ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

ทีมายุโก โหตุ สังฆราชา 

๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ วันคล้ายวันประสูติ เจริญพระชนมายุครบ ๙๙ พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  (เจริญ สุวฑฺฒโน)

วันนี้กระผมได้มีโอกาสเข้าไปที่วัดบวรนิเวศวิหาร  ตั้งใจไปร่วมถวายพระพรขอให้พระองค์ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์และทรงพระเกษมสำราญ สถิตอยู่คู่พระพุทธศาสนาตลอดกาลนาน

ผมได้มีโอกาสเป็นลูกศิษย์วัดบวรฯ คณะเหลืองรังษี ประมาณปี ๒๕๑๕ เนื่องจากผมเป็นเด็กต่างจังหวัด เมื่อต้องเข้ามารับการศึกษาในกรุงเทพฯ ก็ได้วัดบวรฯ นี่แหละครับเป็นที่พึ่งที่อาศัย ได้วัดเป็นที่หลับนอน และยังชีวิตอยู่ได้ด้วยอาหารก้นบาตร

จำได้ว่าต้องตื่นตั้งแต่ตี ๔ เพื่อเตรียมบาตร ย่ามและอุปกรณ์ใส่ของ รอหลวงพี่ทำวัตรเช้า จากนั้นก็เริ่มทำหน้าที่หลักของเด็กวัดคือเดินตามท่านไปบิณฑบาต ซึ่งเส้นทางก็ไม่เคยซ้ำกันเลยในแต่ละวัน และที่สำคัญต้องกลับวัดก่อน ๗ โมงเช้า จากนั้นก็นำอาหารที่ได้จากการทำทานของพุทธศาสนิกชนมาคัดแยกและมอบหน้าที่ให้รุ่นพี่ที่อาวุโสกว่าดูแลหลวงพี่ต่อไป เพราะต้องรีบไปเรียนหนังสือ

ทุกวันพระ พวกเราเด็กวัดทุกคนจะได้รับโอกาสให้เข้าเฝ้าหลวงปู่ (เจริญ สุวฑฺฒโน) ขณะนั้นท่านเป็นเจ้าคณะเหลืองรังษี (ซึ่งต่อมาเป็นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก) จำได้ว่าท่านทรงสอนพวกเราให้เป็นคนดี ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องเด็กผู้ชายยกพวกตีกันเป็นเรื่องปกติของแต่ละคณะ มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ไปจนถึงเรื่องใหญ่ ๆ เช่น ยกพวกไปทะเลาะเบาะแว้งกับสถาบันอื่น ท่านทรงเตือนเรื่องให้มีความสามัคคี ลดความก้าวร้าว ห้ามก่อความเดือดร้อน  ถ้าเตือนแล้วไม่เชื่อฟังก็ทรงตีบ้าง แม้แต่คนที่ไม่ได้ไปร่วมต่อยตีกับคนอื่น แต่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดของคนอื่น ๆ แล้วไม่ห้ามปรามกันก็ต้องถูกลงโทษเช่นกัน

เมื่อวัยวุฒิของผมเพิ่มขึ้นจึงได้รู้ภายหลังว่า การเพิกเฉยกับการกระทำผิดทั้งทางศีลธรรมและทางกฎหมายนั้น ทำให้อาชญากรรมเพิ่มขึ้น ท้ายที่สุดก็เป็นปัญหาสังคม ซึ่งคนที่ได้รับผลกระทบจากการทำผิดศีลธรรมและการทำผิดกฎหมาย ก็คือคนในครอบครัวของเรา ญาติของเรา เพื่อนเราและอาจเป็นตัวเรา

เสียดายที่ตอนนั้นยังเด็กมาก มัวแต่ทะเยอทะยานไปทางโลก ดิ้นรนเพื่อจะได้มีการศึกษา ดิ้นรนไขว่คว้าหวังปริญญา หวังว่าจะมีอาชีพ มีการงานมั่นคง มีเงินทอง มีเกียรติยศชื่อเสียง  ก็เลยตามืดบอดไม่ได้ตักตวงพระธรรมคำสอนของหลวงปู่ การได้เห็นรุ่นพี่สอบเอ็นทรานส์ได้ เรียนจบมีอาชีพมีหน้าตาในสังคม เป็นสิ่งกระตุ้นความทะยานอยากของพวกเราให้เดินตามไปทางนั้น อีกทั้งช่วงเวลาดังกล่าวเกิดการปฏิวัติ ชาวบ้านทำทาหากินฝืดเคือง อาหารก็ค่อนข้างขาดแคลน แทบทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด ยิ่งทำให้ห่างไกลธรรมะกันไปใหญ่

ที่งานนิทรรศการ ญสส. ๑๐๐ ปี สดุดีพระสังฆบิดร
ณ อาคารมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหาร

มีการจัดแสดงพระประวัติ พระกรณียกิจ และพระจริยาวัตรของเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช  ที่ห้องพระบรรทม(จำลอง)นั้น เสียงบรรยายกล่าวว่าจำลองบรรยากาศมาจากห้องพระบรรทม บนชั้น ๓ ของตำหนักคอยท่า ปราโมช (สร้างถวายโดยหม่อมเจ้าหญิงคอยท่า ปราโมช) ผมจึงได้ตระหนักว่าพระจริยาวัตรของท่านนั้นเคร่งกรรมฐาน และสันโดษยิ่งนัก เท่าที่สายตามองเห็นนั้น ในห้องมีพระพุทธรูปประธานและโต๊ะบูชาเล็ก ๆ ด้านหน้าพระประธานมีเบาะรองนั่งสำหรับสวดมนต์ทำวัตร และนั่งกรรมฐาน  บรเวณที่เว้นว่างในห้องนั้นสำหรับเดินจงกลม  โต๊ะเล็ก ๆ มุมห้องมีไม้สีฟัน แก้วน้ำวางอยู่ ที่ด้านหัวนอนก็มีจีวรและบาตรวางอยู่เท่านั้นเอง  ส่วนที่นอนนั้นขนาดเล็กพอตัว มีร่มกรดที่กางแขวนไว้เบื้องบนไว้กันสัตว์และแมลงมารบกวน บนที่นอนนั้นก็มีสวิงวางไว้ เสียงบรรยายเล่าว่า ใช้สำหรับช้อนยุงหรือแมลงที่หลงเข้ามาเพื่อจะได้นำไปปล่อยให้เป็นอิสระภายหลัง

“มหามกุฎราชวิทยาลัย ” สถาบันแห่งแรกของพระสงฆ์ เริ่มที่วัดบวรนิเวศวิหาร  ต้นแบบ ที่เรียนเขียนอ่านหนังสือของเด็กประถมสมัยก่อนก็เริ่มที่ “วัด” แห่งนี้

สมาธิกรรมฐาน หน่อเนื้อธรรมยุตในรัชกาลที่ ๔ แตกกอ ต่อยอด ทอดกิ่ง หลายสาขา พระกรรมฐานพระป่า เคร่งครัด ฉันอาหารมื้อเดียว กรรมฐานเข้มข้น อาทิ พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล, พระอาจารย์ดูลย์ อตุโล, พระอาจารย์เทศก์ เทสรังสี, พระอาจารย์มหาบัว ญานสัมปันโน, พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต, พระอาจารย์ชา สุภัทโท, พระอาจารย์ลี ธัมมธโร เป็นต้น

สรรพสิ่งล้วนอนิจจัง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เวลานี้ผมได้ตระหนักแล้ว ช่วงชิวิตการเป็นมนุษย์ช่างสั้นนัก ผมเสียเวลาไปกับการหา การได้มา การเสพสุข การหมดความสุข และต้องคอยเติมเต็มความอยากตลอดเวลา ผมมัวแต่ทะะนุถนอม”สุข”เพื่อไม่ให้จากไป และพยายามผลักไสสิ่งที่เรียกว่า”ทุกข์” อาทิ การพลัดพราก และการไม่ได้ดั่งใจ  แม้ผมจะรู้ว่ากำลังจะจากทรัพย์ที่ผมหามา และผมคงต้องจากลาคนที่ผมรัก ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า แต่ชีวิตก็ยังวนเวียนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ไม่จบสิ้น

เมื่อเห็นทุกข์ จึงพ้นทุกข์


ข้อความจากลายพระหัตถ์ของเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

ธรรมเป็นที่พึ่งทางจิตใจได้อย่างแท้จริง เมื่อจิตใจมีธรรมเป็นที่พึ่ง ตนก็เป็นที่พึ่งของตนเองได้ คิดดูว่า ทุก ๆ คน เกิดผู้เดียว แก่ เจ็บ ตาย ไปดีไม่ดีผู้เดียว คือต่างคน ต่างมา ต่างคน ต่างไป  ถ้าตนไม่เป็นที่พึ่งของตนได้แล้ว ใครจะเป็นที่พึ่งของตนได้  และตนจะเป็นที่พึ่งของตนได้ก็ต่อเมื่อมีธรรมเป็นที่พึ่งทางจิตใจเท่านั้น  พระบรมศาสดาได้ตรัสสอนไว้ว่า “ท่านทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง” และตรัสอธิบายว่า คือปฎิบัติอบรมจิตตามทางสติปัฎฐาน ๔

แนวปฏิบัติทางจิตนี้ แสดงอธิบายตามแนวอธิบายในสติปัฎฐาน ๔ มุ่งให้เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อให้มีธรรมเป็นที่พึ่งทางจิตใจตามพระบรมพุทโธวาท.

Posted in 2. ตะวันสัมผัสมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น | Leave a comment

มีพบก็มีจาก

เคยพบ…

บางคนรับปากอะไรง่าย ๆ แต่ไม่เคยทำได้อย่างที่พูด

บางคนเข้าไปช่วยคลี่คลายปัญหาให้คนอื่น ๆ ได้ แต่ไม่เคยแก้ปัญหาในครอบครัวตัวเองได้เลย

บางคนมีหัวใจบริการ ดูแลลูกค้า เจ้านาย ทำงานจนดึกดื่น แต่ไม่เคยดูแลคนที่ฝากหัวใจไว้กับเขา

บางคนก็พร่ำว่าจน ไม่มีเงิน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเปลี่ยนพฤติกรรมให้ขยันหรืออดออม

บางคน กู้ยืมเงินเป็นอาจิณ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นลูกหนี้ไม่มีทางรวย

เคยจาก…

คนที่เรารัก มักจะจากเราไปก่อนเวลาอันสมควร

คนที่เป็นที่พึ่งทางใจ มักจะจากเราไปปลีกวิเวก

คนที่เก่ง มักจะห่างจากศีลธรรม จนน่ากลัว

ตนแลเป็นที่พึ่งของตน

 

Posted in Uncategorized | 1 Comment

พาครอบครัวไปแม่กลองต้องลองอาหารทะเล “ร้านแดง”

เมื่อมีโอกาสที่ครอบครัวได้พร้อมหน้ากันเมื่อไหร่ หลาย ๆ คนก็คงจะนึกถึงกิจกรรมพักผ่อน ท่องเที่ยว สังสรร ปิกนิก และขาดไม่ได้คือร่วมรับประทานอาหารด้วยกันสักมื้อ

ครั้นถามสมาชิกในครอบครัวว่าต้องการอาหารประเภทไหนในโอกาสพิเศษเช่นนี้ คำตอบแบบเอกฉันท์คืออาหารทะเลสด ๆ เจาะลึกที่ ปูเนื้อ ปูไข่ กุ้งแชบ๊วย หมึกไข่ ปลากระพง และ ปลาจาระเม็ด

ในฐานะที่เป็นคนรักครอบครัว ยอมขับรถออกจากกรุงเทพมุ่งหน้าสู่เมืองแม่กลอง ไปร้่านแดงอาหารทะเลของเจ๊อี๊ด ระยะทางประมาณ ๘๐ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑ ชั่วโมง เพื่อให้ครอบครัวได้อิ่มเอมกับอาหารทะเลจานโต

อาหารที่ร้านแดงนำมาเสริฟล้วนแต่อยู่บนจานเปลใบโตทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น ปูทะเล ก็จะคัดไซส์ ตัวใหญ่ ก้ามโต เนื้อแน่น ผัดผงกระหรี ผัดน้ำพริกเผา ผัดพริกไทดำ ผัดต้นหอม ล้วนอร่อยทั้งนั้น

ไม่ว่าท่านจะมาคนเดียว สองคน สามคน สี่คน หรือมาเป็นสิบคน ร้อยคน พนักงานก็จะมาเสริฟด้วยจานเปลอย่างนี้  นอกจากจะรองรับลูกค้าครอบครัวแล้ว ร้านแดงยังมีห้องจัดเลี้ยงด้วย รองรับผู้มาใช้บริการได้ทีเดียวหลายร้อยคน แต่ต้องติดต่อสั่งจองล่วงหน้า เพื่อจะได้รับบริการที่รวดเร็ว

ร้านแดงอาหารทะเล อาหารทะเลสด ๆ ถึงรส ไม่แพง ใกล้กรุงเทพฯ

ตั้งอยู่ที่ ๔๐/๒๕ ถนนราชญาติรักษา อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ๗๕๐๐๐

เปิดให้บริการตั้งแต่ ๑๐.๐๐ น. ถึง ๒๑.๐๐ น.

ต้องการจองอาหารหรือติดต่อจัดเลี้ยงล่วงหน้า โทร. ๐๓๔ ๗๑๒๐๗๗ หรือ ๐๘๑ ๘๕๗๔๑๑

คุณภาพคับจาน อาหารทะเลสดอร่อย ปริมาณคุ้มราคา จ่ายตามน้ำหนัก

อาหารที่ลูกค้านิยมสั่ง ได้แก่ ปูเนื้อผัดผงกระหรี่, กุ้งแชบ๊วยอบเกลือ, ปลาเต๋าเต้ยต้มบ๊วย, ต้มยำปลาทู, ปลาทูตาเตี๊ยะ, หอยหลอดผัดฉ่า, หมึกนึ่งมะนาว, ปลากระพงทอดกระเทียมสามรส, ปลาดุกผัดฉ่า ฯลฯ

มาร้านแดง ถ้ามาน้อยคน ต้องระวังอย่าสั่งหลายเมนู ไม่งั้นทานไม่หมด เดี๋ยวต้องสั่งห่อเอากลับบ้าน ผู้เขียนเคยพบบรรยากาศพ่อแม่ลูกมากันสามชีวิต สั่งข้าวผัดกุ้ง และกับข้าวอีกสองอย่าง มองหน้าก็รู้ว่าฝืนทานมาก ๆ ไม่ใช่ว่าไม่อร่อย แต่เป็นเพราะปริมาณอาหารนั้นมากมายเกินขนาดกระเพาะของคนสามคนจะบรรจุไหวต่างหาก

อาหารอร่อยทุกอย่าง ถ้าสั่งกับข้าวมาห้าอย่างก็เต็มโต๊ะแล้ว แทบจะต้องถือจานข้าวทานเพราะโต๊ะเต็มเกือบไม่มีที่วางจานข้าว

แนะนำผู้ที่รักอาหารทะเลหากจะมาร้านแดง ควรชักชวนพรรคพวกมารวมตัวกันเยอะ ๆ คราวเดียว มาหลายคนจะได้สั่งอาหารหลากหลาย ได้ชิมหลากเมนู ช่วยกันทานให้หมดจะได้ไม่มีอาหารเหลือ

รสชาติอาหารให้คะแนน ๙ จากคะแนนเต็ม ๑๐  (หักไป ๑ คะแนน ที่ไม่ยอมทำจานเล็กสำหรับสองคนบ้างเลย จะสั่งเมนูอื่น ๆ ก็กลัวกินไม่หมด)

ความสะอาดของอาหารให้ให้คะแนน ๑๐ เพราะอาหารทะเลสดมาก

การบริการให้คะแนน ๗   บรรยากาศทั่วไปของร้านมีทั้งแบบโอเพ่นแอร์ คืออยู่ลึกเข้าไปในดงต้นจาก และแบบห้องแอร์ และมีโซนห้องจัดเลี้ยงแยกออกไป มีโต๊ะ เก้าอี้นั่งสบาย  พนักงานแม้เป็นต่างชาติก็พอฟังภาษาไทยได้  บริการรวดเร็วทีเดียว สั่งอาหารแล้วรอไม่เกิน ๑๐ นาทีอาหารก็ทะยอยมาตั้งตรงหน้าแล้ว

แต่ความสะอาดของสถานที่ให้คะแนน ๕ อาจเป็นเพราะ การรับประทานอาหารทะเลต้องใช้มือหยิบจับช่วย ทำให้ใช้ทิชชู่กันแทบทุกโต๊ะ อีกทั้งมีลูกค้าเข้าออกตลอดเวลาทำให้การเก็บกวาดพื้นทำได้ลำบาก จึงพบกระดาษทิชชู่ตกเกลื่อนทั่ว ๆ ไป

บริการห้องสุขา ให้คะแนน ๓ มีห้องน้ำน้อยห้องไปหน่อย ไม่มีพนักงานทำความสะอาดมาดูแล แม้มีอ่างล้างมือหลายจุด  ถ้าวันไหนลูกค้ามาใช้บริการเยอะก็ต้องทน ๆ หน่อย เพราะปริมาณขยะก็จะกองสุมอยู่ในนั้นจนกว่าจะถึงเวลาปิดร้าน

สำหรับบริเวณจอดรถนั้น ให้คะแนน ๑๐  พื้นที่กว้างขวางรองรับปริมาณรถได้หลายสิบคันทีเดียว

ความคุ้มค่าของราคาอาหาร ให้คะแนน ๑๐ ทางร้านคิดราคาตามน้ำหนัก และติดป้ายแจ้งราคาไว้ชัดเจน ลูกค้าสามารถระบุไซส์และน้ำหนักตามความต้องการ เช่น ต้องการปูธรรมดา หรือปูตัวใหญ่มาก ต้องการปูเนื้อหรือปูไข่ ต้องการกุ้งกี่ขีดไปจนถึงเป็นกิโล ๆ  ต้องการปลาชนิดใด ราคาก็จะแยกตามชนิดของปลาและตามน้ำหนักตัวมาก-น้อย เป็นต้น

โดยรวมแล้ว ร้านแดงเก่าดำเนินงานโดยเจ๊อี๊ด เป็นร้านที่เหมาะกับครอบครัวใหญ่ที่รักอาหารทะเลสด  โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบปูก้ามโต ๆ ใหญ่ ๆ มาที่นี่ไม่ผิดหวังแน่นอน

การเดินทางโดยรถยนต์

ถ้ามาจากกรุงเทพฯ ขึ้นทางด่วน ทางพิเศษเฉลิมมหานคร ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสะพานแขวนพระรามเก้า วิ่งตามถนนพระรามที่ ๒  ตรงเข้าถนนธนบุรีปากท่อ ผ่านจังหวัดสมุทรสาครและมุ่งหน้าสู่จังหวัดสมุทรสงคราม

เส้นทางแรก ให้ขึ้นสะพานเลี้ยวเข้าตัวจังหวัดสมุทรสงคราม ถึงแยกตลาดแม่กลองให้เลี้ยวซ้าย  เข้าสู่ ถนนราษฏร์ประสิทธิ์ ตรงไป ร้านแดงอาหารทะเลอยู่ถนนราชญาติรักษาด้านซ้ายมือ

คลิกแผนที่ไปร้านแดงอาหารทะเลจาก google map ขึ้นสะพานเข้าตัวจังหวัดสมุทรสงคราม

เส้นทางที่สอง ให้เบี่ยงซ้ายไม่ขึ้นสะพานเข้าตัวจังหวัดสมุทรสงคราม ตรงไปตามถนนราษฏร์ประสิทธิ์ (อย่าไปซ้ายมาก เดี่ยวจะเข้าไปดอนหอยหลอด บางจะเกร็ง) จะมีทางลอดใต้สะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง เลี้ยวขวาตามถนนไปประมาณ ๑๐๐ เมตร จะมีถนนแยกไปทางซ้าย เลี้ยวซ้ายเข้าถนนราษฏร์ประสิทธิ์ ตรงไป ร้านแดงอาหารทะเลอยู่ถนนราชญาติรักษาด้านขวามือ

คลิกแผนที่ไปร้านแดงอาหารทะเลจาก google map กลับรถลอดใต้สะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง

จะไปร้านแดงอาหารทะเล เมืองแม่กลอง สอบถามเส้นทาง ได้ที่ โทร. ๐๓๔ ๗๑๒๐๗๗ หรือ ๐๘๑ ๘๕๗๔๑๑

Posted in 4. อาหารการกินข้างที่เที่ยว | Leave a comment

วัดกลางเกร็ดนนทบุรี มีน้ำมนต์ใต้โบสถ์โบราณ วิหารพระนอน ล่องเรือลอยอังคาร ๒๙๙ บาท

ในยามที่เราสุขสบายดี ไม่ค่อยมีใครนึกถึงการทำบุญที่วัด  ต่อเมื่อได้พบกับความไม่สบายใจ ความไม่สบายกาย หรือมีความทุกข์ต่าง ๆ หรือมีเคราะห์ต่าง ๆ นั่นแลจึงได้วิ่งหาที่ทำบุญ เพื่อให้ช่วยบรรเทาสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ เพื่อลดแรงกรรมบ้าง เพื่อเสริมดวงบ้าง เพื่อสะเดาะห์เคราะห์บ้าง

เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าไปไหว้พระ ที่วัดกลางเกร็ด เกาะเกร็ด นนทบุรี  พบว่าวัดริมแม่น้ำเจ้าพระเยาส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ กันถ้วนหน้า  ไม่เว้นแม้แต่วัดกลางเกร็ด

 

วัดกลางเกร็ด ตั้งอยู่เลขที่ ๑ บ้านคลองลัดเกร็ด ถ.ภูมิเวทย์  ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด นนทบุรี ติดแม่น้ำลัดเกร็ด 

แม่น้ำลัดเกร็ดเกิดขึ้นจากการขุดคลองลัดลำน้ำเจ้าพระยา ในสมัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยา ในปี พ.ศ. ๒๒๖๕ เดิมเรียกว่า “คลองลัดเกร็ดน้อย” มีขนาดกว้าง ๖ วา ยาว ๓๙ เส้นเศษ ลึก ๖ ศอก ต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทิศทาง กระแสน้ำมีความรุนแรงเซาะตลิ่งพัง ทำให้คลองขยายกว้างขึ้น  จึงกลายเป็นแม่น้ำลัดเกร็ดในปัจจุบัน และบริเวณปลายแหลมของแผ่นดินที่ขุดคลองลัดผ่านก็เป็นแผ่นดินที่มีน้ำล้อมรอบ จึงเรียก เกาะเกร็ด

บริเวณวัดกลางเกร็ด โดยเฉพาะพระอุโบสถ นั้นกำลังอยู่ระหว่างการบูรณะและดีดให้สูงขึ้นเพื่อให้พ้นน้ำที่จะมาถึงอีกในปีนี้

ดูจากสถาปัตยกรรมไม้แกะสลักลายก้านขด หน้าบันของพระอุโบสถ วัดนี้น่าจะมีอายุราว ๆ กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

พระประธานในพระอุโบสถปางมารวิชัย ก็มีเค้าศิลปะสมัยอยุธยาสอดคล้องกัน

ชาวบ้านที่ค้าขายมักจะมาขอพรหลวงพ่อโตวัดกลางเกร็ด เพื่อขอให้ทำการค้าเจริญรุ่งเรือง ร่ำำ่รวย นอกจากนี้ น้ำมนต์ใต้พระอุโบสถวัดกลางเกร็ด ยังเป็นที่นิยมของชาวบ้าน เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์นัก อาบรักษาอาการเจ็บไข้ไม่สบายต่าง ๆ  อาบขับไล่สิ่งอัปมงคล ความชั่วร้าย ได้ผลดี

หอไตรกลางน้ำ ฝีมือช่างท้องถิ่น ยังยังปรากฎร่องรอยคราบน้ำที่ท่วมถึง

พระพุทธไสยาสน์ ยาว ๗ วา เดิมนั้นอยู่กลางแจ้ง ชำรุดมาก ต่อมาได้มีการสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งองค์ ตามแบบที่นิยมกันว่างามในสมัยนั้น พระพุทธไสยาสน์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อพระนอน มักจะมีผู้คนมาบนบานขอพรให้การงานสำเร็จดังประสงค์    ภายในวิหารพระนอนมีบุษบกประดิษฐานหลวงพ่อนิล ให้สักการะด้วย

อยากให้มาทำบุญกันเยอะ ๆ ครับ เพราะวัดต้องการปัจจัยมาบูรณะซ่อมแซมศาสนสถานอีกมาก มาวัดกลางเกร็ด ท่านสามารถทำบุญร่วมบูรณะอุโบสถ  ทำบุญถวายสังฆทาน ทำบุญผ้าป่า ทำบุญโลงศพ  ทำบุญน้ำมนต์ ไปพร้อมกันทีเดียว

ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ บริการเรือออกไปลอยอังคารที่แม่น้ำเจ้าพระยา ในราคาเพียง  ๒๙๙ บาทต่อเที่ยว (เรือยนต์ความจุผู้โดยสารประมาณ ๗-๑๐ คน) สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณเล็ก วัดกลางเกร็ด ปากเกร็ด นนทบุรี โทร. ๐๘ ๐๒๔๕ ๗๐๑๓

ท่านใดที่ต้องการไหว้พระ  ๗ วัด ๙ วัด เพื่อสะเดาะห์เคราะห์ตามความเชื่อ แนะนำให้มาแถวปากเกร็ด มีวัดใกล้เคียงหลายแห่ง เช่น  วัดสนามเหนือ  วัดบางพูดนอก วัดกู้ วัดโพธิ์บ้านอ้อย วัดหงษ์ วัดบางพัง ฯลฯ หรือจะนั่งเรือข้ามฟากไปเกาะเกร็ด ก็มีหลายวัด เช่น วัดปรมัยยิกาวาสฯ วัดเสาธงทอง วัดไผ่ล้อม วัดฉิมพลี ฯลฯ    ท่าน้ำที่วัดสนามเหนือ มีเรือข้ามฟากไปยังเกาะเกร็ดไปขึ้นที่ท่าน้ำวัดปรมัยยิกาวาส

อาหารอร่อยบริเวณใกล้เคียง ให้นำรถไปจอดที่ที่จอดรถของเทศบาลนครปากเกร็ด (ใต้สะพานพระราม๔) แล้วเดินไปท่าน้ำ ใต้สะพานพระราม ๔  จะมีเรือลอยลำอยู่หลายลำ แนะนำต้องไปชิมให้ได้

เรือกาแฟโบราณ ลุงสำราญ ได้รับคัดเลือกให้เข้าไปชงถวายในพระราชวัง  ลูกชายลุงเล่าให้ฟังว่า เมื่อต้องไปชงถวาย ทหารในวังจะเอาเรือใหญ่มารับเรือของลุงไปล่วงหน้า ๑ วัน แล้วลุงก็ไปชงถวายวันรุ่งขึ้น ลุึงเคยไปชงถวายถึงพระราชวังบางประอิน อยุธยา

ดังนั้นคนอยู่ไกล ถ้าไม่อยากพลาดชิมฝีมือชงกาแฟโบราณของลุงสำราญ แนะนำให้โทรไปถามก่อนว่าลุงติดงานที่อื่นหรือเปล่า  โทร. ๐๘ ๙๙๑๐ ๙๔๓๙

ก๋วยเตี๋ยวเรือหมูน้ำตกคุณต้อย ก๋วยเตี๋ยวเรือแท้ ๆ เพราะลวกเส้นและปรุงชามต่อชามในเรือจริง ๆ รสชาติจัดจ้าน บรรยากาศริมแม่น้ำ ลมพัดเย็น ในราคา ๒๐ บาท อิ่มแล้วก็นอนรอย่อยบนเสื่อที่มีปูไว้บริการได้เลย   และอย่าลืมชิมขนมถ้วย หวานมันกำลังดี   ถ้ากลัวว่าจะไปไม่เจอก๋วยเตี๋ยวเรือ โทรไปถามก่อนได้ที่ โทร. ๐๘๖ ๐๑๙ ๔๐๓๔

การเดินทาง :

รถยนต์ : จากห้าแยกปากเกร็ดตรงไปตามถนนแจ้งวัฒนะไปทางเทศบาลนครปากเกร็ด จากห้าแยกประมาณ ๒๐ เมตร ก่อนถึงโรงหนังเมเจอร์ฮอลลีวูด เลี้ยวซ้ายเข้าถนนภูมิเวท ระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร ถึงวัดกลางเกร็ด

จากห้าแยกปากเกร็ดตรงเข้าไปทางเทศบาลนครปากเกร็ด และเบี่ยงซ้ายเข้าถนนสุขาประชาสรรค์ไปวัดกลางเกร็ดได้เช่นกัน

รถประจำทาง : รถประจำทาง สาย ๓๒, ๕๑, ๕๒, ๑๐๔, ปอ. ๕ และ ปอ. ๖ นั่งรถประจำทางลงที่ป้ายเมเจอร์ฮอลลีวูด แล้วนั่งสามล้อถีบหรือรถจักรยานยนต์รับจ้างไปที่วัดกลางเกร็ด ค่าโดยสารประมาณ ๑๐-๒๐ บาท

แผนที่ google ภาพจากดาวเทียม วัดกลางเกร็ด ปากเกร็ด นนทบุรี

คลิกเส้นทาง ถนนติวานนท์ มาวัดกลางเกร็ด ทางถนนภูมิเวท

คลิกเส้นทาง ถนนติวานนท์ มาวัดกลางเกร็ด ไปทางเทศบาลนครปากเกร็ด ถนนสุขาประชาสรรค์

Posted in 3. ตะวันสัญจร, 4. อาหารการกินข้างที่เที่ยว | 1 Comment

National Father’s Day 2011 Coinciding with the Celebrations of His Majesty the King’s 84th Birthday

December 5 each year is regarded as a very significant day in Thailand, as it marks His Majesty King Bhumibol Adulyadej’s birthday. Since he is recognized as the “Father of the Thai Nation,” his birthday, December 5, is also observed as Thailand’s National Father’s Day.

Thai people are happy under the benevolence of His Majesty, whom they regard as their devoted father. His Majesty is regarded as the protector of his people in every respect. He has become the symbol of unity and social harmony in Thai society. He is also recognized as a source of inspiration and wisdom for the Thai people.

Each year on National Father’s Day, a number of model fathers are named and presented with certificates and plaques of honor, in the same manner as that on National Mother’s Day, August 12, which is Her Majesty the Queen’s birthday, when a number of outstanding mothers are selected and honored.

This year His Majesty turns 84, the completion of the seventh 12-year cycle. For Thais, the 84th anniversary is considered an important milestone of life, deserving of special celebrations. The deep reverence felt by all Thais for their King is perhaps unique in the modern world. Each year on His Majesty’s birthday, festivities are held throughout the Kingdom; lights decorate households, government offices, public places, and private businesses everywhere. The love, respect, homage, and joy pouring forth from Thai people to honor His Majesty are wonderful to see.

Besides royal ceremonies, many activities in support of public charities are held to celebrate this important event. As part of His Majesty’s 84th birthday celebrations, the general public has been provided with a variety of celebrative performances free of charge at Sanam Luang and surrounding areas, from December 3 to 9.

From the day His Majesty the King ascended the throne as King Rama IX, on 9 June 1946, to the present day, the words have not been found that can describe his immense kindness and compassion toward his Thai subjects. His Majesty has not only fulfilled the duties of a constitutional king in a democratic regime, but has also offered effective support to the work of the government, especially in cases of public disasters.

The royal activities cover education, science and technology, foreign relations, water resource management, soil conservation and development, forest resource conservation, religious affairs, and medicine and public health, not to mention more than 4,000 royally initiated projects.

Regarded as a role model for Thai people, His Majesty the King has made numerous speeches and given profound advice on various occasions. He deserves to be called a “paternal monarch” for his great devotion and unbounded love toward his subjects.

……………………………………………………….

