.watthaikusinara-th.org (ภาษาไทย)

พระมหาเจดีย์ "พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา"

พระมหาเจดีย์ “พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา”

สำหรับผู้แสวงบุญ เมื่อไปถึงเมืองกุสินาราแล้ว ไม่ควรพลาดที่จะเข้าไปเยี่ยมชม :

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ จะได้พบโครงการที่ท่านจะได้ร่วมบุญเพื่อประโยชน์แก่มวลมนุษย์ อาทิ ทุนภัตตาหาร การศึกษา ยารักษาโรค พร้อมปัจจัยสี่ และเป็นทุนการรักษาพยาบาลพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ผู้ปฎิบัติกิจพระพุทธศาสนา , ทุนเพื่อบำรุงบูรณะและปฎิสังขรณ์ศาสนสถาน

พุทธวิหาร สาลวโนทยาน ๙๖๐ สวรรค์บนดิน ชายแดนอินเดีย-เนปาล สถานที่ปลดทุกข์เห็นสุขทันตา ศาลาพักข้างทางของผู้แสวงบุญ ห้องน้ำ ห้องสุขา ที่จัดภัตตาหารถวายแด่พระสงฆ์ ระหว่างเดินทาง และเป็นศาลาเอนกประสงค์ รับประทานอาหารแบบปิกนิก ที่พัก ดื่มน้ำชา กาแฟ คลินิกปฐมพยาบาล ตู้ยาสามัญ

ท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ)

ท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ)

ผู้เขียนและคณะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ)

ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์  วีรยุทโธ)

ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ)

รู้สึกเป็นเกียรติและเกรงใจมาก เพราะไปถึงเมื่อพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว ท่านราชฯ กรุณาสนทนาอย่างเป็นกันเอง สอบถามทุกข์สุข พร้อมกับสนทนาแกมบังคับให้กลับมาวัดในเวลาเช้าอีกครั้ง ซึ่งคณะของเราก็เต็มใจปฏิบัติตาม

อาหารไทยมื้อแรกในอินเดีย ดั่งอาหารจากสวรรค์ ด้วยความเมตตาของท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ)

อาหารไทยมื้อแรกในอินเดีย ดั่งอาหารจากสวรรค์ ด้วยความเมตตาของท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ)

เช้าวันนี้เอง มีโอกาสได้ไปถวายภัตตาหารเช้าที่ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ และบุญกุศลก็ได้กลับมาในทันใด คณะแม่ชีได้จัดอาหารไทยไว้ต้อนรับคณะของผู้เขียน ตกใจและประหลาดใจมากเป็นความรู้สึกปิติและอบอุ่น ความรู้สึกขณะนั้นคืออาหารไทยในประเทศอินเดียมื้อนี้อร่อยที่สุดในโลก

พระมหาเจดีย์ พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

พระมหาเจดีย์ พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

การได้เข้าพบท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ) ผู้เขียนไม่ทราบมาก่อนเลยว่า ท่านเป็นผู้เขียนหนังสือสู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล เพราะเข้าใจว่าผู้แต่งคือ พระวิเทศโพธิคุณ   จนกระทั่งเวลา ลากลับท่านได้มอบหนังสือชื่อเดียวกันนี้พร้อมลายเซ็นมอบเป็นที่ระลึก เกิดความปิติเป็นครั้งที่สอง มาอินเดียได้ก็เพราะหนังสือเล่มนี้ ขามาหอบมาหนึ่งเล่ม ขากลับได้กลับเป็นสองเล่ม บุญหนุนนำแท้ ๆ สาธุ

พระมหาเจดีย์ พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

พระมหาเจดีย์ พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

มูลนิธิวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
373/4-5 ซ.รามคำแหง 39 แยก 7 เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10130
Tel. :  0-2184-4539 – 40 Fax. :  0-2184-4541
Website :  
www.mulnidhiwatthaikusinara.org 
Email : info@mulnidhiwatthaikusinara.org

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ (๙๕๐) ประเทศอินเดีย
Wattthai Kusinarachalermraj
P.O & Distt, Kushinagar 274403 (U.P.) INDIA
Tel. : (91) 5564-271189 Fax. :  (91) 5564-272089
Website :  www.watthaikusinara.org (english) , www.watthaikusinara-th.org (ภาษาไทย)
E-mail :  kusinara980@gmail.com

วัดไทยลุมพินี มหาวิหาร (๙๗๙) ประเทศเนปาล
Royal Thai Monastery Lumbini
Lumbini Sacred Garden, East Monastic Zone,
Dist.Rupandihi, Lumbini, Nepal
Tel. :  (977)-71-580222, Fax. : (977)-71-580271
Website :  www.watthailumbini.org (engligh) , www.watthailumbini-th.org (ภาษาไทย)
E-mail :  lumbini979@gmail.com

วัดไทยเชตวันมหาวิหาร (๙๘๐) นครสาวัตถี ประเทศอินเดีย
Wat Thai Chetavan Mahavihar Sravasti
Bahrampur – Baharaich Highway,
P.O., Sravasti, Distt Balrampur., (U.P) India.
Tel. : (91) 9415-270696, (91) 9415-261662
Website :  www.watthaichetavan.org
E-mail :  chetavan980@gmail.com

“พุทธวิหาร สาลวโนทยาน ๙๖๐” โสนารี – อินเดีย
Ninth and Sixty Salavanotayan
Gorakhpur – Sonauli Road, Near Sonauli Border
P.O., Nautanwa, Distt. Maharajgant, (U.P)
Tel. :  (91) 9415-270696, (91) 9415-261662
Website :  www.watthai960.org
E-mail :  salavanotayan960@gmail.com 

ข้อมูลเพิ่มเติม:

ดอกสาละกำลังบาน..ที่มหาปรินิพพานสถูป กุสินารา อินเดีย จาก บล็อคคมสรัญญี (ท่านคมสรณ์)

.

ข้อมูลอ้างอิง :

พระวิเทศโพธิคุณ (วีรยุทธ์  วีรยุทฺโธ), สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล : ธรรมสภาและสถาบันลือธรรม,  2544.

พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม, คู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน กรุงเทพฯ : ดาวเหนือ, 2549.

พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์  วีรยุทโธ), พระพุทธมนต์ (ฉบับ ตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล) กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, 2550 .

http://www.watthaikusinara-th.org/

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ ตามลิงค์

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : บทนำ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หนึ่ง กรุงเทพฯ กัลกัตตา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สอง เมืองกัลกัตตา เมืองพุทธคยา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สาม เมืองพุทธคยา เมืองราชคฤห์ เขาคิชกูฎ มหาวิทยาลัยนาลันทา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สี่ เมืองพุทธคยา เมืองพาราณสี เมืองสารนาถ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่ห้า เมืองพาราณสี เมืองกุสินารา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หก เมืองกุสินารา ตำบลกาเซีย

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่เจ็ด กุสินารา ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล)

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่แปด ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล) โครักขปูร์ เดลลี กรุงเทพฯ

About ☀Tawan™ Guide ☀

a Professional Tour Guide
This entry was posted in 3. ตะวันสัญจร. Bookmark the permalink.

One Response to บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หก เมืองกุสินารา ตำบลกาเซีย

  1. ข้อมูลเพิ่มเติมครับ ความสำคัญในวันอัฎฐมีบูชา…วันถวายเพลิงพระบรมศพพุทธสรีระที่ชาวพุทธควรน้อมรำลึก
    โดยท่านคมสรณ์

    http://www.oknation.net/blog/mylifeandwork/2013/06/01/entry-1

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s