นำชมพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ๒ ตุลาคม ๒๕๕๖

พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร
อาคารมนุษยนาควิทยาทาน วัดบวรนิเวศวิหาร

The Museum & Library of Abbots of Wat Bovoranives Vihara

sgrj_000

พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร

sgrj_001

ปกติจะเปิดให้เข้าชมเฉพาะวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.00- ๑๕.๐๐ น.
ช่วง ๑-๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ เปิดให้ชมทุกวัน เวลา ๐๙.00- ๑๘.๐๐ น. เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

sgrj_002

อาคารมีสองชั้น เมื่อถอดรองเท้าเข้าไปจะพบห้องโถงกลางห้อง จัดฉายวีดิทัศน์  “ตำนานวัดบวรฯ”

sgrj_003

ผังการจัดแสดงภายในอาคารพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร

ห้องจัดแสดงห้องที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ห้องจัดแสดงห้องที่ ๒ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์

ห้องจัดแสดงห้องที่ ๓ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

ห้องจัดแสดงห้องที่ ๔ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์

ห้องจัดแสดงห้องที่ ๕ พระพรหมมุณี (สุวโจ ผิน ธรรมประทีป)

ห้องจัดแสดงห้องที่ ๖ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

.

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
His Majesty King Mongkut, Rama IV

เจ้าอาวาสลำดับที่ ๑

sgrj_004

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว His Majesty King Mongkut, Rama IV

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยกับสมเด็จพระศรสุริเยนทราบรมราชินี ทรงพระผนวชเป็นพระภิกษุเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๗ ได้รับพระฉายาว่า “วชิรญาณภิกขุ” หรือ “วชิรญาโณ” แปลว่า ผู้มีความสามารถอันสว่างประดุจเพชร

หลังจากทรงผนวชได้ไม่นาน สมเด็จพระบรมชนกนาถสวรรคต พระองค์ตัดสินพระทัยครองสมณเพศต่อโดยทรงศึกษาด้านวิปัสสนาและพระไตรปิฎกจนเจนจบ เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอาราธนาให้มาครองวัดบวรนิเวศวิหาร พระองค์ได้ทรงสั่งสอนพระศิษยานุศิษย์ให้มีวัตรปฏิบัติที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย รวมถึงทรงกวดขันด้านการศึกษาจนมีพระสงฆ์ในวัดสอบได้เปรียญจำนวนมากเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว แม้แต่คณะสงฆ์จากประเทศลังกายังเดินทางมาขอพระราชทานพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศวิหารไปตั้งคณะสงฆ์คณะใหม่ขึ้น ณ ประเทศนั้น

กระทั่ง พ.ศ. ๒๓๙๔ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตในวันพุธที่ ๒ เมษายน พระบรมวงศานุวงศ์และมุขมนตรีจึงประชุมพร้อมด้วยสมเด็จพระราชาคณะผู้ใหญ่ ปรึกษาและเห็นพร้องต้องกันว่าควรถวายราชสมบัติแด่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ จึงทูลเชิญเสด็จจากวัดบวรนิเวศวิหารโดยเสด็จลงเรือที่ทางราชการส่งมารับเสด็จข้างวัดในวันรุ่งขึ้น ไปยังท่าราชวรดิษฐ์ ทรงพระราชยานแห่เข้าไปที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามและลาพระผนวชในวันศุกร์ที่ ๔ เมษายน ในพระอุโบสถ เสด็จขึ้นเถลิงราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๔ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

sgrj_005

ลายพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

sgrj_006

หนังสือภิกขุปาติโมกข์และอุกโตปาติโมกข์ ภาษาบาลี อักษรอริยกะ พิมพ์จากโรงพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจาอยู่หัว ทรงตั้งขึ้นในวัดบวรนิเวศวิหาร ขณะทรงพระผนวช

sgrj_007

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงพระผนวช ทรงสนพระทับวิชาดาราศาสตร์ โดยทรงศึกษาตำราดาราศาสตร์ของหลายชนชาติ ทั้งตำราของสยาม มอญ และชาติตะวันตก รวมทั้งทรงแสวงหาความรู้ในวิทยาการสมัยใหม่อยู่เสมอ ในพ.ศ. ๒๓๙๐ หมอซามูเอล อาร์. เฮาส์ มิชชันนารีชาวอเมริกัน เดินทางมากรุงเทพฯ และได้เข้าเฝ้าที่วัดบวรนิเวศวิหาร ได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ว่า

“ข้าพเจ้าได้มองไปรอบห้อง เห็นพระคัมภีร์ไบเบิลจากสมาคมไบเบิลอเมริกัน และมีปทานุกรมเวบสเตอร์อยู่ใกล้เคียงกัน วางอยู่บนชั้นที่โต๊ะของเลขานุการ มีสมุดหนังสือเกี่ยวกับอุทกศาสตร์และการเดินเรือ บนโต๊ะมีแผนผังเกี่ยวกับสุริยคราสที่กำลังจะมีขึ้นในอนาคตคำนวณไว้ด้วยดินสอดำ”

วัดบวรนิเวศนิเวศวิหารจึงเป็นสถานที่ศึกษาองค์ความรู้ต่างๆ ของพะองค์ รวมถึงศาสตร์แห่งดวงดาวก่อนที่พระอัจฉริยภาพด้านนี้ของพระองค์จะปรากฏชื่อเสียงไปทั่วโลก ในฐานะที่ทรงคำนวณการเกิดสุริยคราสจับเต็มดวงที่ตำบลหว้ากอ เมืองประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๑๑ ได้ก่อนล่วงหน้าถึง ๒ ปี

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงชำระการนับปักคณนา อันเป็นวิธีคำนวณวันพระจันทร์เพ็ญและวันพระจันทร์ดับตามจันทรคติ คือเดือนหนึ่งมีสองปักข์ ได้แก่ ข้างขึ้นและข้างแรม โดยกำหนดเป็นรอบครึ่งเดือนที่สามารถเลือกทดวันได้ทุกเดือน ส่งผลให้สามารถกำหนดวันธรรมสวนะได้ล่วงหน้าและแม่นยำขึ้น ทำให้พระภิกษุและพุทธบริษัทประกอบศาสนกิจได้ตรงตามพุทธบัญญัติ

sgrj_008

อุปกรณ์คำนวณวิถีโคจรดวงดาวsgrj_009

sgrj_010

เครื่องวัดขอบฟ้าจำลอง

sgrj_011

แผนที่ดาว ผลิตจากประเทศเยอรมนี ทรงใช้สำหรับกำหนดตำแหน่งการโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดวงดาว เพื่อทรงกำหนดเวลามาตรฐาน เป็นต้น

sgrj_012

คัมภีร์งาช้าง

sgrj_013

บริขารของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงผนวช

sgrj_014

พระนิรันตราย

พระนิรันตรายเป็นพระพุทธรูปทองคำขุดพบ ณ ชายดงศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี ผู้พบได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดให้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ หอเสถียรธรรมปริตร คู่กับพระกริ่งทองคำองค์น้อย ต่อมามีคนร้ายลักลอบเข้าไปโจรกรรมพระกริ่งทองคำองค์น้อยไป แต่กลับไม่เอาพระพุทธรูปทองคำดังกล่าวที่ประดิษฐานอยู่คู่กันไปด้วย เหตุอัศจรรย์ที่พระพุทธรูปโบราณเนื้อทองคำ แคล้วคลาดจากภัยอันตรายถึง ๒ ครั้ง คือ ไม่ถูกนำไปหลอมหรือขายแต่แรก และไม่ถูกลักขโมยในครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงถวายนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระนิรันตราย” มีความหมายว่า แคล้วคลาดจากภัยอันตราย แล้วทรงสร้าง พระพุทธรูปครอบพระพุทธรูปทองคำนั้นไว้

ต่อมาทรงพระราชดำริให้หล่อพระพุทธรูปตามแบบพระนิรันตรายที่ทรงสร้างขึ้นใหม่อีก ๑๘ องค์เท่ากับจำนวนปีที่ทรงครองราชย์เพื่อพระราชทานแก่วัดธรรมยุต โดยให้นายช่างเพิ่มเรือนแก้วเป็นพุ่มมหาโพธิ์ การนี้มาลุล่วงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

sgrj_015บรรยากาศห้องจัดแสดงมีพระวิทยากรและันักเรียนมาให้ความรู้และนำชม

อ่านพระราชประวัติเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watbowon.com/Monk/ja/01/

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

.

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
His Royal Holiness the Supreme Patriarch Krom Phraya Pavares Variyalankarana

เจ้าอาวาสลำดับที่ ๒

sgrj_016

นับแต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๖ ในรัชกาลที่ ๔ แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงสถาปนาพระเถระรูปใดเป็นสมเด็จพระสังฆราชอีกจนตลอดรัชกาล เป็นเวลา ๑๕ ปี ฉะนั้น ในรัชกาลที่ ๔ จึงว่างสมเด็จพระสังฆราชจนเกือบตลอดรัชกาล เพราะสมเด็จฯ กรมพระยาปรมานุชิตชิโนรส ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชอยู่เพียงปีเศษ ตอนต้นรัชกาลเท่านั้น

เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปรมานุชิตชิโนรส ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงดำรงพระอิศริยยศเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์ ทรงดำรงสมณฐานันดรเป็นที่สองจาก สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
มาในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็มิได้โปรดสถาปนาพระเถระรูปใดเป็นสมเด็จพระสังฆราช ตลอดช่วงต้นแห่งรัชกาล เป็นเวลาถึง ๒๓ ปี ฉะนั้น ในช่วงต้น รัชกาลที่ ๕ จึงว่างสมเด็จพระสังฆราชอยู่ถึง ๒๓ ปี จึงได้ทรงสถาปนา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ขณะทรงดำรงพระอิศริยยศเป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ เป็นสมเด็จพระสังฆราช นับเป็นพระองค์ที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าฤกษ์ เป็นราชโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ และเจ้าจอมมารดาน้อยเล็ก ประสูติเมื่อวันจันทร์ เดือน ๕ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๕๒ ตรงกับวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ อันเป็นวันเริ่มสวดมนต์ ตั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ จึงได้พระราชทานนามตามศุภนิมิตว่าว่า พระองค์เจ้าฤกษ์ ดำรงยศอย่างพระองค์เจ้าในพระราชวังบวรสถานมงคล

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ กล่าวคือ สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ พระราชบิดาเป็นพระโอรสลำดับที่ ๗ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี เมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ พระราชบิดาสวรรคคตแล้ว พระองค์ได้เสด็จมาอยู่ในพระราชวังหลวงกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้นที่ ๑ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพยวดี ซึ่งเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องเธอในสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพวยดี ทรงนำพระองค์เจ้าฤกษ์ไปถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ จึงได้ทรงคุ้ยเคยเป็นอย่างยิ่ง

