บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่เจ็ด กุสินารา ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล)

ลุมพินีวัน

ลุมพินีวัน

ลุมพินี แดนประสูติ

ในอดีตนั้น ลุมพินีตั้งอยู่ในตำบลลุมมินเด ประเทศอินเดีย ต่อมาเมื่อมีการแบ่งปันเขตแดนหลังสงครามในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ลุมพินีถูกตัดออกจากเขตของอินเดียและกลายเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอไภรวา แคว้นอูธ ประเทศเนปาล ทำให้เป็นสังเวชนียสถานแห่งเดียวที่อยู่นอกประเทศอินเดีย

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของอินเดีย ด่านโสเนารี (Sonauli)

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของอินเดีย ด่านโสเนารี (Sonauli)

เมื่อเข้าประเทศเนปาลแล้ว ขากลับต้องผ่านด่านโสเนารี (Sonauli) เพื่อเข้าอินเดียอีกครั้ง

เมื่อเข้าประเทศเนปาลแล้ว ขากลับต้องผ่านด่านโสเนารี (Sonauli) เพื่อเข้าอินเดียอีกครั้ง

ลุมพินีวันเป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญ หนึ่งในสี่สังเวชนียสถานของชาวพุทธ เป็นสถานที่ประสูติองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ที่อำเภอไภรวา แคว้นอูธ ประเทศเนปาล เป็นพุทธสังเวชนียสถาน เพียงแห่งเดียวที่อยู่นอกประเทศอินเดีย ตัวลุมพินีวันอยู่ใกล้กับชายแดนประเทศอินเดีย ตอนเหนือ ห่างจากสิทธารถนคร หรือ นครเทวทหะ ทางทิศตะวันตก ประมาณ ๒๒ กิโลเมตร และ นครกบิลพัสดุ์ทางทิศตะวันออก ๒๒ กิโลเมตร ซึ่งถูกต้องตามตำราพระพุทธศาสนา ที่กล่าวว่าลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ ตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์ และเมืองเทวทหะ ปัจจุบัน ลุมพินีวันได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก
ให้เป็นมรดกโลก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐

เจ้าชายน้อยสิทธัตถะ

เจ้าชายน้อยสิทธัตถะ

ปฏิมากรรมลอยตัวเจ้าชายน้อยสิทธัตถะ  เห็นได้ชัดเจนเมื่อเดินทางเข้าสู่ลุมพินีสถาน

ตามพระประวัติกล่าวว่า พระกุมารน้อยสิทธัตถะพอพ้นจากพระครรภ์พระมารดา ได้ทรงย่างพระบาทไปด้านทิศเหนือ ๗ ก้าว พร้อมกับเปล่งพระวาจาว่า

“เราเป็นผู้เลิศในโลก เราเป็นผู้เจริญและประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดของเรานี้ เป็นครั้งสุดท้าย บัดนี้ ภพใหม่ จะไม่มีแก่เราอีกแล้ว…”

สัญลักษณ์ของเมืองลุมพินี ชาตะสถาน

สัญลักษณ์ของเมืองลุมพินี ชาตะสถาน

ในสมัยพุทธกาล ลุมพินีวันอยู่ในเขตแห่งดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีป  อยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ เมืองหลวงของพระเจ้าสุทโธทนะ และ กรุงเทวทหะ เมืองหลวงของพระเจ้าชนาธิป เป็นพระราชอุทยานร่มรื่น กึ่งกลางระหว่างทางสำหรับพักผ่อนหย่อนใจของกษัตริย์และประชาชน  สภาพของลุมพินีวันในสมัยนั้น ได้พรรณนาเป็นภาษาบาลีแปรความว่า..