Of His Majesty and the Ideal of Kingly Virtues

A valuable book from the Sukhothai period is Traiphum Phra Ruang, or Traiphumkatha, believed to be the work of King Lithai, or Maha Dhammaraja Lithai, an elder brother of King Ramkhamhaeng. The book dealt with Buddhist cosmology, based on Hinduism.

It told of the heavens, the earth, and the underworld. The part dealing with the world of the living gives an insight into the system prevailing at that time, and the lifestyle of the people in Sukhothai, more than eight centuries ago.

Scholars of the present day were pleasantly surprised to learn of the governing principles for rulers and administrators of those days, as carefully and systematically listed in Traiphum Phra Ruang. There are ten kingly virtues, called Thossaphit Raja Dhamma, which are Danam – giving; Silam – good conduct; Pariccagam – self-sacrifice; Ajjavam – honesty; Maddavam – gentleness; Tapam – self-control; Akkodham – non-anger; Avihisanca – non-violence; Khantinca – forbearance; and Avirodhanam – nondeviation from righteousness.

These ten kingly virtues, when closely investigated, can be considered as the virtues not only for the supreme ruler of the land, but for anyone in the position of governing, from a large unit, such as head of state and head of government, to a small unit, such as the head of a family. They are also virtues for the governed, because the administration will be smooth when the governed also uphold the virtues on their part. Therefore, these kingly virtues are the virtues of those living together as a unit, from a family to a country, as proper conduct toward one another for peaceful coexistence and for prosperity.

On the day of the Royal Coronation on 5 May 1950, His Majesty proclaimed “We shall reign with righteousness, for the benefit and happiness of the people of Siam.” The statement was not just made in passing, but has remained in the mind of His Majesty through the several decades that passed. He took his tasks and responsibilities seriously and devoted himself to his royal activities from the beginning. The first royal proclamation uttered in the Coronation Ceremony, in accordance with ancient royal tradition, became sacred words, an oath or a contract between the King and his people throughout the longest reign the modern world has seen.

There are also 12 principles listed as the code of conduct for a great monarch:

1. looking after all subjects, ensuring them a happy life and prosperity;
2. establishing friendly relations with other states;
3. taking good care of relatives;
4. giving support to the ordained and to devout laymen and merchants;
5. helping people in remote areas;
6. giving support to monks and the learned;
7. preserving flora and fauna;
8. guiding the subjects onto the right path in life;
9. feeding the poor, so as to keep them from a life of crime;
10. keeping close to the learned, scholars and monks, to learn of the facts of life;
11. keeping clear of improper places;
12. subduing desires for illegitimate claims.

Such a patriarchal family with the king at the helm existed in the Sukhothai period, with the king called pho khun or the great father. The idea of a Dhammaraja, taken from Buddhism, lives on to the present day. It explains the intricate links between the reigning monarch and his people, exemplified by the beloved King Bhumibol Adulyadej, whose reign has spanned well over half a century.

……………………………………………………….

His Majesty the King’s Holistic Approach to Water Resource Management

The severe floods in Thailand this year have prompted authorities to handle water management of the whole country in a systematic manner in order to ease and prevent flood disasters. His Majesty King Bhumibol Adulyadej has been closely monitoring the situation and takes the plight of all Thais at heart.

He has always advocated a lifestyle in harmony with nature and takes a holistic approach to water resource management, with measures to handle water from its origin as a droplet to the last drop released back into nature. His approach and the principles that help in the harmonious coexistence between humans and nature are contained in the book Harmony with Nature: The Royal Wisdom of King Bhumibol, published by the Government Public Relations Department (PRD) as attribute to His Majesty on the occasion of his seventh cycle, or 84th, birthday anniversary this year.

The book states that Thailand can be divided into 25 river basins, all of which receive about 25 percent of the total annual rainfall in streams, rivers, and reservoirs. The spread of both urbanization and deforestation in recent years, however, has resulted in major disruptions of the water system, with flooding and drought occurring in all regions year after year. The situation has been exacerbated by extreme weather conditions brought on by global warming in recent decades.

Statistics on natural disasters collected by the Department of Water Resources show that in the past three years, 40 to 50 provinces in Thailand have faced recurrent floods, with many areas prone to annual flooding. In the middle of the year up to October, the North and the Northeast tend to be flooded from the influences of the southwest monsoon, while in the central plains, provinces on the Chao Phraya Rover, such as Nakhon Sawan, Sing Buri, Ang Thong, Ayutthaya, Suphan Buri, chai Nat, Pathum Thani, and Nonthaburi are at risk.

Southern provinces, including Phang-nga, Phuket, Songkhla, Narathiwat, Yala, and Pattani, face flooding later in the year, during November to December. The situation in 2010 was disastrous in several areas, especially in the South, which was devastated by heavy floods and landslides in late 2010 and early 2011.

Recognized as an expert on the country’s water, His Majesty the King has had in-depth studies conducted to discover the most efficient distribution and optimization of benefits from existing water sources, while preventing natural disasters resulting from excessive water or a lack of water, such as flooding and drought.

According to the book, water resource management through His Majesty’s initiatives is meant to solve the problems of drought and flooding, as well as the treatment of polluted water. They range from small and medium-sized water resource management projects, including reservoirs, weirs, and check dams, to major water source development projects. All of the projects are built to suit the geo-social condition of each area, yielding the utmost benefits to the people, with the minimum impact on them and their environment.

For the downstream area in the Lower Chao Phraya Basin, including Bangkok and its vicinity, His Majesty granted the “Kaem Ling – Monkey’s Cheek” solution as a water retention program to regulate the runoffs from the Chao Phraya and the Tha Chin rivers, with lagoons and reservoirs constructed, along with major pumping stations to block off flood water and allow it to drain into the sea in accordance with the tides.

His Majesty uses systematic, scientific methods to devise projects that are appropriate for each case, dealing with the problem in a holistic way, from the watershed forest and water sources in the flat plains, to the draining of water into the sea, while optimizing the potential of the official workforce and available budget, and with the full participation of local residents.

……………………………………………………….

๕ ธันวาคม ๒๕๕๔

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา คณะทูตานุทูต ข้าราชการ ตลอดจนพสกนิกร เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในพระราชพิธีเสด็จออกมหาสมาคมรับการถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ ณ มุขเด็จ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

“ขอขอบพระทัย และขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิตพรั่งพร้อมกัน มาให้พรวันเกิด รวมทั้งให้คำมั่นสัญญา โดยประการต่างๆ ข้าพเจ้าขอสนองต่อพรและไมตรีจิตทั้งนั้นด้วยใจจริงเช่นกัน

ท่านทั้งหลายในที่นี้ ผู้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่สำคัญ ทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร ย่อมทราบแก่ใจอยู่ทั่วกันว่า ความมั่นคงของประเทศชาตินั้น จะเกิดมีขึ้นได้ ก็ด้วยประชาชนในชาติอยู่ดีมีสุข ไม่มีทุกข์ยากเข็ญ ดังนั้นการสิ่งใดที่เป็นความทุกข์เดือดร้อนของประชาชน ทุกคน ทุกฝ่ายจึงต้องถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องร่วมมือกัน ปฏิบัติแก้ไขให้เต็มกำลัง

โดยเฉพาะขณะนี้ ประชาชนกำลังเดือดร้อนลำบากจากน้ำท่วม จึงชอบที่จะร่วมมือกัน ปัดเป่าแก้ไขให้ผ่านพ้นไปโดยเร็ว และจัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน อย่างเช่น โครงการต่าง ๆ ที่เคยพูดไปนั้นเป็นการแนะนำไม่ได้สั่งการ แต่ถ้าเป็นการปรึกษากันแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ คุ้มค่า และทำได้ก็ทำ

ข้อสำคัญจะต้องไม่ขัดแย้ง แตกแยกกัน หากจะต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกันเพื่อให้งานที่ทำบรรลุผลที่มีประโยชน์ เพื่อความผาสุกของประชาชน และความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติ

ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย และอำนวยความสุข ความเจริญแก่ท่านทั่วกัน”

Grand Public Audience on His Majesty the King’s 84th Birthday

5 December 2011

This morning, His Majesty the King Bhumibol Adulyadej, along with His Majesty the Queen and other members of the royal family appeared in public to mark the King’s 84th birthday today, granting a public audience to members of the royal family, civil servants and members of parliament at the Grand Palace’s Amarin Winitchai Throne Hall.

Today at 10.20 A.M., His Majesty the King Bhumibol Adulyadej, His Majesty the Queen and the royal family left Siriraj Hospital in a royal motorcade, and headed to the Royal Grand Palace.

The King appeared on the balcony of the Chakri Maha Prasat Throne Hall within the Grand Palace, giving a grand public audience, allowing members of the Royal Family, the royal entourage, the Privy Council, the Cabinet, the National Assembly, the diplomatic corps, government officials, and the general public to attend.

As part of the celebrations for His Majesty’s birthday, His Royal Highness Crown Prince Maha Vajiralongkorn, Prime Minister Yingluck Shinawatra, House Speaker Somsak Kiatsuranont and Supreme Court President Pairoj Wayuparp, respectively, offered felicitations to His Majesty.

Afterwards, the Royal Thai Armed Forces Headquarters Commander-in-Chief General Thanasak Patimakorn led the army troops under his command in taking an oath of allegiance before His Majesty the King.

His Majesty the King then made a royal address in response, saying that he thanks the people for their well wishes.

He said all related agencies should be aware that there will be national stability when people in the country are living well and happily.

Consequently, it is the duty of all sides to work to their full potential to address the factors that cause hardships for the people.

In particular, presently people are suffering from the flooding, so cooperation is needed to solve their problems and set up a sustainable water management system.

Then, Prarachakru Vamthepmunee conducted a Brahman holy ceremony.

His Majesty the King and the Royal Family members later left the Grand Palace and returned to Siriraj Hospital by royal motorcade.

……………………………………………………….

ภาพไทยรัฐ
……………………………………………………….

Grand Public Audience and Celebrative Performances Marking His Majesty the King’s 84th Birthday

His Majesty the King will appear on the balcony of the Chakri Maha Prasat Throne Hall within the Grand Palace in a grand public audience on Monday, 5 December 2011, at 10:30 a.m., as part of the celebrations of His Majesty’s 84th birthday.

His Majesty will proceed to the Chakri Maha Prasat Throne Hall, in a motorcade, from Siriraj Hospital, where he has stayed since September 2009.

The grand public audience affords an opportunity for members of the Royal Family, the royal entourage, the Privy Council, the Cabinet, the National Assembly, the diplomatic corps, government officials, and the general public to attend. On this occasion, 480 royal guards will participate in the ceremony of taking the oath of allegiance.

Before the grand public audience for the offering of felicitations to His Majesty, a procession will be formed at 7:30 a.m. to bring the golden, silver, and gold-silver and copper alloy water jugs containing consecrated water to be presented to His Majesty. The water, which was drawn and consecrated at significant sites in all provinces, will be transported from Wat Phra Chetuphon, or Wat Pho, to the front of the Chakri Throne Maha Prasat Throne Hall.

Then, at 10:30 a.m., Their Majesties the King and Queen appear at the open balcony of the Chakri Maha Prasat Throne Hall. His Royal Highness Crown Prince Maha Vajiralongkorn, the Prime Minister, the President of the National Assembly, and the President of the Supreme Court, respectively, offer felicitations to His Majesty. His Majesty the King then makes a royal address in response and takes leave. The whole event will be carried live on Television Pool of Thailand, with television screens set up at significant junctures and streets to bring the event to the general public as extensively as possible.

The general public will also be provided with a variety of celebrative performances free of charge at Sanam Luang and surrounding areas, from December 3 to 9. According to the Special Advisor to the Bureau of the Royal Household, Mr. Ratanavudh Vajarodaya, the Bureau of the Royal Household and the Government are joining hands in organizing a light and sound and multimedia presentation on a large stage at Sanam Luang, with more than 150 performers. This performance is scheduled for 7:00 p.m. – 8:30 p.m. each night during the seven days of celebrations.

Another special show is the film “84 Years of the Prosperity of Rattanakosin,” projected in the form of panoramic multimedia on the 200-meter wall of the Grand Palace on Na Phra Lan Road. The film runs for 20 minutes and will be repeated from 7:00 p.m. to 10:00 p.m.

As part of the celebrations, the Bureau of the Royal Household will also open an opportunity for the public to enter the Grand Palace and appreciate the beauty of the palace at night time, 6:00 p.m. to midnight, between December 5 and 9. 

Data from : The Government Public Relations Department

Long Live The King

“Illusion Live Wall” show the picture of galleries (The Thai version of the Ramayana)

The Chapel Royal ground is enclosed by galleries, the murals of which depict the story of the Ramakien of the first reign version. If we start at the east gate we come to the initial stages of the war waged by Rama of Ayodthaya to rescue his wife who had been abducted by Thotsakan (Ravana), King of Longka.

The Grand Palace on 5th December 2011

The most notable part of this year’s celebrations is the opening of the Grand Palace to visitors at night, from 6 p.m. to midnight, from December 5-9.  Entrance is free. It’s the first time Thai officials have decided to let the public into the palace at night.

The Grand Palace has an area of 218,400 sq. metres and is surrounded by walls built in 1782. The length of the four walls is 1,900 metres. Within these walls are situated government offices and the Chapel Royal of the Emerald Buddha besides the royal residences.

When Siam restored law and order after the fall of Ayutthaya the monarch lived in Thonburi on the west side of the river. Rama I, on ascending the throne, moved the centre of administration to this side of the Chao Phraya; and, after erecting public monuments such as fortifications and monasteries, built a palace to serve not only as his residence but also his offices–the various ministries, only one of which remains in the palace walls.

This palace came to be known as the Grand Palace, in which the earliest edifices contemporary with the foundation of Bangkok were the two groups of residences named the Dusit Maha Prasat and the Phra Maha Monthian.

Chakri Maha Prasat Hall

The Chakri Group was built and resided in by King Chulalongkorn, Rama V (1868-1910). Only the reception portion is now used, consisting of two wings for reception purposes decorated with galleries of portraiture. In between is the central throne-hall now used for various purposes and formerly for the reception of foreign envoys on the occasions of the presentation of their credentials. It is aptly decorated with four canvasses of diplomatic receptions.

One on the right as one enters depicts the reception by Queen Victoria of King Mongkut’s ambassador in London, further on Louis XIV’s reception of the mission sent by King Narai of Ayutthaya in the Galleries des Glaces in the Palace of Versailles; a third, on the other side of the room, King Mongkut’s reception of the French Envoy, and the fourth of the reception at Fontainebleau by the Emperor Napoleon III of another Siamese Mission. The crystal decorations of the hall are mostly presents from foreign monarchs to King Chulalongkorn. By the side of the inner grand staircase is the dining hall attached to the building.

Phra Maha Monthian
This consists of three main buildings, namely :
(1) the Audience Hall of Amarin Winitchai, where ceremonies of the Court usually take place in front of the throne surmounted by its canopy of nine tiers of white cloth and backed by a boat shaped altar fronting the door leading in to the inner chambers.

(2) Paisal Taksin Hall where the coronation of a monarch takes place with its coronation chair and the octagonal seat where the monarch receives the people’s invitation to rule; and in the centre between the seats an altar containing the symbolised figure of Siam, by the name of “Phra Syam Thewathirat” or shortly “Phra Syam” traditionally invoked for the good weal of the state.

(3) Descending from here we come to the antechamber to the Chakrapat Phiman building which was the residence of King Rama I, Rama II and Rama III. It has subsequently become customary for the soverign to past at least one night there after the coronation to signify his taking up official residence.

On either side of the door into the residence chamber of Chakrapat Phiman are depicted seals of state– the Lion of the Minister of the Interior, the Elephantine Lion of the Minister of Defence, the Deity of the Crystal Lotus of the Minister of Foreign Affairs, etc.

Entering the living apartments of Chakrapat Phiman by mounting a series of steps we come to a hall, at the left of which on the east side is the royal bedchamber. On the west of the hall is a reception chamber where are now kept the regalia and other paraphernalia of kingship.

Phra Thinang Aphonphimok Prasat

Dusit Maha Prasat Hall
The Dusit Group

Here we have an audience hall with a throne of mother-of-pearl surmounted by the usual nine-tiered white canopy, the mark of a duly crowned king. At the back of this audience hall is yet a living quarter. All are built in pure Siamese architecture of perfect proportions. In front of this group is the Disrobing Pavilion–Arpornphimok– which was reproduced and sent to adorn the Thailand exhibits at the Exhibition of Brussels in 1958.

King Rama I built the Dusit Maha Prasat as a replacement for an earlier wooden Phra Thinang Amarintharapisek Maha Prasat which burned down in 1790. King Rama I intended that the present building be used for his own Lying-in-State as it has the same height and dimensions as the Phra Thinang Suriyamarin at Ayutthaya, the customary hall for the Lying-in-State of Ayutthaya kings.

Thus the principle function of the Dusit Maha Prasat has been and still is a Hall for Lying-in-State of kings, queens and honoured members of the royal family. This Hall is also used for the annual Consecration Day Ceremony (Phra Ratcha Phithi Chat Mongkhon). It houses many important objects.

Phra Ratcha Banlang Pradap Muk
A wooden throne decorated with mother-of-pearl in-lay which is sheltered by a Nine-Tiered Great White Umbrella of State. This throne was made originally for the former Amarintharapisek Maha Prasat and was saved from the fire that consumed the building. For the Consecration Day Ceremony, which is held on the fifth of May, the Five Insignia of Kingship (Pancha Ratcha Kakuthapan) are placed on the throne. When the hall is used for Lying-in-State a Buddha image is placed on this throne.

The Temple of The Emerald Buddha

The Upper Terrace
Within the complex are many buildings for diverse purposes and in differing styles reflecting the architecture of the various reigns. However, despite their differences the most of the structures adhere strictly to traditional Thai style, their diversity lying rather in certain details or construction materials. There are 12 smalls pavilions surrounding the Ubosot (Chapel). Beside that, Phra Sri Rattana Chedi is on the left, Phra Mondop (Library) is on the middle and on the right is Prasart Phra Thep Bidorn are situated in The Upper Terrace.

On this are four main monuments:
the Reliquary in the shape of a golden chedi, the Repository of the Canon of Buddhism with its mother-of-pearl cabinet that displays the palm leaf scriptures at various times of the year, the model of Angkor Wat crafted by Royal Command of King Mongkut (Rama IV); and the Royal Pantheon where statues of past sovereigns of the ruling dynasty are enshrined.

Scattered round these monuments on the terrace are fanciful animals in mythology, evolved out of the imagination of artists, valued for their aesthetic inspiration. The models of elephants record those of the “white” variety acquired in respective reigns in the past.

Phra Sri Rattana Chedi

Phra Mondop (Library)

Prasart Phra Thep Bidorn

The Chapel Royal of The Emerald Buddha

Just north of the Royal Residence of the Maha Monthian from which there is a connecting gate lies The Chapel Royal of The Emerald Buddha. It consists of all the architectural features of the monastery without however the residential quarter, for monks do not live here. The Assembly Hall, or Ubosoth, serves as the monarch’s private chapel. Hence the partition on either side of the main altar intended as a retiring room,which is never to be found anywhere else but the only other chapel royal, that of the King of Thonburi, which serves now as the Assembly Hall of the monastery of Arun within the former grounds of the palace of that king. The “Emerald Buddha” is carved from a block of jade. It is an object of national veneration and crowds come to pay respect to the memory of the Buddha and His Teachings on certain days of the weeks when it is open to the public.

The Emerald Buddha sits high up on an altar of gold designed to represent the traditional aerial chariot (Busabok, Sk. Pushpaka) attributed to Hindu gods on the murals of this country. The effigy was first discovered in Chiang Rai in 1464, brought down to Lampang where it remained till King Tilok of Lannathai brought it to Chiang Mai, his capital, where it was fitly enshrined.
Later on, there occurred a vacancy in the Lannathai line of succesion and King Chaichetta of Luang Prabang, whose mother was a Chiang Mai Princess, was invited to fill it. He however returned to his nativeland in Luang Prabang after a comparatively short rule here, taking the palladium with him back to his capital. Then King Chaichetta moved his capital to a newly built town of Viang Chan taking the Emerald Buddha again with him.

It remained there for a long time till the King of Thonburi sent a punitive expedition under Chao Phraya Chakri to Viang Chan which brought back with it the famous effigy of which the King of Thonburi was very proud. When King Rama I built the city of Bangkok with the Chapel Royal and the Grand Palace, the Emerald Buddha was installed with pomp and ceremony in the chapel. In front of the high altar Rama III set up two newly cast standing images of the Lord in dedication to his predecessors on the throne, which were named Phra Phuttha Yod Fa Chula Lok and Phra Phuttha Loetla Sulalai.

At that time it was deemed impolite to refer to elders by their personal names. Rama I was usually spoken of as the Initial Reign, Rama II as the Middle Reign and Rama III, the Present Reign. Obviously such a nomenclature could not last and by Royal Decree the founder of the dynasty was to be referred to as His Majesty of the image of Phra Phuttha Yod Fa Chula Lok and his successor as His Majesty of the image of Phra Phutta Loetla Sulalai. Rama VI decreed the expediency of referring to his predecessors simply as Rama with due ordinal numbers because all of his predecessors bore the name Rama among other names in the full official Style and Tille. There is one other effigy, the Samphutthapanni Buddha image, held in high veneration and placed in front of the high altar, that was cast by King Mongkut, Rama IV, when he was a monk. The murals within this building are:

(1) above the window frames the traditional life-story of the Buddha commencing with the south west corner on the right of the high altar where is depicted his birth, childhood, youth and renunciation in search of Truth; On the east wall fronting the high altar the temptation and enlightenment,the figure underneath the Buddha’s seat being that of Mother Earth; continuing thence along the north wall the mission and death with its immediate consequence till we reach the north-west corner of the wall. At the back is painted the middle-aged conception of the universe.
(2) Between the windows are depicted some of the so-called birth-stories.

(3) Behind the window panels are murals illustrating Proverbs in rhyme.

(4) The panels of the doors contain exquisite inlaid work in mother-of-pearl. They all depict episodes from the Ramakien. (The Thai version of the Ramayana)

The Ubosot (Chapel)

 

Helpful Information

Proper Dress in The Grand Palace for Visitors

Visitors are requested to be dressed properly and appropriately upon entering the ground of the Bhubing Palace. Thus the following dress – code (applicable to both ladies and gentlemen) will be strictly enforced:

1. Shorts, mini-skirts, short skirts, tight fitting trousers, as well as tights can not be worn as outer garments.
2. See-through shirts and blouses, as well as culotters or quarter length trousers can not be worn.
3. Sleeveless shirts or vests can not be worn as outer garments.
4. Sandles (without ankle or heel straps) can not be worn.
5. All shirt sleeves, whether long or short, can not be rolled up.
6. Sweat shirts and sweat pants, wind-cheaters, pajamas and fisherman trousers can not be worn.

Location:
The Grand Palace, Bangkok, Thailand.

Phone: 02-623-5500 Ext. 1124, 3100

Open everday from 8.30 a.m. to 16.30 p.m.
Tickets sold until 15.30 p.m.

ADMISSION FEES:
Ticket costs 350 Baht each
and consists of 3 main parts :

1) The brown-yellow part is for the Grand Palace and is valid only on the day of purchase. ( A guide book will be given to each visitor at the entrance to the temple.)

2) The white part is for the Vimanmek Mansion Museum ( The world’s largest golden teakwood mansion ) This part of the ticket is valid for 7 days from the day of purchase. The Vimanmek Mansion Museum is located at Suan Phuttan Garden on Ratchawithi Road in the Dusit District of Bangkok, and may be reached by bus number 70, departing from outside the Grand Palace, or by taxi.
(Note : Entry to Vimanmek Museum will not be permitted without the white part of the ticket, which may also be purchased separately, on a daily basis, at the museum for 100 Baht.)

3) The pink ticket is for The Royal Thai Decoration and Coin Pavilion, which is on the right hand side before the entrance to the temple.

data from :http://www.palaces.thai.net/night/index_gp.htm

Outside the Grand Palace gates, a 3D panoramic multimedia presentation called the “Illusion Live Wall” will be shown on a 200 meter stretch of the wall on Na Phra Lan Road from 7-10 p.m.

ข่าวจาก มติชน

ภายหลังจากนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลงานมหรสพสมโภชและนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554  ในชื่องาน “เย็นศิระเพราะพระบริบาล” ระหว่างวันที่ 3-9 ธันวาคม ได้แจ้งยกลิกการแสดงกิจกรรมกิจกรรมภาพยนต์พาโนรามาสื่อผสมเฉลิมพระเกียรติ ชุด 84 ปี  แห่งความรุ่งเรืองของกรุงรัตนโกสินทร์” ซึ่งฉายภาพเคลื่นไหวผ่านแนวกำแพงพระบรมมหาราชวัง ด้านถนนหน้าพระลาน (ช่วงต้นถนนศาลหลักเมืองถึงประตูวิเศษไชยศรี ) ซึ่งจัดขึ้นในคืนวันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมา เป็นวันสุดท้าย

ขณะที่กิจกรรมการแสดงแสงเสียงและสื่อผสม “วัฒนธรรมทองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 84 พรรษามหาราชา”  นั้น  ก็ได้แสดงรอบสุดท้ายไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา…อย่างกะทันหัน  ทั้งที่เดิมจริงจะมีการแสดงยาวไปจนถึงวันที่ 9 ธันวาคม
หลายคนยังคงงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังได้รับทราบข่าวครั้งแรก ผ่านทางทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก ของบรรดานักแสดงในคณะแสงสีเสียงชุดดังกล่าว  โดยมีบริษัทฝ่ายจัดงานคือ บริษัท ซีเอ็ม ออกาไนซ์เซอร์ จำกัด และบริษัท คอมอาร์ต โปรดักส์ชั่น จำกัด เป็นผู้ดูแลเขียนบทและกำกับการแสดง โดยได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนที่มาเฝ้าดูอย่างดีมากๆ
“ผมถือความเหมาะสมเป็นหลัก และขณะนี้ประชาชนนกำลังเดือดร้อนจากน้ำท่วม ส่วนมโหรสพอื่นๆโดยภาพรวมก็ยังจัดไปถึงวันที่ 9 ธันวาคม”     ความกระจ่าง จากปากของ  นายยงยุทธ ถึงเหตุผลของฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องยกเลิก2 การแสดงดังกล่าว  เร็วกว่ากำหนด  และระบุ  แสดงมากพอสมควรแล้ว จะไม่มีการขยายเวลาไปถึงวันที่ 9 ธันวาคมอีก….
การแสดงจบไปแล้ว และเราอีกหลายคนจะไม่ได้รับชมอีก…?

คลิปวิดีโอ ๘๔ ปีแห่งความเรืองรอง เว็บไซต์ youtube.com  ผู้ใช้ชื่อว่า  HappyOFF100  ได้นำ คลิปวิดีโอ   ภาพยนตร์พาโนรามาสื่อผสมเฉลิมพระเกียรติ “๘๔ ปีแห่งความเรืองรองของกรุงรัตนโกสินทร์”   ในชื่อหัวเรื่อง  “๘๔ ปีแห่งความเรืองรอง [HD] “ความยาวประมาณ 21 นาที  มาลงให้ประชาชนชาวไทยได้ดูกัน แม้จะไม่ได้รับชมจากการแสดงสดๆ  ผ่านแนวกำแพงพระบรมมหาราชวัง ด้านถนนหน้าพระลานแล้วก็ตาม

ภาพยนตร์พาโนรามาสื่อผสมเฉลิมพระเกียรติ “๘๔ ปีแห่งความเรืองรองของกรุงรัตนโกสินทร์” ครั้งแรกของประเทศไทยในการใช้เทคนิคฉายภาพบนกำแพงสามมิติ พร้อมการแสดงประกอบตลอดแนวกำแพงพระบรมมหาราชวัง ความยาว ๒๐๐ เมตร ด้านถนนหน้าพระลาน นำเสนอเรื่องราวกรุงรัตนโกสินทร์แผ่นดินทองใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารแห่งพระบาทสมเด็จพร­ะเจ้าอยู่หัว ในส่วนที่นำเสนอเกี่ยวกับภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้น จะมีการแสดงโขนประกอบด้วย ภาพยนตร์ชุดนี้ความยาว ๒๐ นาที

คลิกชมวิดีทัศน์และดาวน์โหลด การแสดง The Golden Heritage of The Rattanakosin Era

The Golden Heritage of The Rattanakosin Era from songcharoen on Vimeo.

read more :

thailand.prd.go.th

www.king84.th

วันสำคัญของชาวไทยใกล้มาถึงอีกครั้ง 5 ธันวาคม 2554 วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

หลายหน่วยงานเตรียมจัดงานเฉลิมฉลองอย่างสมพระเกียรติ เนื่องด้วยปีนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมพรรษา 7 รอบ

สิ่งหนึ่งที่ได้ยินมากในปีนี้ คือ การประพันธ์เพลงเฉลิมพระเกียรติขึ้นมาหลายเพลง แต่ละเพลงนั้นล้วนน้อมนำพระบรมราโชวาท พระราชดำรัส พระราชกรณียกิจ มาร้อยเรียงให้ประชาชนได้รับทราบ

เพลงหนึ่งที่ถูกกล่าวขวัญถึงมาก คือ ผู้ปิดทองหลังพระ จากฝีมือการประพันธ์และการขับร้องของ ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ที่คุณดิสธร วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวัง นำมาถ่ายทอดต่อว่าในหลวงทรงชมผู้ร้องเพลงว่าเก่งมาก ในหลวงทรงตรัสว่า “แอ๊ด คาราบาว เก่งมาก ที่นำชื่อเรามาใส่ในเนื้องเพลงได้”

เพลง ผู้ปิดทองหลังพระ นอกจากเป็นการย้ำให้เห็นถึงพระราชดำรัส การทำงานแบบปิดทองหลังพระ และอาจจะเป็นครั้งแรกที่หลายคนได้ทราบถึงพระนามเต็ม ซึ่งเฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ที่ยืนยง ได้เรียบเรียงใส่ไว้ในเนื้อร้อง

ไม่เพียงเสียร้องเพลง ผู้ปิดทองหลังพระ หรือเพลงเทอดพระเกียรติอื่นๆ ที่เราชาวไทยจะร่วมฟัง ร่วมขับร้องเท่านั้น แต่ให้เข้าใจลึกไปถึงความหมายที่ปรากฏอยู่ และปฏิบัติอย่างที่พระองค์ได้ทรงสอนด้วยพระเมตตาต่อชาวไทยมาอย่างสม่ำเสมอ.

เพลง ผู้ปิดทองหลังพระ 
คำร้อง/ทำนอง “ยืนยง โอภากุล” (แอ๊ด คาราบาว)
ศิลปิน : คาราบาว

หกสิบห้าปีทำเพื่อราษ ทวยไทยทั้งชาติสมควรภาคภูมิ
มีพระมหากษัตริย์เฝ้าคอยห่วงใย ทุ่มเทพระวรกายเพื่อเรา
ค้นคิดแนวทางพระราชดำริ ตลอดครองราชอันยืนยาว
ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ล้นเกล้าชาวไทยมีพระองค์ท่าน

พระองค์ทรงเสียสละเพียงไหน มีใครเห็นใจสงสาร
ก็ใครหนอใครค่ำเช้าเฝ้าทรงงาน เป็นผู้ปิดทองหลังพระ
ผู้ปิดทองหลังพระ ผู้ปิดทองหลังพระ

พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี
จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

ทรงสถิตเหนือเกล้าชาวไทย เป็นดวงใจของแผ่นดิน
ทรงสถิตเหนือเกล้าชาวไทย ศูนย์รวมใจแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี
จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

ทรงสถิตเหนือเกล้าชาวไทย เป็นดวงใจของแผ่นดิน
ทรงสถิตเหนือเกล้าชาวไทย ศูนย์รวมใจแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี
จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

ทรงสถิตเหนือเกล้าชาวไทย เป็นดวงใจของแผ่นดิน
ทรงสถิตเหนือเกล้าชาวไทย ศูนย์รวมใจแผ่นดิน

……………………………………………………….

ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

Posted in 3. ตะวันสัญจร | 10 Comments

ธรรมะจาก “พระไพศาล” บทเรียนจาก “น้ำท่วม” ข้อดี-ความกลัว และนิทาน “คนหูหนวก”

ช่วงน้ำท่วม  สังคมไทยอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก

ทั้งหวาดกลัว  ทั้งโกรธแค้น
และสุดท้ายก็ระบายออกด้วยการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง

ปัญหาทางกายภาพที่เกิดขึ้น  ไม่เท่ากับปัญหาทางใจของคนที่เผชิญกับวิกฤติการณ์ครั้งนี้
ในเฟซบุ้คของ พระไพศาล  วิสาโล” ช่วงน้ำท่วม  มีคำสอนหลายเรื่องที่น่าจะนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบัน

เรื่องแรก  การจัดการความกลัวด้วยธรรมะ”

มีผู้หญิงคนหนึ่งตั้งปุจฉา เรื่อง “ความกลัว”

เธออยู่กับบ้านพร้อมกับพ่อ พี่ชาย และหลานสาว เพราะคุณพ่อไม่ยอมอพยพ  และเธอมีสุนัข 7 ตัวที่ต้องดูแล

บ้านของเธออยู่บนพื้นที่สูง  ทำให้น้ำท่วมภายนอกรอบบ้านเท่านั้น  แต่คนในซอยอพยพออกไปหมด ตอนนี้เธอพยายามเรียนรู้ที่จะอยู่กับบ้าน  ซื้อเรือมาพายไปไหนมาไหน  และออกไปช่วยคนอื่นที่ลำบาก

คำถามของเธอก็คือ แต่บางครั้งหนูก็รู้สึกกลัวว่าน้ำจะขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ หลวงพ่อพอจะแนะนำได้อย่างไรบ้างเจ้าคะที่เราจะขจัดความกลัวที่เกิดขึ้นเจ้าค่ะ”

“พระไพศาล” เริ่มต้นด้วยการขออนุโมทนาที่แม้ลำบากก็ยังมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น

“ความกลัวนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้น แต่ขอให้สังเกตว่าเรากลัวเมื่อใจไม่อยู่กับปัจจุบัน แต่ปรุงแต่งถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ภาพดังกล่าวจะทำให้เกิดความกลัวและกังวล มันยังไม่เกิด แต่ก็กลัวเสียแล้ว เมื่อรู้เช่นนี้ก็ให้ใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน”

ท่านสอนว่า “ความกลัว” กับเรื่องในอนาคตก็มีประโยชน์หากมาใช้ในการวางแผนเพื่อรับมือกับที่จะเกิดขึ้น

“มองในแง่นี้ความกลัวก็มีประโยชน์ หากกลัวแล้วพยายามป้องกันหรือเตรียมวิธีการแก้ไข แต่ถ้ากลัวแล้วจ่อมจมอยู่ในความทุกข์ก็ไม่มีประโยชน์”

เรื่องที่สอง  “ข้อดีของเหตุการณ์ที่แย่ ๆ”

“พระไพศาล” บอกว่าเหตุการณ์แย่ๆ ทั้งหลายยังมีข้อดีอย่างน้อย 2 ประการ คือ สอนใจเรา และฝึกใจเรา สอนใจเรา ให้ตระหนักถึงความจริงของชีวิตซึ่งมีความผันผวนปรวนแปรเป็นนิจ เช่น ของหายก็สอนใจเราว่าความพลัดพรากจากของรักเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีอะไรที่จะอยู่กับเราหรือเป็นของเราได้อย่างยั่งยืน

การถูกตำหนิก็สอนใจเราว่า สรรเสริญกับนินทาเป็นของคู่กันไม่มีใครที่จะได้รับการสรรเสริญอย่างเดียว ไม่ว่าดีแค่ไหนก็ยังถูกนินทา

ฝึกใจเรา เช่น ฝึกใจให้ไม่ประมาท ระมัดระวัง เพื่อป้องกันมิให้เหตุร้ายเกิดขึ้นอีก หรือฝึกใจ
ให้ปล่อยวางเพื่อรับมือกับเหตุร้ายที่แรงกว่าในอนาคต

พระไพศาล ยกตัวอย่างว่าหากใครทำโทรศัพท์หายยังปล่อยวางไม่ได้ ก็น่าตั้งคำถามกับตัวเองว่าถ้าเรื่องแค่นี้ยังปล่อยวางไม่ได้  แล้วจะทำใจได้อย่างไรเมื่อต้องสูญเสียคนรัก เช่น พ่อแม่ลูกเมีย ซึ่งต้องเกิดขึ้นแน่

เหตุการณ์แย่ๆ นั้นจะช่วยฝึกใจเราให้มั่นคงเข้มแข็ง เพราะต้องเจออะไรต่ออะไรอีกมากมายในวันข้างหน้า อีกทั้งยังฝึกให้เราฉลาดและมีประสบการณ์มากขึ้น

“อย่าลืมว่าคนเราเรียนรู้จากความล้มเหลวได้มากกว่าความสำเร็จ” 
คือ บทสรุปของ “พระไพศาล”

และเรื่องที่สาม  “ปัญหาอยู่ที่ผู้มอง”

“พระไพศาล” เริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าในหนังสือ “จะเล่าให้คุณฟัง” ของ “ฆอร์เฆ่ บูกาย”
เป็นเรื่องของชายผู้หนึ่งโทรศัพท์ถึงหมอประจำครอบครัว

“ที่ผมโทรมาหาหมอเพราะผมเป็นห่วงภรรยา”

เมื่อหมอถามว่าเธอเป็นอะไร ก็ได้คำตอบว่า “เธอกำลังจะหูหนวก อยากให้หมอมาดูอาการเธอหน่อย”

หมอไม่สะดวกไป จึงนัดให้เขาพาเธอมาหาวันจันทร์ แต่เขาอยากให้หมอรีบมาทันที หมอจึงทำการวินิจฉัยทางโทรศัพท์

“คุณรู้ได้อย่างไรว่า เธอไม่ได้ยิน”

“ก็…เวลาผมเรียกเธอ เธอไม่ยอมตอบนี่”

หมออยากรู้ว่าเธอหูหนวกแค่ไหน จึงแนะให้เขาเรียกเธอจากจุดที่กำลังโทรศัพท์ ตอนนั้นเขาอยู่ห้องนอน ส่วนเธออยู่ห้องครัว

เขาตะโกนเรียกชื่อเธอ “มาเรียยยยยย……เธอไม่ได้ยินผมเลย หมอ”

หมอแนะให้เขาเดินไปที่ประตูห้องนอน แล้วตะโกนเรียกเธอจากทางเดิน

“มาเรียยยยยยย…..เธอไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย หมอ”

หมอแนะให้เขาเดินไปหาเธอแล้วตะโกนเรียกเธอไปด้วย จะได้รู้ว่าเธอได้ยินเสียงเขาเมื่ออยู่ใกล้แค่ไหน

“มาเรียยย…..มาเรียยยย……มาเรียยยยย ทำอย่างไรเธอก็ไม่ได้ยิน” แล้วเขาก็พูดต่อว่า ตอนนี้เขาอยู่ตรงประตูครัว เห็นเธอหันหลังให้เขา กำลังล้างจาน แต่ไม่ได้ยินเสียงเขาสักนิด

หมอแนะให้เขาเดินเข้าไปใกล้อีกนิด แล้วเรียกชื่อเธอด้วย

เขาเดินเข้าไปในครัว แตะไหล่เธอ และตะโกนที่หูของเธอว่า “มาเรียยยยยยย….”

คราวนี้ภรรยาหันขวับมาด้วยความฉุนเฉียวแล้วพูดว่า

“คุณต้องการอะไรกันแน่ฮึ ต้องการอะไร ต้องการอะไร ต้องการอะไรรรรรรร…..คุณตะโกนเรียกฉันเป็นสิบครั้งแล้ว ฉันก็ตอบคุณไปทุกครั้งว่า ′ว่าอย่างไรคะ′ คุณนับวันจะหูตึงขึ้นเรื่อย ทำไมไม่ไปหาหมอสักที”

คำตอบของภรรยา  ชัดเจนว่าใครกันแน่ที่หูตึงและควรไปพบหมอ

“พระไพศาล” สรุปว่านิทานเรื่องนี้เตือนใจได้ดีว่า ก่อนที่จะสรุปว่าคนอื่นมีปัญหา ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเราเอง

เพราะบ่อยครั้งเราเองต่างหากที่มีปัญหา หาใช่คนอื่นไม่

คนที่ชอบตัดพ้อว่า ทำไมเพื่อนไม่เข้าใจเราเลย ควรกลับมาถามตัวเองบ้างว่า แล้วเราล่ะ เข้าใจเพื่อนบ้างหรือเปล่า บางทีอาจจะพบว่า เป็นเพราะเราเอาแต่ใจตัวหรือชอบเรียกร้องความเข้าใจจากคนอื่นต่างหาก

พอเพื่อนไม่ยอมทำตามความต้องการของเรา ก็เลยตีขลุมว่าเขาไม่เข้าใจเรา

“พระไพศาล” ตบท้ายว่า คนที่ชอบกล่าวหาคนอื่นว่าไม่มีน้ำใจนั้น มักจะมองไม่เห็นตนเองว่าที่แท้ตนเองนั่นแหละเห็นแก่ตัว”

บางที “ธรรมะ” จากพระไพศาล ทั้ง 3 เรื่องอาจทำให้เรามองปัญหาน้ำท่วมอย่างเข้าใจมากขึ้น
เข้าใจปัญหา
และเข้าใจตัวเรา

นอกจากนั้นก่อนจะวิจารณ์คนอื่นอย่างรุนแรง

ก็ให้นึกถึงเรื่อง “คนหูหนวก” ก่อนเปิดวาจา   

ที่มา : มติชน 9 พฤศจิกายน 2554

Posted in 1. เข้าถึงธรรม เข้าถึงโลก เข้าถึงชีวิต | Leave a comment

ดำรงชีวิตอย่างมีความสุขในแบบฉบับของ ดำรง พุฒตาล

“ชีวิตคือการเดินทาง”

หลายคนคงเคยคิดหรือกล่าวเอาไว้เช่นนี้


ผู้ชายที่ชื่อ ดำรง พุฒตาล ก็เช่นเดียวกัน  ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีในชีวิต เขาได้ผ่านการเดินทางมาแล้วมากมายในหลากหลายสิบปีในชีวิต เขาได้ผ่านการเดินทางมาแล้วมากมายในหลากหลายเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ที่อยู่ในความประทับใจของผู้ชมรุ่นแล้วรุ่นเล่า อาทิ รายการ คู่สร้าง-คู่สม ลูกทุ่งสิบทิศ เกมเปิดโลก แม่บ้านที่รัก และเจาะใจ อดีตเขาเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภามาแล้วสองสมัย ส่วนปัจจุบันเขาคือเจ้าของนิตยสาร คู่สร้าง-คู่สม นิตยสารที่ติดอันดับขายดีตลอดกาล และยังเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทท่องเที่ยวออสก้า โนว่า ทัวร์ รวมทั้งทำงานให้กับมูลนิธิอีกหลายแห่ง อาทิ มูลนิธิรามาธิบดี และเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิเมาไม่ขับกับมูลนิธิดำรงพุฒตาลของเขาเอง

นอกจากนั้นคุณดำรงยังเป็นหนึ่งในชาวไทยมุสลิมระดับคุณภาพอีกด้วย จวบจนวันนี้การเดินทางในชีวิตของเขาก็ยังไม่จบลงง่าย ๆ ทั้งการเดินทาง “ร่างกาย” (หลังจากที่สัมภาษณ์กับ Secret ได้ไม่กี่วัน เขาก็มีภารกิจต้องเดินทางไปลุมพินี อันเป็นสถานที่ประสูติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเทศเนปาล) และการเดินทางทาง “ความคิด”

ท่ามกลางตารางชีวิตอันแน่นขนัด คุณดำรงได้จัดเวลาว่างระหว่างการเดินทางเพื่อมาทำในสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักในช่วงเวลาหลัง ๆ มานี้  นั่นคือการเปิดอกให้สัมภาษณ์ในหลากหลายแง่มุม ณ ห้องรับรองของมูลนิธิรามาธิบดี ซึ่งเขามีส่วนร่วมทำงานอย่างจริงจังมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

สิ่งที่จุดประกายให้คุณดำรงหันมาทำงานเพื่อสังคมอย่างจริงจังคืออะไรครับ

เพราะความเป็นสื่อครับ เราเป็นสื่อจึงต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม แล้วก้ต้องใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ตัวผมเองเป็นคนที่ไม่สูบบุหรี่ แล้วเราก็เห็นพิษภัยของการสูบบุหรี่ ผมจึงเริ่มรณรงค์ไม่ให้สูบ ในขณะเดียวกันผมก็ทำงานให้กับมูลนิธิหลาย ๆ ที่ อย่างมูลนิธิรามาธิบดีนี่ก็เป็นมูลนิธิแห่งแรก ๆ ที่ผมช่วยงาน ถึงวันนี้ก็เกือบยี่สิบปีแล้ว ส่วนมูลนิธิเมาไม่ขับ นี่เกิดจากผมไปรายงานข่าวกีฬาโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิส ในช่วงว่าง ๆ ไม่ได้ไปสนามกีฬา ผมนั่งดูทีวีอยู่ในห้องแล้วเห็นผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่งร้องไห้คร่ำครวญออกทีวีว่าเธอมีลูกสาวอยู่คนเดียว แล้วก็หวังให้ลูกสาวคนนี้เป็นที่พึ่งเมื่อเธอแก่ตัวลง แต่แล้วลูกก็ถูกคนเมาขับรถชนตาย  เธอจึงมาร้องไห้เรียกร้องว่าใครจะดูแลรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมนั่งดูแล้วน้ำตาซึม และก็กลับมาคิดว่า บ้านเราเองก็มีคนเมาขับรถเต็มถนน เราน่าจะทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง ประกอบกับคุณหมอแท้จริง ศิริพานิช ก็ได้รับนโยบายมาจากปลัดกระทรวงในสมัยนั้นว่าให้ชวนคุณดำรงไปทำงานรณรงค์เมาไม่ขับ ผมถามว่าทำไมถึงมาชวนผม ท่านก็บอกว่า เคยเห็นผมก่อตั้ง มูลนิธิดำรงพุฒตาล เพื่ออนุรักษ์พัฒนาภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย รณรงค์ให้คนไทยรวมถึงชักชวนให้พิธีกรพูดภาษาไทยให้ถูกต้อง สมัยก่อนเวลาดาราตลกมาออกรายการกับผม แล้วพูดคำควบกล้ำไม่ชัด ผมก็จะบอกให้เขาพูดใหม่ให้ชัดโดยที่ไม่หักหน้าเขาหรืออย่างลูก ๆ ผมก็จะคอยสอนให้พูดให้ชัดเจนและถูกต้อง ทั้งไทยทั้งอังกฤษ ผมอยากฝากไว้ตรงนี้เลยว่าในการปลูกฝังเรื่องภาษานี่อย่าไปหวังโรงเรียนเลย แต่ต้องเริ่มมาจากพ่อแม่และจากที่บ้าน

งานจิตอาสาแบบนี้ส่งผลดีต่อการทำงานโดยรวมอย่างไรบ้างไหมครับ

ยกตัวอย่างง่าย ๆ การทำงานให้มูลนิธิรามาธิบดีนี่ผมคิดว่าได้ประโยชน์กับตัวเองมาก ๆ ถึงตอนนี้ผมจะอายุ ๖๗ แล้ว ก็ยังไม่มีโรคประจำตัวเลย ในขณะที่เพื่อนที่เรียนรุ่นเดียวกันกินยาเป็นกำ ๆ เวลาเจอเพื่อนพวกนี้น่าเบื่อมากเพราะไม่คุยเรื่องอื่น คุยแต่เรื่องยาและเรื่องโรค มีคนหนึ่งบอกผมว่า “รง เชื่อไหม กินข้าวต้มยังเหนื่อยเลย” ฟังแล้วผมก็ตัวพองสิครับ เพราะเรายังไม่มีโรคอะไรเลย ซึ่งผมเชื่อว่ามันเกิดมาจากที่เราทำงานให้มูลนิธิแล้วก็คงได้ความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า

ปรัชญาการทำงานที่ไม่เคยเปลี่ยนของคุณดำรงคืออะไรครับ

ผมไม่รู้ว่าเป็นปรัชญาหรือเปล่านะครับ แต่สิ่งที่ผมยึดมั่นมาตลอดก็คือ หนึ่งขยัน ผมคิดว่าคนเราต้องขยัน  สอง จริงใจต่อสังคม อยากเห็นผู้คนบ้านเมืองมีความเจริญ อยู่ดีมีสุข แล้วก็มีความเข้าใจกัน ความที่เราทำสื่อเราก็อยากใช้สื่อมีส่วนช่วยพัฒนาสังคม

นอกจากนั้นเพื่อนร่วมงานก้ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญ การทำงานคนเดียวมักไม่ประสบความสำเร็จ หรือถึงสำเร็จก็แค่ในระดับหนึ่ง ผมไม่เรียกคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของผมว่า “ลูกน้อง” แต่ผมเรียกพวกเขาว่า “เพื่อนร่วมงาน”  แล้วผมก็ปฏิบัติตัวกับเขาเหมือนเป็นเพื่อนจริง ๆ ที่ทำได้แบบนี้เพราะอะไรรู้ไหม เพราะเพื่อนร่วมงานผมน้อย อย่าง คู่สร้าง-คู่สม ก็มีทีมงานแค่ยี่สิบกว่าคนเอง ซึ่งหลายคนอยู่กันมาพอ ๆ กับอายุหนังสือ ดังนั้นผมจึงสามารถดูแลพวกเขาได้อย่างละเอียดลออ

เป็นคนขยันแบบนี้ มีปัญหาเรื่องการแบ่งเวลาบ้างไหมครับ

ถ้าเป็นสมัยที่ยังปากกัดตีนถีบ ผมก็เอาแต่ทำงานเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว กลับบ้านดึก ๆ ดื่น ๆ ลูก ๆ หลับหมดแล้ว ดังนั้นผมจะได้เจอลูกสองคนแรกเฉพาะช่วงเช้า คือตอนส่งไปโรงเรียน นอกจากนั้นก็พยายามเจียดเวลาให้เท่าที่จะทำได้ แต่ต้องบอกก่อนว่านั่นคืออดีตนะครับ เพราะปัจจุบันกับลูก ๆ ที่เกิดมาตอนเราเข้าที่เข้าทางแล้ว แม้ว่างานจะยังมากอยู่ แต่ผมก็จะแบ่งเวลาช่วงเสาร์-อาทิตย์อยู่กับพวกเขาไปต่างจังหวัดด้วยกัน

นอกจากนั้นทุกเช้าผมจะนั่งรถตู้ออกจากบ้านพร้อมลูกสองคนเล็ก คนหนึ่งอายุ ๑๑ อีกคนอายุ ๑๕ เดินทางจากบ้านไปโรงเรียนจิตรลดา เราก็จะได้ใช้เวลาด้วยกันวันละ ๒๐ นาทีถึงครึ่งชั่วโมงพูดคุย แล้วก็สอนเขาหลาย ๆ เรื่อง ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น วันนี้ผมต้องไปบรรยายให้กงสุลไทยจากทั่วโลกฟัง ผมก็จะคุยกับลูกว่า  กงสุลคืออะไร สถานกงสุลแตกต่างจากสถานเอกอัครราชทูตอย่างไร เพราะฉะนั้นลูกจะได้เข้าใจข้อมูลใหม่ ๆ ทุกเช้า

ทราบว่าตอนนี้คุณดำรงตั้งใจว่าจะไม่กลับไปทำงานการเมืองแล้ว สาเหตุคืออะไรครับ

ผมคิดว่าการทำงานในสภาไม่ใช่ทางของเรา เพราะถ้าถามว่าระหว่างการเป็น ส.ว. กับการทำงานสื่อ นายดำรงทำประโยชน์ให้กับสังคมไทยจากจุดไหนมากกว่ากัน ผมคิดว่าอย่างที่สองแน่นอนครับ

ผมเป็น ส.ว. อยู่สองสมัย สมัยแรกจากการแต่งตั้ง ทำงานอยู่ ๔ ปี จากนั้นก็ได้รับเลือกตั้งมาอีก ๖ ปี รวมแล้วผมทำงานในฐานะสมาชิกวุฒิสภาอยู่เป็น ๑๐ ปี แต่ตอนที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ผมเป็น ส.ว. เสียงข้างน้อยมาโดยตลอด เวลาลงมติเราก็จะโหวตแพ้ สู้เขาไม่ได้เลย ในมุมนั้นผมจึงไม่ได้ทำอะไรให้บ้านเมืองมากเท่าไร เหมือนยักษ์ที่ไม่มีกระบอง หรืออย่างการแต่งตั้งคณะกรรมการ กสทช. ผมเป็น ส.ว. ซึ่งรอที่จะคัดเลือกและแต่งตั้งมาตั้งแต่แรก สมัยนั้นเรียก กสช. เพื่อให้เกิดหน่วยงานที่จะสร้างความเป็นธรรมให้กับสื่อ แต่กว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้น กว่าจะแต่งตั้งกันได้ก็ตอนที่ผมออกมาแล้วไม่รู้กี่ปี นั่นก็แปลว่าสิบกว่าปีที่ทุ่มเทต่อสู้มาไม่เห็นได้อะไรกลับมาสู่สังคมเลย เพราะฉะนั้นผมก็คงไม่ไปทำงานในทางการเมืองอีกแล้วละครับ

คุณดำรงมีความคิดเห็นเกี่ยวกับสื่อในทุกวันนี้อย่างไรบ้างครับ

พูดได้ว่า ทุกวันนี้ “สื่อ” มีอิทธิพลต่อโลกมากนะครับ จะเห็นได้ว่าสงครามที่รบราฆ่าฟันกันในปัจจุบันก็ใช้สื่อเป็นเครื่องมือ เช่น คราวอเมริการบกับอิรัก เราก็ได้เห็นภาพผ่านสื่อซีเอ็นเอ็นว่าตอนที่อเมริกายิงไปถูกเป้าหมายนั้นเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นสื่อจึงมีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันมาก แล้วถ้าเกิดสื่อไม่อยู่กับร่องกับรอย ไม่ยึดถือจริยธรรม จรรยาบรรณ สื่อก็เป็นตัวสำคัญสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นได้

ผมเองในฐานะที่เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาและมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ผมยังอยากให้มีคอร์สหนึ่งในหลักสูตรด้วย คือ คอร์ส “รู้ทันสื่อ” ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมสอนลูกทุกวัน เพราะในความเป็นประเทศวัตถุนิยม บริโภคนิยม สื่อจะมีอิทธิพลมาก ในขณะเดียวกันก็มีสื่อซึ่งทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องออกมามากมาย อย่างโทรทัศน์บางช่อง บางประเภท หรือบางเครือข่ายเราดูแล้วไม่รู้เลยว่าออกอากาศได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ทันสื่อ

ทุกวันนี้คุณดำรงชอบดูโทรทัศน์รายการอะไรเป็นพิเศษบ้างไหมครับ

ผมทำงานโทรทัศน์มาสี่สิบกว่าปีและเจริญรุ่งเรืองในชีวิตมาโดยตลอด แต่ผมไม่ดูโทรทัศน์ของไทยเลย คนจะหมั่นไส้ก็ยอม ไม่ว่าจะเป็นหนัง ละคร หรือรายการที่ดัง ถ้าผมเปิดโทรทัศน์ ผมจะชอบดูข่าวจากซีเอ็นเอ็นกับบีบีซีเป็นอย่างแรก เพราะได้ข้อมูลรวดเร็วทันใจ นอกจากนั้นยังได้ฝึกแล้วก็พัฒนาภาษาอังกฤษไปด้วย ดูข่าวจบก็มักจะต่อด้วยรายการกีฬาอย่างฟุตบอล รักบี้ หรือว่าเทนนิส จากนั้นก็ดูหนังเรื่องยาวไป

นอกเหนือจากเรื่องความชอบส่วนตัวแล้ว ประเด็นการใช้ภาษาไทยที่ไม่ค่อยถูกต้องก็มีส่วนที่ทำให้ผมแทบไม่อยากดูโทรทัศน์ไทยเลย มีโฆษกและพิธีกรมากมายที่พูดผิด ๆ ถูก ๆ จนฟังไม่ค่อนรู้เรื่องหรืออย่างฟังเพลงไทยทางวิทยุ ก็ต้องตั้งสติฟังสัก ๒๐ วินาทีถึงจะรู้ว่านี่เพลงภาษาของเรา สิ่งเหล่านี้มักจะทำให้ผมหงุดหงิด จนถึงจุดหนึ่งผมจึงถามตัวเองว่า ทำไมเราต้องลืมตามาเพื่อที่จะต้องพบกับความหงุดหงิดด้วยล่ะ ก็เลยเลือกที่จะไม่สนใจอีกต่อไป

แล้วมีความคิดที่จะกลับมาทำรายการโทรทัศน์อีกไหมครับ

สำหรับรายการโทรทัศน์ ถ้าให้ไปเป็นครั้งคราวนี่ผมยินดีไป แต่ถ้าเป็นเจ้าของเวลาเอง ต้องจัด ต้องหาสปอนเซอร์ ไม่เอาแล้ว เพราะว่าการทำรายการโทรทัศน์ทำให้เราเป็นกังวล เพราะว่าจะต้องคิดและต้องแข่งอยู่ตลอดเวลา ที่ผ่านมาผมอาจจะเคยโดดเด่น ไม่ใช่ว่าผมเก่ง แต่เพราะตอนนั้นยังไม่ค่อยมีคู่แข่ง โทรทัศน์ก็ยังมีแค่ช่อง ๓ ๕ ๗ ๙ ๑๑ เท่านั้น แต่ถ้าให้มาทำตอนนี้ เราเหนื่อยตาย อย่าลืมว่าผมต้องหาความสุขให้ชีวิตด้วย ไม่ใช่ทำงานไปจนตาย (หัวเราะ)

คุณดำรงมีเคล็ดลับการใช้ชีวิตคู่มาแนะนำบ้างไหมตรับ

มีข้อคิดหนึ่งของฝรั่งเขาคือ หลักที่เรียกว่า “CRAFT” ซึ่ง  C ตัวแรกคือ Care สามีภรรยาต้องแคร์ซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ว่านั่นเรื่องของเธอฉันไม่แคร์ หรือนี่เรื่องของฉันเธอไม่แคร์ไม่ได้ ไม่เพียงเท่านั้น นอกจากแคร์กันและกันแล้ว ยังต้องพลอยแคร์ไปถึงพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายแล้วก็ลูกด้วย

ตัวที่สอง R คือ Respect คนเรารักกันต้องมีความเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งคำว่าเคารพในที่นี้ไม่ใช่ในมุมที่ว่าสามีเคารพกราบไหว้ภรรยาหรือภรรยามาเคารพกราบไหว้สามี แต่ว่าหมายถึง การเคารพในความเป็นสามี-ภรรยา เคารพในความเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง

ตัวที่สาม A คือ  Acceptance คือต้องยอมรับกัน ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเรื่องอาหารการกินนี่ บางทีก็ทำให้มีปัญหานะ ผมเป็นคนกินรสจัด แต่ภรรยาผมเป็นคนกินอาหารจืดมาก เราต้องยอมรับว่าเขาชอบกินของจืด ไม่ใช่ไปบ่นว่าเขา ทำไมทำอาหารจืดจัง ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องยอมรับว่าเราเป็นคนกินของเข้มข้นรสจัด

ต่อไปคือ F  Forgiveness การให้อภัยกัน เป็นสามี-ภรรยากันย่อมมีปัญหาเกิดขึ้นให้ต้องทะเลาะกัน เพราะแน่นอนว่าทุกคนย่อมมีการทำผิดบ้างทำถูกบ้าง แต่เมื่อใดก็ตามที่ทำผิด อีกคนหนึ่งก็ต้องอภัยให้เร็วที่สุด

ส่วนสุดท้ายก็คือตัว T  Trust คือ คนรักกันต้องไว้วางใจซึ่งกันและกัน

๕ ตัวรวมกันเป็น CRAFT  แปลว่า “หัตถกรรม” หมายถึงงานฝีมือซึ่งต้องการความอดทน มีฝีมือ มีทักษะ ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและใช้เวลา  

ศาสนากับอิทธิพลในการทำงานของคุณดำรงในแง่มุมใดบ้างครับ

เนื่องจากผมได้รับการอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่มาในหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงเรื่องศาสนาด้วย เพราะฉะนั้นก็ย่อมถูกเบ้าหลอมมา แล้วก็มีอิทธิพลต่อความคิดความอ่านต่อจิตใจอยู่แล้ว แต่ผมเป็นคนนับถือศาสนาอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่นับถือแบบงมงาย ในทัศนะของผม ศาสนาไม่ได้มีไว้คลั่ง แต่มีไว้ชี้นำชีวิต…อย่างมีเหตุผล

แม้แต่กฎกติกาข้อบังคับในศาสนาอิสลามเองก็ต้องพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลเช่นกัน ตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเรื่องที่ผู้คนเข้าใจว่าคนอิสลามมีเมียได้สี่คนนั้น ก็ต้องย้อนกลับไปในยุคที่เกิดศาสนาอิสลาม คือ ตอนนั้นมีการรบราฆ่าฟันกันมากมาย มีผู้ชายตายไปเยอะ ส่งผลให้ผู้หญิงกลายเป็นหม้ายและเด็กไม่มีพ่อ ศาสนาอิสลามจึงอนุโลมว่าให้มีภรรยาได้สี่คน เพื่อผู้ชายที่ยังมีชีวิตอยู่จะได้ดูแลผู้หญิงหม้ายเหล่านั้น ซึ่งตอนนี้เราก็ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์นั้นแล้ว เรื่องนี้จึงไม่มีความจำเป็นอีก และในความคิดของผมแค่มีภรรยาคนเดียวก็เกินพอแล้วครับ (หัวเราะ)

คุณดำรงเคยให้สัมภาษณ์ว่าบ้านเกิดที่อยุธยานั้นผู้คนเปิดกว้างเรื่องศาสนามาก อยากให้ช่วยเล่าประเด็นนี้สักเล็กน้อยครับ

ปัจจุบันอยุธยาก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงนะครับ คนบ้านผมที่อยุธยาจะคบหาสมาคมกันด้วยความเคารพในความเป็นคนสังคมเดียวกัน โดยไม่ได้แบ่งแยกเลยว่าเธอเป็นอิสลาม ฉันเป็นพุทธ ไม่มีเลย… ไม่มีมุสลิม ไม่มีพุทธ ไม่มีคริสต์ มีแต่คนอยุธยา

“บ้านเวียงเหล็ก” ของผมที่อยุธยาตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดพุทไธศวรรย์ วัดแรกของกรุงศรีอยุธยาที่สมเด็จพระเจ้าอู่ทองมหาราชทรงสร้าง ในขณะที่ข้างวัดก็เป็นชุมชนมุสลิม ส่วนอีกด้านเป็นวัดคริสต์เป็นวัดนักบุญโยเซฟ ด้วยเหตุนี้เวลากระทรวงต่างประเทศมีแขกมาจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่เป็นมุสลิมหรือสื่อมวลชนจากต่างประเทศ บ้านผมก็มักจะเป็นสถานที่รับรองแขกบ้านแขกเมืองเหล่านั้น และระหว่างที่กำลังนั่งกินข้าวกันเขาก็จะได้ยินเสียงสวดของไทยมุสลิมดังออกมาจากหลังวัด เขาก็ตกใจ ผมต้องคอยอธิบายกับเขาว่า วัฒนธรรมของที่นี่เป็นอย่างนี้มา ๔๐๐-๕๐๐ ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีแล้ว