พุทธศักราช ๒๓๙๔ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี พร้อมด้วยพระราชาคณะ ได้อัญเชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ เป็นรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ได้ทรงวางนโยบายที่มีพระวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ดังนี้
๑.ห้ามการข่มขี่และเบียดเบียนพระสงฆ์
๒.ทำการปราบปรามภิกษุที่ประพฤติทุจริต หยาบช้า และทำลามกอนาจารต่างๆ เพราะทำให้ศาสนามัวหมอง และเสียเกียรติยศแก่บ้านเมืองอีกด้วย
๓.ทรงยกย่องผู้ประพฤติชอบด้วยศีลสังวร สั่งสอนศิษย์ในข้อพระวินัย และให้ศึกษาคันถธุระ วิปัสสนาธุระ ตามสมณกิจ
๔.ทรงนับถือเฉพาะแต่แก่นพระพุทธศาสนา ให้เห็นสัจจธรรมอันลึกซึ้งที่จะนำสู่ความหลุดพ้น ส่วนเปลือกภายนอกที่เข้ามาปะปนในพระศาสนาไม่ทรงนับถือ เว้นแต่สิ่งที่ได้กลายมาเป็นธรรมเนียมแบบแผน ก็ยอมให้คงไว้

sgrj_017

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์  เมื่อครั้งทรงพระอิสริยยศเป็น กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์

sgrj_018

กระดานปักขคณนานี้ได้รับมอบจากวัดเขมาภิรตาราม

กระดานปักขคณนา

เมื่อครั้งทรงผนวช พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชดำริให้ประดิษบ์ “กระดานปักขคณนา” ขึ้น เพื่อใช้คำนวณวันพระขึ้นแรมตามปฏิทินแบบจันทรคติสำหรับใช้ในคณะสงฆ์ธรรมยุต

ในด้านดาราศาสตร์ ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างยิ่ง ได้ทรงพระนิพนธ์ตำราปักขคณนา (ตำราการคำนวนปฏิทินทางจันทรคติ) ได้อย่างพิศดาร และได้ทรงคำนวนปฏิทินปักขคณนาไว้ถึง ๓๘๗ ปี เริ่มตั้งแต่ปี จุลศักราช ๑๐๙๗ (พุทธศักราช ๒๒๗๘) ถึงจุลศักราช ๑๔๘๔(พุทธศักราช ๒๖๖๕) ทรงเป็นที่เลื่องลือว่าทรงเชี่ยวชาญในทางโหราศาสตร์เป็นอันมาก แต่ไม่ทรงนิยมการพยากรณ์ นอกจากนี้ ยังได้ทรงนิพนธ์ตำราเกี่ยวกับดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ไว้หลายเรื่อง อันแสดงให้เห็นถึงความรอบรู้เชี่ยวชาญของพระองค์ในศาสตร์ด้านนี้
sgrj_019

ตำราปักขคณนา พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เรียกว่า “ปักขคณนาสำเร็จ”

sgrj_020

เครื่องอัฐบริขารและของทรงใช้ ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
ก. หมอน สบง จีวร และประคต
ข. บาตรครอง คือบาตรที่ทรงใช้
ง. โอไข (ภาชนะใส่ของ)
จ. กระโถน
ฉ. กระโถน

การจัดแสดงพระราชประวัติ พระเกียรติคุณ พระอัจฉริยภาพ และผลงานของพระองค์ มีการนำเสนอข้อมูลพระประวัติด้วยสื่อวีดิทัศน์เรื่อง “ปราชญ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์” และสื่อมัลติมีเดียระบบสัมผัส นำเสนอพระประวัติและผลงาน พร้อมทั้งตู้จัดแสดงเครื่องอัฐบริขาร เครื่องประกอบสมณศักดิ์และของใช้ส่วนพระองค์ เช่น สบง จีวร บาตร ย่าม มีดโกน หมอน ฉลองพระเนตร เป็นต้น

ตู้จัดแสดงพัดยศสมณศักดิ์ ประกอบด้วย

1.พัดเฉกถมปัด เป็นพัดยศพิเศษที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้พระราชทานถวายเมื่อครั้งทรงพระกรุณาโปรดเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เมื่อปี 2392 ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน นับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทย

2.พัดยศพิเศษประจำตำแหน่งกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระราชทานถวายในการพระราชพิธีทรงสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม

3.พัดเฉกตาดพิเศษที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานถวายเมื่อครั้งทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเป็นสมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เมื่อปี 2434 และ 4.พัดรองที่ระลึกงานมหาสมณุตมาภิเษก ปี 2434

นอกจากนี้ยังจัดแสดงนาฬิกาเรือนหิน ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานแด่พระราชอุปัธยาจารย์เมื่อครั้งทรงพระผนวชเป็นพระภิกษุด้วย

ในด้านพระอัจฉริยภาพและผลงานของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ จัดแสดงลายพระหัตถ์ ผลงานพระนิพนธ์ และบอร์ดจัดพระประวัติและพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ดังนี้ ด้านภาษาและกวีนิพนธ์ “นักศิลปศาสตร์คนสำคัญแห่งยุค” ด้านสถาปัตยกรรม วิทยาศาสตร์ และดาราศาสตร์ “นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญแห่งยุค” ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และสถาปัตยกรรม “ผู้สืบทอด-สืบค้น อารยธรรมสยาม”

sgrj_021

sgrj_022

ทรงให้กำเนิดพระกริ่งในประเทศไทย

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ได้ทรงพระดำริสร้างพระกริ่งขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกว่า “พระกริ่งปวเรศ” เพื่อประทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ หรือผู้ที่เห็นสมควรเท่านั้น และนับการให้กำเนิดพระกริ่งขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และได้เป็นแบบอย่างในการสร้างพระกริ่งในเวลาต่อมาจนกระทั้งทุกวันนี้

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ได้ทรงสร้างพระกริ่งและหม้อน้ำมนต์พระกริ่งนั้นเรียกกว่า “พระกริ่งปวเรศ” ทรงสร้างเมื่อไร มีจำนวนเท่าไร ไม่พบหลักฐาน

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้เคยรับสั่งเล่าว่า รวมใจความเท่าที่มีผู้กำหนดได้ว่า พระกริ่งนั้นทรงสร้างขึ้นเอง เพื่อถวายเจ้านาย มีจำนวนไม่เกิน ๓๐ องค์ แต่หลวงชำนาญเลขา (หุ่น) สมุห์บัญชีในกรมของพระองค์ (ซึ่งเป็นไวยาวัจกร ในสมัยที่ทรงครองวัด และสืบต่อมาถึงสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงครองวัดในเบื้องต้น) ได้ขอประทานอนุญาตนำแบบพิมพ์ไปสร้าง ได้นำไปสร้างขึ้นอีกเท่าไหร่ไม่ทราบ

sgrj_023

พุทธศักราช ๒๓๙๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริที่จะปฏิสังขรณ์พระปฐมเจดีย์ ซึ่งแต่เดิมเป็นพระเจดีย์ขนาดย่อม ให้เป็นพระมหาเจดีย์สำหรับสักการะบูชาของปวงชนสืบไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพระยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) เป็นแม่กองจัดการปฏิสังขรณ์ เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) ดำเนินการไปได้ ๗ ปีเศษ ก่อพระเจดีย์ขึ้นไปได้ ๑๗ วา ๒ ศอก ครั้นวันที่ ๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๐๓ เนื่องจากฝนตกหนักทั้งกลางวันกลางคืน ทำให้อิฐที่ก่อองค์พระเจดีย์ทรุดตัวลงมาโดยรอบ เพราะไม่มีฐานทักษิณ จึงรับน้ำหนักไม่ไหว

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ขณะยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์ ร่วมกับกรมขุนราชสีหวิกรม ออกแบบพระปฐมเจดีย์ถวายใหม่ แบบพระเจดีย์ที่ทรงออกแบบถวายนี้ เป็นพระเจดีย์แบบลังกา ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ถมสูงขึ้นไป ๔ วา ๒ ศอก จากพื้นฐานถึงทักษิณชั้นที่ ๑ สูง ๖ ศอกคืบ ๒ นิ้ว จากทักษิณชั้นที่ ๑ ขึ้นไปถึงฐานบัวคว่ำ สูง ๘ ศอกคืบ จากทักษิณชั้นที่ ๒ ขึ้นไปถึงปากระฆัง ปล้องไฉน ๒๗ ปล้อง สูง ๑๕ วา ๒ ศอกคืบ ๕ นิ้ว บังลังก์บัวแวง สูง ๓ วาคืบ ๖ นิ้ว ฐานทองเหลือง สูง ๒ ศอกคืบ ๒ นิ้ว ยอดนพศูลขึ้นไปตลอดยอดมงกุฏ สูง ๓ วา ๑ นิ้ว รวมตั้งแต่ฐานพื้นดินตลอดยอกมงกุฏ ๓ เส้น ๑ คืบ ๖ นิ้ว รอบฐาน ๑๐๕ เส้น ๑๖ วา ๓ ศอก

เมื่อออกแบบพระเจดีย์เสร็จเรียบร้อยแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ และเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เป็นผู้ดูแลในการบูรณะพระปฐมเจดีย์ขึ้นใหม่ จนสำเร็จเสร็จสิ้นเป็นพระมหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยดังที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันนี้

อ่านพระราชประวัติเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watbowon.com/Monk/ja/02/index1.htm

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

.