“ในระหว่างเมืองทั้งสอง มีป่าสาละชื่อลุมพินีวันอันเป็นมงคล สมัยนั้นสาละ ทั้งหมดล้วนมีดอกออกสะพรั่งเป็นแนวเดียวกัน แต่รากจนสุดปลายกิ่ง ตามกิ่งก้านสาขาและดอกนั้นล้วนมีหมู่ภมรนานาชนิด และหมู่นกหลากหลายชนิดส่งเสียงกู่ร้องประสานสำเนียง ดังทั่วทั้งป่า ลุมพินีวันนั้น จึงประดุจเช่นเดียวกับสวนจิตรลดา อันมีในดาวดึงสเทวโลกฉะนั้น ฯลฯ”

มหามายาเทวีวิหาร

มหามายาเทวีวิหาร

ประมาณ ๖๐๐ ปีเศษก่อนคริสตศักราช ประเทศอินเดียหรือที่เรียกกันว่า ชมพูทวีป มีรัฐเล็ก ๆ รัฐหนึ่งอยู่ทางเหนือสุดของอินเดีย แถบเชิงเขาหิมาลัย ชื่อว่า “กรุงกบิลพัสดุ์” อยู่ในความปกครองของแคว้นโกศล มีกษัตริย์ราชวงศ์ศากยะทรงพระนามว่า “พระเจ้าสุทโธทนะ” พระมเหสีทรงพระนามว่า “พระนางสิริมหามายา”

และโดยธรรมเนียมของคนอินเดียสมัยนั้น ฝ่ายผู้หญิงจะต้องเดินทางไปคลอดบุตรที่บ้านเกิด ดังนั้นเมื่อพระนางสิริมหามายาทรงมีพระครรภ์แก่เต็มที่ จึงได้เสด็จไปยังกรุงเทวทหะบ้านเกิด ทว่าเมื่อขบวนยาตราไปได้ประมาณ ๒๒ กิโลเมตรจากเมืองกบิลพัสดุ์ถึงสวนลุมพินี ซึ่งเป็นสวนที่กษัตริย์สองเมืองคือกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะดูแลรักษาร่วมกัน ขบวนก็ได้แวะพัก ณ สวนลุมพินี

ในขณะนั้น พระนางก็ประชวรพระครรภ์จะประสูติ คณะนำเสด็จจึงจัดที่ประสูติถวายอย่างกะทันหันที่ใต้ร่มต้นไม้สาละต้นนึ่ง พระนางได้ประทับยืนโดยพระหัตถ์ขวาจับเหนี่ยวกิ่งต้นไม้สาละไว้ แล้วก็ประสูติพระโอรส ณ ลุมพินีวันสถานแห่งนั้นในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ

พระกุมารพอพ้นจากพระครรภ์พระมารดา ได้ทรงย่างพระบาทไปด้านทิศเหนือได้ ๗ ก้าว พร้อมกับเปล่งพระวาจาว่า

“เราเป็นผู้เลิศในโลก เราเป็นผู้เจริญและประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดของเรานี้ เป็นครั้งสุดท้าย บัดนี้ ภพใหม่ จะไม่มีแก่เราอีกแล้ว…”

เมื่อประสูติได้เพียง ๗ วัน พระมารดาก็ทิวงคต พระเจ้าสุทโธทนะพระบิดา ก็ได้มอบพระราชกุมารให้แก่นางปชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระน้านางเป็นผู้เลี้ยงดูดุจดังพระมารดาบังเกิดเกล้า

แผนที่แสดงสถานที่สำคัญบริเวณสวนลุมพินี

แผนที่แสดงสถานที่สำคัญของเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองเทวทหะ

มหามายาเทวีวิหาร และ สระโบกขรณี

มหามายาเทวีวิหาร และ สระโบกขรณี

Mr. Basanta Bidari. Archaeologist. Chief Archaeologist Govt. of Napal Ministry of Culture, Lumbini Development Trust, Sacred Garden, Lumbini, Napal.

Mr. Basanta Bidari. Archaeologist. Chief Archaeologist Govt. of Napal Ministry of Culture, Lumbini Development Trust, Sacred Garden, Lumbini, Napal.