ยิ่งกว่านั้น ที่นี่กำแพงวัดกับกำแพงสุเหร่าหลายแห่งเป็นกำแพงเดียวกัน แล้วต่างฝ่ายต่างก็เกื้อกูลช่วยเหลือกันและกันมาตลอด ตัวผมเองก็เหมือนกัน ผมเรียนโรงเรียนวัด ทุกเย็นผมกับเพื่อนก็จะวิ่งเตะฟุตบอลกันอยู่ในวัดตึก เวลาเตะลูกบอลเข้าไปในป่าช้า เราไม่กล้าเข้าไปเอา ก็ต้องนิมนต์หลวงพี่ขอร้องให้ช่วยเอาลูกบอลออกมา เพราะเรากลัวผี เวลาหิวน้ำก็ไปขอน้ำพระท่านดื่ม ชีวิตของผู้คนที่นั่นเป็นอย่างนี้จริง ๆ ครับ

เป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรเผยแพร่ให้คนได้รับรู้กันมาก ๆ เลยนะครับ

ใช่ครับ  แล้วก็เป็นเรื่องที่ผมพยายามเผยแพร่อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตอนที่อยู่ในสภาหรือในหนังสือ คู่สร้าง-คู่สม ก็ตาม แล้วยิ่งผมต้องเดินทางไปต่างประเทศ ได้ศึกษาหาความรู้มากขึ้น ก็ยิ่งได้เห็นมุสลิมที่หลากหลายและเปิดกว้างมาก ซึ่งหลายเรื่องอาจจะเป็นแนวคิดที่ไม่ตรงกันกับไทยมุสลิมบางคน บางกลุ่ม อย่างกรณีของสมเด็จพระราชินีราเนีย อัลอับดุลเลาะห์ พระมเหสีของ สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลาห์ที่ ๒ ของ จอร์แดน  ผมก็ไม่เคยเห็นท่านสวมคลุมผ้าฮิญาบเลย ทั้งที่ท่านเป็นอาหรับแท้ เป็นมุสลิมแท้ ๆ พระราชสวามีของท่านก็สืบเชื้อสายไล่ขึ้นไปถึงศาสดา นบีมุฮัมมัด เลยด้วยซ้ำไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราคงไม่แสดงความคิดเห็นว่าสวมดีไม่สวมดีนะครับ ผมเพียงแต่อยากให้ไทยมุสลิมเปิดกว้างและศึกษาข้อมูลให้รอบด้านมากขึ้น

คุณดำรงมองปัญหาเรื่อง ๓ จังหวัดภาคใต้ในปัจจุบันอย่างไรครับ

สำหรับเรื่องปัญหาของภาคใต้นี่เคยมี ส.ส. ภาคใต้คนหนึ่งพูดกับผมว่า ที่ผ่านมามีคนออกมาพูดเรื่องภาคใต้อย่างโน้นอย่างนี้ แต่คนที่พูดน่ะไม่เคยไปปักษ์ใต้เลยสักครั้งเดียว ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นอิสลาม แต่ไปอยู่ที่อยุธยา แต่อย่างหนึ่งที่ผมพูดได้เต็มปากและอยากฝากเอาไว้ตรงนี้ก็คือ ศาสนาไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทย และไม่ใช่ปัญหาของ ๓ จังหวัดภาคใต้เลย แต่มีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่น ๆ อีกเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคอร์รัปชั่น ปัญหาของเถื่อน หรือปัญหาส่วนตัวที่แค้นกันมา ถ้าให้สรุปก็คือ ณ เวลานี้ ปัญหายังมีอยู่และยังต้องใช้เวลาแก้ไขกันอีกนาน

คุณดำรงดูเป็นคนที่สบาย ๆ ผ่อนคลาย เวลาเจอปัญหาหนัก ๆ มีวิธีคลี่คลายอย่างไรครับ

ผมคิดว่างานทุกอย่างย่อมมีปัญหา ดังนั้นจะหมดกำลังใจไม่ได้ คนที่จะอยู่รอดคือคนที่แก้ปัญหาได้ คนที่ฆ่าตัวตายก็คือคนที่ไม่คิดแก้ปัญหานั่นเอง

พอมีปัญหาเกิดขึ้นสิ่งแรกที่ควรทำก็คือ ต้องหาสมมติฐานก่อนว่าปัญหาเกิดจากอะไรแล้วจะเจอวิธีแก้ไข จากนั้นก็ต้องตัดให้ได้เหมือนกับนโปเลียนมหาราชที่ท่านแยกสมองออกเป็นลิ้นชัก ๆ ถึงเวลาปิดก็ต้องปิดเลย อย่างผมถ้ามีเรื่องให้เครียดก็อาจทำให้นอนไม่หลับ ผมก็พยายามไม่เอาปัญหามาขบคิด ไม่ย้ำคิดย้ำทำ ต้องพยายามตัดออกไปให้ได้ แล้วก็มองหาเรื่องบันเทิงเริงใจสนุกสนานเฮฮามาเป็นเพชฌฆาตความเครียด

วิธีดำรงตนให้เป็นคนมีความสุขแบบดำรง พุฒตาล ควรทำอย่างไร

บังเอิญว่าความสุขของผมอยู่ที่การทำงานนะครับ คำตอบก็คงเป็นการทำงานให้ดี แล้วก็หาเพื่อนร่วมงานที่ดี ผมมองว่าเพื่อนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำรงตน ดำรงชีวิตของคนเรามากเลยนะครับ อย่างผมตอนนี้อายุมากแล้วอาจจะหาเพื่อนใหม่ ๆ ไม่ค่อยได้แล้ว เพราะฉะนั้นเพื่อนที่มีอยู่ก็คบกันไป ในขณะเดียวกันครอบครัวก็มีส่วนมากในเรื่องนี้ วันหยุดถ้าไม่ได้อยู่บ้านกับครอบครัว ก้จะไปเดินทางท่องเที่ยวกันทั้งครอบครัว

สำหรับผมการเดินทางมีส่วนสำคัญมากในการดำรงตนให้มีความสุข โดยส่วนตัวแล้วการเดินทางท่องเที่ยวไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศเป็นการเปิดสมองให้เราได้เห็นอะไรต่ออะไรมากมาย ได้พบปะผู้คนที่หลากหลาย ส่งผลให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ในการทำงาน ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่งดงามทั้งสิ้น แล้วที่สำคัญในขณะที่คนอื่นไปพัก ไปเที่ยวแล้วก็จบตรงนั้น แต่ของผมยังไม่จบ เพราะผมสามารถเอามาเขียนมาเล่าต่อลงใน คู่สร้าง-คู่สม ได้อีก

เมื่อใดก็ตามที่ผมได้นั่งบนเครื่องบิน รัดเข็มขัด สารแห่งความสุข ก็จะค่อย ๆ หลั่งออกมา ไม่มีอะไรให้ต้องคิดมาก ไม่มีเรื่องงานอะไรให้ต้องห่วงแล้ว และจากนั้นเราก็จะได้ไปรู้ไปเห็นอะไรอีกมากมาย นับวันผมก็ยิ่งมีความรู้สึกว่า ยิ่งอายุมาก เราก็ยิ่งโง่ ยิ่งไม่ค่อยรู้อะไร ในโลกนี้ยังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะแยะ มีสิ่งดี ๆ ให้เราได้เก็บเกี่ยวอีกมากมาย การเดินทางจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนทุกคน รวมถึงตัวผมเองด้วย

ตราบเท่าที่ร่างกายยังไหว ชีวิตผมก็ยังต้องเดินทางต่อไป

       ๕ เรื่องที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับคุณดำรง พุฒตาล

๑.      สมัยเรียนครูที่โรงเรียนฝึกหัดครูพระนครศรีอยุธยา คุณดำรงคือมือกลองฝีมือดีของสถาบัน

๒.    หลังเรียนจบคุณดำรงเคยเป็นพนักงานการบินไทยในแผนกครัวการบิน มีหน้าที่ดูแลควบคุมการส่งอาหารขึ้นเครื่องบินหลายสาย

๓.     คุณดำรงเคยถูกมอบหมายให้ยื่น “มือ” เข้ามาช่วยส่งผ้าเช็ดหน้าให้นักมายากลชาวปากีสถาน ซึ่งเป็นแขกรับเชิญในรายการ “ป๊อปท็อป” ที่ช่อง ๕ สนามเป้า (ตอนนั้นยังเป็นขาว-ดำอยู่) และนั่นถือเป็นการออกโทรทัศน์ครั้งแรกของว่าที่โฆษกชื่อดังคนนี้!

๔.     โฆษกรายการโทรทัศน์ชื่อดังคนนี้เคยออกอัลบั้มเพลงลูกทุ่งของตัวเองมาแล้ว และเพลงฮิตติดหูในสมัยนั้นคือเพลง “พี่ติดประชุม”

๕.     คุณดำรงเคยขึ้นปกนิตยสารในเครืออมรินทร์ฯ ครั้งหลังสุดคือปกนิตยสาร Trendy Man ฉบับ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๗ รวมเวลาได้ ๑๗ ปีพอดิบพอดี ก่อนที่จะมาขึ้นปก Secret ในครั้งนี้

ที่มา: นิตยสาร Secret  ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๕๐  ( ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๔)

มูลนิธิดำรง พุฒตาล   238/28 ซ.อยู่เจริญ 29 ถ.รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10230    โทรศัพท์ : 0-2274-0624-6

มูลนิธิเมาไม่ขับ   28/12 ถนนสุขุมวิท 19 (วัฒนา) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม. 10110   โทรศัพท์ : 0-2254-5959 , 0-2254-0044

มูลนิธิรามาธิบดี  270 ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400   โทรศัพท์ : 0-2201-1111

Posted in 1. เข้าถึงธรรม เข้าถึงโลก เข้าถึงชีวิต, คอลัมน์จากสื่อ | Leave a comment

เชิดชูพระราชดำรัสในหลวงแนะแนวทางป้องกันน้ำท่วม ปี 2538

จากเหตุการณ์วิกฤติอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างใหญ่หลวง และดูเหมือนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นผู้ที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถจะแก้ไขให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤติครั้งสำคัญนี้ไปได้

โอกาสนี้ทีมงาน “วาไรตี้” ขออัญเชิญพระราชดำรัสบางตอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง การป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2538 ที่ทรงให้ผู้มีส่วนรับผิดชอบแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคตมีใจความสำคัญ ดังนี้

ที่ลาดกระบังมันเป็นปัญหาว่า ข้างนอกเขาก็จะมาทำลายเขื่อนหรือพนัง เจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจ และกรุงเทพมหานครจะต้องไปสู้รบกับประชาชน ซึ่งประชาชนเขาก็ไม่อยากจมน้ำเป็นธรรมดา แม้จะทำอย่างที่วางโครงการเอาไว้น้ำคงต้องท่วมอย่างน้อย 1 เมตร หรืออาจจะมากกว่า 1 เมตร ซึ่งเป็นหายนะสำหรับประชาชนที่อยู่ระหว่างคันกั้นน้ำกับถนนลาดกระบัง ถ้าเลยลาดกระบังไปลงทางบางปะกง ทางกรุงเทพมหานครก็ไม่หวง จะอย่างไรก็ไม่ว่าอะไร ทางกรุงเทพมหานครหวงไม่ยอมให้น้ำเข้ากรุงเทพฯ ลงท้ายจะต้องเจรจาและในที่สุดทั้งสองข้างจะต้องจมน้ำเสียเศรษฐกิจจำนวนมาก

ในระยะ 2-3 วันนี้หุ้นตก เพราะรู้ว่าการค้าการธุรกิจอะไรต่าง ๆ จะต้องหยุด ต้องไม่มี ทำให้เสียเศรษฐกิจของทั้งประเทศ คนเขาว่า ทำไมจะมาดูแลเรื่องกรุงเทพฯ ก็ดูแลกรุงเทพฯเพราะว่า ถ้าเศรษฐกิจ “หยุด” ทั้งประเทศหยุด ฉะนั้น ต้องหาวิธีทำ โครงการที่ทำของชลประทานกับกรุงเทพมหานครมีว่า ทำการระบายน้ำลงแต่ความคิดใหม่ที่คิดแทนที่จะไล่น้ำลง จุดที่เร่งน้ำมีความจำเป็น แต่ยังไม่มีจุดที่สูบน้ำออกทะเลโดยแท้ สูบน้ำออกทะเลนี่ต้องใช้ที่เรียกว่า ซัมพ์ (Sump) คือ เป็นอ่าง หรือ เป็นบ่อ ที่จะสามารถเอาสูบน้ำขนาดยักษ์มาสูบออก เพราะว่าถ้าแอ่งน้ำลึก 50 เซนติเมตร สูบใหญ่นั้นนะฮวบเดียวก็หมดแล้ว สูบนั้นจะพังเพราะว่ามันกินทรายกินกรวดไป จะต้องทำซัมพ์ให้ลึกไป

ทีนี้ทำซัมพ์ให้ลึกไปนี่จะทันมั้ย เพราะว่าเหลือ 2-3 วันจะมาทำ ที่ตรงไหนจะทำก็อาจจะต้องเรียกว่า ซื้อที่ หรือ เวนคืนที่แต่ว่าต้องทำ คือ หมายถึงต้องไปขุดที่ทำซัมพ์นี่ สำหรับเอาสูบน้ำขนาดยักษ์แบบพวกเรือนาคซึ่งเป็นสูบยักษ์ 1 เมตร สูบออกไปได้เป็นล้านลูกบาศก์เมตร อันนี้แล้วแต่ช่างจะคำนวณว่า น้ำจะลงมาเท่าไหร่ ตรงไหน ต้องดูเส้นทาง อันไหนน้ำจะลงมา ถ้าลงตรงนั้นให้ทำซัมพ์ คือ บ่อที่จะดักน้ำ ให้ลึกเท่าไหร่ ให้กว้างเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะว่าน้ำที่จะลงมาตามคลองเล็ก ๆ นี่จะมีความชัน ถ้าไม่สูบน้ำออกไม่มีความชัน เพราะว่า ที่ชายทะเลนี่มันเป็นแบบเนินขึ้นไป น้ำก็ลงไปขังอยู่แถวอำเภอบางพลี บางบ่อ

เมื่อน้ำมาขังที่อำเภอบางบ่อนี้ น้ำที่ลาดกระบังก็ตาม มีนบุรีก็ตาม ธัญบุรี หรือ แม้แต่พระนครศรีอยุธยาไม่มีทางลง หมายความว่า ไม่มีความเทที่จะลง แต่ถ้าข้างล่างที่เราขุดให้ลึกลงไปน้ำที่ลงมาจากแถวรังสิตสำคัญที่สุดสำหรับกรุงเทพฯ ก็ทุ่งรังสิตมีความเทที่จะลงมาได้จะไหลเร็ว แต่ถ้ายิ่งลึกก็ยิ่งดีน้ำจะไหลอู้เลย อันแรกเหลือเวลา 2 วันที่จะขุด ขุดได้ไหม นี่เป็นคำถามที่อาจจะยากแต่อย่างน้อยขุดสำหรับระลอกแรก เพราะที่เขาอ้วนขึ้นเรื่อย น้ำที่ลงมานี่ก้อนมันจะอ้วนขึ้นเรื่อย ขุดเรื่อย ขุดแล้วก็เทออกไปให้ได้ความลึก ได้ความเทของน้ำจากรังสิตลงมาที่ชายทะเลให้มากที่สุดแล้วก็หาปั๊มเครื่องสูบที่กำลังสูงให้มากที่สุดอย่างนี้สามารถที่จะเทน้ำที่จะลงมาออกทะเลได้เร็ว น้ำยิ่งออกมากก็จะยิ่งปลอดภัย

ด้านบางปะกงอาจจะท่วม อันนั้นไม่ใช่ว่า ไม่แคร์ไม่ทุกข์เรื่องบางปะกงท่วม แต่ว่าเป็นมากที่จะทำให้เศรษฐกิจเสียก็คือ น้ำที่เข้ามาในกรุงเทพฯ และเกิดทะเลาะกันระหว่างคนที่อยู่ข้างหน้าคันกับข้างหลังคัน อันนี้จะเสียอย่างยิ่ง ขาดสามัคคีแล้วจะยุ่งจะเกิดจลาจล อันนี้เป็นหลักการที่จะมาบอกให้ทราบว่า ถ้าสั่งการหาเครื่องมือมาสำหรับให้น้ำไหลออกไปได้เร็ว ความจริงมันไม่กว้างนัก เป็นระยะประมาณ 10 กิโลเมตร แต่ต้องใช้คลองทุกคลองเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ให้ลงมา ไม่ได้หมายความว่า ให้ขุดคลอง แต่ในอนาคตต้องขุดคลองตามเส้นทางของคันกั้นน้ำตะวันออก ต้องขุดคลองระหว่างสมุทรปราการกับบางปะกง ต้องขุดอย่างน้อย 4 คลองใหญ่ ๆ แต่กินเวลาเป็นปี

แต่อันนี้ สำหรับปีนี้ ณ วันนี้ เวลานี้ คลองเล็ก ๆ มีแยะ ผลถ้าเราทำซัมพ์ บ่อน้ำที่จะดูดน้ำได้แล้วเอาเครื่องดูดน้ำกำลังสูงสุดดูดน้ำข้ามไปจะให้ในแนว 10 กิโลเมตร นี้นับว่าแห้ง นับว่าไม่มีน้ำท่วม ถ้าทำอย่างนี้ได้จะทำให้ป้องกันไม่ให้เกิดจลาจล ไม่ให้เศรษฐกิจเสีย เสียเงินค่าสูบน้ำนี่ต้องใช้ไฟฟ้า ต้องใช้น้ำมัน ต้องใช้เครื่อง ต้องใช้บุคลากร ราคามาก ไม่มีงบประมาณไม่ทราบว่า รัฐบาลเขาจัดอะไรหรือไม่ แต่ว่า ในฐานะมูลนิธิชัยพัฒนาจะให้เรียกว่า ทดรองจ่ายสำหรับใน 3-4 วัน ข้างหน้านี้ซัมพ์นี่ขอใช้คลอง คลองด่าน หมายถึง ที่ขนานกับชายทะเล คลองนี่จะเป็นซัมพ์ เป็นซัมพ์ดูดให้แห้ง ถ้าใครอยู่ในซัมพ์ดูดออกไปหมด เหมือนที่บางพระมีฟลัดเวย์ มีคนไปตั้งบ้านในฟลัดเวย์ ทางราชการไม่ต้องไปขุดทิ้ง มันขุดทิ้งไปเอง ที่บางพระฝนตกเมื่อวานซืนนี้จนเป็นทะเล เราพูดถึงหลักการก่อนที่บางพระ คลองหรือที่เรียกว่า ฟลัดเวย์ เขาเรียกฟลัดเวย์มันไม่ใช่คลอง มันเป็นที่ที่ถ้ามีน้ำฝนลงมามากจะไหลลงทะเลโดยตรง มีคนไปสร้างบ้านในที่ฟลัดเวย์นั่น บ้านเหล่านั้นโดนฝนพันปี นี่เขาเรียกว่า ฝน 30 ปี ไม่ใช่ฝนพันปี ลงไปหมด ลงทะเลหมด ในทะเลจะเจอเครื่องใช้ในบ้าน ชาม กะละมัง เก้าอี้ อะไรต่าง ๆ ลงไปในทะเลเต็มเชียว แล้วก็ทะเลที่บางพระนั่นนะเป็นทะเลโคลนไปหมด เพราะว่า น้ำฝนลงไปแต่ที่นี่มันลงไปไม่ได้ เพราะว่าชายทะเลมันเป็นเนินที่จะต้องสูบ ถ้าหากว่าไม่ใช้สูบ น้ำที่อยู่ข้างบนนี้ไม่สามารถที่จะลงมา นี่ 200 ล้านลูกบาศก์ เติมอีก 2 เท่าตัว ไปหามาจากที่ไหนก็ได้ เดี๋ยวเราไม่ต้องใช้เรือนาค ไม่ต้องใช้อะไรเลย ไปแบกมาจากไหน มาอย่างไร วิธีใดก็ตาม อันไหนที่มาเครื่องบินได้ก็เอามาเครื่องบิน อันไหนที่มาได้ด้วย เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ซีนุกก็เอาแบกมาเลย เสียเงินเท่าไหร่ก็ต้องใช้มาวางไว้ให้ได้จำนวนที่จะเอาน้ำออก

ถ้าทำอย่างนี้แล้วจะไม่เกิดจลาจล นี่ควรจะบอกมานานแล้ว ก็คือ ควรจะบอกมาก่อนนี้ แต่เกิดไปคิดออกเมื่อคืนนี้ มันก็เสียใจที่จะต้องทำโดยเร็วอย่างนี้ เพราะไม่ได้คิด อันนี้เป็นอันดับแรกที่จะต้องสูบน้ำให้แห้ง ชายทะเลนี่ให้แห้ง แห้งผากเท่าที่จะทำได้ แล้วก็ต่อไปก็มีเครื่องอย่างที่ว่ามีเครื่องเร่งน้ำ โดยเฉพาะเร่งน้ำใกล้คันกั้นน้ำที่จะเข้าพระนคร ด้านใน คลองแสนแสบ คลองลาดพร้าว คลองประเวศ คลองบางนา คลองสำโรง คลองพวกนี้ต้องไม่ควรจะรับน้ำลงมาจากอยุธยา ถ้าน้ำรับเฉพาะในเขตพระนครทางกรุงเทพฯ สามารถจะสู้ได้ แสดงให้เห็นฝนตกหนักเมื่อวานนี้แห้งได้เร็วยังมีท่วมอยู่แต่แห้งนับว่าเร็ว แต่ถ้าน้ำอันนี้มาแล้ว กี่เดือนก็ไม่หมด ฉะนั้นทำ ต้องทำอันนี่ ที่จะเสียหาย ก็ที่ว่าไม่มีที่ที่จะขุด แก้ไขด้วยใช้คลอง หรือถ้ามีที่ขุดอะไรเวนคืน ที่อยู่ตรงนี้ ต้องให้ทราบว่า ในสมัยเก่านี้ ท่านทั้งหลาย หลายคนก็คงทราบแล้ว สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ 6 ท่านเวนคืนเอาไว้ ท่านสงวนเอาไว้เป็นของรัฐ แล้วก็คนที่ไปอยู่ในนี้ ผิดกฎหมายทั้งนั้น คนที่เข้าไปอยู่ก็ผิดกฎหมาย ชาวบ้านที่เข้าไปอยู่ก็ผิดกฎหมาย รวมทั้งคนที่ไปซื้อจากชาวบ้านก็ผิดกฎหมาย ฉะนั้น การที่จะขุดรูจะไปทำโครงการสาธารณะนี้ ไม่ผิดกฎหมาย ทำเพื่อที่จะป้องกัน เพราะว่าปีที่แล้วก็เกิด ปีก่อนๆ ก็เกิดปีหน้าก็จะเกิดอีก ต้องทำโครงการฟลัดเวย์ (Flood Way) ขอโทษที่ต้องพูดภาษาฝรั่ง ฟลัดเวย์ เพราะว่าเหมือนที่อเมริกา ที่ซานฟรานซิสโก เขามีฟลัดเวย์ใหญ่ตอนที่ไม่มีน้ำ แล้วไม่มีน้ำมาหลายปี ที่แคลิฟอร์เนียเขาอดน้ำจะแย่ ฟลัดเวย์ก็อยู่ แต่ฝนตกเมื่อไร ฟลัดเวย์ก็เต็มไปเลย แล้วไม่มีใครกล้าไปอยู่ในนั้น ตอนนี้ถ้าใครกล้ามาอยู่ในนี้ แล้วฟลัดเวย์มันผ่านไป ก็กรวดน้ำให้เขา คือว่า ต้องเรียกว่า จะหาว่าใจร้ายก็ใจร้าย แต่จะป้องกันไม่ให้มีความหายนะ

ที่นี่เป็นที่สาธารณะ โดยพระบรมราชโองการ รัชกาลที่ 5 ที่ 6 มี 5.6 หมื่นไร่ เดี๋ยวนี้เหลือที่เป็นของสาธารณะ เป็นของราชการดูเหมือนจะ 3,000 ไร่ อันนี้เป็นปัญหาหนึ่ง แต่ถ้ากล้าทำ ก็จะแก้ปัญหาที่มีอยู่ เดี๋ยวนี้ เขาเป็นห่วง ประชาชนขวัญเสีย แล้วก็ทางโทรทัศน์ก็ออก เมื่อวานก็ออก รัฐมนตรีต่าง ๆ ก็บอกว่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ถ้าน้ำท่วมแล้วจะให้เงินสำหรับฟื้นตัวเหมือนว่าน้ำท่วมมีแน่ ใครจะไม่ขวัญเสีย เพราะการช่วยของราชการ เขาก็รู้ว่าจะได้ช่วยอีกปีสองปีก็ไม่รู้จะได้ ท่านรัฐมนตรีคลัง บอกมีเงินเอามาให้ เอาเงินมาให้มันกินไม่ได้ ต้องสร้าง ต้องซ่อม ต้องทำอะไรกินเวลาเป็นเดือน แต่ว่าเราต้องป้องกันไม่ให้เกิดฉะนั้น ถึงว่ายอมเขาว่าเราทำผิดกฎหมายก็ยอม นี่เป็นขั้นแรก

ขั้นที่สอง คือ คลองต่าง ๆ เล็ก ๆ พวกนี้ จะต้องผ่านน้ำ ผ่านมากกว่าปกติ สองเท่า สามเท่า ตรงฝั่งอาจจะมีถล่ม จะมีความเสียหาย ต้องยอม คลองเล็ก ๆ เวลาน้ำผ่าน มันย่อมต้องสึกหรอ ต้องพัง ก็ต้องยอมให้พัง ยังไม่ได้พูดถึงอีกอย่าง เวลาสูบน้ำให้แห้ง อันนี้สอนสังฆราชนะ สอนท่านช่างชลประทานทั้งหลายเวลาเอาน้ำออกจากคลอง คลองมันผลัก เพราะเหตุว่า น้ำออกจากดินข้างคลอง โดยเฉพาะดินมีที่โปร่งน้ำจะออกจากข้างคลอง น้ำหนักของดินที่อยู่ข้างบนหรืออาคารที่อยู่ข้างคลอง จะกดลงไป จะถล่มลง จะต้องลง จะต้องมีความเสียหายของคลอง ของทางน้ำมีความเสียหายของบ้าน หรือที่ที่อยู่ข้างคลอง อันนั้นต้องยอม ในที่ที่เราดูดน้ำให้แห้ง จะต้องถล่ม ต้องลงจะเป็นแบบที่เขาเรียก กรุงเทพฯ ทรุด อย่างที่เขาว่า สูบน้ำบาดาลทำให้กรุงเทพฯ ทรุดนี่คนละเรื่อง เพราะจะถล่มลงไปในขั้นบน ประมาณ 1 เมตร จากพื้นดิน ลงไปถึงข้างล่าง ไม่ใช่กรุงเทพฯ ทรุด  20 เมตรข้างล่าง กรุงเทพฯ ทรุด นี่มัน 20 เมตรแรก ที่กรุงเทพฯ ทรุดไม่ใช่ข้างล่าง แต่นี่ อย่างนี้จะเป็นลักษณะของกรุงเทพฯ ทรุด ประมาณ 1 เมตร 2 เมตรเท่านั้นเอง จะต้องลดลงไป จะต้องจมลงไป

คลองอยู่อย่างนี้ ขอบคลองอยู่อย่างนี้ เมื่อขอบคลองลงไปนี้ก็ช่าง น้ำจะมีที่มาก จะมีที่ไหลลงมากกว่า แต่ความเสียหายจะเกิดขึ้นบ้าง อันนี้จะต้องเตรียมการ ดูตลอดทาง ที่จะดูจากเหล่าคลองรังสิตนี้จนถึงชายทะเล ในเขตประมาณ 10-15 กิโลเมตรในเขตนี้ หมายความว่า ระยะประมาณ 70 กิโลเมตรคูณ 15 กิโลเมตร อันนี้เป็นหน้าที่ที่จะต้องดูแล ในคลองที่มีชื่อว่า คลองหกวา จะต้องดู ด้านบน ไม่จำเป็นมากเท่าไร แต่ด้านล่างจะเป็นมาก ด้านล่าง คลองมันหยุกหยิก เพราะที่มันราบต้องมีท่วมบ้าง มีถล่มบ้าง แต่ก็ต้องทำ นี่ทุกฝ่าย เขตกรุงเทพฯ หรือเปล่าด้านนอกลงลาดกระบัง ต้องดูแล ทางหลวง ฝ่ายทางหลวง เคยมี เคยบอกแล้วให้ทำช่องน้ำให้กว้าง ก็ดูเหมือนจะทำขึ้นมาแล้ว อาจจะต้องทำให้กว้างขึ้นมาอีก ต้องยอมเจาะทาง โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้ทำทางใหม่ ทำทางจะไปบางปะกงใหม่กำลังสร้าง ช่องมีหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ถ้ากำลังสร้างแล้วช่องไม่มีก็ขุดเลย ต้องขุด รถไฟ ก็ขวาง เคยไปดูรถไฟ เขาขวาง แล้วเขาไม่ยอมทำกว้าง รถไฟ เขาอยากจะให้รถแล่นไปได้ หรือจะห้ามไม่ให้ทำช่องน้ำถ้าห้ามทำช่องน้ำ รถไฟก็แล่นไปไม่ได้อยู่ดี เพราะรางจะหลุดไปหมดเลย ต้องเจาะใต้ราง รถไฟที่แล่นอาจจะต้องแล่นไปช้า ๆ จะเป็นสะพานชั่วคราว จะต้องทำให้น้ำผ่านได้

ชลประทานอาจจะบอกว่า ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะขุดคลองให้ลึก 3 เมตร เคยพูด อันนี้สอนสังฆราชนะขุด 3 เมตร น้ำผ่านได้เยอะ ผ่านไม่ได้ เพราะไม่มีความแตกต่างของระดับ คลองลึก 1 เมตร กับคลองลึก 3 เมตร มีผลเท่ากัน เพราะว่าระดับน้ำในคลองนั้น อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1 เมตร หรือน้ำทะเลขึ้น ซึ่งต่อไปจะมีปัญหาน้ำทะเลขึ้น น้ำทะเลขึ้นมา ระดับน้ำในคลองนั้น จะอยู่สูงกว่าทะเลสัก 10 เซนติเมตร จะทำคลองลงไป 3 เมตร ไอ้ 3 เมตรเหนื่อยเปล่า ต้องทำกว้าง ถนน มีสะพาน มีคอสะพาน ทำซะสวยเชียว ข้างนั้น มันกั้นเป็นคันกั้นน้ำ เจาะ ต้องเจาะ เหมือนเคยทำแล้ว ให้เจาะ เขาก็ยอมเจาะหลายแห่ง ต้องออกทางกว้าง ไม่ใช่ลงทางลึก ลงทางลึกแพงด้วย และไม่มีประโยชน์ด้วย ฉะนั้น ไม่ทราบใครทางหลวงมาไหม ไม่ได้มา ฝากแต่ละคน ไปกรอกหูช่างทางหลวงว่า ถ้าตรงไหนเห็นว่าคลองกว้าง ความกว้างไม่พอ สะพานกว้างไม่พอ ให้รีบทำ เพราะว่าสมมุติคลองกว้าง 10 เมตร แต่ตรงที่สะพานนั้นกว้างเพียง 5 เมตรแล้ว เท่ากับคลองกว้าง 5 เมตรเท่านั้นเองแล้วก็ทำไปทำมา น้ำจะมาขังอยู่เหนือทางหลวงน้ำขังอยู่เหนือทางหลวงแล้ว น้ำมามาก ๆ จะผ่านข้ามทางหลวง ทางหลวงนั้นจะพัง จะต้องเสียกี่ร้อย กี่พันกี่แสนล้าน ที่จะซ่อมถนนบางนา-ตราดเนี่ย ก็คงต้องซ่อม สร้างมาใหม่ ๆ สวย ๆ พังหมด ฉะนั้น เจาะให้พัง แล้วใส่สะพานชั่วคราวดีกว่า ไปอธิบายให้ท่านฟัง รถไฟเช่นเดียวกัน แล้วถนนต่าง ๆ ที่กำลังสร้างก็ยิ่งง่าย ทำได้ คือ ต้องให้น้ำที่จะลงมา มีจำนวน มีที่ที่จะทำให้จำนวนน้ำผ่านมาได้ ด้วย 2 ประการ ประการหนึ่ง ความกว้าง และประการที่ 2 ความเท ทำด้วยการสูบน้ำตรงชายทะเล ความกว้าง ทำโดยเจาะตรงที่สะพานให้กว้าง ที่อื่นกว้างพอ แต่ที่ใต้สะพานต่าง ๆ ไม่พอ อันนี้ก็เป็นสรุปสถานการณ์และวิธีปฏิบัติ