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
His Royal Holiness the Supreme Patriarch Krom Phraya Vajirananavarorasa

เจ้าอาวาสลำดับที่ ๓
พ.ศ. ๒๔๓๕ – ๒๔๖๔

sgrj_024

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงครองวัดบวรนิเวศวิหาร สืบต่อมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๓๕ ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๔๗ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาแพ เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๓ มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ ทรงผนวชเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมกพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ครั้นทรงดำรงพระยศเป็นกรมพระ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ทรงผนวชเป็นสามเณรอยู่ ๘ เดือน จึงทรงลาผนวช เมื่อพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษาแล้ว ก็ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เมื่อ พ.ศ.๒๔๒๒ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระจันทรโคจรคุณ (จนฺทรํสสี ยิ้ม) วัดมกุฎกษัตริยาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ประทับ ณ วัดนี้ แต่ในพรรษาที่ ๒-๓ เสด็จไปประทับที่วัดมกุฎกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร ในสำนักพระจันทรโคจรคุณ พระกรรมวาจาจารย์ที่ทรงเคารพนับถือมาก ทรงศึกษาพระปริยัติธรรม จนทรงมีพระปรีชาแตกฉานในภาษาบาลี แต่ทรงสอบเป็นเปรียญเพียง ๕ ประโยคเสมอพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชชนกนาถ ได้ทรงรับสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามว่ากรมหมื่นวชิรญาณวโรรส

ในรัชกาลที่ ๕ พ.ศ.๒๔๒๔ เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์สิ้นพระชนม์แล้ว ได้ทรงรับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตสืบต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ถึงพ.ศ. ๒๔๔๔ ทรงเลื่อนพระยศเป็นกรมหลวง พ.ศ.๒๔๕๓ ได้ทรงรับมหาสมณุตตมาภิเษกและเลื่อนพระยศเป็น สมเด็จพระมหาสมณะ กรมพระยา เป็น สกลมหาสังฆปรินายก ประธานาธิบดีแห่งพระสงฆ์ทั่วพระราชอาณาจักร ถึง พ.ศ.๒๔๖๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาเปลี่ยนคำนำพระนามเป็น “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า”

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระอัจฉริยะในวิทยาการต่างๆ หลายสาขา คือ พระพุทธศาสนาภาษาต่างๆ (เช่น บาลี อังกฤษ สันสกฤต ฝรั่งเศส และภาษาโบราณ) การศึกษา การปกครอง วิทยาการสมัยใหม่ต่างๆ อีกมาก ซึ่งจจะเห็นได้จากผลงานในด้านต่างๆ ของพระองค์

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงเป็นพระองค์หนึ่ง ที่ได้ทรงร่วมสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศชาติ ในสมัยที่ประเทศชาติกำลังปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อความเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านการศึกษา ทั้งทางการศึกษาของคณะสงฆ์ทั้งทางการศึกษาของชาติ พระองค์ได้ทรงดำเนินการตั้งมหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งได้มีการประกาศตั้งขึ้นโดยพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ ร.ศ.๑๑๒ ได้ทรงนำวิธีการและวิชาการแบบใหม่เข้ามาทดลองสอนและสอบในมหากุฎฯ เป็นการแรกเริ่ม ทรงให้นักเรียนในมหามกุฎราชวิทยาลัย เรียนทั้งภาษาไทย ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต และภาษาอังกฤษ ให้เรียนคณิตศาสตร์เบื้องต้นและวิชาการอย่างใหม่อื่นๆ ทรงพระนิพนธ์ตำราสำหรับเรียนภาษาอังกฤษ และตำราคณิตศาสตร์เบื้องต้นสำหรับใช้สอนในมหามกุฎราชวิทยาลัย คือ ให้มีการสอบด้วยการเขียน มีการคิดคะแนนในการสอบเป็นเครื่องตัดสินการสอบว่าได้หรือตกและเป็นเครื่องวัดผลการศึกษาและความรู้ความสามารถของนักเรียนโดยพระองค์ทรงเป็นผู้วางกฎเกณฑ์ในการคิดคะแนนลงเป็นแบบแผนสำหรับใช้ในมหามกุฎราชวิทยาลัยด้วยพระองค์เอง ทรงทดลองใช้วิธีการแบบใหม่เหล่านี้ในโรงเรียนของมหามกุฎราชวิทยาลัยจนเป็นที่นิยมแพร่หลายออกไปอย่างรวดเร็ว และได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดี เป็นที่สนพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงสนับสนุนและสรรเสริญวิธีการเหล่านั้นว่าเป็นวิธีการที่ดี ประจวบกับในเวลานั้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชดำริในอันที่จะขยายการศึกษาออกไปยังหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร และมีพระราชประสงค์ให้วัด ซึ่งเป็นแหล่งศึกษาของกุลบุตรมาแต่โบราณกาลแล้ว เป็นที่ตั้งโรงเรียนสอนเด็กตามแบบและหลักสูตรที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ให้เป็นแบบเดียวกัน เป็นการตั้งต้นการศึกษาแบบปัจจุบัน และให้พระภิกษุเป็นผู้ช่วยรับภาระต่างๆ จึงได้ทรงอาราธนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ให้ทรงรับภาระอำนวยการให้พระภิกษุสงฆ์สั่งสอนกุลบุตร และบังคับการพระอารามในหัวเมืองตลอดพระราชอาณาจักร

สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ พระองค์นั้น ได้ทรงรับสนองพระราชประสงค์ในการนี้ และพระองค์ได้ทรงนำเอาวิธีการและแบบอย่างต่างๆ ที่เคยทรงใช้ในโรงเรียนของมหามกุฎราชวิทยาลัยมาก่อน และได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดีแล้วนั้นเอง มาเลือกใช้และจัดปรับปรุงให้เหมาะสมในการจัดการศึกษาในหัวเมือง สนองพระราชประสงค์ในการพัฒนาประเทศชาติในด้านการศึกษาให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และประโยชน์อันสำคัญอีกประการหนึ่งของมหามกุฎราชวิทยาลัยก็คือ เป็นที่ฝึกอบรมพระภิกษุทั้งในกรุงเทพฯ และจากหัวเมืองเพื่อให้เป็นครู สำหรับส่งออกไปสอนตามโรงเรียนต่างๆ ในหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร ในการนี้พระองค์ท่านต้องทรงทุ้มเทกำลังพระปรีชาสามารถ และพระวิริยะอุตสาหะอย่างมากมาย เพราะต้องทรงดำริจัดการทุกอย่างด้วยพระองค์เอง เพื่อให้การศึกษาเจริญรุ่งเรืองตามพระราชประสงค์ เช่น ทรงพระดำริจัดหาและสร้างหลักสูตรสำหรับ การเล่าเรียนของกุลบุตรในหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร ทรงแนะนำชักชวนกุลบุตรทั้งหลายให้นิยมยินดีในการศึกษา ทรงซักนำประชาชนให้เห็นประโยชน์ของการศึกษาและช่วยกันสร้างโรงเรียน เพื่อเป็นที่เล่าเรียนของบุตรหลานของพวกเขาเอง ทรงจัดฝึกอบรมพระสงฆ์ผู้มีความรู้ความสามารถให้เข้าใจในการศึกษาแล้ว ตั้งให้เป็นผู้อำนวยการจัดการศึกษาในหัวเมืองประจำมณฑลต่างๆ และทรงเป็นผู้ที่จะต้องคอยช่วยเหลือแก้ไขปัญหาขัดข้องต่างๆ ให้ลุล่วงไป ด้วยพระปรีชาสามารถอันสุขุมคัมภีรภาพเนื่องมาจากพระดำริและการจัดการของพระองค์เป็นการเริ่มแรกนี้เอง จึงได้มีโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเกิดขึ้น ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นบุคคลสำคัญพระองค์หนึ่งของชาติไทย ในด้านการวางรากฐานการศึกษาสมัยใหม่ ซึ่งได้ค่อยๆ พัฒนามาเป็นการศึกษาในระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ พระปรีชาสามารถต่างๆ  ในด้านการวางแผนและทำให้การศึกษาของชาติเจริญแพร่หลายออกไปทั่วพระราชอาณาจักรนั้น จะพบหลักฐานได้จากเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของชาติในสมัยนั้น

sgrj_025

มีการนำเสนอข้อมูลพระประวัติและผลงานด้วยสื่อมัลติมีเดียระบบสัมผัส และแท่น DIGITAL PHOTO FRAME เรื่อง “การจัดการศึกษา” และ การจัดการด้านการปกครองคณะสงฆ์” พร้อมทั้งตู้จัดแสดงเครื่องอัฐบริขารและของใช้ส่วนพระองค์ เช่น สบง บาตร ย่าม เครื่องทรงพระอักษร เครื่องพิมพ์ดีดโบราณ โต๊ะทรงงาน เป็นต้น

ตู้จัดแสดงพัดยศสมณศักดิ์ ประกอบด้วย พัดแฉกตาด เป็นพัดยศที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระราชทานถวายเมื่อครั้งทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเป็นกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เมื่อปี ๒๔๒๔ และพัดแฉกพิเศษ พื้นตาดทอง เป็นพัดยศที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พระราชทานถวายเมื่อครั้งทรงพระกรุณาโปรดสถาป
นาเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อปี ๒๔๕๓

ในด้านพระอัจฉริยภาพและผลงานของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จัดแสดงเอกสารลายพระหัตถ์ ต้นฉบับพระนิพนธ์ ผลงานพระนิพนธ์ และบอร์ดข้อมูลพระประวัติ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

sgrj_026

sgrj_027

อ่านพระประวัติเพิ่มเติมที่ http://www.watbowon.com/Monk/ja/03/index.htm

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

sgrj_028

ห้องจัดแสดงโถงกลางชั้น ๒ จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ที่ทรงพระผนวชและเสด็จฯ มาประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

sgrj_029

รัชกาลที่๕ ครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ ทรงพระผนวชเป็นสมเณร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๙ แล้วเสด็จมาประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

sgrj_030

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระผนวช ครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร

sgrj_031

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนศุโขไทยธรรมราชา ทรงพระผนวช พ.ศ. ๒๔๗๐

sgrj_032

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระผนวช เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม  – ๕ พฤศจิกายน พ.ศ.  ๒๔๙๙  ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง และประทับจำพรรษา พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวิหาร

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

.

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
His Royal Holiness the Supreme Patriarch Krom Luang Vajirananawarnsa

เจ้าอาวาสลำดับที่ ๔

sgrj_033

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงครองวัดบวรนิเวศวิหาร สืบต่อมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๓๕ ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๔๗ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาแพ เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๓ มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ ทรงผนวชเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมกพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ครั้นทรงดำรงพระยศเป็นกรมพระ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ทรงผนวชเป็นสามเณรอยู่ ๘ เดือน จึงทรงลาผนวช เมื่อพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษาแล้ว ก็ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เมื่อ พ.ศ.๒๔๒๒ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระจันทรโคจรคุณ (จนฺทรํสสี ยิ้ม) วัดมกุฎกษัตริยาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ประทับ ณ วัดนี้ แต่ในพรรษาที่ ๒-๓ เสด็จไปประทับที่วัดมกุฎกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร ในสำนักพระจันทรโคจรคุณ พระกรรมวาจาจารย์ที่ทรงเคารพนับถือมาก ทรงศึกษาพระปริยัติธรรม จนทรงมีพระปรีชาแตกฉานในภาษาบาลี แต่ทรงสอบเป็นเปรียญเพียง ๕ ประโยคเสมอพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชชนกนาถ ได้ทรงรับสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามว่ากรมหมื่นวชิรญาณวโรรส

ในรัชกาลที่ ๕ พ.ศ.๒๔๒๔ เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์สิ้นพระชนม์แล้ว ได้ทรงรับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตสืบต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ถึงพ.ศ. ๒๔๔๔ ทรงเลื่อนพระยศเป็นกรมหลวง พ.ศ.๒๔๕๓ ได้ทรงรับมหาสมณุตตมาภิเษกและเลื่อนพระยศเป็น สมเด็จพระมหาสมณะ กรมพระยา เป็น สกลมหาสังฆปรินายก ประธานาธิบดีแห่งพระสงฆ์ทั่วพระราชอาณาจักร ถึง พ.ศ.๒๔๖๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาเปลี่ยนคำนำพระนามเป็น “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า”