เสาพระเจ้าอโศกมหาราช

เสาพระเจ้าอโศกมหาราช

คำบูชาสถานที่ประสูติ

วันทา มิ ภันเต ภะคะวา อิมัง สังเวชะนียัง ฐานัง, ยัตถาคะโตมหิ, สัทธัสสะ กุละปุตตัสสะ ทัสสะนียัง, อิธะ ลุมพินี วะเน ตะถาคะเตนะ มัชฌิเมสุ ชะนะปะเทสุ อะริยะเกสุ มะนุสเสสุ อุปปันนัง ฯ ภาสิตา จะ อาสะภิวาจา อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ เชฏโฐหะมัสมิ โลกัสสะ, เสฏโฐหะมัสมิ โลกัสสะ, อะยะมันติมา เม ชาติ, นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ ฯ สาธุ โน ภันเต, อิเมหิ สักกาเรหิ อะภิปูชะยามิ, สวากขาตัญจะ นะมามิ, มัยหัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ.

คำแปล

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้า ได้จาริกตามรอยบาทพระศาสดา มาถึงแล้ว ขอถวายอภิวาทสังเวชนียสถานที่กุลบุตร ผู้มีศรัทธา ควรทัสสนา(ควรเห็น) อันเป็นสถานที่ที่พระตถาคตเจ้า เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ในหมู่มนุษย์ชาวอริยกะ ในมัชฌิมชนบท ณ สวนลุมพินีนี้ และได้ตรัสอาสภิวาจาว่า “เราจะเป็นผู้เลิศที่สุดในโลก เราจะเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก เราจะเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดของเรานี้เป็นชาติ สุดท้าย บัดนี้จะไม่มีภพใหม่อีก”

ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าขอบูชาโดยยิ่ง ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ และขอน้อมระลึกถึงพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ขอการบูชาสักการะในครั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพระพุทธเจ้า ตลอดกาลนาน เทอญ ฯ.

คำอธิษฐาน ณ แดนประสูติ

ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้จาริกธรรมบำเพ็ญบุญ มาตลอดเส้นทางสังเวชนียสถานทั้งสี่ตำบลครบบริบูรณ์ ด้วยศรัทธาเลื่อมใสต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในครั้งนี้ ขอจงเป็นบารมี อำนวยผล ให้ชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า จงบังเกิดความสำเร็จ เจริญรุ่งเรือง ในหน้าที่การงาน หากเวียนว่ายตายเกิดในวัฎฎสงสาร ขอให้ข้าพเจ้าจงเกิดในตระกูลดี มีสัมมาทิฎฐิ ได้พบพระพุทธศาสนา ในทุกภพทุกชาติ ได้พบพระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรม มีปัญญารู้ธรรมที่ทรงแสดงแล้ว จนได้บรรลุถึงซึ่งความพ้นทุกข์คือพระนิพพานด้วยเทอญ…ฯ

เสาอโศก จารึกข้อความเป็นอักษรพราหมณีว่าพระพุทธเจ้าประสูติ ณ ที่นี้

เสาอโศก จารึกข้อความเป็นอักษรพราหมีว่าพระพุทธเจ้าประสูติ ณ ที่นี้

ศิลาจารึกอโศกมหาราช

เสาศิลาจารึกที่พระเจ้าอโศกมหาราชปักไว้ตรงที่ประสูติของพระสิทธัตถราชกุมาร เป็นอนุสาวรีย์ที่มีค่าที่สุดในทางพระพุทธประวัติ เมื่อประสูติได้กล่าววาจาแรกว่า

“อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เชฏโฐหมสฺมิ โลกสฺส เสฏโฐหมสฺมิ โลกสฺส อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโวติ”

แปลว่า เราเป็นผู้เลิศที่สุด เราเป็นผู้เจริญที่สุด และเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดของเราครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ภพต่อไปไม่มีอีก

พระเจ้าอโศกทรงบัญชาให้ตั้งเสานี้ขึ้นหลังพระพุทธปรินิพพานได้ ๒๓๖ ปี หลังจากที่พระเจ้าอโศกขึ้นครองราชย์ ๒๐ ปี