ที่เป็นห่วงก็ที่ได้กล่าวไปแล้ว คือ  1.ความเทให้มี  2.ความกว้าง ให้มี แล้วก็ถ้าอยากได้ความเร็วก็มีในนี้แล้ว ก็เครื่องเร่งน้ำที่จะออกมา เครื่องเร่งน้ำ มีข้อพิสูจน์แล้ว ที่คลองช่องนนทรี ก็มีที่จะกล่าวเพียงอย่างนี้ ถ้ายกระดับน้ำ ก็หมายความว่า ข้างบนเขาจะต้องท่วม ถึงบอกว่าให้ดู จากล่างขึ้นไปบน ไม่ใช่แก้ปัญหาบนลงมาล่าง เพราะถ้าแก้ปัญหาจากบนมาล่าง ข้างบนนี่จะต้องเข็นน้ำให้ขึ้นสูง กว่าจะปล่อยลงมา มีประโยชน์อะไร มีประโยชน์สำหรับเขื่อนแก่งเสือเต้น เก็บน้ำเอาไว้ สำหรับเทมาหน้าแล้ง เก็บน้ำไว้หน้าฝน ไม่ให้ลงมาท่วม แต่ว่าแก่งเสือเต้นมีปริมาณน้ำ 1,175 ล้าน ที่นี่ถ้าเอา 1,175 ล้านนะ มันท่วมหมด เพราะน้ำเพียงเมตร 2 เมตร แต่โน่นมันลึกเป็น 10 เมตร เขื่อนสูง 70 เมตร ถ้าเราทำเขื่อน 70 เมตรที่นี่แล้วเป็นอย่างไร แบบเดียวกันกับที่ออสเตรียจะมาทำ ซี แบร์เรีย ถ้าทำ ซี แบร์เรีย กรุงเทพฯ ก็ท่วมหมด แล้วไม่ใช่ท่วมธรรมดา ท่วมแบบน้ำโสโครกด้วยต้องทำตรงข้าม

แต่ว่าสำหรับอันนี้ นึกถึงว่าจะกั้น ได้น้ำไหล อันนี้ใช้ภาษาฝรั่ง ต้องใช้ภาษาฝรั่งไหมว่า มันซิลี เพราะว่าเท่ากับส่งเสริมให้น้ำท่วม เพื่ออะไร เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมข้างล่าง แต่ว่าเก็บน้ำไว้เยอะทีเดียว แล้วถึงเวลา ไอ้ข้างบนมันมาก ยกทัพมา มาฟัน ไอ้เขื่อนไอ้คันนี้ ทีนี้ก็ลง เทลงมา ทีนี้ ไอ้ข้างล่างก็สบายเลยข้างบนอาจจะแห้งลงไป แต่ข้างบนอาจจะแห้งหรือไม่แห้ง เพราะจะมีน้ำจากข้างบนลงมาอีกที สรุป ไม่มีใครแห้งเลย แต่ถ้าทำอย่างนี้ให้แห้งข้างล่าง เวลาน้ำมาลง ก็ลง ลง ไป ก็คือคงเข้าใจว่าทำไมเรามีความหนักใจ แต่ถ้าเห็นด้วย ในการที่จะมาทำให้แห้งข้างล่าง เพื่อรับน้ำใด ๆ ที่จะลงมาแล้วไอ้ข้างล่างต้องทำ เขื่อนอย่างนี้จะแตกต่างจากเขื่อนที่เราทำมาแล้วในภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคใด  ๆ ที่เก็บน้ำไว้ข้างบน เพื่อจะเก็บไว้หน้าแล้ง หน้าฝนเก็บไว้ข้างบนไม่ให้ลงมาท่วม หน้าแล้งก็ปล่อยลงมาได้กิน ป่าสักก็ตาม นครนายกก็ตาม แก่งเสือเต้นก็ตาม เก็บน้ำไว้ข้างบน เพื่อจะไม่ให้ท่วมลงมา และเมื่อไม่ท่วมแล้ว เขาก็ทำกินได้…

จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเปี่ยมล้นไปด้วยพระปรีชาสามารถ พระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์ในการจัดการน้ำอย่างยาวไกล พระองค์ทรงทุ่มเททำงานแก้ปัญหาน้ำมาโดยตลอด นับจากวันนั้น 16 ปีที่ผ่านมา หากจะกล่าวว่า ถ้าคนไทยไม่เพิกเฉยต่อคำแนะนำตักเตือนของพระองค์ วันนี้เราคงไม่ต้องประสบเคราะห์กรรมจากภัยธรรมชาติที่ยากจะต้านทานได้ก็คงไม่ผิดนัก.

ทีมวาไรตี้

ที่มา เดลินิวส์  7 พฤศจิกายน 2554

*********************************************

เว็บอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

พระเจ้าอยู่หัวป้องกันน้ำท่วม 2538     2ชม.              From: somkiatonwimon | Oct 28, 2011

พระเจ้าอยู่หัวประชุมข้าราชการ เตรียมการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพ 2538 และเรื่องโครงการพัฒนาอย่างยั่งยืนอื่นๆ  [ความยาวเต็มเวลา 01:53:56]
————————————————————­————————–
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งเรื่อง การป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ 2538
ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เวลา 20:40-22:45 วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2538
————————————————————­————————–
วันที่ 18 กันยายน 2538 ฝนตกหนักในกรุงเทพฯ พายุดีเปรสชั่น Ryan ทำให้ฝนตกมากเหนือประเทศไทยและกรุงเทพฯ น้ำเหนือไหลบ่าลงมาจะเข้าท่วมกรุงเทพฯ การระบายน้ำออกจากเขื่อนสิริกิติ์ทำมากกว่าเขื่อนภูมิพล สร้างปัญหาน้ำจะเข้าท่วมกรุงเทพฯปี 2538

ทันทีในวันรุ่งขึ้น วันที่ 19 กันยายน 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเรียกประชุมข้าราชการที่เกี่ยวข้­­องเป็นการด่วน ทรงอธิบายต่อที่ประชุมฉุกเฉินข้าราชการกรมชลประทาน (อธิบดี และ รองอธิบดี -ปราโมทย์ ไม้กลัด, สวัสดิ์ วัฒนายากร, รุ่งเรือง จุลชาต), ผู้ว่าฯกทม. (กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา), ปลัด กทม. (ประเสริฐ สมะลาภา) และองคมนตรี ที่มีความชำนาญเรื่องน้ำและวิศวกรรม รวมทั้งข้าราชการผู้ชำนาญเรื่องน้ำอีกหลายท่าน ทุกคนนั่งร่วมโต๊ะประชุมแบบล้อมวงรีร่วมกับพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงรับสั่งให้เร่งแก้ปัญหาพร้อมทั้งอธิบายรายละเอียดทาง­­วิชาการ วิธีการทำงานป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ให้นำ้ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ตำ่ตามธรรมชาติของน้ำ ทรงให้ขุดตัดถนนที่ขวางทางน้ำ ขุดใต้ทางรถไฟ หาทางให้น้ำไหลลอดออกลงคลองระบายน้ำ เพื่อให้ลงทะเลไปโดยเร็ว ทรงรับสั่งทำให้เสร็จในสามวัน ส่วนโครงการใหญ่ระยาวก็ทรงให้เตรียมการขุดขยายคูคลองระบบประตูร­­ะบายน้ำและสูบน้ำต่าง ๆ  การทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาจต้องเสียสละและอาจต้องโยกย้ายอ­­อกจากที่สาธารณะริมคลองต่างๆ ทรงประสงค์จะให้เร่งทำความเข้าใจกับประชนชนถึงความสำคัญของโครง­­การเขื่อนแก่งเสือเต้นของกรมชลประทาน และโครงการอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำต่างๆ ในภาคเหนือ ฯลฯ

ที่มา:http://www.facebook.com/note.php?note_id=241008409291222

Posted in 1. เข้าถึงธรรม เข้าถึงโลก เข้าถึงชีวิต | 5 Comments

รวมวิธีเตรียมตัวรับน้ำท่วมด้วยตนเอง ปี 2554

ช่วงนี้ (ตุลาคม 54) ข่าวน้ำท่วมมาแรง ทีวีทุกช่องออกอากาศทุกวัน ผู้รับชมได้รู้สภาพความยากลำบากของผู้คนที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมแล้วก็ยากที่จะทนอยู่เฉย ๆ ได้ บ้างก็รวมตัวกันไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย บ้างก็ส่งความช่วยเหลือเป็นของบริจาค บ้างก็ส่งเงินสมทบ มีหลายช่องทางที่คนไทยแสดงออกถึงน้ำใจคนไทยช่วยเหลือกันและกัน การรวมพลังสามัคคีในทางสร้างสรรค์

ด้านหนึ่ง ข่าวที่สื่อต่าง ๆ พยายามนำเสนอได้เห็นเหยื่อของน้ำท่วมที่พบกับความเดือดร้อนและความเสียหาย อีกด้านหนึ่ง โซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก สังคมปากต่อปาก ก็เกิด “ข่าวลือ” ที่น่ากลัว ภาพน้ำท่วม ภาพน้ำหลาก ที่นำมาโพสต์ กลายเป็นว่าเราเป็นเหยื่อที่ไม่สามารถทราบได้เลยว่าภาพที่เห็น นั้นเป็นภาพปัจจุบันหรือว่าเป็นภาพเก่าที่เหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว  สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม บางครั้งก็แยกไม่ออกว่าสถานการณ์จริงแท้เป็นอย่างไร ตระหนกทุกครั้งที่ได้ยินว่าน้ำทะลักเข้าที่โน่นที่นี่ ใกล้บ้านของตนเรื่อย ๆ แล้ว   ความตื่นตระหนก ขาดสติ เกิดการกักตุนของกินของใช้ ไม่ทันคิดถึงการอพยพเอาตัวเองออกจากภัย ส่วนใหญ่ไม่ยอมทิ้งบ้าน ห่วงข้าวของ ท้ายที่สุดต้องเดือดร้อนถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องไปนำตัวออกมาจากพื้นที่เสี่ยง หากเกิดน้ำท่วมกรุงเทพควรตระหนักถึงการช่วยตัวเองให้มากที่สุด อย่าได้หวังว่าเจ้าหน้าที่จำนวนน้อยนิดจะสามารถมาช่วยอพยพคนเป็นล้าน ๆ เลย  อย่าได้คิดว่าอาหารและถุงยังชีพจะส่งได้ทั่วถึงไปยังผู้ประสบภัยทุกคน

เตรียมตัวและช่วยตัวเองในภาวะน้ำท่วมนั้นดีกว่ารอคอยความช่วยเหลือจากผู้อื่นแน่นอน

จากข้อมูลของ กรมอุตุนิยมวิทยา   เขียนไว้ว่า

อุทกภัย คือ ภัยและอันตรายที่เกิดจากสภาวะน้ำท่วมหรือน้ำท่วมฉับพลัน มีสาเหตุมาจากการเกิดฝนตกหนักหรือฝนต่อเนื่องเป็นเวลานาน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก หย่อมความกดอากาศต่ำ , พายุหมุนเขตร้อน (พายุดีเปรสชั่น, พายุโซนร้อน, พายุใต้ฝุ่น ), ร่องมรสุมหรือร่องความกดอากาศต่ำ ,  ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ , ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ เขื่อนพัง

ลักษณะของอุทกภัยมีความรุนแรง และรูปแบบต่าง ๆ กัน ขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ และสิ่งแวดล้อมของแต่ละพื้นที่

1 “น้ำป่าไหลหลาก หรือน้ำท่วมฉับพลัน” มักจะเกิดขึ้นในที่ราบต่ำหรือที่ราบลุ่มบริเวณใกล้ภูเขาต้นน้ำ เกิดขึ้นเนื่องจากฝนตกหนักเหนือภูเขาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้จำนวนน้ำสะสมมีปริมาณมากจนพื้นดิน และต้นไม้ดูดซับไม่ไหวไหลบ่าลงสู่ที่ราบต่ำ เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว มีอำนาจทำลายร้างรุนแรงระดับหนึ่ง ที่ทำให้บ้านเรือนพังทลายเสียหาย และอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

2 “น้ำท่วม หรือน้ำท่วมขัง” เป็นลักษณะของอุทกภัยที่เกิดขึ้นจากปริมาณน้ำสะสมจำนวนมาก ที่ไหลบ่าในแนวระนาบ จากที่สูงไปยังที่ต่ำเข้าท่วมอาคารบ้านเรือน เรือกสวนไร่นาได้รับความเสียหาย หรือเป็นสภาพน้ำท่วมขัง ในเขตเมืองใหญ่ที่เกิดจากฝนตกหนัก ต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีสาเหตุมาจากระบบการระบายน้ำไม่ดีพอ มีสิ่งก่อสร้างกีดขวางทางระบายน้ำ หรือเกิดน้ำทะเลหนุนสูงกรณีพื้นที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล

3 “น้ำล้นตลิ่ง” เกิดขึ้นจากปริมาณน้ำจำนวนมากที่เกิดจากฝนหนักต่อเนื่อง ที่ไหลลงสู่ลำน้ำ หรือแม่น้ำมีปริมาณมากจนระบายลงสู่ลุ่มน้ำด้านล่าง หรือออกสู่ปากน้ำไม่ทัน ทำให้เกิดสภาวะน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมเรือกสวน ไร่นา และบ้านเรือนตามสองฝั่งน้ำ จนได้รับความเสียหาย ถนน หรือสะพานอาจชำรุด ทางคมนาคมถูกตัดขาดได้

จากข้อมูลข้างต้น ทำให้ทราบว่าที่พักอาศัย/ที่ทำงานของเรานั้นเสี่ยงอันตรายจากอุทกภัยรูปแบบไหน จะได้จัดการเตรียมตัวรับมือ”พลังของน้ำ” ได้

ตนเป็นที่พึ่งของตน อย่ายึดติด จนต้องทำให้ตนเองและคนอื่นเดือดร้อน!!

ผู้เขียนเองมีที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมของกรุงเทพมหานคร หลังบ้านก็ติดคลอง ถนนที่เข้าออกจากซอยก็ไม่มีท่อระบายน้ำ เมื่อถึงฤดูฝนทุกปี ซอยจะเปลี่ยนสภาพเป็นสถานที่ระบายน้ำฝนเป็นช่วง ๆ  วันไหนฝนตกหนักระดับน้ำบนถนนจะเอ่อสูงเลยแก้มยางรถยนต์นั่งส่วนบุคคล กว่าจะแห้งก็กินเวลาหลายวัน พื้นที่ว่างสองข้างทางเดิมเป็นที่ลุ่มเต็มไปด้วยป่าหญ้าธูปฤาษีรองรับน้ำมาหลายปี แต่ปีนี้มีการถมที่ เพื่อสร้างโครงการหมู่บ้านจัดสรรและมีการสร้างอพาร์ทเม้นต์ขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้น้ำฝนมารวมกันที่ถนนเข้าออกจากซอยปริมาณมาก อดหวั่นไม่ได้ว่าถ้าน้ำทะเลหนุน ร่วมกับ ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน รวมกับน้ำเหนือที่กำลังจะมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว จะระบายน้ำลงคลองทันไหม และน้ำจากคลองจะไหลลงแม่น้ำและลงทะเลทันไหม  โอกาสเกิด”น้ำท่วมขัง” “น้ำล้นตลิ่ง” มีสูง เราจะดำเนินชีวิตให้รอดปลอดภัยได้อย่างไร

ได้ศึกษาและค้นหาวิธีเอาชีวิตรอดจากน้ำท่วมจากหลาย ๆ ที่  สรุปด้วยตัวเองว่าควรเตรียมตัวรับน้ำท่วมไว้ 3 ขั้น คือ ก่อนน้ำท่วม ขณะน้ำท่วม และหลังน้ำท่วม

 เนื่องจากสถานการณ์น้ำเปลี่ยนไปทุกระยะ ผู้เขียนจะพยายามอัพเดทข้อมูลทุกวันจนกว่าตัวเองจะต้องอพยพหรือจนกว่าเหตุการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ  

               ก่อนน้ำท่วม

[18 ตุลาคม 2554]  จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แนวพระราชดำริแก้น้ำท่วมกับวิธีรับมือน้ำ 3 เส้นทางใหญ่ของกรุงเทพมหานคร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระปริวิตกห่วงใยในปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอยู่เสมอมา ทรงวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมและทรงคำนึงถึงการ เลือกใช้วิธีการต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพท้องที่และสมรรถนะของกำลังเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ ตลอดจนงบประมาณค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย

โดยวิธีการต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริในการแก้ไข ปัญหาน้ำท่วมคือ

1. การก่อสร้างคันกั้นน้ำ

เพื่อป้องกันน้ำท่วมซึ่งเป็นวิธีการดั้งเดิมแต่ครั้งโบราณโดยการก่อสร้างคันดินกั้นน้ำขนาดที่เหมาะสมขนานไปตามลำน้ำห่างจากขอบตลิ่งพอสมควรเพื่อป้องกันมิให้น้ำล้นตลิ่งไปท่วมในพื้นที่ต่างๆ ด้านใน เช่น คันกั้นน้ำโครงการมูโนะและโครงการปิเหล็ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส

2. การก่อสร้างทางผันน้ำ

เพื่อผันน้ำทั้งหมดหรือบางส่วนที่ล้นตลิ่งท่วมท้นให้ออกไป โดยการก่อสร้างทางผันน้ำหรือ ขุดคลองสายใหม่เชื่อมต่อกับลำน้ำที่มีปัญหาน้ำท่วมให้น้ำไหลไปตามทางผันน้ำที่ขุดขึ้น ใหม่ไปลงลำน้ำสายอื่น หรือระบายออกสู่ทะเลตาม ความเหมาะสม

3. การปรับปรุงและตกแต่งสภาพลำน้ำ

เพื่อให้น้ำที่ท่วมทะลักสามารถไหลไปตามลำน้ำได้สะดวกหรือช่วยให้กระแสน้ำไหลเร็วยิ่งขึ้น โดยใช้วิธีการขุดลอกลำน้ำตื้นเขินให้น้ำไหลสะดวกขึ้น,ตกแต่งดินตามลาดตลิ่ง ให้เรียบ,กำจัดวัชพืช ผักตบชวา และรื้อทำลายสิ่งกีดขวางทางน้ำไหล, หากลำน้ำคดโค้ง มากให้หาแนวทางขุดคลองใหม่เป็นลำน้ำสายตรง, การก่อสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำ
การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามพระราชดำริแก้มลิง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริให้มีระบบการบริหารจัดการด้านน้ำท่วม ในวิธีการที่ตรัสว่า แก้มลิง ซึ่งได้พระราชทานพระราชอรรถาธิบายว่า
“…ลิง โดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกแล้วเอาเข้าปากเคี้ยวแล้วเอาไปเก็บไว้ที่แก้ม ลิงจะเอากล้วยเข้าไปไว้ที่กระพุ้งแก้มได้เกือบทั้งหวี โดยเอาไปไว้ที่แก้มก่อน แล้วจึงนำมาเคี้ยวบริโภคและกลืนกินเข้าไปภายหลัง…”
เปรียบเทียบได้กับเมื่อเกิดน้ำท่วมก็ขุดคลองต่างๆ เพื่อชักน้ำให้มารวมกันแล้วนำมาเก็บไว้ เป็นบ่อพักน้ำอันเปรียบได้กับแก้มลิง แล้วจึงระบายน้ำลงทะเลเมื่อปริมาณน้ำทะเลลดลง

ลักษณะและวิธีการของโครงการแก้มลิง

1. ระบายน้ำออกจากพื้นที่ตอนบนให้ไหลไปตามคลองในแนวเหนือ-ใต้ ลงคลองพักน้ำขนาดใหญ่ที่บริเวณชายทะเล เช่น คลองชายทะเลของฝั่งตะวันออก ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นบ่อเก็บน้ำขนาดใหญ่ คือ แก้มลิง

2.  เมื่อระดับน้ำทะเลลดต่ำลงกว่าระดับน้ำในคลอง ก็ทำการระบายน้ำจากคลองดังกล่าวออกทางประตูระบายน้ำ โดยใช้หลักการทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของโลก (Gravity Flow) ตามธรรมชาติ

3. สูบน้ำออกจากคลองที่ทำหน้าที่แก้มลิงนี้ ให้ระบายออกในระดับต่ำที่สุดออกสู่ทะเล เพื่อจะได้ทำให้น้ำตอนบนค่อยๆ ไหลมาเองตลอดเวลาส่งผลให้ปริมาณน้ำท่วมพื้นที่ลดน้อยลง

4.  เมื่อระดับน้ำทะเลสูงกว่าระดับน้ำในลำคลองให้ทำการปิดประตูระบายน้ำ เพื่อป้องกันมิให้น้ำย้อนกลับ โดยยึดหลักน้ำไหลทางเดียว (One Way Flow)

โครงการแก้มลิงฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา  ทำการรับน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา นับตั้งแต่ จ.สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร มาตามคลองสายต่างๆ โดยใช้คลองชายทะเลที่ตั้งอยู่ริมทะเลด้าน จ.สมุทรปราการ ทำหน้าที่เป็นบ่อพักน้ำหรือรับน้ำ และพิจารณาหนองบึงหรือพื้นที่ว่างเปล่าตามความเหมาะสม เป็นบ่อพักน้ำเพิ่มเติมโดยใช้คลองธรรมชาติในแนวเหนือ-ใต้ เช่น คลองพระองค์ไชยนุชิต  คลองบางปลา คลองด่าน คลองบางปิ้ง คลองตำหรุ คลองชายทะเล เป็นแหล่งระบายน้ำเข้าและออกจากบ่อพักน้ำ

โครงการแก้มลิงในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทำหน้าที่รับน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่เจ้าพระยา ตั้งแต่ จ.อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี  นครปฐม กรุงเทพมหานคร และสมุทรสาคร ไปคลองมหาชัย-สนามชัยและแม่น้ำท่าจีน เพื่อระบายออกสู่ทะเลด้าน จ.สมุทรสาคร

มูลนิธิชัยพัฒนา (The Chaipattana Foundation) ทฤษฏีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามแนวทางการบริหารจัดการด้านน้ำท่วมล้น (Flood Management)

พระเจ้าอยู่หัวป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ 2538  (16 ปีที่แล้ว)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งเรื่อง การป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ 2538
ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เวลา 20:40-22:45 วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2538
—————————————————-
ชั่วโมงที่ 1 เรื่องป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ
—————————————————
วันที่ 18 กันยายน 2538 ฝนตกหนักในกรุงเทพฯ พายุดีเปรสชั่น Ryan ทำให้ฝนตกมากเหนือประเทศไทยและกรุงเทพฯ น้ำเหนือไหลบ่าลงมาจะเข้าท่วมกรุงเทพฯ การระบายน้ำออกจากเขื่อนสิริกิติ์ทำมากกว่าเขื่อนภูมิพล สร้างปัญหาน้ำจะเข้าท่วมกรุงเทพฯปี 2538
ทันทีในวันรุ่งขึ้น วันที่ 19 กันยายน 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเรียกประชุมข้าราชการที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วน ทรงอธิบายต่อที่ประชุมฉุกเฉินข้าราชการกรมชลประทาน (อธิบดี และ รองอธิบดี -ปราโมทย์ ไม้กลัด, สวัสดิ์ วัฒนายากร, รุ่งเรือง จุลชาต), ผู้ว่าฯกทม. (กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา), ปลัด กทม. (ประเสริฐ สมะลาภา) และองคมนตรี ที่มีความชำนาญเรื่องน้ำและวิศวกรรม รวมทั้งข้าราชการผู้ชำนาญเรื่องน้ำอีกหลายท่าน ทุกคนนั่งร่วมโต๊ะประชุมแบบล้อมวงรีร่วมกับพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงรับสั่งให้เร่งแก้ปัญหาพร้อมทั้งอธิบายรายละเอียดทางวิชาการ วิธีการทำงานป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ให้นำ้ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ตำ่ตามธรรมชาติของน้ำ ทรงให้ขุดตัดถนนที่ขวางทางน้ำ ขุดใต้ทางรถไฟ หาทางให้น้ำไหลลอดออกลงคลองระบายน้ำ เพื่อให้ลงทะเลไปโดยเร็ว ทรงรับสั่งทำให้เสร็จในสามวัน ส่วนโครงการใหญ่ระยาวก็ทรงให้เตรียมการขุดขยายคูคลองระบบประตูระบายน้ำและสูบน้ำต่าง­ๆ การทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาจต้องเสียสละและอาจต้องโยกย้ายออกจากที่สาธารณะริมคล­องต่างๆ ทรงประสงค์จะให้เร่งทำความเข้าใจกับประชนชนถึงความสำคัญของโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้­นของกรมชลประทาน และโครงการอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำต่างๆในภาคเหนือ ฯลฯ

[ส่วนชั่วโมงที่สอง-ซึ่งได้ตัดแยกออกไป-เป็นเรื่องโครงการพัฒนาอื่นๆ เช่น โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง นากุ้ง นาข้าว โครงการเขื่อนป่าสัก เขื่อนแก่งเสือเต้น ฯลฯ]

ที่มา: http://www.facebook.com/note.php?note_id=241008409291222

ถ้าเรามี Flood way ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานแนวทางป้องกันน้ำท่วมไว้ 20 ปีก่อน เราคงไม่ต้องใช้วิธีป้องกันน้ำท่วมแบบฉุกเฉินเหล่านี้

         8 วิธีเตรียมตัวก่อนที่น้ำจะท่วม

1. ศึกษาข้อมูลว่าบ้านของเรา หรือธุรกิจของเราตั้งอยู่ในบริเวณที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมหรือไม่ กระแสน้ำพัดจากทิศใดไปทิศใด เราจะทราบได้จากสถิติน้ำท่วมในอดีตซึ่งจะทำให้ได้ค่าว่าแต่ละปีน้ำท่วมขึ้นสูงระดับใดทำให้คาดการณ์ถึงระดับน้ำที่จะท่วมสูงในอนาคตได้ และสามารถคาดการณ์คร่าว ๆว่าน้ำจะท่วมขังอยู่นานเท่าใด   จากแผนที่ด้านล่าง เราจะทราบ ระดับความเสี่ยงและระดับน้ำท่วมบริเวณบ้าน ลบออกด้วย ระดับพื้นดินเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลางของบริเวณบ้าน จะได้ระดับความสูงของน้ำที่จะท่วมบ้านคร่าว ๆ

   แผนที่ระดับน้ำท่วมกรุงเทพฯและปริมณฑลแบบเข้าใจง่าย ของ จุฬาฯ       ระบบสารสนเทศเพื่อรับมือภัยพิบัติและช่วยงานฟื้นฟู (Thai Crisis Planer & Reporter)  thaicrisis.chula.ac.th

เพียงเข้าไปที่เว็บแล้วคลิกบริเวณบ้านบนแผนที่ จะมีสัญลักษณ์และตัวเลขขึ้นมาโชว์ว่าบริเวณนั้นสูงเท่าไร(หน่วย: เมตร)  สีแดงคือท่วม  สีเขียวคือไม่ท่วม
คลิกเพื่อดูค่าระดับของแต่ละพื้นที่ หรือเปลี่ยนตำแหน่งจุดที่มีอยู่ด้วยการ Drag/Drop
แก้ค่าระดับน้ำท่วม แล้วคลิกคำนวณใหม่ เพื่อดูผลกระทบ

 แผนที่  Team Group ทีมกรุ๊ปเตือนภัยน้ำท่วม 


9 พ.ย. 54  แผนที่ระดับความเสี่ยง และระดับน้ำท่วมของพื้นที่ต่าง ๆ


แผนที่ระดับพื้นดินเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง

  แผนที่ แสดงระดับความเสี่ยงและระดับน้ำท่วมของพื้นที่ต่าง ๆ ใน กรุงเทพมหานคร นครปฐม สมุทรสาคร   แผนที่เฝ้าระวังระดับน้ำ ซึ่งแบ่งโซนเป็นระดับสี   Team Group ทีมกรุ๊ปเตือนภัยน้ำท่วม

  รวมลิงก์ดาวน์โหลด แผนที่แสดงความสูงต่ำภูมิประเทศบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ของ กรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย

 แผนที่แสดงค่าหมุดระดับในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แผนที่แสดงค่าหมุดระดับในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

 แผนที่แสดงระดับของแนวคันกั้นน้ำและถนนสายสำคัญในเขตกทม.และปริมณฑล  แผนที่แสดงระดับของแนวคันกั้นน้ำและถนนสายสำคัญในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

 แผนที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ ของ”รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์” ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ผู้ซึ่งถูกจัดอยู่ในทำเนียบผู้รู้เรื่องน้ำที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทยไปแล้ว
ดูบ้านของเราอยู่ในพื้นที่ส่วนไหน สีของแผนที่จะบอกระดับของน้ำท่วมสูง เราจะได้รู้ว่าจะเตรียมยกของสูงเท่าไหร่จึงจะพ้นจากน้ำท่วม

  ศูนย์รู้ทันน้ำ โทร 08-1702-2999 โทรเช็คข้อมูลได้ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น.  โดยบอกพิกัดสถานที่ตั้งบ้านพักอาศัยกับเจ้าหน้าที่ จะได้ข้อมูลว่าพื้นที่บริเวณบ้านของเรามีความเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมมากน้อยเพียงใด หรือได้ข้อมูลน้ำจะท่วมสูงเท่าใดเพื่อจะได้เตรียมยกของให้พ้นจากระดับน้ำท่วม 

2.  เรียนรู้เส้นทางการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุด จากบ้านไปยังที่สูงพื้นที่ปลอดภัย เตรียมความพร้อมก่อนการอพยพ ถ้าเกิดน้ำำท่วมสูง จะพาตนเองและครอบครัวอพยพไปบริเวณที่ปลอดภัยได้อย่างไร ควรกำหนดจุดนัดพบที่ปลอดภัย รู้จุดที่ทางการจัดไว้เป็นศูนย์พักพิง/ศูนย์อพยพ ให้คำนึงถึง ผู้ป่วย เด็ก คนชรา ในบ้าน ควรเคลื่อนย้ายไปอยู่ในที่ปลอดภัยไว้ก่อนอื่น เพราะผู้คนส่วนใหญ่มักจะรอจนเห็นน้ำจึงอพยพ เวลานั้นปัญหามากมาย เช่น เกิดความแตกตื่น โกลาหล วุ่นวาย รถติด การจราจรถูกตัดขาด ทางขาด  น้ำขึ้นสูงจนออกมาไม่ได้ ขาดเรือเข้าไปรับ ขาดอาหาร/น้ำดื่ม

 ลิงก์ รวมข้อมูล ศูนย์อพยพ และ ศูนย์พักพิง สำหรับผู้ประสบอุทกภัย

  กรุงเทพมหานคร เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวให้กับชาวบ้านผู้สบภัยน้ำท่วม

  แผนที่ศูนย์อพยพ และศูนย์พักพิง สำหรับผู้ประสบอุทกภัย ทั่วกรุงเทพมหานคร

 ศูนย์ช่วยเหลือที่พักพิงกระทรวงศึกษาธิการ ติดต่อศูนย์ประสานงานที่ โทรสายด่วน 1579

3.  สำรวจและรวบรวมของมีค่าและเอกสารสำคัญ ควรนำไปฝากเก็บไว้กับธนาคาร(ที่น้ำไม่ท่วม) เช่าตู้นิรภัยจะปลอดภัยกว่าเก็บไว้ในบ้านหรือในสำนักงานที่ไม่มีคนอยู่