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระอัจฉริยะในวิทยาการต่างๆ หลายสาขา คือ พระพุทธศาสนาภาษาต่างๆ (เช่น บาลี อังกฤษ สันสกฤต ฝรั่งเศส และภาษาโบราณ) การศึกษา การปกครอง วิทยาการสมัยใหม่ต่างๆ อีกมาก ซึ่งจจะเห็นได้จากผลงานในด้านต่างๆ ของพระองค์

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงเป็นพระองค์หนึ่ง ที่ได้ทรงร่วมสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศชาติ ในสมัยที่ประเทศชาติกำลังปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อความเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านการศึกษา ทั้งทางการศึกษาของคณะสงฆ์ทั้งทางการศึกษาของชาติ พระองค์ได้ทรงดำเนินการตั้งมหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งได้มีการประกาศตั้งขึ้นโดยพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ ร.ศ.๑๑๒ ได้ทรงนำวิธีการและวิชาการแบบใหม่เข้ามาทดลองสอนและสอบในมหากุฎฯ เป็นการแรกเริ่ม ทรงให้นักเรียนในมหามกุฎราชวิทยาลัย เรียนทั้งภาษาไทย ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต และภาษาอังกฤษ ให้เรียนคณิตศาสตร์เบื้องต้นและวิชาการอย่างใหม่อื่นๆ ทรงพระนิพนธ์ตำราสำหรับเรียนภาษาอังกฤษ และตำราคณิตศาสตร์เบื้องต้นสำหรับใช้สอนในมหามกุฎราชวิทยาลัย คือ ให้มีการสอบด้วยการเขียน มีการคิดคะแนนในการสอบเป็นเครื่องตัดสินการสอบว่าได้หรือตกและเป็นเครื่องวัดผลการศึกษาและความรู้ความสามารถของนักเรียนโดยพระองค์ทรงเป็นผู้วางกฎเกณฑ์ในการคิดคะแนนลงเป็นแบบแผนสำหรับใช้ในมหามกุฎราชวิทยาลัยด้วยพระองค์เอง ทรงทดลองใช้วิธีการแบบใหม่เหล่านี้ในโรงเรียนของมหามกุฎราชวิทยาลัยจนเป็นที่นิยมแพร่หลายออกไปอย่างรวดเร็ว และได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดี เป็นที่สนพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงสนับสนุนและสรรเสริญวิธีการเหล่านั้นว่าเป็นวิธีการที่ดี ประจวบกับในเวลานั้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชดำริในอันที่จะขยายการศึกษาออกไปยังหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร และมีพระราชประสงค์ให้วัด ซึ่งเป็นแหล่งศึกษาของกุลบุตรมาแต่โบราณกาลแล้ว เป็นที่ตั้งโรงเรียนสอนเด็กตามแบบและหลักสูตรที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ให้เป็นแบบเดียวกัน เป็นการตั้งต้นการศึกษาแบบปัจจุบัน และให้พระภิกษุเป็นผู้ช่วยรับภาระต่างๆ จึงได้ทรงอาราธนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ให้ทรงรับภาระอำนวยการให้พระภิกษุสงฆ์สั่งสอนกุลบุตร และบังคับการพระอารามในหัวเมืองตลอดพระราชอาณาจักร

สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ พระองค์นั้น ได้ทรงรับสนองพระราชประสงค์ในการนี้ และพระองค์ได้ทรงนำเอาวิธีการและแบบอย่างต่างๆ ที่เคยทรงใช้ในโรงเรียนของมหามกุฎราชวิทยาลัยมาก่อน และได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดีแล้วนั้นเอง มาเลือกใช้และจัดปรับปรุงให้เหมาะสมในการจัดการศึกษาในหัวเมือง สนองพระราชประสงค์ในการพัฒนาประเทศชาติในด้านการศึกษาให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และประโยชน์อันสำคัญอีกประการหนึ่งของมหามกุฎราชวิทยาลัยก็คือ เป็นที่ฝึกอบรมพระภิกษุทั้งในกรุงเทพฯ และจากหัวเมืองเพื่อให้เป็นครู สำหรับส่งออกไปสอนตามโรงเรียนต่างๆ ในหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร ในการนี้พระองค์ท่านต้องทรงทุ้มเทกำลังพระปรีชาสามารถ และพระวิริยะอุตสาหะอย่างมากมาย เพราะต้องทรงดำริจัดการทุกอย่างด้วยพระองค์เอง เพื่อให้การศึกษาเจริญรุ่งเรืองตามพระราชประสงค์ เช่น ทรงพระดำริจัดหาและสร้างหลักสูตรสำหรับ การเล่าเรียนของกุลบุตรในหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร ทรงแนะนำชักชวนกุลบุตรทั้งหลายให้นิยมยินดีในการศึกษา ทรงซักนำประชาชนให้เห็นประโยชน์ของการศึกษาและช่วยกันสร้างโรงเรียน เพื่อเป็นที่เล่าเรียนของบุตรหลานของพวกเขาเอง ทรงจัดฝึกอบรมพระสงฆ์ผู้มีความรู้ความสามารถให้เข้าใจในการศึกษาแล้ว ตั้งให้เป็นผู้อำนวยการจัดการศึกษาในหัวเมืองประจำมณฑลต่างๆ และทรงเป็นผู้ที่จะต้องคอยช่วยเหลือแก้ไขปัญหาขัดข้องต่างๆ ให้ลุล่วงไป ด้วยพระปรีชาสามารถอันสุขุมคัมภีรภาพเนื่องมาจากพระดำริและการจัดการของพระองค์เป็นการเริ่มแรกนี้เอง จึงได้มีโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเกิดขึ้น ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นบุคคลสำคัญพระองค์หนึ่งของชาติไทย ในด้านการวางรากฐานการศึกษาสมัยใหม่ ซึ่งได้ค่อยๆ พัฒนามาเป็นการศึกษาในระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ พระปรีชาสามารถต่างๆ ในด้านการวางแผนและทำให้การศึกษาของชาติเจริญแพร่หลายออกไปทั่วพระราชอาณาจักรนั้น จะพบหลักฐานได้จากเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของชาติในสมัยนั้น

sgrj_034

นำเสนอข้อมูลพระประวัติเมื่อครั้งทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยสื่อวีดิทัศน์เรื่อง “พระราชพิธีทรงพระผนวชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และนำเสนอพระประวัติและผลงานด้วยสื่อมัลติมีเดียระบบสัมผัส และแท่น DIGITAL PHOTO FRAME เรื่อง “พระนักพัฒนา” พร้อมทั้งตู้จัดแสดงเครื่องอัฐบริขารและของใช้ส่วนพระองค์ เช่น สบง จีวร บาตร ย่าม หนังสือสุทธิ หนังสือเดินทาง ชุดถ้วยชา กล้องยาสูบ ยารักษาโรค พระแท่นบรรทม เป็นต้น

ตู้จัดแสดงพัดยศสมณศักดิ์ ประกอบด้วย พัดยศสมณศักดิ์ ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระญาณวราภรณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระราชทานถวายเมื่อปี 2446 และพัดยศสมณศักดิ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เป็นผู้ถวาย เมื่อปี 2488

ในด้านพระอัจฉริยภาพและผลงานของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ จัดแสดงลายพระหัตถ์ เอกสารร่างพระนามสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผลงานพระนิพนธ์ และบอร์ดข้อมูลพระประวัติสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์

sgrj_035

sgrj_036

sgrj_037

sgrj_038

sgrj_039

sgrj_040

sgrj_041

อ่านพระประวัติเพิ่มเติมที่ http://www.watbowon.com/Monk/ja/04sj/ab4.html

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

.

พระพรหมมุณี (สุวโจ ผิน ธรรมประทีป)
The Most Venerable Phra Brahmamuni (Suvaco Phin Dhamma Pradipa)

เจ้าอาวาสลำดับที่ ๕

ครองวัด พ.ศ. ๒๕๐๑ – ๒๕๐๔

sgrj_042

พระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) เกิดในสกุล ธรรมประทีป เป็นบุตรคนที่ ๔ ในจำนวนบุตรหญิงชาย ๗ คน ของนายห้อย นางฮวด ธรรมประทีป เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๔๓๗ ตรงกับวันศุกร์แรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะเมีย เวลา ๑๕.๓๐ น. ณ ตำบลบ้านแหลมใหญ่ อำเภอบ้านปรก (ปัจจุบันเป็นอำเภอเมือง) จังหวัดสมุทรสงคราม

การศึกษาในชั้นต้น ได้ศึกษาภาษาไทยในสำนักขุนวิทยานุกูลกวี (ทองดี เครือชะเอม ป.๗ อดีตครูโรงเรียนราชกุมารราชกุมารี ในพระบรมมหาราชวัง) ณ วัดเกตุการาม สมุทรสงคราม ญาติของท่านฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา เป็นคริสตศาสนิกที่เคร่งครัด และมีญาติบางคนได้บวชเป็นบาทหลวงและนางชีในศาสนาคริสต์ด้วย สมัยเมื่อยังเยาว์ เคยไปสวดมนต์ไหว้พระในโบสถิสต์กับญาติบ้างกับผู้ปกครองบ้าง และได้เคยรับศีลล้างบาปตามประเพณีของศาสนาคริสต์ แต่ด้วยเหตุที่ศาสนาคริสต์ไม่ต้องด้วยอัธยาศัยของท่าน เพราะได้เคยได้รับความสลดใจหลายอย่างเกี่ยวกับการกระทำของพวกเด็กชาวคริสต์ที่กระทำต่อพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา เป็นต้นว่า เมื่อเห็นพระภิกษุสามเณรเดินบิณฑบาต ก็มักจะพากันกล่าววาจาหยาบคายต่าง ๆ ซึ่งท่านเองก็พลอยไปกับเขาด้วยในบางครั้ง ท่านเล่าว่า เคยฝันเห็นโบสถ์ (ในพระพุทธศาสนา) ลอยมาในอากาศบ้าง ฝันเห็นอุบาสกอุบาสิกานุ่งขาวห่มขาวนั่งสวดมนต์กันบ้าง ฝันเห็นตนเองปีนกำแพงเข้าไปในโบสถ์บ้าง ปตกิเป็นคนมีนิสัยกลัวบาปตกนรก ไม่เห็นในคำสอนของศาสนคริสต์ในข้อที่นับถือว่า ฆ่าสัตว์ไม่บาป เพราะพระเจ้าสร้างมาให้เป็นอาหารของมนุษย์ มีความเห็นว่าสอนเช่นนี้ ไม่ยุติธรรม