Gen. Khadya Shumsher Rana ผู้ปกครองเมืองปัลปะ (Palpa)  และนักโบราณคดีผู้มีชื่อเสียงของอังกฤษ  Dr. A Fuhrer เป็นผู้ค้นพบเสาศิลาเป็นคนแรก ๆ เมื่อ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ ขณะที่พบ หลักศิลาถูกปูนเก่า ๆ ถมทับหลายฟุต ต้องขุดอิฐปูนเหล่านั้นออกจึงพบอักษรที่เสา วัดส่วนสูงของเสาได้ ๒๖ ฟุต ๖ นิ้ว มีส่วนที่ฝังอยู่ใต้ดินยาว ๘ ฟุต ๖ นิ้ว  วัดโดยรอบเสาได้ ๗ ฟุต ๓ นิ้ว  กล่าวกันว่าเดิมคงสูงประมาณ ๗๐ ฟุต ที่แตกหักน่าจะมาจากฟ้าผ่าลงมา บันทึกของหลวงจีนถังซัมจั๋งกล่าวว่าได้พบรูปวิคฑะ อยู่บนพื้นดิน ซึ่งเดิมน่าจะประดิษฐานอยู่บนยอดเสา หลวงจีนอ้างว่าวิคฑะเป็นรูปม้า แต่เท่าที่ปรากฏพระเจ้าอโศกทรงสร้างยอดเสาเป็นรูปสิงห์ ๔ ตัวบ้าง สิงห์ตัวเดียวบ้างและรูปวัวบ้าง แต่ที่ลุมพินีคงเป็นการพิเศษที่สร้างขึ้นเป็นรูปม้า คงหมายถึง พาหนะคู่ใจที่พาเสด็จออกบรรพชาก็ได้

เจมส์ ปรินเซป ชาวอังกฤษเป็นผู้อ่านอักษรพราหมี ที่จารึกไว้ในศิลาจารึกของพระเจ้าอโศก สำเร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๐ ใช้เวลาถอดความนานถึง ๗ ปี

คำจารึกที่เสาอโศก

เทวาน ปิเยน ปิยทสิน ลาชิน วีสติวสาภิสิเตน
อตน อาคาจ มหียิเต หิท พุเธ ชาเต สกยฺมุนีติ
ลีลาวิคฑภี จา กาลาปิต สิลาถเก จ อุสปาปิเต
หิท ภควํ ชาเต ลุมินิคาเม อุพลิเก กเฎ อฐ ภาคิเย จ ฯ

ท่านเจ้าคุณพระราชธรรมุนี (สุกิตฺติ) ได้ถ่ายทอดเป็นภาษาไทยใจความว่า

“พระเจ้าเทวานัมปิยะ ปิยทัสสี เมื่อทรงได้รับอภิเษกแล้ว ๒๐ ปี ได้เสด็จมานมัสการด้วยพระองค์เอง ด้วยว่าพระพุทธศากยมุนีได้ประสูติ ณ ที่นี้ ทรงให้สร้างรูปสลักหิน (บางท่านแปลว่า รั้วหิน) และประดิษฐานหลักศิลาไว้เป็นที่หมาย โดยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประสูติ ณ สถานที่นี้ จึงทรงโปรดให้ยกเว้นภาษีแก่หมู่บ้านลุมพินี และทรงให้เสียเพียงหนึ่งในแปดของผลผลิตเป็นค่าภาษีที่ดิน (บางท่านแปลว่า แม้ส่วนดังกล่าวนี้ก็ทรงให้งดด้วย)”

ลุมพินีวัน

ลุมพินีวัน

มายาเทวีวิหาร

มายาเทวีวิหาร ถูกสร้างขึ้นประมาณศตวรรษที่ ๔ มีศิลาสลักภาพพุทธประวัติปางประสูติ คือ เป็นรูปพุทธมารดาอยู่ในพระอิริยาบถยืน ทรงเหนี่ยวกิ่งไม้สาละด้วยพระหัตถ์ขวา มีรูปเจ้าชายสิทธัตถะโผล่ออกมาทางปัสสะขวาของพระพุทธมารดา และมีรูปพระนางปะชาบดีโคตมี พร้อมพวกราชบริวารอยู่ติดต่อกัน และท้าวมหาพรหมได้น้อมรับพระกุมารพร้อมส่งมอบพระกุมารแต่พระนางสิริมหามายาเทวี

เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๙๖ ได้พบแผ่นศิลาภายในวิหาร ที่สันนิษฐานว่าเป็นแผ่นหินที่แสดงรอยพระบาทในคราวประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ที่เดิม โดยสร้างครอบด้วยกระจกกันกระสุน เมื่อการก่อสร้างบูรณะปฏิสังขรณ์เสร็จแล้ว กษัตริย์คเยนทรา บีร์ บิราม ชาห์เดว แห่งเนปาล ได้เสด็จมาประกอบพิธีเปิดวิหารแห่งนี้ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวัยวิสาขบูชา พ.ศ. ๒๕๔๖

สระโบกขรณี

เป็นที่สรงสนานของพระนางสิริมหามายาเทวี ก่อนจะให้ประสูติกาลพระกุมาและหลังการประสูติ

ที่ขอบสระน้ำทำเป็นรูปขั้นบันไดโดยรอบลงไปถึงน้ำ มีท่อน้ำไหลลงสู่สระน้ำแ่ห่งนี้ ปัจจุบันทางการเนปาลได้ทำการบูรณะรักษาไว้เป็นอย่างดี

ภายในมหาวิหารมายาเทวี
ภายในมหาวิหารมายาเทวี

ภายในมายาเทวีวิหาร

สภาพโบราณสถานในภายในมายาเทวีวิหาร มีลักษณะเป็นห้อง มีทางเดินโดยรอบ มีร่องรอยแห่งการบูรณปฏิสังขรมาหลายยุคหลายสมัย

รอยพระพุทธบาท บริเวณที่เสด็จพระราชดำเนินก้าวแรก

รอยพระพุทธบาท บริเวณที่เสด็จพระราชดำเนินก้าวแรก

รอยพระพุทธบาท

แผ่นศิลารอยพระพุทธบาท ขนาดกว้าง ๕ นิ้ว ยาว ๕ นิ้ว ทำด้วยหินทราย นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นการยืนยันการเสด็จพระราชดำเนิน ๗ ก้าว

ภายในวิหารประดิษฐานภาพหินแกะสลักพระรูปพระนางสิริมหามายาประสูติพระราชโอรส โดยเป็นวิหารเก่ามีอายุร่วมสมัยกับเสาหินพระเจ้าอโศก ปัจจุบัน ทางการเนปาลได้สร้างวิหารใหม่ทับวิหารมายาเทวีหลังเก่า และได้ขุดค้นพบศิลาจารึกรูปคล้ายรอยเท้า สันนิษฐานว่าเป็นจารึกรอยเท้าของเจ้าชายสิทธัตถะ ที่ทรงดำเนินได้เจ็ดก้าวในวันประสูติ

ภาพพระนางสิริมหามายาให้ประสูติกาลพระมหาบุรุษ

ภาพพระนางสิริมหามายาให้ประสูติกาลพระมหาบุรุษ

ศิลาสลักภาพพุทธประวัติปางประสูติ

เป็นรูปพุทธมารดาอยู่ในพระอิริยาบถยืน ทรงเหนี่ยวกิ่งไม้สาละด้วยพระหัตถ์ขวา มีรูปเจ้าชายสิทธัตถะโผล่ออกมาทางปัสสะขวาของพระพุทธมารดา และมีรูปพระนางปะชาบดีโคตมี พร้อมพวกราชบริวารอยู่ติดต่อกัน และท้าวมหาพรหมได้น้อมรับพระกุมารพร้อมส่งมอบพระกุมารแต่พระนางสิริมหามายาเทวี

ภาพหินทรายแกะสลักรูปพระนางสิริมหามายายืนเหนี่ยวกิ่งสาละให้ประสูติกาลพระมหาบุรุษ โดยมีเหล่าท้าวจาตุมมหาราช และเสนาอำมาตย์แวดล้อม

ภาพหินทรายแกะสลักรูปพระนางสิริมหามายายืนเหนี่ยวกิ่งสาละให้ประสูติกาลพระมหาบุรุษ โดยมีเหล่าท้าวจาตุมมหาราช และเสนาอำมาตย์แวดล้อม