4. ควรเกาะติดสถานการณ์ ฟังประกาศจากสถานีโทรทัศน์ วิทยุ รถติดเครื่องขยายเสียงในชุมชน และติดตามข่าวน้ำท่วมจากทางการ (กรมชลประทาน, กรมอุตุนิยมวิทยา)อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหน่วยงานในท้องถิ่นที่อยู่อาศัย เพราะน้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติ อาจค่อย ๆ เอ่อท่วมจากปริมาณน้ำฝน หรือเกิดกระแสน้ำหลากรุนแรงมากจากปริมาณน้ำที่ล้นจากพนังกั้นน้ำหรือล้นจากแหล่งกักเก็บ ระวังข่าวลือ ควรตรวจสอบแหล่งข่าวและแหล่งที่มาของข่าวที่เชื่อถือได้

               แหล่งข่าวสารสถานการณ์น้ำท่วม  มีดังนี้

รวมลิงค์ ตรวจสอบ ข้อมูลระดับน้ำ และ เฝ้าระวัง

สรุปสถานการณ์น้ำ รายวัน

ระบบตรวจวัดน้ำท่วมบนถนน

ระบบตรวจวัดน้ำในคลองหลัก

ศูนย์ประมวลวิเคราะห์ สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน

ศูนย์ควบคุมระบบป้องกัน น้ำท่วม กรุงเทพฯ

แผนผังสภาพน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ฝั่งตะวันออก – ตะวันตก

พยากรณ์อากาศประจำวัน กรมอุตุนิยมวิทยา

แผนที่แสดงจุดเกิดอุทกภัย บนทางหลวงทั่วประเทศ

สภาวะระดับน้ำในแม่น้ำ เจ้าพระยา โดยกองทัพเรือ

ระดับน้ำทำนายสูงสุด-ต่ำสุด ปี 2554 โดยกองทัพเรือ

กล้องท่าน้ำกรมชลประทาน สามเสน

CCTV ดูกล้องตามถนนในกทม

  รายการโทรทัศน์ สถานีไทยพีบีเอส  วิเคราะห์สถานการณ์น้ำ สรุปสถานการณ์ทั้งหมดประจำวันโดย “รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์” ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร

– สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมอุตุนิยมวิทยา กรุงเทพมหานคร (AM 1287 KHz)

– FM.100.5 เกาะติดวิกฤตน้ำท่วม

– วิทยุครอบครัวข่าว FM.106

  ศูนย์รู้ทันน้ำ โทร 08-1702-2999 โทรเช็คข้อมูลได้ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น.  โดยบอกพิกัดสถานที่ตั้งบ้านพักอาศัยกับเจ้าหน้าที่ จะได้ข้อมูลว่าพื้นที่บริเวณบ้านของเรามีความเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมมากน้อยเพียงใด หรือได้ข้อมูลน้ำจะท่วมสูงเท่าใดเพื่อจะได้เตรียมยกของให้พ้นจากระดับน้ำท่วม 

– แผนที่แสดงพื้นที่น้ำท่วม GISTDA  

  แผนที่น้ำท่วมโดย Esri Thailand 

แผนที่แสดงพื้นที่น้ำท่วมประเทศไทย  

ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเที่ยม RADARSAT-2 แสดงพื้นที่น้ำท่วม นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท เพชรบูรณ์ สุพรรณบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี กาญจนบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี นครนายก ปราจีนบุรี กรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ชลบุรี 

แผนที่เลี่ยงเส้นทางน้ำท่วมทั่วประเทศไทย 

สถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดจากสำนักข่าวไทย

ศูนย์ข้อมูลเพื่อการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย thaiflood.com

ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย กรุงเทพมหานคร

 ศูนย์ช่วยเหลือที่พักพิงกระทรวงศึกษาธิการ ติดต่อศูนย์ประสานงานที่ โทรสายด่วน 1579

 ลิงก์ รวมข้อมูล ศูนย์อพยพ และ ศูนย์พักพิง สำหรับผู้ประสบอุทกภัย

  กรุงเทพมหานคร เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวให้กับชาวบ้านผู้สบภัยน้ำท่วม

  แผนที่ศูนย์อพยพ และศูนย์พักพิง สำหรับผู้ประสบอุทกภัย ทั่วกรุงเทพมหานคร

จุดจอดรถฟรี สำหรับผู้ประสบอุทกภัยในกรุงเทพมหานคร พร้อมคำแนะนำเอกสารที่ควรเตรียมไปด้วย

กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.)  ได้เผยแพร่ข้อมูลสถานที่ที่ให้บริการจอดรถยนต์  โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  เพื่อหนีจากสถานการณ์น้ำท่วม  ผ่านเว็บไซต์  http://www.trafficpolice.go.th/  ซึ่งเป็นข้อมูลที่อัพเดทแล้ว พร้อมเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ   ซึ่งก่อนที่ประชาชนจะเดินทางไป ควรโทรศัพท์สอบถามล่วงหน้าก่อนด้วย เนื่องจากบางสถานที่อาจเต็มแล้ว
หรือ คลิกดาวน์โหลดไฟล์  บก.02 แนะนำจุดจอดรถกรณีน้ำท่วม

 ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ศปภ. โทร. 1111 กด 5     help@floodthailand.net

Thaiflood  สายด่วน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน แห่งชาติ(สพฉ.) 1669  สายด่วน กรมชล. 1460 เช็คปริมาณน้ำขึ้น

สายด่วน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน แห่งชาติ(สพฉ.) 1669     

  The Bangkok Governor Facebook

   ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร @BKK_BEST Facebook

   ThaiFlood ศูนย์ข้อมูลช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม Facebook

   Nation Channel Facebook

  TEAM Group of Companies  Facebook

    รู้ทันน้ำ   Facebook

    รู้สู้ flood   Facebook

    TEAM Group of Companies Facebook

  ศปภ.ศูนย์ปฎิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย บน Facebook

ภาพแผนแนวป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร (ที่มา:สำนักการระบายน้ำ)


ภาพแผนแนวป้องกันน้ำท่วมริมคลองหกวา สายล่าง (ที่มา:สำนักการระบายน้ำ)

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร พอจะสรุปได้ดังต่อไปนี้

  • กรุงเทพมหานครตั้งอยู่ในเขตมรสุม นอกจากฝนที่ได้รับอิทธิพลมาจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งมีปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งปี ประมาณ 1,400 มม. แล้วยังมีฝนที่มาจากพายุโซนร้อน และดีเปรสชั่น ฝนที่ตกหนักในระยะเวลาอันสั้นส่งผลให้เกิด น้ำท่วมขังชั่วคราว
  • ปริมาณน้ำท่าจากทางเหนือที่ไหลผ่านกรุงเทพมหานคร ในปีที่น้ำน้อยจะ ประมาณ 1,000 – 2,000 ลบ.ม./วินาที ส่วนในปีที่น้ำมากจะประมาณ 4,000 – 5,000  ลบ.ม./วินาที ในขณะที่แม่น้ำเจ้าพระยามีความสามารถในการลำเลียงน้ำได้โดยไมล้นตลิ่งประมาณ 2,000 – 3,000 ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำที่มากกว่าความสามารถในการลำเลียงของแม่น้ำเป็นเหตุให้ เกิดน้ำท่วมบริเวณริมแม่น้ำ
  • ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้ำพระยาขึ้นอยู่กับอิทธิพลการขึ้นลงของระดับน้ำทะเล ซึ่งสามารถหนุนได้สูงถึง 2.1 ม.รทก. (ระดับน้ำทะเลปานกลาง) ถ้าน้ำทะเลหนุนในช่วงระยะเวลาเดียวกับน้ำเหนือไหลผ่าน จะทำให้น้ำล้นท่วมตลิ่งได้ในฤดูน้ำหลาก
  • ลักษณะทางกายภาพของเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ชุมชนเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีปัญหาการใช้ที่ดินไม่ถูกต้อง เช่น ถมที่เพื่อการก่อสร้าง การรุกล้ำคลองสาธารณะ ส่งผลให้เส้นทางลำเลียงน้ำลดลง ระบบระบายน้ำเดิมไม่สามารถรอง รับการขยายตัวของชุมชนได้ทัน
  • ปัญหาแผ่นดินทรุดเนื่องจากการสูบน้ำบาดาล ทำให้พื้นที่ในกรุงเทพฯ เดิมซึ่งเป็นพื้นที่ราบต่ำอยู่แล้วทรุดตัวลงมากกว่าเดิม เมื่อเกิดน้ำท่วมขัง จึงยากที่จะระบายออกจากพื้นที่ได้

  ข้อมูลจากสำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร

 อยากรู้พื้นที่ต่ำที่เป็นจุดอ่อนน้ำท่วมกรุงเทพ ร่วมช่วยกันตรวจตราการทำงานของเครื่องสูบน้ำของ กทม. ใกล้ชุมชนของเรา อ่าน แผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2554 ในส่วนสำนักการระบายน้ำ

ภาพจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่สุดจะป้องกัน กรุงเทพฝั่งตะวันออก 

ปราการด่านสุดท้ายกรุงเทพฝั่งตะวันตก  

ภาพจาก ไทยรัฐ (28 ตุลาคม 2554) แผนผังป้องกันน้ำท่วมและระบายสู่ทะเลของกทม.

นายบุญสนอง สุชาติพงษ์ โฆษกกรมชลประทาน กล่าวว่า การระบายน้ัำเหนือลงสู่ทะเล ของพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก ไล่ตั้งแต่สถานีสูบน้ำพระยาวิสูตร เรื่อยไปจนถึง สถานีสูบน้ำตำหรุ ที่อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ สามารถระบายน้ำลงทะเลได้ประมาณวันละ 37.78 ล้าน ลบ.ม./วัน ขณะที่พื้นที่ฝั่งตะวันตกของ กทม. ไล่ตั้งแต่สถานีสูบน้ำคลองมหาชัยเรื่อยไปจนถึงคลองมหาชัย สามารถระบายน้ำได้วันละ 26.18 ล้านลบ.ม./วัน รวมกับการระบายออกทางแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งที่ดันน้ำออกและไหลไปตามธรรมชาติประมาณ 300 ล้าน ลบ.ม. /วัน รวมทั้งสิ้นสามารถระบายน้ำออกได้วันละ 400-420 ล้าน ลบ.ม./วัน ซึ่งทำให้ภาพรวม กทม. สามารถระบายน้ำออกสู่ทะเลในภาพรวมมากกว่าน้ำที่รับเข้ามาวันละประมาณ 3,500 ลบ.ม./วัน หากไม่มีสถานการณ์อื่นมากระทบอาทิ น้ำในเขื่อนที่อยู่เหนือขึ้นไปปล่อยน้ำลงมา ฝนตกเพิ่มจากมีพายุลูกใหม่เข้า เชื่อว่าหากกรมชลประทานสามารถระบายน้ำออกไปในอัตรานี้ สถานการณ์น้ำท่วมในที่ราบลุ่มภาคกลาง รวมไปถึง กทม. จะคลี่คลายลงไปได้จนสู่ภาวะปกติได้ ภายใน30-45 วัน ซึ่งก็คือประมาณกลางเดือนธ.ค. ที่จะถึงนี้


ระดับพื้นที่สูง-ต่ำ และพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมในกรุงเทพฯ


   

 

     หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินน้ำท่วม

 ลิงค์ รวมหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน สายด่วน

  • รวมข้อมูล เบอร์โทรติดต่อ รถทหารช่วยผู้ถูกน้ำท่วม 
    ข้อมูลจากทวิตเตอร์ สถานีข่าวระวังภัย ได้ให้ข้อมูลสำหรับผู้ที่ต้องการขอความช่วยเหลือจากทหาร รถทหารบริการน้ำท่วม สามารถติดต่อได้ ดังนี้
    เขตลาดพร้าว บึงกุ่ม คันนายาว ต้องการขอความช่วยเหลือจากทหาร โทรหา พ.ท.ศักดิ์ชัย พงศ์พนาไกร 0-2573-2233
    เขตบางซื่อ ร.1รอ. /ร.ท.สันติ 08 9424 4387
    เขตห้วยขวาง ร.1/4รอ./ ร.ท.วสันต์ 08 9511 4630
  • เขตบางกะปิ ปตอ./1 พ.ท.วีรยุทธ วุฒิศิริ 0 2241 2560
    เขตวังทองหลาง ช./1รอ. ร.ต.ฉัตรชัย 08 6089 2112
    เขตบึงกุ่ม ปตอ./6 พ.ท.ศักดิ์ชัย วงศ์พนาไกร 0 2573 2233
    เขตคันนายาว ปตอ./6 พ..ศักดิ์ชัย วงศ์พนาไกร 02-5732233
    เขตคลองสามวา พันสห.11. พ.ท.โอม ปัจจักขะภัติ 0 2565 8257
    เขตสายไหม ร.1/1รอ. พ.ท.ณัฐพงษ์ อัศวินวงษ์ 08 6038 2113 และ 08 0087 8764
    เขตดอนเมือง พันร.มทบ.11 พ.อ.ชนมภรณ์ ภิบาลชนม์ 08-1925-2758
    เขตตลิ่งชัน แจ้งขอความช่วยเหลือ ทบ.ได้ที่ พ.ท.อรรถชัย 08 1661 3316 พ.อ.ณัฐพงษ์ 081-876-7682 จ.ส.อ.กมล 085-657-0590
    เขตแจ้งวัฒนะ โทร 0 2243 020 ต่อ 92510 ร.อ.วัชิระพล แสงอุทัย
    เขตทวีวัฒนา แจ้งขอความช่วยเหลือ ทบ. ได้ที่ พ.ท.อัษฎาวุธ 081-933-7674 /ร.อ.ธนวัฒน์ 081-277-0405 /จ.ส.ท.การัน 086-011-5265 โทร. 08 4553 9500
    เขตตลิ่งชัน แจ้งขอความช่วยเหลือ ทบ.ได้ที่ พ.ท.อรรถชัย 081-661-3316 พ.อ.ณัฐพงษ์ 081-876-7682 จ.ส.อ.กมล 085-657-0590
    เขตทุ่งครุ / เขตบางขุนเทียน แจ้งขอความช่วยเหลือ ทบ. ได้ที่ พ.ท.คึกฤทธิ์ 085-147-7775 /ร.อ.ธนพงษ์ 087-161-8833 /ร.ท.นิรุต 086-415-9030
    เขตภาษีเจริญ / เขตบางแค แจ้งขอความช่วยเหลือ ทบ.ได้ที่ พ.ท.พิทยากูล 086-777-1180 /ร.อ.วีระศักดิ์ 081-892-4520 /จ.ส.ท.เดชา 080-297-2184
    เขตบางบอน / เขตหนองแขม แจ้งขอความช่วยเหลือ ทบ.ได้ที่ พ.ท.วิวัฒน์ 08 6317 9125 /ร.ท.ชัยชาญ 089-546-8264 /ส.อ.ทนงศักดิ์ 084-317-0991
    เขตจตุจักร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดหน่วยยกรถฉุกเฉินบริการยกรถหนีน้ำ และขนของหนีน้ำมีทั้งรถ-เรือให้บริการ (ในเขตก่อน) สามารถใช้บริการรถยก ส.ส.อรรถวิชช์ @Atavit 24 ช.ม.ไม่เสียค่าใช้จ่าย โทร 08 6322 4688จ.ปทุมธานี – พัน.ร.มทบ11 พ.อ.ชนมาภรณ์ ภิบาลชนม์ 08-1925-2758
    จ.ปทุมธานี อ.ลำลูกกา – พธ.ทบ. พ.ท.ดิตถ์ ชวะนันท์ 08-1941-0246
    จ.นนทบุรี ปากเกร็ด – กอง สพบ.พล.ปตอ. พ.ต.ชัยยันต์ หยกสุริยันต์ 0 2573 4492
    จ.นนทบุรี อ.เมือง – พล.ปตอ. ร.อ.วชิรพล เเสงอทัย 0 2243 0200 ต่อ 92510
  • คุณหมอสายด่วน    บริการให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพในช่วงน้ำท่วมและประสานความช่วยเหลือกรณีเร่งด่วน รวม 50 คู่สาย ตั้งแต่เวลา 08.00 – 20.00 น.
    โทร 088 686 5116 ถึง 45  และ โทร 090 410 7600 ถึง 19
  • แจ้งเหตุน้ำท่วม 24 ชั่วโมง โทร 1784
  • สายด่วน กรมชลประทาน 1460 เช็คปริมาณน้ำขึ้น
  • ให้บริการแพทย์ฉุกเฉิน และนำส่งโรงพยาบาล ฟรี โทร 1669
  • ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) โทร 1111 กด 5  หรือ sms มาที่ 4268822 
  • ขอความช่วยเหลือ-พื้นที่น้ำท่วมกับไทยพีบีเอส โทร 02 790 2111 หรือ sms มาที่ 4567892
  • เกาะติดวิกฤติการณ์น้ำท่วม LIVE ครอบครัวข่าว 3 ส่งเรื่องราวร้องทุกข์ ตู้ ปณ. ข่าว 3 โทร 02 262 3331  เรื่องเล่าเช้านี้ โทร 02 262 2253  เรื่องเด่นเย็นนี้ โทร 02 262 3326  ข่าว 3 มิติ  โทร 02-262-2251 ถึง 53
  • ศูนย์ประสานและติดตามสถานการณ์น้ำ โทร 02 243 6956
  • สายด่วน กรมชลประทาน โทร 1460 หรือ 02 669 2560 (24 ชั่วโมงช่วงวิกฤติ)
  • รับแจ้งแก้ปัญหาน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร โทร 02 248 5115
  • ศูนย์ข้อมูลกรุงเทพมหานคร โทร 02 224 2961
  • กทม.ต้องการอพยพ ศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัยกทม. โทรสายด่วน กทม. 1555
  • ศูนย์ช่วยเหลือที่พักพิงกระทรวงศึกษาธิการ ติดต่อศูนย์ประสานงานที่ โทรสายด่วน 1579
  • ผู้เดือดร้อนจากน้ำท่วม กทม ปริมณฑลและภาคกลาง ติดต่อ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่  1    โทร 02 281 5443 
  • ครอบครัวข่าว 3 ร่วมกับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย  สายด่วน 0 2262 3331 (เบอร์กลาง)
  1. ศูนย์โยธิน ประสานงานเขต รังสิต/คลองหลวง/ธัญญะ โทร 081 732 0052
  2. ศูนย์วานนท์ ประสานงานเขต ดอนเมือง/ปากเกร็ด โทร 089 795 6765
  3. ศูนย์วัฒนะปทุม ประสานงานเขต เมืองปทุมธานี โทร 089 445 0189
  4. ศูนย์บูรพา ประสานงานเขต คูคต/ลำหิน/ลำผักชี/สุวินทวงศ์ โทร 081 445 5431
  5. ศูนย์สุวรรณภูมิ ประสานงานเขต ลาดกระบัง /จะเข้น้อย/บางพลี/บางบ่อ โทร 081 901 6277 (หากติดต่อยากต้องขออภัยไว้ณ.ที่นี้ด้วยเนื่องจากมีการติดต่อขอความช่วยเหลือมาเป็นจำนวนมาก)
  • สอบถามข้อมูลสถานที่ให้บริการจอดรถฟรีสำหรับผู้ประสบอุทกภัยได้ที่ ศูนย์ประสานงานการปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของ กทพ. โทร. 1543 (EXAT Call Center) ตลอด 24 ชั่วโมง
  • สายด่วน มีปัญหาสัตว์ป่า สัตว์มีพิษ สัตว์อันตราย 1362 หรือ โทร 09 0101 0030 
  • ไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โทร 1129
  • การไฟฟ้านครหลวง โทร 1130
  • ประปานครหลวง โทร 1125
  • สายด่วน กรมทางหลวง โทร. 1586 ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม โทร. 1356
  • กรมทางหลวงชนบท โทร. 1146
  • ข้อมูลทางด่วน การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โทร. 1543
  • องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) โทร. 184
  • รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) โทร. 0-2617-6000
  • การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รถใต้ดิน รฟม.) โทร. 0-2246-5733, 0-2246-5744
  • บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) 1490
  • ตำรวจทางหลวง โทร. 1193 สอบถาม เส้นทางน้ำท่วม ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร ข้อมูลปิดการจราจรน้ำท่วมขัง โทร. 1197
  • การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 1690 
  • ท่าอากาศยานไทย โทรศัพท์ : 02 535 1111
    • ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โทรศัพท์ : 02 132 1888, 02 132 1111-2
    • ท่าอากาศยานดอนเมือง โทรศัพท์ : 02 535 1111 Information : 02 535 1254
    • ท่าอากาศยานเชียงใหม่ โทรศัพท์ : 05 327 0222-33 Information : 05 392 2100
    • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย โทรศัพท์ : 05 379 8000 Information : 05 379 8171
    • ท่าอากาศยานหาดใหญ่ โทรศัพท์ : 07 425 1007-12  Information : 07 422 7050
    • ท่าอากาศยานภูเก็ต โทรศัพท์ : 07 632 7230-7  Information : 07 635 1166
  • กรมสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง
  • สถานีวิทยุ ร่วมด้วยช่วยกัน โทร 1677, 02 644 6969
  • สถานีวิทยุ จส.100 โทร 1137, 02 383 9191-9
  • สถานีวิทยุ สวพ.91 โทร 1644, 02 562 0033-5
  • สถานีวิทยุ สน.จราจรเพื่อสังคม  99.5 สายด่วน 1255 หรือ 0 2288 5050
  • มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง โทร 02 226 4444 – 8
  • มูลนิธิร่วมกตัญญู โทร 02  751 0951 – 3
    • สำนักงานบางพลี โทร. 02-751-0944-48, 02 – 751-0951
    • สำนักงานกล้วยน้ำไท โทร. 02-249-4821, 02-249-6620, 02-249-4677, 02-249-3770
    • สำนักงานวัดหัวลำโพง โทร. 02-235-4347-9
  • แจ้งเหตุเพลิงไหม้ ศูนย์ดับเพลิงศรีอยุธยา 199
  • แจ้งเหตุฉุกเฉิน อุบัติภัยสารเคมี กรมควบคุมมลพิษ 1650
  • แจ้งเจ็บป่วยฉุกเฉิน ศูนย์นเรนทร กระทรวงสาธารณสุข 1669
  • ศูนย์กู้ชีพ “นเรนทร” 0-2354-8222
  • ศูนย์ประสานงานฉุกเฉิน 24 ชม. 0-2226-4444
  • สายด่วนแจ้งเหตุสาธารณภัย (ปภ.) ตลอด 24 ชั่วโมง 1784
  • แจ้งเหตุทางน้ำ กองบัญชาการตำรวจ 1196
  • แจ้งเหตุด่วนทางน้ำ ศูนย์ปลอดภัยทางน้ำ 1199
  • ศูนย์วิทยุกรุงธน 0-2455-0088
  • ศูนย์วิทยุรามา 0-2246-0999
  • อุบัติเหตุบนทางด่วน 1543
  • ศูนย์ค้นหาและช่วยชีวิต กองทัพอากาศ 02-534-4267,02-534-1911
  • ตำรวจนครบาล 191, 02-246-1338
  • ตำรวจกองปราบปราม 195, 02-513-3844
  • ตำรวจทางหลวง 1193
  • ตำรวจท่องเที่ยว 1155
  • ตำรวจดับเพลิง 199
  • ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร 1197
  • แจ้งรถหาย 1192
  • สอบถามหมายเลขฉุกเฉิน โทร 1188
  • ศูนย์รับแจ้งเด็กหาย 0-22821815
  • แจ้งอายัดบัตรหาย : บริการแจ้งอายัดบัตรเอทีเอ็ม-บัตรเครดิต (ATM / Credit Card)
    • ธนาคารกรุงเทพ 1333 , 0-2645-5555, 0-2638-4455
    • ธนาคารกรุงไทย 1551, 0-2665-5443, 0-2665-5000
    • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 1572 , 0-2296-2001-5, 0-2646-3000
    • ธนาคารกสิกรไทย 0-2888-8888 
    • ธนาคารทหารไทย 1558
    • ธนาคารธนชาต 1589
    • ธนาคารไทยพาณิชย์ 0-2777-7777
    • ธนาคารยูโอบี รัตนสิน 1580 , 0-2661-2600
    • ธนคารอาคารสงเคราะห์ 0-2202-2000
    • ธนาคารเอเชีย 1585 , 0-2285-1555 
    • ธนาคาร ไทยธนาคาร 0-2626-7777
    • ธนาคารนครหลวงไทย 0-2208-5000 0-2221-3565, 0-2225-4925
    • ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 0-2729-8807-11
    • ธนาคารแสตนดาร์ด ชาเตอร์ นครธน 1595
    • ธนาคารทิสโก้ 0-2633-6000
    • ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย 0-2359-0000
    • ซิตี้แบงก์ ประเทศไทย (City Bank) 1588 , 0-2232-2484
    • ฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ (HSBC) 1590
    • อเมริกัน เอ็กซ์เพรส (American Express) 0-2273-5544
    • ไดเนอร์สคลับ (Diners Club) 0-2238-3660
    • อิออน 0-2665 0111
    • เซทเทเลม 0-2667-3655
    • เพาเวอร์บาย 0-2627-8208
    • บัตรเครดิตไทยแอร์เอเชีย 0-2797-3399
    • แคปิตอล โอเค 0-2793-3333
    • เซ็นทรัลการ์ด 0-2627-8111
    • อีซี่ บาย 0-2695-0000
    • บิ๊กซี การ์ด 0-2667-3684
  • สมาชิกในครอบครัว โทร  1………………………. 2……………………….. 3…………………………..
  • โรงเรียน/มหาวิทยาลัย โทร 1………………………. 2……………………….. 3…………………………..
  • ที่ทำงาน โทร 1………………………. 2……………………….. 3…………………………..
  • ธนาคาร โทร 1………………………. 2……………………….. 3…………………………..
  • เพื่อนบ้าน โทร  1………………………. 2……………………….. 3…………………………..
  • หัวหน้าชุมชน โทร  1………………………. 2……………………….. 3…………………………..
  • ข่างไฟฟ้า โทร  1………………………. 2……………………….. 3…………………………..
  • ช่างประปา  โทร  1………………………. 2……………………….. 3…………………………..
  • แพทย์ประจำตัว โทร ………………….
  • โรงพยาบาลที่รักษาประจำ โทร ……………………
  • สำนักงานบรรเทาสาธารณภัยประจำจังหวัด โทร 1………………………. 2……………………….. 3…………………………..
  • ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยใกล้บ้าน โทร 1………………………. 2……………………….. 3…………………………..

ควรศึกษาคู่มือ/วิธีการรับมือกับน้ำท่วมให้เข้าใจ

 ดาวน์โหลด การเตรียมการก่อนน้ำท่วม การรับมือระหว่างน้ำท่วม การปฏิบัติภายหลังน้ำท่วม และสารอื่น ๆ คู่มือรับสถานการณ์น้ำท่วม โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

5. เตรียมบ้าน/สำนักงาน ให้พร้อม

5.1 เตรียมป้องกันไม่ให้น้ำเข้าบ้าน โดยการทำเขื่อนรอบบ้าน ทำคันดินยกสูง เตรียมกระสอบทรายไว้เสริมคันดินเผื่อไว้หากต้องเจอระดับน้ำขึ้นสูงกว่าเดิม เตรียมแผ่นพลาสติกไว้กั้นน้ำเข้ามาในพื้นที่ ต้องอุดช่องทุกช่องที่น้ำจะเล็ดรอดผ่านเข้ามาได้ เช่น รั้วรอบบ้าน ประตูรั้วบ้าน ประตูหน้าบ้านและหลังบ้าน รอยแยก รอยแตกของผนังและกำแพง ท่อระบายน้ำ ท่อซักล้าง ท่อน้ำทิ้ง ท่อชักโครก/ท่อส้วม การอุดท่อเล็ก ๆ ใช้จุกอุดซิ๊งก์ล้างจานหรือจุกอุดอ่างอาบบ้ำอุดก่อนแล้วใช้ของหนักเช่นถุงใส่ทรายวางทับอีกชั้น ถ้าท่อมีขนาดใหญ่ให้ดัดแปลงหาแผ่นพลาสติกวางทาบปากท่อก่อนทับด้วยของหนักเช่นถุงทรายอีกที ท่อชักโครกใช้ที่ปั๊มสูญญากาศ (เวลาส้วมตันเราใช้ที่ปั๊มนี้ปั๊มท่อ)ครอบรูท่อแล้วเอาถุงทรายทับไว้  ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะน้ำที่ล้อมรอบบริเวณจะมีแรงดันและมักจะไหลย้อนมาตามท่อระบายน้ำตามบ้าน แรงดันน้ำนอกบ้านนี่แหละที่จะดันสิ่งปฏิกูลจากท่อออกมาเลอะเทอะบ้าน จึงต้องอุดกันไว้ก่อน     สำหรับปั้มน้ำที่เตรียมไว้สำหรับสูบน้ำออกควรใช้พลังงานน้ำมันจะดีกว่าใช้ไฟฟ้า เพราะถ้าถูกตัดไฟเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดไม่สามารถใช้การได้   ดูคลิปวิดิโอสาธิตการวางกระสอบทรายรับน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพที่คอมเม้นต์ด้านล่าง

5.2 เตรียมย้ายเฟอร์นิเจอร์และสิ่งของที่จะเสียหายจากน้ำหรือลอยไปกับน้ำ ให้เก็บขึ้นที่สูงให้พ้นน้ำ โดยเฉพาะปลั๊กไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้า การย้ายปลั๊กไฟให้ช่างไฟมาย้าย อย่าทำเอง

5.3 ต้องเตรียมตัดกระแสไฟ กรณีต้องการแยกสวิชต์ชั้นล่างชั้นบนควรปรึกษาช่างไฟฟ้า กรณีหม้อแปลงไฟฟ้าอยู่ในบริเวณที่น้ำท่วมถึงต้องรีบแจ้งการไฟฟ้ามาย้ายหม้อแปลงขึ้นที่สูง
ติดต่อไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โทร 1129   การไฟฟ้านครหลวง โทร 1130

5.4 กรณีบ้าน/สำนักงานมีสารเคมีหรือสารพิษ ควรเตรียมย้ายสารเคมีหรือวัตถุอันตรายที่จะปนเปื้อนไปกับน้ำ เก็บขึ้นที่สูงเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัย

5.5 กรณีมีสัตว์เลี้ยงหรือฟาร์มปศุสัตว์ควรเตรียมย้ายสัตว์เลี้ยงขึ้นที่สูงที่พ้นจากน้ำท่วม อย่าลืมเตรียมอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงให้เพียงพอด้วย

 ดาวน์โหลด วิธีกันน้ำท่วมเข้าบ้าน การอุดน้ำรั่ว การกั้นน้ำไม่ให้กำแพงพัง ดูแลระบบไฟฟ้า ดูแลถังใต้ดิน ดูแลหลังคา และวิธีหาทางหนีทีไล่ บัญญัติ 20 ประการ เตรียมบ้านก่อนน้ำท่วมโดย อาจารย์ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์

 คู่มือแนะนำการทำคันป้องกันน้ำท่วมชุมชน กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย

 แนวทางการแก้ไขปัญหา อุปสรรค การออกแบบและก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วม กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย

แบบเขื่อนกันน้ำของ วสท. ประหยัดกว่ากระสอบทราย

 อ่านวิธีการป้องกันน้ำท่วมบ้านเรือน บ้านคอนกรีต/บ้านไม้ วิธีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันน้ำเข้าทางประตู พร้อมภาพประกอบ ลิงก์ วิธีป้องกันความเสียหายจากน้ำไหลเข้าบ้าน

 Building A Dike :Sandbagging Safety Tips for Leaders and Volunteer Workers

  [19 ตุลาคม 2554]  จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จุดเฝ้าระวัง! ป้องกันน้ำเข้าบ้านคุณ วิธีการรับมือเมื่อน้ำเล็ดลอดผ่านบ้านของเราได้ทุกเมื่อ