เมื่ออุปนิสัยน้อมเข้ามาทางพระพุทธศาสนาเช่นนี้ ครั้นอายุได้ ๑๖ ปี (พ.ศ.๒๔๕๓) จึงได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร กับพระครูธรรมธร (แก้ว พฺรหฺมสาโร) วัดพวงมาลัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม แล้วเล่าเรียนอยู่ในวัดนั้นเป็นเวลาปีเศษ ก็ลาสิกขาออกไปเรียนภาษาไทยที่วัดเกตุการามต่ออีก
ครั้นอายุได้ ๑๙ ปี (พ.ศ.๒๔๕๖) ก็ได้กลับเข้ามาบรรพชาเป็นสามเณรอีกครั้งหนึ่งกับพระมหาสมณวงศ์ (แท่น โสมทตฺโต) วัดเกตุการาม และอยู่มาจนอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดเกตุการามนั้น โดยมีพระพุทธวิริยากร (จิตต ฉนฺโน) วัดสัตตนารถปริวัตร เจ้าคณะจังหวัดราชบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูอุดมธีรคุณ (เพิ่ม อุชุโก) พระครูธรรมธรอินทร์ (ภาสกโร) วัดเกตุการาม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ อุปสมบทแล้วก็อยู่ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติที่วัดเกตุการามนั้น ๔ พรรษา ในพรรษาที่ ๓ สอบได้นักธรรมชั้นตรี

พ.ศ. ๒๔๖๑ ได้ย้ายเข้าอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อศึกษาเล่าเรียนต่อในสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงครองวัดและอยู่ในความดูแลของพระมหานายก (มณี ลิมกุล สุดท้ายเป็นพระเทพกวี แล้วลาสึกขา) ซึ่งเป็นชาวจังหวัดเดียวกัน การขบฉันในสมัยนั้นนับว่าอัตคัด สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ จึงต้องทรงแบ่งเครื่องเสวยประทานเป็นครั้งคราวเสมอ การศึกษาเล่าเรียนของท่านก็เจริญก้าวหน้าไปเป็นลำดับ สอบได้ชั้นและประโยคต่างๆ ดังนี้
พ.ศ. ๒๔๖๔ สอบได้นักธรรมชั้นโท และเปรียญธรรม ๓ ประโยค
พ.ศ. ๒๔๖๕ สอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค
พ.ศ. ๒๔๖๖ สอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค
พ.ศ. ๒๔๖๗ สอบได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค
พ.ศ. ๒๔๖๙ สอบได้นักธรรมชั้นเอก

พระพรหมมุนี ได้เริ่มรับภาระเกี่ยวกับการวัด มหามกุฏราชวิทยาลัยและการคณะสงฆ์ ในด้านต่าง ๆ มาตั้งแต่มีอายุพรรษาในขั้นพระผู้น้อยและก็มีภาระกิจมากขึ้นตามลำดับอายุกาล ดังนี้
พ.ศ. ๒๔๖๔ เป็นฐานานุกรมของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ตำแหน่งพระครูสังฆบริบาล แล้วเลื่อนเป็นพระครูวินัยธรรม
พ.ศ. ๒๔๖๕ เริ่มเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมประจำสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร และเป็นเจ้าหน้าที่ทะเบียนสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร
พ.ศ ๒๔๖๗ เป็นกรรมการวัดบวรนิเวศวิหาร และเป็นกรรมการจัดการศึกษาของสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร
พ.ศ. ๒๔๗๑ เลื่อนเป็น พระครูธรรมธร ฐานานุกรมในสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์
พ.ศ. ๒๔๗๖ เป็นกรรมการสนามหลวง ทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลีเป็นตลอดมา ในศกเดียวกันนึ้ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยได้ฟื้นฟูและขยายกิจการของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น พระพรหมมุนี ก็เป็นท่านหนึ่งที่เป็นเจ้าหน้าที่รุ่นแรกของมหามกุฏฯ ในยุคฟื้นฟูดังกล่าวนี้ โดยได้ทำหน้าที่สำคัญ ๆ หลายอย่างคือ เป็นกรรมการออกหนังสือธรรมจักษุ ซึ่งเป็นนิยตสารทางพระพุทธศาสนารายเดือน เป็นอนุกรรมการตรวจชำระแบบเรียนทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลี เป็นกรรมการบริหารมหามกุฏราชวิทยาลัยและเป็นคณะกรรมการอำนวยการ เป็นกรรมการเลือกพระสูตรลงพิมพ์ในนิตยสารธรรมจักษุ
พ.ศ. ๒๔๗๗ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสเป็นวัดบวรนิเวศวิหาร และเป็นประธานกรรมการวัดบวรนิเวศวิหาร และในศกเดียวกันนี้ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ พระสุพจนมุนี
พ.ศ. ๒๔๗๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระคณาจารย์เอกทางคันถธุระ ซึ่งเป็นตำแหน่งทางฝ่ายปริยัติ (เทียบฝายบริหารเท่ากับเจ้าคณะมณฑล)
พ.ศ. ๒๔๗๙ ได้รับมอบหมายจากคณะสงฆ์ให้เดินทางไปตรวจการคณะสงฆ์ภาคอีสาน คือ นครราชสีมา อุบลราชธานี นครพนม หนองคาย แล้วข้ามไปเวียงจันทร์ โดยมีพระราชเวที (สมเด็จพระอริยวงศาจารย์ จวน อุฏฺฐายี) เป็นหัวหน้าคณะ พร้อมด้วยพระมหาทองสืบ จารุวณฺโณ วัดมกุฏกษัตริยาราม
พ.ศ. ๒๔๘๑ เป็นหัวหน้ากองบัญชาการมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นกรรมการคณะธรรมยุต มีหน้าที่ในการสอดส่องดูแลการคณะถวายความเห็นช่วยกิจการคณะแก่เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต และเป็นผู้ซักซ้อมหน้าที่อุปัชฌาย์ในคณะธรรมยุต
พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นชั้นเทพที่ “พระเทพมุนี”
พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นชั้นธรรมที่ “พระธรรมปาโมกข์”
พ.ศ. ๒๔๙๒ ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่ “พระพรหมมุนี”

พระพรหมมุนี ได้บำเพ็ญกรณียกิจที่สำคัญ ๆ หลายประการ ตั้งแต่ครั้งยังเป็นพระผู้น้อยเป็นต้นมา เช่นเป็นผู้ช่วยเจ้าคณะมณฑลราชบุรี ในด้านการสอบธรรมสนามหลวงมณฑลตั้งแต่ยังเป็นพระครูธรรมธร เป็นผู้ช่วยปรับปรุงกิจการของมูลนิธิมหามหากุฏราชวิทยาลัยให้เจริญก้าวหน้าขึ้น เป็นผู้จัดการมหามหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นบุคคลสำคัญในการจัดตั้งสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งประเทศไทย และได้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัยเป็นองค์แรก และดำรงตำแหน่งนี้มาจนตลอดอายุขัย ได้เป็นสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การเผยแผ่มาทุกสมัย ในยุคที่คณะสงฆ์ปกครองโดยมีคณะสังฆมนตรีบริหารองค์การต่างๆ ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัีว รัชกาลปัจจุบัน ทรงผนวชและประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ก็ได้เป็นพระอาจารย์ถวายการสอนธรรมตลอดจนถึงทรงลาผนวช ได้รจนาหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาไว้มาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับธรรมนั้น เป็นที่เชื่อถืออ้างอิงของผู้ศึกษาธรรมทั่วไป

พระพรหมมุนี ปกครองวัดบวรนิเวศวิหารอยู่ ๔ ปี มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ สิริอายุ ๖๗ ปี

sgrj_043

มีการนำเสนอข้อมูลประวัติและผลงานด้วยสื่อมัลติมีเดียระบบสัมผัส, สื่อวีดิทัศน์เรื่อง “พระราชปุจฉา-วิสัชชนา” แท่น DIGITAL PHOTO FRAME เรื่อง “งานด้านกรรมฐานและการศึกษา” และ “งานด้านการปกครองคณะสงฆ์” มีการนำเสนอบอร์ดข้อมูลประวัติและตู้จัดแสดงของใช้ส่วนตัวของพระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) เช่น หนังสือสุทธิใบประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมณศักดิ์ ตาลปัตรที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ นาฬิกาที่ระลึกงานสำคัญ ผลงานนิพนธ์ต่างๆ และการจัดโต๊ะหมู่บูชาและเครื่องทองน้อย เป็นต้น

sgrj_044

sgrj_045

sgrj_046

โครงกระดูกนี้มีผู้นำมาถวายพระพรหมมุณี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ และตั้งไว้ในห้องพระบนกุฎิของท่านเพื่อใช้ในการพิจารณากรรมฐาน

sgrj_047

อ่านเพิ่มเติม http://www.watbowon.com/Monk/ja/05/index.htm

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

.

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
His Holiness Somdet Phra Nyanasamvara, the Supreme Patriarch

sgrj_048

พระประวัติ

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (สุวัฑฒนมหาเถระ) มีพระนามเดิมว่า เจริญ นามสกุล คชวัตร ทรงมีพระชาติภูมิ ณ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๖ ทรงบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อพระชนมายุ ๑๔ พรรษา ณ วัดเทวสังฆาราม กาญจนบุรี แล้วเข้ามาอยู่ศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดบวรนิเวศวิหาร จนพระชนมายุครบอุปสมบท และทรงอุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๗๖ โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวง วชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ประทับอยู่ศึกษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตลอดมาจนกระทั่งสอบได้เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๘๔ 

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงดำรงสมณศักดิ์มาโดยลำดับดังนี้ ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ พระราชาคณะชั้นราช และพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่ พระโศภณคณาภรณ์ ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมวราภรณ์ ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรองที่ พระสาสนโสภณ ทรงเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญาณสังวร และทรงได้รับพระราชทานสถาปนาเป็น สมเด็จพระสังฆราช ในราชทินนามที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๒ นับเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงเป็นผู้ใคร่ในการศึกษา ทรงมีพระอัธยาศัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนมาตั้งแต่ทรงเป็นพระเปรียญ โดยเฉพาะในด้านภาษา ทรงศึกษาภาษาต่าง ๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน จีน และ สันสกฤต จนสามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี กระทั่งเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระอุปัชฌาย์ของพระองค์ทรงเห็นว่า จะเพลินในการศึกษามากไป วันหนึ่งทรงเตือนว่า ควรทำกรรมฐานเสียบ้าง เป็นเหตุให้พระองค์ทรงเริ่มทำกรรมฐานมาแต่บัดนั้น และทำตลอดมาอย่างต่อเนื่อง จึงทรงเป็นพระมหาเถระที่ทรงภูมิธรรมทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติ

เนื่องจากทรงรอบรู้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี จึงทรงศึกษาหาความรู้สมัยใหม่ด้วยการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ทั้งทางคดีโลกและคดีธรรม เป็นเหตุให้ทรงมีทัศนะกว้างขวาง ทันต่อเหตุการณ์บ้านเมือง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสั่งสอนและเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เป็นเหตุให้ทรงนิพนธ์หนังสือทางพระพุทธศาสนาได้อย่างสมสมัย เหมาะแก่บุคคลและสถานการณ์ในยุคปัจจุบัน และทรงสั่งสอนพระพุทธศาสนาทั้งแก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ

ใน ด้านการศึกษา ได้ทรงมีพระดำริทางการศึกษาที่กว้างไกล ทรงมีส่วนร่วมในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งแรกของไทย คือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยมาแต่ต้น ทรงริเริ่มให้มีสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อฝึกอบรมพระธรรมทูตไทยที่จะไปปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศ

ทรงเป็นพระมหาเถระไทยรูปแรกที่ได้ดำเนินงานพระธรรมทูตในต่างประเทศอย่าง เป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากทรงเป็นประธานกรรมการอำนวยการสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่าง ประเทศเป็นรูปแรก เสด็จไปเป็นประธานสงฆ์ในพิธีเปิดวัดไทยแห่งแรกในทวีปยุโรป คือวัดพุทธปทีป ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ทรงนำพระพุทธศาสนาเถรวาทไปสู่ทวีปออสเตรเลียเป็นครั้งแรก โดยการสร้างวัดพุทธรังษีขึ้น ณ นครซิดนีย์ ทรงให้กำเนิดคณะสงฆ์เถรวาทขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย ทรงช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศเนปาล โดยเสด็จไปให้การบรรพชาแก่ศากยะกุลบุตรในประเทศเนปาลเป็นครั้งแรก ทำให้ประเพณีการบวชฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งในเนปาลยุคปัจจุบัน ทรงเจริญศาสนไมตรีกับองค์ทะไล ลามะ กระทั่งเป็นที่ทรงคุ้นเคยและได้วิสาสะกันหลายครั้ง และทรงเป็นพระประมุขแห่งศาสนจักรพระองค์แรกที่ได้รับทูลเชิญให้เสด็จเยือน สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการในประวัติศาสตร์จีน

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเป็นเอนกประการ ทรงเป็นนักวิชาการและนักวิเคราะห์ธรรมตามหลักการของพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า ธัมมวิจยะ หรือธัมมวิจัย เพื่อแสดงให้เห็นว่า พุทธธรรมนั้นสามารถประยุกต์ใช้กับกิจกรรมของชีวิตได้ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับสูงสุด ทรงมีผลงานด้านพระนิพนธ์ทั้งที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษจำนวนกว่า ๑๐๐ เรื่อง ประกอบด้วยพระนิพนธ์แสดงคำสอนทางพระพุทธศาสนาทั้งระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง รวมถึงความเรียงเชิงศาสนคดีอีกจำนวนมาก ซึ่งล้วนมีคุณค่าควรแก่การศึกษา สถาบันการศึกษาของชาติหลายแห่งตระหนักถึงพระปรีชาสามารถและคุณค่าแห่งงานพระ นิพนธ์ ตลอดถึงพระกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติ จึงได้ทูลถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เป็นการเทิดพระเกียรติหลายสาขา

นอกจากพระกรณียกิจตามหน้าที่ตำแหน่งแล้ว เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ยังได้ทรงปฏิบัติหน้าที่พิเศษ อันมีความสำคัญยิ่งอีกหลายวาระ กล่าวคือ ทรงเป็นพระอภิบาลในพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เมื่อครั้งเสด็จออกทรงพระผนวช เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๙ พร้อมทั้งทรงถวายความรู้ในพระธรรมวินัยตลอดระยะเวลาแห่งการทรงพระผนวช ทรงเป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อครั้งเสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๑

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญทางการคณะสงฆ์ในด้านต่าง ๆ มาเป็นลำดับ เป็นเหตุให้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเป็นประโยชน์ต่อพระศาสนา ประเทศชาติ และประชาชน เป็นเอนกประการ นับได้ว่าทรงเป็นพระมหาเถระที่ทรงเพียบพร้อมด้วยอัตตสมบัติและปรหิตปฏิบัติ และทรงเป็นครุฐานียบุคคลของชาติ ทั้งในด้านพุทธจักรและอาณาจักร

sgrj_049

จัดแสดงพระประวัติ พระเกียรติคุณ พระอัจฉริยภาพ และผลงานสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก การจัดแสดงประกอบด้วย พระรูปของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นพระรูปหล่อบรอนซ์แบบเต็มองค์ประดิษฐานภายในห้อง มีการนำเสนอข้อมูลพระประวัติด้วยสื่อวีดิทัศน์เรื่อง “เมล็ดพันธุ์แห่งธรรม” ,สื่อมัลติมีเดียระบบสัมผัส พระประวัติและผลงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา, แท่น DIGITAL PHOTO FRAME เรื่อง “บันทึกของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” และ “ทรงเป็นพระอภิบาลและที่ปรึกษาทางธรรมของราชจักรีวงศ์” และการจำลองห้องบันทึกเสียงที่ใช้ในการบันทึกเสียงเพื่อจัดรายการ “การบริหารทางจิต” ทางสถานีวิทยุ อส. พระราชวังดุสิต พร้อมทั้งเสียงบรรยายธรรมของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ

ตู้จัดแสดงเครื่องประกอบสมณศักดิ์ พัดยศสมณศักดิ์ และของใช้ส่วนพระองค์ เช่น สมุดบันทึกที่ทรงบันทึกเรื่องราวต่างๆ ของพระองค์ โต๊ะทรงงาน ลายพระหัตถ์ และผลงานพระนิพนธ์ เป็นต้น และบอร์ดข้อมูลพระประวัติและคำสอนของพระองค์

sgrj_050

 

พัดประจำตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต

เป็นพัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ทำด้วยงาแกะตลอดทั้งเล่ม พื้นสลักเป็นลายโปร่งอย่างประณีตประดับพลอย เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (บุญศรี) ต้นสกุลบูรณศิริ สร้างขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อพระราชทานถวายแด่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตเป็นพระองค์แรก และได้พระราชทานถวายแด่เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตเป็นลำดับมา

sgrj_051

 

พัดรัตนาภรณ์ รัชกาลปัจจุบัน หน้าพัดมีพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.

พัดรัตนาภรณ์ คือ พัดประจำรัชกาลที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นสไหรับพระราชทานถวายแด่พระสงฆ์ที่ทรงเคารพนับถือ การสร้างพัดรัตนาภรณ์ เกิดขึ้นครั้งแรกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีระเบียบให้ใช้พัดรัตนาภรณ์เฉพาะเวลาถวายอนุโมทนาในงานพระราชพิธีฉัตรมงคลเท่านั้น

sgrj_052

sgrj_053

พ.ศ.๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เสด็จออกทรงผนวชเป็น พระภิกษุในพระพุทธศาสนา และเสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงปฏิบัติสมณธรรมเป็นเวลา ๑๕ วัน จึงทรงลาผนวช

ในการเสด็จออกทรงผนวชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งนี้ นับเป็นเหตุการณ์ สำคัญของชาติและเป็นภารกิจสำคัญของวัดบวรนิเวศวิหารที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ในด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับการทรงผนวชครั้งนี้ให้ลุล่วงไปด้วยดีสมพระราชประสงค์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระราชอุปัธยาจารย์ในการทรงผนวชครั้งนี้ ได้ทรงเลือกเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ พระโศภนคณาภรณ์ ให้เป็นพระอภิบาล (พระพี่เลี้ยง) ในการทรงผนวช ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งนับเป็นหน้าที่สำคัญ เพราะจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ถวาย คำแนะนำต่าง ๆ เกี่ยวกับการทรงผนวชแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับแต่ก่อนการทรง ผนวชจนตลอดระยะเวลาแห่งการทรงผนวช

การที่เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงได้รับเลือกให้ปฏิบัติหน้าที่พิเศษดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ฯ ทรงไว้วางพระทัยในพระปฏิปทาและความสามารถของเจ้าพระคุณ สมเด็จ ฯ ว่าจะทรงปฏิบัติที่สำคัญครั้งนี้ได้เรียบร้อยสมบูรณ์ และก็ปรากฏว่า เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ได้ทรง ปฏิบัติหน้าที่พระอภิบาลสนองพระเดชพระคุณได้เรียบร้อยสมบูรณ์ทุกประการ

จากการที่ได้ทรงปฏิบัติหน้าที่พระอภิบาลในการทรงผนวชครั้งนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ จึงได้ทรงเป็นที่ทรงเคารพนับถือในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาแต่บัดนั้น และทรงรับหน้าที่ถวาย พระธรรมเทศนาและถวายธรรมกถา แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสต่าง ๆ ตลอดมา ทั้งที่เป็นงานพระราชพิธีและเป็นการส่วนพระองค์

พ.ศ.๒๕๒๑ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชมาร เสด็จออกทรงผนวช เป็นพระภิกษุ และเสด็จประทับบำเพ็ญสมณธรรม ณ วัดบวรนิเวศวิหารเป็นเวลา ๑๕ วัน จึงทรงลาผนวช เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร ก็ทรงได้รับอาราธนา ให้เป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ ในพระราชพิธีทรงผนวช (สมเด็จพระสังฆราช วาสนมหาเถร วัดราชบพิธ ทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์) และทรงทำหน้าที่เป็นพระอาจารย์ถวาย พระธรรมวินัยตลอดระยะเวลาแห่งการทรงผนวช

sgrj_054

sgrj_055

sgrj_056

เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงเป็นผู้ใคร่การศึกษา ฉะนั้น นอกจากจะทรงศึกษาพระปริยัติธรรม คือศึกษาภาษาบาลี ตามประเพณีนิยมทางพระพุทธศาสนาแล้ว พระองค์ยังสนพระทัยศึกษาภาษาต่างๆ อีกมากสุดแต่จะมีโอกาสให้ทรงศึกษาได้ เช่น ทรงศึกษาภาษาสันสกฤต ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาจีน แต่ส่วนใหญ่โอกาสไม่อำนวยให้ทรงศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง การศึกษา ภาษาต่าง ๆ ของพระองค์จึงต้องเลิกราไปในที่สุด คงมีแต่ภาษาอังกฤษที่ทรงศึกษาต่อเนื่อง มาจนทรงสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งในการพูด การอ่าน และการเขียน และจากความรู้ ภาษาอังกฤษนี้เองที่เป็นหน้าต่างให้พระองค์ทรงมองเห็นโลกทางวิชาการได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ไม่จำกัด อยู่เฉพาะโลกทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น เพราะฉะนั้น บทพระนิพนธ์ทางพระพุทธศาสนาของพระองค์ นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความรอบรู้ทางปริยัติและความลึกซึ้งทางปฏิบัติแล้ว บางครั้งพระองค์ก็ ยังทรงนำเอาความรู้สมัยใหม่ด้านต่าง ๆ มาประยุกต์ในการอธิบายพระพุทธศาสนาให้คนร่วม สมัยเข้าใจความหมาย และประเด็นความคิดทางพระพุทธศาสนาได้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเริ่มสร้างผลงานทางวิชาการมาตั้งแต่ยังทรงเป็นพระเปรียญ โดยการทรงนิพนธ์เรื่องทางพระพุทธศาสนาในลักษณะต่าง ๆ ลงพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสาร ธรรมจักษุซึ่งเป็นนิตยสารเผยแผ่พระพุทธศาสนา ของมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระ บรมราชูปถัมภ์บ้าง ตีพิมพ์เผยแพร่ในโอกาสต่าง ๆ บ้าง และได้ทรงสร้างผลงานด้านนี้ มาอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน ฉะนั้น ผลงานวิชาการด้านพระพุทธศาสนาของพระองค์จึงมี เป็นจำนวนมาก ไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เรื่อง พระนิพนธ์เรื่องสำคัญที่ควรกล่าวถึงในที่นี้ มีดังนี้