มายาเทวีวิหาร เมื่อก่อนนั้นเป็นวิหารสร้างด้วยอิฐกับปูน เป็นอาคารยกระดับมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ด้านหลัง ภายในมีรูปพระนางสิริมหามายาเมวีแกะสลักด้วยหิน พระุพุทธมารดายืนประทับเหนี่ยวกิ่งสาละอยู่พร้อมกับพระสนมและข้างหน้าเป็นรูปเจ้าฟ้าชายสิทธัตถะพระกุมารกำลังก้าวพระบาทไปบนดอกบัว เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากของชาวฮินดู-เนปาล มีผู้มาชมและสักการะสม่ำเสมอ

ขณะนี้ทางหน่วยงานโครงการพัฒนาลุมพินีปรับปรุงโบราณสถานใหม่ ได้รื้อออกเพื่อการขุดค้นโบราณวัตถุที่สำคัญ และพบแผ่นศิลาขนาด ๕x๕ นิ้ว เมื่อ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ นักสำรวจเชื่อว่าเป็นหลักฐานสำคัญสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชชิ้นหนึ่ง ที่สร้างไว้เป็นการยืนยันว่าพระกุมารเสด็จพระราชดำเนินได้ ๗ ก้าว

ต้นโพธิ์ริมสระโบกขรณี

ต้นโพธิ์ริมสระโบกขรณี อายุกว่า ๑๐๐ ปี

บรรยากาศโดยรอบลุมพินีสถาน

ลุมพินี มรดกโลก ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ "ลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า"

ลุมพินี มรดกโลก ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ “ลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า”

นอกจากเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าแล้ว ลุมพินียังเป็นมรดกโลก โดยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ “ลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า” ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ ๒๑ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่เมืองนาโปลี ประเทศอิตาลี

สวนลุมพินี มีโครงการบูรณะให้เป็นพุทธอุทยานของชาวพุทธทั่วโลก โดยองค์การสหประชาชาติเป็นเจ้าของโครงการ ปัจจุบันแบ่งเป็น ๓ เขต ได้แก่

๑. เขตสวนศักดิ์สิทธิ์ คือบริเวณเสาหินพระเจ้าอโศก ได้รับการออกแบบเพื่อรักษาสภาพเดิม ๆ มีความสงบ เป็นธรรมชาติ มีคูกั้นโดยรอบป้องกันน้ำท่วม

๒. เขตสิ่งก่อสร้าง สำหรับสร้างวัดจากชาวพุทธนานาชาตทั้งมหายานและเถรวาท รวมทั้งสร้างศูนย์ศึกษาค้นคว้าทางพุทธศาสนา ห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์

๓. เขตหมู่บ้านลุมพินีใหม่ เป็นที่สร้างที่พักสำหรับนักแสวงบุญ ร้านอาหาร โรงเรียนชุมชน

.

ข้อมูลอ้างอิง :

พระวิเทศโพธิคุณ (วีรยุทธ์  วีรยุทฺโธ), สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล : ธรรมสภาและสถาบันลือธรรม,  2544.

พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม, คู่มือเส้นทางบุญสู่สังเวชนียสถาน กรุงเทพฯ : ดาวเหนือ, 2549.

พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์  วีรยุทโธ), พระพุทธมนต์ (ฉบับ ตามรอยบาทพระศาสดา อินเดีย-เนปาล) กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, 2550 .

วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

Lumbini Development Trust

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ ตามลิงค์

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : บทนำ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หนึ่ง กรุงเทพฯ กัลกัตตา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สอง เมืองกัลกัตตา เมืองพุทธคยา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สาม เมืองพุทธคยา เมืองราชคฤห์ เขาคิชกูฎ มหาวิทยาลัยนาลันทา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่สี่ เมืองพุทธคยา เมืองพาราณสี เมืองสารนาถ

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่ห้า เมืองพาราณสี เมืองกุสินารา

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่หก เมืองกุสินารา ตำบลกาเซีย

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่เจ็ด กุสินารา ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล)

บุญหนุนสู่แดนพุทธภูมิ กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถานสี่ตำบล : วันที่แปด ตำบลลุมพินี (ประเทศเนปาล) โครักขปูร์ เดลลี กรุงเทพฯ

About ☀Tawan™ Guide ☀

a Professional Tour Guide
This entry was posted in 3. ตะวันสัญจร. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s