 จากมติชน  24 ตุลาคม  2554 ข้อแนะนำในการป้องกันนิคมฯและบ้านจัดสรร โดย ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 แนวทางการป้องกันน้ำไหลเข้าท่วมอาคาร + เทคนิคการอยู่กับน้ำ โดย สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) 

ข้อแนะนำในการป้องกันนิคมฯและบ้านจัดสรร

แบบการซ่อมพนังกั้นน้ำให้ดูเป็นแนวทาง ขนาดและความสูงของ Concrete Armor Unit

วิธีการอยู่กับน้าท่วมของชาวบ้าน (ในเขตเมือง) ภาค 1 และ 2

การใช้ถุงทรายเพื่อป้องกันนํ้าท่วม

6 แนวทางกันนํ้าท่วมเข้าบ้าน

10 ข้อแนะนำการก่อสร้างคันดินกันนํ้าให้ถูกต้องตามมาตรฐาน

ข้อพึงระวัง การรีบเร่งสูบนํ้าออกนอกพื้นที่อาจทำความเสียหายแก่โครงสร้างได้

ก่อสร้างพนังกันน้ำอย่างไรให้แข็งแรงรับมือน้ำท่วมในอนาคต

16 ข้อปฏิบัติความปลอดภัยในการสำรวจบ้านเรือนหลังน้ำท่วม

7 ประเด็น ความปลอดภัย “โครงสร้างอาคาร” หลังน้ำท่วม

เทคนิคการป้องกันน้ำผุดภายในอาคาร

 จากเว็บพันทิป ไอเดีย คุณซูชิ  วิธีกันน้ำท่วมเข้าบ้านโดยไม่วางถุงทรายหรือก่ออิฐ
ซื้อของตามนี้เลย

แผ่นสมาร์ทบอร์ดหรือแผ่นเซโรกรีต ความหนาประมาณ 10-15 มิน(1.20×2.40ม.)
เรามาตัดแบ่งได้ 5 แผ่น ขนาด 1.20ม.x .48ม. แล้วเจาะรูเพื่อยึด

แล้วเจาะที่ผนังประตู ตามนี้ค่ะ

  

เจาะเสร็จแล้วใส่พุกตัวหนอน

ยิงซีรีโคนกันน้ำ ไว้ที่แผ่น 3 ด้าน ค่ะ

  

แปะติดแล้วใช้ไขควงไขตะปูเกลียวให้แน่น แล้วยิงซีรีโคนโดยรอบอีกครั้ง

ถ้าน้ำมาเยอะ เราก็เสริมขึ้นอีก 1 แผ่นเป็น 2แผ่น ค่ะ

หากสูงเกินกว่า 2 แผ่น น้ำจะเข้าทางหน้าต่าง เราก็จะปล่อยค่ะ เพราะเตรียมไว้แค่ 5 แผ่นเท่านั้น
เสริมแผ่นที่ 2 รอยต่อก็ต้องยิงซีรีโคนด้วย (นี่เป็นตัวอย่างยังไม่ได้ยิงซีรีโคนเลยเห็นรอยห่างที่ไม่สนิท)

 จากเว็บพันทิป ไอเดีย คุณAlumina_tee  D.I.Y กันน้ำท่วมแบบบ้าน ง่ายๆครึ่งวันก็เรียบร้อย
อุปกรณ์นะครับ

1. สว่าน
2. เลื่อย
3. ไขควง
4. ตลับเมตรหรือไม้บรรทัด
5. น๊อตเกลียวปล่อย (อันนี้ขึ้นอยู่กับจุดที่ไปติด ใช้ตั้งแต่ 1/2 นิ้ว ถึง 1นิ้วครึ่ง )
6. ซีลิโคนพร้อมปืนยิงซิลิโคน
7. อุปกรณ์เสริม ได้แก่ ไขควงไฟฟ้า เลื่อยจิ๊กซอ
พระเอกสำคัญในงานนี้คือ วีว่าบอร์ด หรือ ซีเมนผสมขี้ไม้อัดแผ่น 16 มม

*วีว่าบอร์ด คือซีเมนผสมขี้เลื่อยไม้อัดให้เป็นแผ่น โดยปกติ มักเอามาใช้ทำ ผนังด้าน พื้น เพราะมีความแข็งแรงสุด สามารถรับน้ำหนักได้เยอะ กันน้ำได้ (เซลที่มาขายที่ออฟฟิต เอาตัวที่แฉ่น้ำมาโชว์ ปรากฏว่าไม่บวม เลยทดลองเอา วีีว่า บอร์ดตัดแผ่นเล็ก มาแช่น้ำ แช่ได้ 2-3 อาทิตย์ยังไม่บวม )

จุดที่ลูกศรชี้คือจุดที่เรา จะทำการติดตั้งครับ ได้แก่ ช่องว่างระหว่างวงกบ ประตูหน้าบ้านกับ
ประตูเหล็กดัดในบ้านครับ ซึงจำเป็นจะต้องติดตั้งในจุดนี้เพื่อให้เราสามารถเปิด-ปิดประตูได้
ตามปกติครับ

วัดขนาดด้านในวงกบประตูให้ได้เกือบพอดีเผื่อไว้ซัก 2 มม. กว้างxความสูง(แล้วแต่ว่าเราอยากได้สูงเท่าไร พยายามตัดแผ่นวีว่าบอร์ด ในด้านขวางเพราะ ด้านในวงกบสำหรับประตูบานเดียวมักไม่เกิน 100 ม. ยกเว้นไซร์ประตูพิเศษ) พอตัดได้ขนาดแล้ว วางให้พอดี

ตัวอย่างฉากยึดที่ใช้

ใช้อุปกรณ์ฉากยึดจากด้านหลังถ้าใช้ ฉากยึดจากด้านหลังให้ใช้ น๊อกขนาด 1/2 นิ้วพอ ตามลูก
ศรใช้ทั้งหมด 4 ตัว หรือ 6 ตัวก็พอ

พอยึดได้ที่แล้วก็ เตรียม ซิลิโคน ผมเลือกใช้ ซิลิโคนขาวขุ่นกันน้ำ ตัดปลายหลอดซิลิโคน ใน
รูป เฉียง หลังจากนั้น เริ่มยิงซิลิโคน โดยเอียงกระบอกให้ ปลายหลอด เสมอเอียงตามปลาย
หลอด เพื่อที่จะให้ซิลิโคน ออก เยอะที่สุดและเรียบที่สุด

แนวตัดปลายหลอด ซิลิโคน

วิธียิงสมมุติวาง สีแดงคือแนวที่ต้องยิง ซิลิโคน
ยิงซิลฺโคนเรียบร้อย ใช้นิ้วรูดซิลฺโคน กดลงไปแรงๆ เพื่อให้ซิลิโคนอัดเข้าไประหว่างช่อง
ยิงซิลิโคนซ่ำ 2 -3 ครั้งเพื่อให้แน่ใจวางเอาอยู่

อันนี้เป็นอีกวิธีนึง ตัดแผ่นวีว่าบอร์ดปิดให้เสมอ หลังวงกบประตู ใช้สว่านเจาะเข้าที่แผ่นวีว่าบอร์ด
ให้เสมอ กับไม้พอดี ยึดด้วยน๊อต 1นิ้วครึ่ง ให้พอดีกับไม้ หลังจากนั้น ยิงซิลิโคนเหมือนเดิม เป็นอันจบงาน ต้องกันน้ำท่วม โดยไม่ต้องพึ่ง อิฐ ปูน ถุงทราย  โดยสามารถกันน้ำได้นานเป็นเดือน โดยที่น้ำไม่สามารถซึมผ่านได้เลย

 ภาพตัวอย่างเขื่อนกันน้ำทำเองเป็นพนังกันน้ำช่วยป้องกันบ้านไม่ให้เสียหายจากน้ำที่ล้นทะลักจากแม่น้ำยาซู รัฐมิซซิสซิปปี สหรัฐ พฤษภาคม 2554

เขื่อนดิน (พนังกั้นน้ำ) ที่มีประสิทธิภาพ ฐานของเขื่อนกว้างเป็นสามเท่าของความสูงของเขื่อน รถยนต์ขึ้นไปวิ่งบนสันเขื่อนได้เลย

การคลุมพลาสติกเขื่อนดินมีความบกพร่อง ไม่แนบสนิท พลาสติกลอยตัว น้ำจึงซึมเข้าด้านใต้เขื่อน

คาดการณ์ความสูงของเขื่อนผิดพลาด ระดับน้ำสูงเกินความคาดหมาย

  

เขื่อนทำเอง

การใช้กระสอบหนักทับแผ่นพลาสติกที่คลุมรอบเขื่อนช่วยกันน้ำและรักษาพื้นที่ภายใน

  

การที่เขื่อนดินป้องกันน้ำเข้าพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น เพราะมีการออกแบบและวางแผนโดยวิศวกรและมีขั้นตอนพอสมควร เช่น มีการศึกษาทิศทางไหลของกระแสน้ำ คำนวนความสูงของน้ำที่อาจท่วมถึง จากนั้นคำนวนความกว้างของฐานเขื่อนให้สัมพันธ์กับความสูงของเขื่อน คำนวนความกว้างฐานของเขื่อน = ความสูงของเขื่อน X 3 (สันเขื่อนยิ่งสูงเท่าไร ฐานยิ่งต้องกว้างมากขึ้นเท่านั้น) มีการขุดร่องก่อนวางกระสอบทรายเพื่อเพิ่มแรงเสียดทานระหว่างพื้นกับกระสอบไม่ให้แรงน้ำดันกระสอบล้มได้ง่าย มีการคลุมแผ่นพลาสติกกันน้ำที่ด้านนอกของเขื่อนแล้วปิดทับด้านบนของพลาสติกด้วยกระสอบทรายอีกชั้น กันน้ำซึมและกันกระแสน้ำพัดพลาสติกไป เมื่อมวลน้ำเพิ่มมากขึ้นก็จะเกิดแรงกดทับให้แผ่นพลาสติกทาบสนิทกับแนวเขื่อน ป้องกันเขื่อนแตกเพราะกระแสน้ำได้เป็นอย่างดี เขื่อนด้านที่ปะทะกับกระแสน้ำก็ต้องมีการคำนวนแรงปะทะ มีการเสริมส่วนฐานและความสูงเพิ่มจำนวนกระสอบทรายเข้าไปอีก มีแผ่นพลาสติกคลุม อีกทั้งมีแผนสำรอง คือเตรียมเครื่องสูบน้ำไว้พร้อม แต่การทำเขื่อนล้อมพื้นที่ในลักษณะนี้จะมีจุดอ่อนทันทีที่มีปริมาณฝนตกหนักเป็นเวลานาน พื้นที่ด้านในเขื่อนจะกลายเป็นอ่างเก็บกักน้ำฝน ในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่มีฝนชุก ฝนตกหนักติดต่อกันเป็นวันเป็นคืน หากจะกั้นเขื่อนแบบนี้ควรมีแผนสำรอง 1 2 3 เช่น เตรียมระบบระบายน้ำฝน เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำออกที่กำลังแรง ๆ มีการคลุมผนังเขื่อนด้านในด้วยแผ่นพลาสติกกันน้ำอีกชั้น ฯลฯ

 ศึกษารายละเอียดการสร้างเขื่อนป้องกันพื้นที่จากน้ำท่วม ตามเวบ How to Build a Homemade Levee

ภาพจาก daylife.com     msnbc.msn.com  dailymail.co.uk

6. เตรียมพาหนะให้อยู่ในสภาพใช้งาน ถ้าเป็นรถยนต์ควรเติมเชื้อเพลิงให้เต็มถัง ถ้าเป็นเรือยนต์ควรสำรองน้ำมันไว้ด้วย ฟังประกาศจากทางการ ถ้าสถานการณ์เสี่ยงต่อน้ำท่วมให้นำรถไปจอดบนที่สูงพ้นน้ำทันที    การป้องกันรถจากน้ำท่วมวิธีที่ดีที่สุดและง่ายที่สุดคือขับไปจอดไว้บนที่สูงที่น้ำท่วมไม่ถึง คงไม่มีใครเสียเวลาเอาพลาสติกมาหุ้มรถ ใส่ชูชีพให้รถ แล้วจอดรอให้น้ำท่วม ห่วงรถก็ต้องให้รถอยู่บนบก ไม่ใช่เอารถมาแช่น้ำกับเราด้วย ถ้ารถจมน้ำแล้วเวลาจ่ายค่าซ่อมจะกลุ้มไม่คุ้มเสี่ยง อีกทั้งต้องรอคิวซ่อมหลายเดือน (รถเคลื่อนที่ได้ ส่วนบ้านเคลื่อนที่ไม่ได้จึงต้องมีการตั้งรับ)  ถ้ากลัวว่าจอดที่อื่นจะไม่ปลอดภัยพูดง่าย ๆ คือ กลัวรถหาย แนะนำว่าหาที่เหมาะจอดรถได้แล้วก็ปล่อยลมยางออกทั้ง 4 ล้อเลย โจรคงเลือกเอารถคันอื่นไม่เสียเวลามาเติมลมยางรถของเรา  ถ้ากลัวล้อหายก็ถอดล้อออกมาเก็บไว้กับตัวด้วยแล้วเอาอิฐรองรถแทน หลักสำคัญเราต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน อย่านำรถไปจอดบนสะพาน อย่าไปจอดทิ้งบนทางด่วน/ทางต่างระดับ อย่าจอดในที่ห้ามจอด เพราะเป็นการปิดกั้นทางสัญจร เพิ่มภาระและปัญหากับสังคมส่วนรวม ทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทำได้ลำบาก

 อ่านลิงก์ บก.จราจร จัดจุดจอดรถหนีน้ำท่วมทั่วกทม. 109 จุด

 [13 ตุลาคม 2554] รวมสถานที่จอดรถหนีน้ำท่วม บช.น. 109 จุดทั่ว กทม. – กทพ.จัดที่จอดรถใต้ทางพิเศษ 9 แห่ง

 ดาวน์โหลด จุดจอดรถ ฉุกเฉิน กรณีน้ำท่วมพื้นที่กรุงเทพมหานคร

สอบถามข้อมูลสถานที่ให้บริการจอดรถฟรีสำหรับผู้ประสบอุทกภัยได้ที่ ศูนย์ประสานงานการปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของ กทพ. โทร. 1543 (EXAT Call Center)  ข้อมูลจราจร โทร 1197   สถานีวิทยุ จส.100 โทร 1137  สถานีวิทยุ สวพ.91 โทร 1644  สถานีวิทยุ สน.จราจรเพื่อสังคม  99.5 โทร 1255 หรือ 0 2288 5050 

– จุดจอดรถฟรี สำหรับผู้ประสบอุทกภัยในกรุงเทพมหานคร พร้อมคำแนะนำเอกสารที่ควรเตรียมไปด้วย

กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.)  ได้เผยแพร่ข้อมูลสถานที่ที่ให้บริการจอดรถยนต์  โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  เพื่อหนีจากสถานการณ์น้ำท่วม  ผ่านเว็บไซต์  http://www.trafficpolice.go.th/  ซึ่งเป็นข้อมูลที่อัพเดทแล้ว พร้อมเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ   ซึ่งก่อนที่ประชาชนจะเดินทางไป ควรโทรศัพท์สอบถามล่วงหน้าก่อนด้วย เนื่องจากบางสถานที่อาจเต็มแล้ว
หรือ คลิกดาวน์โหลดไฟล์  บก.02 แนะนำจุดจอดรถกรณีน้ำท่วม

ช่วยหาทางออกให้แล้วอย่าเครียด  ปล่อยวางกันบ้างเถอะ

7. เตรียมของใช้ที่จำเป็นใส่กระเป๋าติดตัวหรือติดรถไว้เสมอ สำหรับเป็นชุดยังชีพฉุกเฉิน (ข้าวของเก็บใส่ถุงพลาสติกหรือใส่กระเป๋ากันน้ำด้วยจะดีมาก)  ระหว่างรอดูสถานการณ์น้ำ ให้ติดตามข่าวจากทางการ ฟังคำประกาศเตือน ดูฟ้าฝน ฟังพยากรณ์อากาศ อย่ารอจนน้ำเข้าพื้นที่ เห็นท่าไม่ดีก็สามารถเดินทางหรือขับรถพร้อมกระเป๋ายังชีพออกจากพื้นที่เสียงได้ทันที เราจะได้ดำรงชีวิตด้วยของจำเป็นที่เตรียมไว้เหล่านี้

รายการสิ่งของที่ควรใส่กระเป๋ายังชีพติดตัวหรือติดรถไว้กรณีฉุกเฉิน

8.  กรณีมีเวลาก่อนที่น้ำจะมาถึง ควรเตรียมของใช้ประจำบ้านไว้กรณีฉุกเฉินต้องติดอยู่ในบ้านหลายวัน ควรเตรียมไว้สำหรับ  3 วัน เป็นอย่างน้อย ให้คิดว่านอกบ้านมีภัย จะทำอย่างไรที่จะหลบภัยอยู่ในบ้านให้ได้นานที่สุด

ฉลาดเลือกตุนของกินของใช้ในภาวะเสี่ยงน้ำท่วม

ฉลาดแต่อย่าขาดปัญญา มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
เมตตา คือ ความรัก เข้าใจว่าทุกคนล้วนรักตัวกลัวตาย ทุกคนมีหน้าที่ต่อส่วนรวม ไม่ใช่คิดแต่ว่าครอบครัวคนอื่นอดไม่เป็นไร แต่ครอบครัวของฉันอดไม่ได้ ต้องรู้จักแบ่งปัน คิดดูเถิด ถ้าโลกแตก คนอื่นตายหมด เหลือเราครอบครัวเดียวแล้วจะอยู่รอดได้อย่างไร
กรุณา คือ ความสงสาร ถ้าสินค้ามีน้อยก็ซื้อพอประมาณ คนอื่นที่เขาลำบากจะได้มีกินมีใช้ด้วย
มุทิตา คือ มีจิตอ่อนโยน เห็นใครได้ของไปก่อนหน้าเราก็ยินดีด้วย เดี๋ยวเค้าก็เอาสินค้ามาวางใหม่
อุเบกขา คือ วางเฉยเมื่อเหตุไม่ดีเกิดขึ้น เขาแย่งชิงของไป หรือเขากันท่าจองเอาไว้ก็ปล่อยเขา ไม่ยื้อแย่ง ยอมรับตามความเป็นจริง จะได้ไม่ทุกข์เพิ่ม

รายการสิ่งของชุดเสบียงยังชีพ สำหรับผู้ที่ตั้งรับน้ำท่วมอยู่ในบ้าน มีดังนี้

เตรียมเครื่องบริโภค/อุปโภคตามจำนวนคน/จำนวนวันที่ต้องพักอาศัย ควรเตรียมไว้สำหรับ  3 วัน เป็นอย่างน้อย ให้ดีที่สุดคือเตรียมเผื่อไว้ 18 วัน มีความเป็นไปได้ว่า น้ำอาจจะเพิ่มสูงจนออกไปไหนไม่ได้ ถึงแม้ว่าออกไปซื้อของได้แต่การกลับเข้ามาพร้อมกับสิ่งของอาจทำได้ลำบากมากขึ้น เนื่องจากทางขาดหรือระดับน้ำสูง  ควรเตรียมเสบียงเผื่อไว้สำหรับเหตุการณ์์หลังน้ำลดด้วย ซึ่งมักจะเกิดภาวะขาดแคลนอาหารและของใช้ เกิดความชุลมุนแย่งซื้อข้าวของให้เห็นบ่อย ๆ

หมวดอาหาร

อาหาร ควรเป็นอาหารพร้อมรับประทาน อาหารแห้ง อาหารที่ปรุงเร็ว เก็บไว้ได้นาน ให้พลังงานสูง อิ่มท้อง เน้นว่าควรจะเป็นอาหารที่เราคุ้นเคย/ชอบ คือเคยรับประทานมาก่อน  (จำเป็นต้องทนกินอาหารซ้ำ ๆ ก็ควรหาอาหารที่เราชอบกินมาเก็บดีกว่า อาหารที่ไม่เคยกิน อย่าซื้อมาเก็บ)

– อาหารแห้งที่สามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่ต้องแช่เย็น เช่น ไข่ ปลาเค็ม ปลาแห้ง ปลาวง ปลาหวาน ปลาทูหมัก ปลาส้ม หมึกแห้ง กุ้งแห้ง ไข่เค็ม กุนเชียง หมูหยอง หมูฝอย แหนม เนื้อเค็ม ปลาผัดพริกขิง น้ำพริกปลาป่น น้ำพริกนรก น้ำพริกตาแดง ไชโป๊วหวาน วุ้นเส้น โปรตีนเกษตร อาหารประจำภาคที่คุ้นเคยของแต่ละคน เช่น ปลาร้าสับ ไตปลาแห้ง น้ำปู

– ข้าวสาร ข้าวเหนียว ธัญพืช ถั่วลิสง ลูกเดือย เผือก มัน ซีเรียลอาหารเช้าที่รับประทานกับนม

– เครื่องปรุง เช่น น้ำมันพืช น้ำตาล เกลือ กะปิ น้ำปลา มะขามเปียก ซอสปรุงรส พริกแห้ง หอม กระเทียม เห็ดหอม เห็ดแห้ง สาหร่าย พริกแกง ผงปรุงรสสำเร็จรูป

– อาหารกระป๋อง เช่น ปลากระป๋อง แกงกระป๋อง ผักกาดดองกระป๋อง ทูน่า มายองเนส

– บะหมี่สำเร็จรูป โจ๊ก ซุป เติมน้ำร้อนพร้อมรับประทาน

– กรณีตู้เย็นยังมีกระแสไฟฟ้า หรือมีกล่องโฟมใส่น้ำแข็งแช่ของสด ให้เตรียมตุนของสดไว้ได้พอประมาณ เช่น เนื้อสัตว์ หมู ไก่ เนื้อ ปลา ปลาทูนึ่ง เต้าหู้หลอด ผักคะน้า ผักกาดขาว มะเขือเทศ พริกหยวก ต้นหอม ผักชี กระเพรา โหรพา ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว มะระ  มะเขือ แตงกวา ฯลฯ

– ผักที่ไม่ต้องแช่เย็น เช่น กระหล่ำ ฟักเขียว ฟักทอง หัวไชเท้า แครอท พริก มะนาว มะละกอ ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก มะนาว

– ผลไม้สด/แห้ง  เช่น กล้วย แอ๊ปเปิ้ล ส้ม แตงโม ส้มโอ สับปะรด มะขามหวาน ลูกเกด กล้วยตาก กล้วยฉาบ

– ขนมขบเคี้ยว ถั่ว นัท เม็ดมะม่วงหิมพานต์ แครกเกอร์ เวเฟอร์ บิสกิตส์ ชอกโกแลตแท่ง ลูกอม ฝอยทองกรอบ กระยาสารท กรอบเค็ม ขนมเปี๊ยะ

– เครื่องดื่มในกล่อง/ขวด เช่น นมยูเอชที น้ำผลไม้

– เครื่องดื่มผงสำหรับชงดื่ม ชา กาแฟ นมผง โกโก้ ชอกโกแลต

ควรเตรียมสำหรับ 3 มื้อต่อคนต่อวัน ตามจำนวนคน ควรเตรียมเผื่อไว้อย่างน้อยสำหรับ 3 วันที่ต้องติดอยู่ในบ้าน

ตู้เย็นอาจจะถูกตัดไฟ อาหารที่เสียง่ายต้องนำมาปรุงก่อน เนื้อสัตว์ถ้ากินไม่ทันก็รวนให้แห้งสามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องได้ 1-2 วัน จากนั้นเลือกปรุงอาหารโดยดูวันหมดอายุ อายุสั้นกินก่อน อาหารบรรจุกระป๋องจะเก็บได้นาน  จากเสบียงข้างต้นจะได้เมนูอาหารสำหรับครอบครัวที่ติดอยู่ในบ้านที่น้ำท่วม ดังนี้
ผัดกระเพราหมู/ไก่ ผัดผัก ผัดพริก ผัดเผ็ด แกงจืดวุ้นเส้น ไข่พะโล้ ไข่ลูกเขย ไข่เจียว หมูหวาน ต้มยำปลากรอบ ต้มยำปลากระป๋อง ต้มโคล้งปลากรอบ  ข้าวผัดไข่ ข้าวผัดแหนม ข้าวผัดสับปะรด แกงส้ม แกงไตปลา แกงเลียงฟักทอง ต้มจืดฟัก น้ำพริกต่าง ๆ น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาทู ส้มตำ ยำปลากรอบ ยำทูน่า ยำปลากระป๋อง ยำกุนเชียง ยำไข่เค็ม ยำกุ้งแห้ง ยำวุ้นเส้น ผัดผักใส่ไข่เค็ม แกงจืดสาหร่าย แกงจืดเต้าหู้ ต้มจืดผักกาดดอง ต้มจืดหัวไชเท้า ไชโป้วผัดไข่  ผักกาดดองผัดไข่ ต้มจับฉ่าย แหนมผัดไข่ แตงกวาผัดไข่  ถั่วฝักยาวผัดพริกขิง โปรตีนเกษตรกรอบผัดพริกขิง ถ้าข้าวสารใกล้หมดก็ให้ต้มข้าวใส่ธัญพืช/เผือก/มันผสมลงไป อิ่มท้องและมีคุณค่า ฯลฯ

หมวดเครื่องดื่ม/ น้ำดื่ม/ น้ำใช้

– น้ำดื่ม 3 ลิตรต่อคนต่อวัน x จำนวนคน x จำนวนวัน

– น้ำสะอาด ควรเตรียมน้ำสะอาดสำรองไว้สำหรับใช้ให้เพียงพอกับจำนวนคนในบ้าน คือ 1 แกลลอนต่อคนต่อวัน เนื่องจากน้ำที่ท่วมขังทำให้น้ำประปาถูกปนเปื้อนไม่สะอาด

เตรียมตามจำนวนคน ควรเตรียมเผื่อไว้อย่างน้อยสำหรับ 3 วันที่ต้องติดอยู่ในบ้าน

หมวดของใช้ในครัว

– เตรียมสถานที่เหมาะสมไว้สำหรับปรุงอาหาร และเตรียมเครื่องครัว เช่น ถังแก๊สเตรียมไว้ให้เต็มถัง ภาชนะ หม้อ กะทะ จาน ชาม ช้อน ส้อม แก้ว มีด ครก สาก ถังบรรจุน้ำพร้อมน้ำสะอาดสำหรับปรุงอาหาร เก็บขึ้นที่สูงให้พ้นน้ำ กรณีขาดแคลนน้ำใช้/น้ำประปา ควรเตรียมภาชนะแบบใช้แล้วทิ้ง ป้องกันโรคท้องร่วงจากการสัมผัสน้ำที่ไม่สะอาด

– ที่เปิดกระป๋อง ที่เปิดขวด

– น้ำยาล้างจาน ฟองน้ำ

– ถุงขยะ หนังยาง สำหรับเก็บเศษอาหารมัดถุงให้มิดชิด

หมวดของใช้ในบ้าน

– เตรียมวิทยุแบบพลังงานถ่านไฟฉายพร้อมถ่านไฟฉายไว้ฟังสถานการณ์ กรณีไฟฟ้าดับ

– เตรียมไฟฉาย ตะเกียง เทียนไข ไม้ขีดไฟ ไฟแช็ค สำหรับใช้ยามค่ำคืน

– สเปรย์กำจัดแมลง ชอล์กกำจัดมด ช่วยขจัด ยุง มด แมลงที่มารบกวน

– เตรียมเครื่องนอน หมอน มุ้ง ถุงนอน ผ้าห่ม ให้ครบจำนวนคน สภาพอากาศอาจแปรปรวน ร้อนสลับเย็นควรเตรียมชุดที่ให้ความอบอุ่นเผื่อไว้ด้วย

หมวดของใช้ส่วนตัว

– ของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น เช่น เสื้อผ้า ชุดชั้นใน แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ แชมพู ยาสระผม แป้งฝุ่นโรยตัว กระดาษชำระ ผ้าอนามัย แว่นตา  คอนแทคเลนส์ พร้อมน้ำยาคอนแทคเลนส์

หมวดสุขอนามัย และ ของใช้ในห้องน้ำ/ห้องสุขา

– อุปกรณ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ เช่น ด่างทับทิม น้ำยาทำความสะอาด เจลล้างมือ แอลกอฮอล์ น้ำยาฆ่าเชื้อ น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักรีด ปูนขาว สารส้ม

– เตรียมถังและถุงดำ หนังยางไว้สำหรับการขับถ่ายส่วนตัวแล้วผูกมัดให้แน่น

– รวมทั้งเตรียมทิชชู่เปียก หรือกระดาษชำระให้พอสำหรับการใช้งานต่อคนต่อวัน

หมวดเครื่องมือช่าง

– เตรียมเทป พลาสติกกันน้ำ กาวซิลิโคน อะคริลิค โพลี่ยูริเทน ถุงทราย ติดบ้านไว้กรณีมีน้ำซึมเข้ามาตามหลังคาหรือช่องอื่น ๆ จะได้ซ่อมแซมอุดรอยรั่วได้ทันท่วงที

– เตรียมเครื่องมือช่างที่จำเป็นไว้ใช้ เช่น ประแจ คีม ค้อน ไขควง ขวาน ชะแลง วัสดุที่เป็นโลหะเมื่อสัมผัสน้ำนาน ๆ อาจเป็นสนิม ฝืด ต้องใช้แรงในการเปิดมากกว่าปกติ กรณีติดอยู่ภายในบ้านขณะน้ำท่วมสูงอาจจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เหล่านี้งัดบ้าน/หลังคาออกมา

– เชือกหลายขนาดความยาว 20-30 เมตร,  แผ่น/ถุงพลาสติกกันน้ำ ไว้รวบรวมสิ่งของผูกติดไว้ด้วยกันไม่ให้ลอยไปกับน้ำ ทำราวตากผ้าชั่วคราว หรือไว้ผูกยึดเป็นที่จับเวลาเดินฝ่ากระแสน้ำเชี่ยว ขวดพลาสติกเปล่าปิดฝาให้สนิทสามารถนำมาผูกรวมกันใช้เป็นชูชีพหรือแพชั่วคราวได้

หมวดเครื่องมือสื่อสารและพลังงานสำรอง

– เตรียมแบ็ตเตอรี่ ถ่านไฟฉายสำรองจำนวนมากพอ สำหรับวิทยุ และไฟฉาย

– โทรศัพท์มือถือ ควรชาร์ทแบตเตอรี่ให้เต็มไว้ ควรมีแบตเตอรี่สำรองไว้ด้วย  กรณีโทรศัพท์แบบเติมเงินควรเติมเงินล่วงหน้าไว้มากพอสำหรับการโทรออกที่จำเป็น หรือซื้อบัตรเติมเงินเก็บสำรองไว้

– เตรียมพลังงานสำรองกรณีใช้เครื่องปั่นไฟ เครื่องสูบน้ำ หรือเตรียมน้ำมันสำรองไว้สำหรับเรือยนต์

หมวดของใช้พิเศษ

– เตรียมชุดยาสามัญประจำบ้าน เช่น ยากันยุง ยาทารักษาโรคน้ำกัดเท้า ยาแก้แพ้ ยาแก้ผดผื่นคัน ยาคลายเครียด ยาแก้ปวดลดไข้ ยาธาตุ เกลือแร่ ยาแก้ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อ ชุดทำแผล  และยารักษาโรคประจำตัว เช่น ยาเบาหวาน ความดัน หอบหืด ควรศึกษาคู่มือและวิธีการปฐมพยาบาลเตรียมไว้ด้วย

– กรณีมีเด็กอ่อนหรือทารก ควรเตรียม นมผง อาหารสำหรับเด็กอ่อน ของใช้สำหรับเด็กอ่อนให้พอ  เช่น ผ้าอ้อม กระดาษชำระแบบเปียก ยาสำหรับเด็ก ยาน้ำลดไข้ ยาแก้หวัด ยาทาแก้แมลงกัดต่อย  กระติกเก็บน้ำร้อน ขวดนม ขวดน้ำ เบาะ เปล เครื่องนอนเด็ก มุ้งครอบกันยุง