(๑) หลักพระพุทธศาสนา
(๒) ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า
(๓) โสฬสปัญหา
(๔) ลักษณะพระพุทธศาสนา
(๕) สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
(๖) ทศบารมี ทศพิธราชธรรม

พระนิพนธ์ล่าสุด ได้แก่

อ่านธรรมนิพนธ์ได้ที่ http://sangharaja.org/index.php?option=com_content&view=article&id=1&Itemid=3

sgrj_057

ปฏิปทาแบบอย่าง

การกล่าวถึงพระคุณธรรมในชีวิตของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ข้างต้นนั้น เป็นการมองชีวิตของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ในภาพรวมเช่นกับชีวิตของคนทั่วไปว่า ทรงมีอะไรบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง แต่ถ้ามองชีวิตของพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นพระสงฆ์รูปหนึ่ง ก็จะเห็นแบบอย่างของชีวิตในทางธรรมที่ชัดเจนอีกภาพหนึ่ง นั่นคือ ปฏิปทาแบบอย่าง สำหรับพระสงฆ์ทั่วไป พระปฏิปทาอันเป็นแบบอย่างดังกล่าวก็คือ

– ความเป็นผู้ทรงปริยัติและไม่ทิ้งปฏิบัติ
– ความเป็นผู้สำรวมระวังในพระวินัย
– ความเป็นผู้มักน้อยสันโดษ

พระปฏิปทาประการแรกคือ ทรงเป็นผู้ทรงปริยัติและไม่ทิ้งปฏิบัติ เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงสำเร็จภูมิเปรียญธรรม ๙ ประโยค อันเป็นชั้นสูงสุดของหลักสูตรการศึกษาด้านปริยัติของคณะสงฆ์ นอกจากจะทรงสำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุดแล้ว ยังทรงใฝ่แสวงหาความรู้ทางพระพุทธศาสนา และความรู้ด้านอื่น ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้ทางพระพุทธศาสนาหรือความรู้ทางธรรม นั้นพระองค์ทรงใช้การพิจารณาไตร่ตรอง เพื่อความแจ่มแจ้งในธรรมอยู่เสมอ ไม่ทรงถือพระองค์ว่า เป็นผู้รู้แล้ว แต่ทรงถือพระองค์ว่าเป็นผู้กำลังศึกษา ดังที่มักทรงกล่าวในเวลาทรงสอนธรรม แก่คนทั้งหลายด้วยความถ่อมพระองค์ว่า “ในฐานะผู้ร่วมศึกษาปฏิบัติธรรมด้วยกัน”

แต่ในขณะเดียวกัน เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ก็ทรงเอาพระทัยใส่ในการปฏิบัติด้วยกล่าวคือ ทรงปฏิบัติสมาธิกรรมฐานเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าพระองค์จะประทับอยู่ในพระอาราม ที่อยู่ท่ามกลางบ้านเมือง ที่เรียกว่า “คามวาสี” แต่พระองค์ก็ทรงปฏิบัติพระองค์ตามอย่างของ พระที่ประจำอยู่ในวัดท่ามกลางป่าเขา ที่เรียกว่า “อรัญวาสี” กล่าวคือ ในตอนกลางวันก็ศึกษาธรรม ปฏิบัติกิจวัตรต่าง ๆ ตอนกลางคืน ก็ทรงไหว้พระสวดมนต์ประจำวันแล้วทำสมาธิกรรมฐานอย่างน้อย ๑ ชั่วโมงแล้ว จึงบรรทม ทรงตื่นบรรทมเวลา ๓ นาฬิกาครึ่ง (อย่างพระวัดป่าทั่วไป) หลังจากทำกิจส่วนพระองค์เรียบร้อยแล้ว ทรงทำวัตรสวดมนต์ประจำวันแล้ว ทรงสวดพระสูตรต่าง ๆ บ้าง ทรงทบทวนพระปาติโมกข์ (เป็นตอน ๆ) บ้างแล้ว ทรงทำสมาธิกรรมฐานจนถึงรุ่งอรุณ จึงเสด็จออกบิณฑบาต แม้เมื่อทรงเป็นสมเด็จพระราชาคณะแล้ว เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ก็ยังเสด็จออกบิณฑบาต ยกเว้นวันที่มีศาสนกิจอื่น เพราะทรงถือว่าการเดินบิณฑบาตกิจวัตรของ พระและเป็นการออกกำลังไปพร้อมกันด้วย

การปฏิบัติสมาธิกรรมฐานนั้น เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงถือเป็นหน้าที่ที่ภิกษุสามเณรพึงปฏิบัติ ทรงแนะนำภิกษุสามเณรอยู่เสมอว่า การปฏิบัติสมาธิกรรมฐานนั้น เป็นการหางาน ให้ใจทำใจจะได้ไม่ว่าง หากใจว่าง ใจก็จะฟุ้งซ่านวุ่นวายไปในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ที่สำคัญคือ การ ปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน เป็นการรักษาใจให้สงบ ซึ่งจะช่วยให้ภิกษุสามเณรดำรงอยู่ในสมณเพศ อย่างเป็นสุข ภิกษุสามเณรที่ไม่เคยปฏิบัติสมาธิ กรรมฐานนั้น มักจะเป็นอยู่อย่างไม่เป็นสุข หรือที่สุดอยู่ไม่ได้ ก็ต้องลาสิกขาออกไป

ความเป็นผู้สำรวมระวังในพระวินัย หรือกล่าวอย่างสั้น ๆ ก็คือ ความเคร่งครัดในพระวินัย พระปฏิปทาข้อนี้ย่อมเป็นที่ปรากฏต่อสายตาของคนทั่วไปผู้ได้เคยพบเห็นเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ เป็นต้นว่า ทรงเป็นผู้สงบนิ่ง พูดน้อย ไม่ว่าประทับในที่ใด ทรงอยู่ในพระอาการสำรวมเสมอ

ความเป็นผู้มักน้อยสันโดษ เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงปฏิบัติพระองค์อย่างเรียบง่าย แม้ที่อยู่อาศัยก็ไม่โปรดให้ประดับตกแต่ง ทรงเตือนภิกษุสามเณรอยู่เสมอว่า “พระเณรไม่ควรอยู่อย่าง หรูหรา”

พระปฏิปทาข้อนี้ที่ปรากฏอย่างชัดเจนอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ทรงสะสม วัตถุสิ่งของที่มีผู้ถวายมา ก็ทรงแจกจ่ายต่อไปตามโอกาส ครั้งหนึ่ง มีผู้แสดงความประสงค์จะถวายรถยนต์สำหรับทรง ใช้สอยประจำพระองค์ เพื่อความสะดวกในการที่จะเสด็จไปทรงปฏิบัติภารกิจในที่ต่าง ๆ ส่วนพระองค์ พระองค์ก็ตอบเขาไปว่า “ไม่รู้จะเอาเก็บไว้ที่ไหน” จึงเป็นอันว่าไม่ทรงรับถวาย

ในวโรกาสทรงบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชนมายุ ๘๐ พรรษา หลวงพ่อคูน ปริสุทโธ ทูลถวาย จตุปัจจัยร่วมบำเพ็ญพระกุศล ๗ ล้านบาท เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงอนุโมทนา ขอบคุณหลวงพ่อคูน แล้วตรัสกับหลวงพ่อคูนว่า “ขอถวายคืนร่วมทำบุญกับหลวงพ่อ ด้วยก็แล้วกัน” ก็เป็นอันว่า ทรงรับถวายแล้วก็ถวายคือกลับไป

เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงเตือนภิกษุสามเณรอยู่เสมอว่า “เป็นพระต้องจน” และไม่เพียง แต่ทรงสอนผู้อื่นเท่านั้น แม้พระองค์เองก็ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นพระที่จนเหมือนกัน ครั้งหนึ่ง หลังจากทรงได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้วไม่นานนักศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่ง มากราบทูลว่า “ขณะนี้วัด………ที่เมืองกาญจน์กำลังสร้างสะพานข้ามแม้น้ำ เกือบจะเสร็จแล้ว ยังขาดเงินอีกราว ๗-๘ แสนบาท อยากกราบทูลใต้ฝ่าพระบาทเสด็จไปโปรดสักครั้ง สะพาน จะได้เสร็จเร็ว ๆ ไม่ทราบว่าใต้ฝ่าพระบาทจะพอมีเวลาเสด็จได้หรือไม่ กระหม่อม” เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ตรัสตอบว่า “เวลาน่ะพอมี แต่เงินตั้งแสนจะเอาที่ไหน เพราะพระไม่มีอาชีพการงานไม่มี รายได้เหมือนชาวบ้าน แล้วแต่เขาจะให้”

พระปฏิปทาของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ในฐานะที่ทรงเป็นพระรูปหนึ่ง จึงเป็นที่น่าประทับใจ เป็นพระปฏิปทาที่ควรแก่การยึดถือเป็นแบบอย่าง

sgrj_058

sgrj_059

sgrj_060

ห้องบันทึกเสียงจำลองจากตำหนักคอยท่า ปราโมช

ในวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ซึ่งเป็นวันที่ ๖ แห่งการทรงผนวชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระโศภนคณาภรณ์ ทรงแสดงพระธรรมเทศนา เรื่อง “อัคคกถา” โดยถ่ายทอดเสียงจากพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ผ่านสถานีวิทยุ อส. พระราชวังดุสิต ตามพระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ครั้งทรงพระอิสริยยศที่ สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ เพื่อถวายอนุโมทนาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๑๑ สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์มีพระราชดำริให้จัดทำรายการวิทยุชื่อ “รายการบริหารทางจิต” ออกอากาศทางสถานีวิทยุ อส. พระราชวังดุสิต จึงได้มีการจัดทำห้องบันทึกเสียงที่ตำหนักคอยท่า ปราโมช ที่ประทับของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ณ วัดบวรนิเวศวิหาร สำหรับทรงบันทึกเสียงบทบรรยายรายการบริหารทางจิตด้วยพระองค์เอง

ฟังเสียงธรรมพระเทศนาได้ที่ http://sangharaja.org/index.php?option=com_content&view=article&id=376&Itemid=10

อ่านพระประวัติเพิ่มเติมได้ที่

http://sangharaja.org/index.php?option=com_content&view=article&id=36&Itemid=4

http://www.watbowon.com/Monk/ja/06/index.htm

.

☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀☀

.

บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง:

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  http://sangharaja.org/

ทำเนียบเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร http://www.watbowon.com/Monk/ja/ja.html

ข่าว

หลังจากที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินในการบำเพ็ญกุศล 24 ปี การสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ พระอุโบสถคณะรังษี และทรงเปิด พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ณ อาคารมนุษยนาควิทยาทาน วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2556 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นจึงได้มีการเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมพิพิธภัณฑ์ฯ ซึ่งถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มากคุณค่าทางพระพุทธศาสนา

พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร มีประวัติความเป็นมาที่สำคัญ กล่าวคือ ในปีพุทธศักราช 2549 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงพระดำริตั้งโครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดบวรนิเวศขึ้น เพื่อทำการบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุต่าง ๆ ทั่วทั้งพระอาราม เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสครบ 200 ปี วันพระบรมราชสมภพ และเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชใน 2 วาระ คือในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และโอกาสมหามงคลเฉลิมพระ ชนมพรรษา 80 พรรษา ซึ่งเริ่มการบูรณปฏิสังขรณ์เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2549 และดำเนินการเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์เมื่อพุทธศักราช 2555 ที่ผ่านมา

ในปีพุทธศักราช 2552 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชันษาครบ 8 รอบ 96 ปี ในวันที่ 3 ตุลาคม 2552 โครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดบวรนิเวศวิหาร พิจารณาเห็นว่าสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ผู้ทรงครองวัดบวรนิเวศวิหารพระองค์ปัจจุบัน รวมถึงผู้ทรงครองและครองวัดบวรนิเวศวิหารในอดีต ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจและศาสนกิจต่าง ๆ เป็นคุณูปการแก่การพระศาสนาและชาติบ้านเมือง จึงเห็นสมควรที่จะได้นำพระประวัติและผลงานของเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารทุกพระองค์ทุกท่านมาจัดแสดงให้เป็นที่ปรากฏแก่สาธารณชน เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่อนุชนสืบไป

ดังนั้นโครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดบวรนิเวศวิหารจึงได้ดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ขึ้น ณ อาคารมนุษยนาควิทยาทาน เพื่อรวบรวมพระประวัติ พระเกียรติคุณ ผลงาน อัฐบริขาร และสิ่งของเครื่องใช้ของเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ตั้งแต่พระองค์แรก คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงพระผนวช จนถึงเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารพระองค์ปัจจุบัน คือสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกมาจัดแสดงในพิพิธ ภัณฑ์แห่งนี้ แม้จะไม่ครบถ้วนทุกสิ่ง แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้เข้าชมได้รู้จักแต่ละพระองค์ได้เป็นอย่างดี ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้คุณค่าแก่ผู้มาศึกษาและเยี่ยมชมเพื่อให้เกิดพลังความคิดในอันที่จะช่วยกันสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติบ้านเมืองสืบไป

รูปแบบการจัดแสดงภายในพิพิธ ภัณฑ์แบ่งเป็น ห้องจัดแสดงโถงกลางชั้น 1 ห้องฉายภาพวีดิทัศน์ “ตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร” ความยาวประมาณ 7 นาที ส่วน ห้องจัดแสดงโถงกลางชั้น 2 จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ที่ทรงพระผนวชและเสด็จฯมาประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร นอกจากนี้ยังนำเสนอข้อมูลประวัติและความเป็นมาของวัดบวรนิเวศวิหารด้วยสื่อมัลติมีเดียสัมผัส และที่ด้านข้างของห้องโถงกลางชั้น 2 ทั้ง 2 ข้างยังนำเสนอบอร์ดข้อมูล “วัดต้นแบบคณะธรรมยุต” และบอร์ด “พระอารามแห่งการเรียนรู้ของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์”

ห้องจัดแสดงห้องที่ 1 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดแสดงพระราชประวัติ พระเกียรติคุณ พระอัจฉริยภาพ และผลงานของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งทรงพระผนวช การจัดแสดงประกอบด้วย พระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการนำเสนอพระราชประวัติด้วยสื่อวีดิทัศน์เรื่อง “มหาโพธิ์แห่งพุทธธรรม” และสื่อมัลติมีเดียสัมผัส พร้อมทั้งตู้จัดแสดงเครื่องอัฐบริขารและของใช้ส่วนพระองค์เมื่อครั้งทรงพระผนวช เช่น บาตร ย่าม อังสะ กรองน้ำ เครื่องมือกลศาสตร์และเครื่องมือดาราศาสตร์

ห้องจัดแสดงห้องที่ 2 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ การจัดแสดงประกอบด้วยพระรูปของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ นำเสนอข้อมูลพระประวัติด้วยสื่อวีดิทัศน์เรื่อง “ปราชญ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์” และสื่อมัลติมีเดียระบบสัมผัส พร้อมทั้งตู้จัดแสดงพัดยศสมณศักดิ์ นอกจากนี้ยังจัดแสดงนาฬิกาเรือนหิน ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานแด่พระราชอุปธยาจารย์เมื่อครั้งทรงพระผนวชเป็นพระภิกษุด้วย

ห้องจัดแสดงห้องที่ 3 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส การจัดแสดงประกอบด้วยพระรูปของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส มีการนำเสนอข้อมูลพระประวัติและผลงานด้วยสื่อมัลติมีเดียระบบสัมผัส, แท่น ดิจิทัล โฟโต้ เฟรม เรื่อง “การจัดการศึกษา” และ “การจัดการด้านการปกครองคณะสงฆ์” พร้อมทั้งตู้จัดแสดงเครื่องอัฐบริขารและของใช้ส่วนพระองค์ ในด้านพระอัจฉริยภาพและผลงานของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จัดแสดงเอกสารลายพระหัตถ์ ต้นฉบับพระนิพนธ์ ผลงานพระนิพนธ์ และบอร์ดข้อมูลพระประวัติ

ห้องจัดแสดงห้องที่ 4 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ การจัดแสดงประกอบด้วยพระรูปของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ มีการนำเสนอข้อมูลพระประวัติเมื่อครั้งทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวด้วยสื่อวีดิทัศน์ เรื่อง “พระราชพิธีทรงพระผนวชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว” และนำเสนอพระประวัติและผลงานด้วยสื่อมัลติมีเดียระบบสัมผัส และแท่น ดิจิทัล โฟโต้ เฟรม เรื่อง “พระนักพัฒนา” พร้อมทั้งจัดตู้แสดงเครื่องอัฐบริขารและของใช้ส่วนพระองค์ ส่วนในด้านพระอัจฉริยภาพและผลงานของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ จัดแสดงลายพระหัตถ์ เอกสารร่างพระนามสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผลงานพระนิพนธ์ และบอร์ดข้อมูลพระประวัติ

ห้องจัดแสดงห้องที่ 5 พระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ ธรรมประทีป) การจัดแสดงประกอบด้วยรูปหล่อของพระพรหมมุนี มีการนำเสนอข้อมูลประวัติและผลงานด้วยสื่อมัลติมีเดียเรื่อง “งานด้านกรรมฐานและการศึกษา” และ “งานด้านการปกครองคณะสงฆ์” มีการนำเสนอบอร์ดข้อมูลและตู้จัดแสดงของใช้ส่วนตัวของพระพรหมมุนี เช่น หนังสือสุทธิ ใบประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมณศักดิ์ ตาลปัตรที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ นาฬิกาที่ระลึกงานสำคัญผลงานนิพนธ์ต่าง ๆ

และ ห้องจัดแสดงห้องที่ 6 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก การจัดแสดงประกอบด้วยพระรูปของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นพระรูปหล่อบรอนซ์แบบเต็มองค์ประดิษฐานภายในห้อง มีการนำเสนอข้อมูลพระประวัติด้วยสื่อวีดิทัศน์เรื่อง “เมล็ดพันธุ์แห่งธรรม”, สื่อมัลติมีเดียระบบสัมผัส พระประวัติและผลงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา, แท่น ดิจิทัล โฟโต้ เฟรม เรื่อง ’บันทึกของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก”  และ “ทรงเป็นพระอภิบาลและที่ปรึกษาทางธรรมของราชจักรีวงศ์“  และการจำลองห้องบันทึกเสียงที่ใช้ในการบันทึกเสียงเพื่อจัดรายการ “การบริหารทางจิต” ทางสถานีวิทยุ อส.พระราชวังดุสิต พร้อมทั้งเสียงบรรยายธรรมของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ นอกจากนี้ยังมีตู้จัดแสดงเครื่องประกอบสมณศักดิ์ พัดยศสมณศักดิ์ และของใช้ส่วนพระองค์ เช่น สมุดบันทึกที่ทรงบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ของพระองค์ โต๊ะทรงงาน ลายพระหัตถ์ และผลงานนิพนธ์ เป็นต้น และบอร์ดข้อมูลพระประวัติและคำสอนของพระองค์

วัดบวรนิเวศวิหาร มุ่งหวังที่จะให้พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารแห่งนี้ เป็นสถานที่ประกาศพระเกียรติคุณและเกียรติคุณของผู้ครองวัดบวรนิเวศวิหารทุกพระองค์ทุกท่านให้เป็นที่ปรากฏแพร่หลาย และ.เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้คุณค่าแก่ผู้มาศึกษาและเยี่ยมชม ทั้งเป็นแหล่งสร้างพลังรู้และพลังคิดในอันที่จะช่วยกันสืบสานและอนุรักษ์พระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติบ้านเมืองสืบไป

ที่มา : เดลินิวส์ 23 พฤษภาคม 2556

About ☀Tawan™ Guide ☀

a Professional Tour Guide
This entry was posted in 3. ตะวันสัญจร and tagged , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s