– กรณีมีคนป่วยหรือคนพิการ ผู้สูงอายุ ต้องเตรียมยาและสิ่งของจำเป็นสำหรับคนป่วย/คนพิการ ผู้สูงอายุ  เช่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ยาเบาหวาน ยาลดความดัน ยาละลายลิ่มเลือด ยาโรคหัวใจ

– กรณีมีสัตว์เลี้ยง เตรียมอาหาร/น้ำดื่มสำหรับสัตว์เลี้ยงต่อตัวต่อวันอย่างน้อย 3 วัน และเตรียมสถานที่/อุปกรณ์ขับถ่ายให้พร้อม

– ควรมีหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินไว้ติดต่อขอความช่วยเหลือ ติดไว้ในที่สามารถมองเห็นได้ง่าย

– เตรียมกระดาษ ปากกา ดินสอ ไว้ในที่หยิบสะดวก เวลาฟังวิทยุมีประกาศเบอร์โทรที่ให้ความช่วยเหลือด้านใดจะได้จดเก็บไว้

– ควรมี หนังสือ เพลง เกมส์ กิจกรรมคลายเหงา แก้เบื่อ กรณีมีเด็กอาศัยอยู่ด้วยควรหากิจกรรม เกมส์ นิทานสำหรับเด็กติดบ้านไว้ด้วย

– เตรียมนกหวีด ไว้เป่าขอความช่วยเหลือ หรือเตรียมพลุไฟไว้จุดขอความช่วยเหลือฉุกเฉินในเวลากลางคืน โทรศัพท์มือถืออย่าให้แบตเตอรี่หมดควรใช้ติดต่อเท่าที่จำเป็น

– เตรียมชูชีพ ห่วงยาง เรือท้องแบน กรณีน้ำท่วมสูงจนอาศัยอยู่ในบ้านไม่ได้ จะได้อพยพออกมายังที่ปลอดภัยได้ด้วยตนเอง

  

               ขณะน้ำท่วม

ให้ติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด เช่น สังเกตลมฟ้าอากาศ และติดตามคำเตือนเกี่ยวกับลักษณะอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ระดับน้ำจากกรมเจ้าท่าหรือกรมชลประทาน คำเตือนจากผู้นำชุมชน  อย่างไรก็ดีควรเชื่อฟังคำเตือนจากทางราชการ อย่าคิดว่าในอดีตไม่เคยประสบอุทกภัยคงไม่เป็นไร  ควรมีการเตรียมพร้อมที่จะอพยพไปในที่ปลอดภัยเมื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน  เมื่อจวนตัวให้คำนึงถึงความปลอดภัยของชีวิตมากกว่าห่วงทรัพย์สมบัติ  แต่ถ้าน้ำยังไม่ทะลักเข้าบ้านก็ยังพอมี 2 ทางเลือก คือ อพยพหรือประจัญหน้า

ต้องการอพยพ

สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับการอพยพ ได้แก่

– วางแผนการอพยพ แจ้งจุดนัดหมายพ่อแม่ลูกจะพบกันที่ใด หลังจากนั้นกำหนดเป้าหมายว่าจะไปอยู่ที่ใด พักที่ไหน พักอยู่กับใคร และแจ้งเพื่อนบ้านไว้ ให้หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อไว้ อาจจะแจ้งหัวหน้าชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ให้รู้ว่าเราอยู่ในที่ปลอดภัยไม่ได้ติดอยู่ในบ้าน

 ลิงก์ รวมข้อมูล ศูนย์อพยพ และ ศูนย์พักพิง สำหรับผู้ประสบอุทกภัย

  กรุงเทพมหานคร เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวให้กับชาวบ้านผู้สบภัยน้ำท่วม

  แผนที่ศูนย์อพยพ และศูนย์พักพิง สำหรับผู้ประสบอุทกภัย ทั่วกรุงเทพมหานคร

-ตรวจเช็คของใช้จำเป็นที่เตรียมใส่กระเป๋าไว้แล้ว เช่น เสื้อผ้า ชุดชั้นใน ยาประจำตัว ของมีค่า กระเป๋าสตางค์ ธนบัตร เหรียญ เงินสด (น้ำอาจจะท่วมตู้ ATM การใช้บัตรเอทีเอ็มอาจไม่สะดวกเท่าใช้เงินสด) กุญแจบ้านสำรอง กุญแจรถสำรอง สำเนาเอกสารส่วนตัวที่สำคัญ บัตรประชาชน ประกันชีวิต ประกันภัย บัตรเอทีเอ็ม เครดิตการ์ดเก็บไว้ในถุงกันน้ำ และเก็บไว้ใกล้กับชุดยังชีพฉุกเฉินเพื่อจะได้หยิบฉวยได้ทันและกันลืม  สภาพอากาศอาจแปรปรวน ร้อนสลับเย็นควรเตรียมชุดที่ให้ความอบอุ่นเผื่อไว้ด้วย

– ตรวจสอบสิ่งของเครื่องใช้ในบ้านที่ยกขึ้นที่สูงไว้ ให้มั่นใจว่าพ้นน้ำ โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าต้องอยู่ให้สูงกว่าระดับน้ำ เครื่องใช้ที่ลอยน้ำได้ให้ผูกมัดด้วยเชือกยึดกับเสาหรือคานไว้ ป้องกันไม่ให้สิ่งของลอยไปกับกระแสน้ำ

– ตัดสะพานไฟ สับเบรกเกอร์/คัตเอ้าท์ในบ้าน ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด   ตู้เย็นควรเอาของที่แช่ออกให้หมดและเปิดฝาตู้ไว้เพื่อลดความเสียหายหลังจากกลับมาใช้งานอีกครั้ง

– ปิดวาล์วแก๊สให้สนิท ผูกถังแก๊สไว้กับเสาหรือคานไว้ด้วย ป้องกันไม่ให้ลอยตามน้ำไป

– อย่าลืมเอาโทรศัพท์มือถือไปด้วย พร้อมที่ชาร์ทแบตเตอรี่ / แบตเตอรี่สำรอง

– อุดทุกช่องทางที่น้ำจะซึมเข้าบ้าน ใช้จุกก็อกที่อุดซิ้งค์ล้างจาน หรือจุกที่อุดอ่างอาบน้ำ อุดตามท่อแล้ววางทับด้วยของหนักเช่นถุงทราย  ถ้าท่อใหญ่ก็ต้องดัดแปลงใช้แผ่นพลาสติกทาบปากท่อแล้วหย่อนถุงทรายขนาดใหญ่กว่าท่อนิดหน่อยตามไป ป้องกันแรงดันน้ำจากด้านนอกดันสิ่งปฏิกูลย้อนขึ้นมาเลอะเทอะ อุดท่อส้อม ท่อชักโครก ท่อน้ำทิ้ง ท่อระบายน้ำ  ในห้องครัว ห้องส้วม ห้องอาบน้ำ ห้องซักรีด อุดช่องประตูทุกบาน อุดช่องรั้วบ้าน (ที่เอาทรายใส่ถุงวางทับท่อ เพื่อให้มีน้ำหนักกดทับ และเมื่อหมดวาระต้องใช้แล้วจะได้ดึงออกง่าย)

– อย่าลืมนำสัตว์เลี้ยงไปด้วย สุนัข แมว นก สัตว์ในกรงควรปล่อยให้เขาเป็นอิสระ เมื่อน้ำท่วมกรงสัตว์เลี้ยงอาจตายได้ ถ้าเป็นฟาร์มปศุสัตว์ให้อพยพสัตว์พร้อมอาหารไปอาศัยที่สูงพ้นน้ำ

– ล็อกประตู หน้าต่าง ประตูรั้วให้แน่นหนา

– เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง สอบถามเส้นทางที่ไปได้ เส้นทางใดปิดมีน้ำท่วมขังอย่าไป อันตราย  ระหว่างทางหากพบน้ำท่วมทางอย่าเสี่ยงขับลุยเข้าไปเพราะเราไม่รู้ว่าน้ำลึกและเชี่ยวกรากมากน้อย  ดูวิดิโอน้ำพัดรถตกถนนที่คอมเม้นต์ด้านล่าง

  แผนที่แสดงจุดเกิดอุทกภัยบนทาง หลวงทั่วประเทศ

  • สายด่วน กรมทางหลวง 1586 ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม 1356
  • กรมทางหลวงชนบท 1146
  • การรถไฟแห่งประเทศไทย 1690
  • บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) 1490
  • ตำรวจทางหลวง โทร. 1193 สอบถาม เส้นทางน้ำท่วม ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • เส้นทางจราจรในกรุงเทพและปริมณฑล
    • ร่วมด้วยช่วยกัน โทร 1677
    • สถานีวิทยุ จส.100 โทร 1137
    • สถานีวิทยุ สวพ.91 โทร 1644
    • สถานีวิทยุ สน.จราจรเพื่อสังคม  99.5 สายด่วน 1255 หรือ 0 2288 5050 
    • ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร จะแจ้งสถานการณ์ข้อมูลปิดการจราจรน้ำท่วมขังให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ www.trafficpolice.go.th หรือ โทร. 1197

 (26 ตุลาคม 2554) การเตรียมตัวเป็นผู้ประสบภัยที่ดี

 
 
 
 ภาพอุปกรณ์อุดท่อ จากเว็บพันทิป สะใภ้อินเตอร์ วิธีป้องกันน้ำท่วมบ้าน 
  

 

 อ่านเพิมเติม How to Fill and Position Sandbags

 

ต้องการอยู่เฝ้าบ้าน

โปรดคิดให้ดีก่อนตัดสินใจเลือกวิธีนี้เพราะบ้านที่คุณเคยอยู่อาศัยและคุ้นเคยเป็นอย่างดีนั้นเมื่อถูกน้ำท่วมจะไม่เหลือความสะดวกสบายอีกต่อไป ระบบสาธารณูประโภคถูกตัดแน่นอน (ไม่มี ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ ถนนทางสัญจร) คุณจะไม่สามารถขับถ่ายในห้องส้วม/ห้องสุขา หรือใช้ห้องอาบน้ำ ที่คิดว่าจะใช้ห้องน้ำชั้นสองได้อาจจะต้องทบทวนดี ๆ เพราะปั้มน้ำอยู่ชั้นล่างถ้าน้ำท่วมปั้มแล้วชั้นสูง ๆ จะใช้น้ำได้อย่างไร  ห้องนอนที่ติดแอร์มีเครื่องปรับอากาศ มีพัดลม มีทีวี เครื่องเสียงเครื่องเล่นดีวีดี จะไม่สามารถใช้ได้เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกตัด ห้องครัวก็ไม่สามารถปรุงอาหารได้อย่างปกติเนื่องจากตู้เย็นไม่สามารถเก็บตุนอาหารสดได้อีกต่อไป เสื้อผ้าอาจมีการหมักหมมเพราะไม่สามารถใช้น้ำประปาได้อย่างปกติ ตกกลางคืนคุณอาจต้องอยู่ท่ามกลางความมืดมิดไร้แสงไฟ ไร้ความบันเทิงและการรอคอยให้น้ำลดอาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ สองสัปดาห์ เป็นเดือน หรือ หลาย ๆ เดือน เมื่อเสบียงอาหารและน้ำดื่มหมดลง จะอยู่ได้อย่างไร  โอกาสที่จะมีเจ้าหน้าที่นำเรือเข้ามารับออกไปศูนย์พักพิงมีน้อยมากและเรือที่จะมาแจกสิ่งของบรรเทาทุกข์มีน้อยยิ่งไปอีก และ ที่สำคัญน้ำที่ท่วมขังนานๆ มักเน่าเสีย มีกลิ่นเหม็น การสัมผัสน้ำเน่าเสีย อาจทำให้ติดเชื้อโรค เกิดความเจ็บป่วยได้ง่าย

 

ขณะที่คุณอยู่ในบ้านที่แวดล้อมด้วยน้ำ

1. เก็บรักษาอุปกรณ์ชุดยังชีพฉุกเฉินที่เตรียมไว้ก่อนน้ำท่วมข้างต้นไว้ในที่ปลอดภัย หยิบใช้ง่าย คือที่แห้ง น้ำท่วมไม่ถึง

2. ตรวจสอบสิ่งของเครื่องใช้ในบ้านที่ยกขึ้นที่สูงไว้ ให้มั่นใจว่าพ้นน้ำ โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าต้องอยู่ให้สูงกว่าระดับน้ำ เครื่องใช้ที่ลอยน้ำได้ให้ผูกมัดด้วยเชือกยึดกับเสาหรือคานไว้ ป้องกันไม่ให้สิ่งของลอยไปกับกระแสน้ำ

3. สำรวจจุกก็อกและถุงทรายที่อุดท่อ อุดอ่างอาบน้ำ อุดท่อระบายน้ำ ที่อุดทุกช่องทางที่น้ำจะซึมเข้าบ้าน อีกครั้งว่าไม่มีจุดที่ตกสำรวจ สำรวจตามห้องครัว ห้องส้วม ห้องอาบน้ำ ห้องซักรีด ช่องประตูทุกบาน   หมั่นคอยสำรวจรอยรั่วเป็นระยะ ๆ ถ้ามีน้ำขังในบริเวณบ้านให้สูบน้ำออก  ดูวีดิโอสาธิตการวางกระสอบทรายป้องกันบ้านที่คอมเม้นต์ด้านล่าง

4. เมื่อน้ำเข้าตัวบ้านปริมาณมากให้รีบตัดสะพานไฟทันที ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด   ตู้เย็นควรเอาของที่แช่ออกให้หมดและเปิดฝาตู้ไว้เพื่อลดความเสียหายหลังจากกลับมาใช้งานอีกครั้ง

5. ไม่รับประทานอาหารที่สัมผัสกับน้ำที่ท่วม หากต้องการดื่มน้ำประปาในช่วงน้ำท่วมควรนำไปต้มให้เดือดเสียก่อน

6. ไม่เปิดใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในขณะน้ำท่วม จนกว่าจะแน่ใจว่าปลอดภัย ไม่มีกระแสไฟรั่วลงน้ำ หรือ ไม่ยืนแช่น้ำอยู่

7. ระวังสัตว์ร้ายหรือสัตว์มีพิษ เช่น งูพิษ ตะขาบ แมลงป่อง สัตว์เลื้อยคลาน จระเข้ที่หลุดจากฟาร์มเลี้ยง ฯลฯ ที่มักจะหนีน้ำท่วมเข้ามาอยู่ในบริเวณที่แห้ง กรณีจระเข้เมื่อหิวต้องการอาหารอาจเป็นอันตรายได้ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาจัดการ สายด่วน มีปัญหาสัตว์ป่า สัตว์มีพิษ สัตว์อันตราย 1362 หรือ โทร 09 0101 0030  มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง โทร 02 226 4444 – 8 มูลนิธิร่วมกตัญญู โทร 02 751 0951

8. หลีกเลี่ยงการบุกลุยเข้าไปในบริเวณน้ำท่วม อาจจะมีฝาท่อเปิดไว้ หรือมีการทรุดตัวของทางเป็นหลุมลึก หรือน้ำเชี่ยวกรากเป็นอันตรายทำให้เสียการทรงตัวและถูกน้ำพัดจมได้

9. ถ้าจำเป็นต้องลุยน้ำ ควรสวมรองเท้าที่กันน้ำหรือที่มีพื้นหนากันลื่น ป้องกันสิ่งของแหลมคมทะลุรองเท้า กลับมาจากการลุยน้ำให้ล้างชำระตัวให้สะอาดด้วยน้ำแช่ด่างทับทิม สำหรับเท้าให้แช่ด้วยน้ำละลายสารส้มเข้มข้นเป็นการป้องกันเชื้อโรคและโรคน้ำกัดเท้าได้ เช็ดตัวให้แห้งเสมอ ระวังปอดบวม

10. หากจำเป็นต้องขับรถออกจากบ้าน ควรตรวจเช็คเส้นทางการจราจรก่อนทุกครั้งว่าเส้นทางไหนปลอดภัยไม่มีน้ำท่วม อย่าขับรถลุยน้ำโดยที่ไม่รู้ว่าน้ำท่วมลึก/ตื้น กระแสน้ำแรง/ไม่แรง  ดูคลิปวิดิโอเหตุผลที่ห้ามขับรถลุยน้ำท่วม ดูวิธีเอาตัวรอดออกจากรถเมื่อรถจมน้ำ ที่คอมเม้นต์ด้านล่าง

11. ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมจากสถานนีวิทยุท้องถิ่น เพื่อติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นฉุกเฉิน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการ  หากระดับน้ำสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีคำเตือนให้อพยพก็ให้อพยพออกมาจากบ้านทันที อย่ารอจนน้ำขึ้นสูงท่วมมิดศรีษะ เพราะการลงแช่น้ำระดับนั้นเสี่ยงทั้งกระแสน้ำแรง เสี่ยงจากไฟรั่ว ไฟดูด ต้องระวังตนเองไม่ลุยน้ำเข้าใกล้ เครื่องใช้ไฟฟ้า ปลั๊กไฟ เสาไฟ ตู้โทรศัพท์

12. ถ้าน้ำลดลงพอที่จะออกนอกบ้านได้ หาจังหวะออกไปซื้อของกิน/ของใช้ มาเติมเสบียงที่พร่องเรื่อย ๆ หาซื้อจากตลาดในชุมชนใกล้บ้านดีที่สุด อาจจะยังพอมีอาหารสดขาย   น้ำที่ท่วมขังนาน ๆ อาจทำให้เส้นทางสัญจรเสียหาย ค่าขนส่งสูง พื้นที่เกษตรกรรมเสียหาย ปลูกสวนผักไม่ได้และฟาร์มปศุสัตว์ล้มตายโตไม่ทัน โรงงานผลิตอาหารถูกน้ำท่วมเสียหาย เกิดภาวะสินค้าขาดตลาด ราคาอาจจะพุ่งสูง และยากที่จะประมาณการณ์ว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อไร

 ข้อมูลจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีมีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง

ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 1   ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 2

ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 3  ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 4

ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 5   ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 6

ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 7   ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 8

ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 9

ข้อแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้ากรณีน้ำท่วมหรือน้ำท่วมขัง - 10

 วงจรตรวจสอบไฟฟ้ารั่วแบบความไวสูง  คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

 FloodDuck เป็ดน้อยเตือนภัย จากเว็บ it24hrs.com

จากสถิติผู้เสียชีวิต จากภัยน้ำท่วม ส่วนใหญ่มาจากผู้ประสบภัยจมน้ำเสียชีวิต แต่มีสิ่งที่น่ากลัวว่า  ”สถิติคนถูกไฟช็อตตายช่วงน้ำท่วมเพิ่มขึ้น 6 เท่าตัวใน 1 เดือน”   วิธีป้องกันด้วยการเช็คกระแสไฟฟ้ารั่วในบริเวณน้ำท่วมนี้มีหรือไม่? ส่วนใหญ่จะแนะนำใช้ไขควงเช็คไฟฟ้า แต่วิธีนี้จะไม่สะดวกนะและในบางครั้งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เหมือนกัน จึงมีคนคิดประดิษฐ์เครื่องตรวจกระแสไฟฟ้าในแหล่งที่น้ำท่วมในชื่อว่า “FloodDuck เป็ดน้อยเตือนภัย”

ด้วยแรงบันดาลใจจาก อ.ดุสิต สุขสวัสดิ์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ได้นึกถึงเจ้าเป็ดน้อยที่ลอยน้ำบนอ่าง กับปัญหาการเช็คไฟฟ้ารั่วด้วยไขควง จึงได้ประดิษฐ์ เจ้า FloodDuck นี้ขึ้น โดยมีทีมงานและอาสาสมัครมาช่วยผลิตเจ้าเป็ดน้องเตือนภัยด้วย    ผู้ช่วยที่น่ารักเครื่องนี้ ใครจะไปเชื่อว่าจะช่วยตรวจกระแสไฟฟ้ารั่วในช่วงน้ำท่วมได้ แต่เจ้าเครื่องนี้เจ๋งทำได้จริง จนเป็นกระแสพูดถึงบนโลก Social Network อย่างกว้างขวางมาก

วิธีการใช้งานเจ้าเป็ดน้อยเตือนภัยตัวนี้ แนะนำทำคันแขวนเอาไว้ถือคล้ายตะเกียง แล้วแขวนเจ้าเป็ดน้อยเตือนภัยนี้ก่อน ค่อยๆนำลงไปลอยน้ำในแหล่งน้ำท่วม เพื่อทำการตรวจเช็คกระแสไฟฟ้า ว่ามีไฟฟ้ารั่วหรือไม่ ปลอดภัยหรือเปล่า หากพบกระแสไฟฟ้ารั่ว เจ้าเป็ดน้อยเตือนภัยก็จะส่งเสียงดัง พร้อมกับแสดงไฟสีแดงขึ้น เพื่อเตือนให้รู้ว่าในแหล่งน้ำท่วมนี้อันตราย ไม่ปลอดภัย มีกระแสไฟฟ้ารั่วอยู่ หากเหยียบย่ำเข้าไปก็จะโดนไฟดูดถึงแก่ชีวิตได้! เมื่อใช้เสร็จก็เช็ดเจ้าเป็ดน้อยให้แห้งและตรวจเช็คแบตเตอรี่ด้วยว่าหมดแล้วหรือยัง หากหมดควรเปลี่ยนแบตก่อนใช้งาน ต้นทุนในการผลิตเจ้าเป็ดน้อยตัวนี้ ราคาเพียง 150-160 บาท เท่านั้นเอง

จากรายการ Q081 ชุมชนไม่จนปัญญา ทาง ThaiPBS ท่านผู้ที่ได้รับ flood duck ไปใช้แล้วขอแนะนำว่าการใช้งาน ควรต่อขาทั้งสองให้ยาวและห้อยขาเป็ดให้ถึงพื้นดินที่จะลุยน้ำ เพราะว่าไฟที่รั่วเราจะวัดแค่ที่ผิวน้ำไม่ได้  ต้องวัดที่พื้น จึงต้องต่อขาให้วัดไฟรั่วในน้ำลึก ๆ ได้

แต่ความตั้งใจของโครงการ FloodDuck นี้ คือจะแจกฟรีให้กับหน่วยงานต่างๆ ยังขาดเงินทุนสนับสนุนในการผลิต ใครสนใจจะช่วยเหลือก็สามารถร่วมบริจาคเงินสมทบทุน “โครงการเป็ดน้อยเตือนภัย (FloodDuck)  ได้ที่ 

เลขที่บัญชี 631 – 2 – 08293 – 2  ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยเทคโนฯ พระจอมเกล้า ลาดกระบัง

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม โทร 088 – 873 – 6859 หรือทาง Facebook ที่ facebook.com/floodduck54

วิธีทำส้วมฉุกเฉินจากอุปกรณ์ในบ้าน

อุปกรณ์ ได้แก่ ตระกร้า หรือถังที่แข็งแรงพอรับน้ำหนักตัวได้ ถุงขยะขนาดพอดีกับตระกร้า/ถัง ทิชชูเปียก ทิชชู่แบบหนา ปูนขาว สเปรย์ปรับอากาศ เทียนหอม

วิธิการคือนำถุงขยะสวมลงในตระกร้า/ถัง พันชายถุงคลุมขอบตระกร้า/ถัง เอาทิชชู่รองก้นถุง พับทิชชู่แบบหนาหลาย ๆ ทบวางบนขอบตระกร้า เพื่อจะได้นั่งได้สะบาย เสร็จกิจแล้วโรยปูนขาวลงไปผูกมัดปากถุงให้เรียบร้อย จัดเก็บถุงปฏิกูลในที่ที่เหมาะสม จุดเทียนหอมหรือฉีดสเปรย์ปรับอากาศ สภาพห้องก็จะพร้อมทำกิจกรรมอื่นได้

ข้อมูลจาก crohnsoncampus.com

 

  

แต่ถ้ายังพอมีเวลา ลองดัดแปลงใช้วัสดุที่มั่นคงปลอดภัยจะดีมาก

ตัวอย่าง

ส้วมเฉพาะกิจ ไอเดียคุณ Diamondoid  จากเว็บพันทิป   อุปกรณ์ ได้แก่ เก้าอี้พลาสติกไม่มีพนักพิง (ที่รองรับน้ำหนักได้ และมั่นคง)  1 ตัว , ถุงดำขนาด 30×40 นิ้ว, จุลินทรีย์ EM สำหรับดับกลิ่น 1 ขวด, กระดาษทิชชู่, ตัวหนีบ 4 ตัว, ยางรัด

   ข้อเสนอแนะการออกแบบสุขาชั่วคราวเพื่อป้องกันโรคระบาด ในสภาวะน้ำท่วม โดย กลุ่มอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สำหรับ สุขาชั่วคราวที่ใช้ถุงดำ ให้เติมปูนขาว (Ca(OH)2) เพื่อปรับสภาพให้เป็นด่างซึ่งจะช่วยหยุดการทำงานของจุลินทรีย์ จุลินทรีย์ก่อโรคจะถูกกำจัดไปเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต (pH สูงเกินไป) และเมื่อ pH ลดลงมา จุลินทรีย์อื่นๆ ก็สามารถกลับมาทำงานได้ใหม่ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ในการบำบัดของเสียหลังการเก็บรวบรวมมาแล้วเพื่อนำไปบำบัดรวม เช่น อาจนำไปทำเป็นปุ๋ยได้ การเติมปูนขาวเพื่อฆ่าเชื้อโรคควรเติมจนกระทั่งได้ค่าพีเอช (pH) ประมาณ 12 หรือประมาณคร่าวๆ คือ 300 กรัมปูนขาว (1 ถ้วย) ต่อ ปริมาตรของเสียประมาณ 10 ลิตร หรือประมาณ 0.3 ลิตรต่อปริมาตรของเสียประมาณ 10 ลิตร ดังนั้น การขับถ่ายใส่ถุงดำควรต้องเผื่อปริมาตรไว้สำหรับการเติมปูนขาวด้วย  ในกรณีที่เลือกใช้ถุงดำขนาด 20 ลิตร ควรใส่ปูนขาวลงไปประมาณ 300 กรัม และน่าจะใช้งานได้ประมาณ 5 – 10 ครั้ง (อาจใช้งานได้ถึง 15 ครั้ง สำหรับกรณีถ่ายหนักอย่างเดียว)     สำหรับรูปแบบการเติมปูนขาวอาจทำได้ 3 แบบ ดังนี้
1. แบ่งเติมทุกครั้งที่ขับถ่าย ประมาณ 15 กรัม หรือ ประมาณ 16 มิลลิลิตรปูนขาว (ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ) ต่อการขับถ่าย 1 ครั้ง ไม่ว่าจะอุจจาระหรือปัสสาวะ
2. เติมตอนเริ่มต้นครึ่งหนึ่ง (150 กรัม) และหลังจากใช้งานเสร็จ (150 กรัม) ก่อนมัดถุงอีกครึ่งหนึ่ง
3. เติมตอนเริ่มต้นครั้งเดียว (300 กรัม)

 ดาน์โหลด ข้อแนะนำการฆ่าเชื้อโรคสุขาชั่วคราวเพื่อป้องกันโรคระบาดในสภาวะน้ำท่วม

อ่าน ปภ.แนะการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในช่วงน้ำท่วม

การดำเนินชีวิตอย่างปลอดภัยในช่วงที่เกิดสถานการณ์อุทกภัย ดังนี้ ห้ามใช้ยานพาหนะ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ในการอพยพหนีน้ำท่วมอย่างเด็ดขาด เพราะความแรงของกระแสน้ำอาจพัดพาหนะจมน้ำ รวมถึงหลีกเลี่ยงการเดินข้ามลำน้ำที่มีระดับน้ำสูงเหนือเข่า และไหลเชี่ยวกราก เพราะอาจถูกน้ำพัดหรือได้รับอันตรายจากท่อนไม้ ก้อนหินที่ลอยมาตามน้ำได้ หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือพายเรือเข้าใกล้เสาไฟฟ้า เพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูด รวมถึงไม่เข้าไปในบริเวณทางน้ำไหลผ่านหรือร่องน้ำ โดยเฉพาะบริเวณที่มีรอยแยกของหน้าดิน เพราะหากมีฝนตกลงมาซ้ำ ดินอาจอุ้มน้ำไว้ไม่ไหว และพังถล่มลงมาได้

อีกทั้งไม่ลงเล่นน้ำหรือจับปลาในบริเวณที่น้ำท่วม เนื่องจากความแรงของกระแสน้ำอาจพัดพาให้จมน้ำเสียชีวิตได้เพิ่มความระมัดระวังสัตว์มีพิษที่อาจหนีน้ำขึ้นมาอาศัยอยู่ในบ้านเรือน เช่น งู ตะขาบ ควรสวมรองเท้าบู๊ททุกครั้งที่ต้องเดินลุยน้ำ เพื่อป้องกันการเหยียบเศษวัสดุที่อยู่ใต้น้ำ เช่น เศษแก้ว กระเบื้อง ตะปู หากต้องเดินลุยน้ำในช่วงกลางคืน ควรใช้ไฟฉายและถือไม้นำทางตลอดเวลา เพื่อป้องกันการเดินตกท่อระบายน้ำที่น้ำท่วมจนมองไม่เห็น ในการช่วยเหลือคนตกน้ำ ให้ใช้ห่วงยาง ลูกมะพร้าวหรือโยนเชือกให้คนที่ตกน้ำยึดตัวเองไว้จะปลอดภัยมากกว่าการลงไปช่วยด้วยตัวเอง

ตัวอย่าง หลากหลายไอเดียเด็ด สู้ภาวะน้ำท่วม

 

แพประดิษฐ์จากขวดพลาสติก สำหรับการหนีออกจากบ้านที่น้ำท่วม

ข้อมูลจาก wonderfulkaku

วิธีทำง่าย ๆ เพียงมีเทปกาวและขวดเปล่า 90 ใบ พันขวดเข้าด้วยกันด้วยเทปตามภาพ

   

  

   

และอีกหลาย ๆไอเดีย ทุ่นแพลอยน้ำจากถังและขวดพลาสติก

ภาพจาก rat-patrol.org

 

อย่าได้มองข้าม วัสดุรอบ ๆ ตัว จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ประเทศบังคลาเทศ ปี 2552 เขาได้สิ่งประดิษฐ์ลอยน้ำ จากวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น แพต้นกล้วย ข้อมูลจาก Empty pitchers carrying by a banana raft

แพไม้ไผ่ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จากประเทศไทย

 

    จากไทยรัฐ (14 ธันวาคม 2554) ‘LuminAID’ ถุงแสงสว่างยามฉุกเฉิน

สถาบันออกแบบ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย คิดค้น “LuminAID” แนวคิดเพื่อให้แสงสว่างยามเกิดภัยพิบัติ จากพลังงานแสงอาทิตย์…

LuminAID หรือถุงพลังงานแสงอาทิตย์นั้น มาจากการคิดค้นของสถาบันออกแบบ ภาควิชาสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ออกแบบเพื่อให้ใช้ในยามเกิดภัยพิบัติที่เฮติหรือปากีสถานที่ผ่านมา ซึ่งนอกเหนือจากอาหาร น้ำดื่ม และที่พักแล้ว แสงสว่างก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตในยามค่ำคืน เพื่อความปลอดภัย และความสะดวกสบายในยามที่ไม่มีไฟฟ้า

สำหรับ LuminAID มีลักษณะคล้ายถุงรูปสี่เหลี่ยม ภายในประกอบด้วยแผงโซล่าเซลล์ขนาดเล็ก มีน้ำหนักเบา พกพาได้สะดวก สามารถเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ได้โดยการนำถุงไปตากแดด สามารถให้พลังงานแสงสว่างแทนโคมไฟได้ถึง 10 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังสามารถกันน้ำและลอยน้ำได้อีกด้วย

จะเห็นได้ว่า นอกเหนือจากจะสามารถให้แสงสว่างในยามฉุกเฉินกับผู้ประสบภัยได้แล้ว LuminAID ยังมีแนวคิดที่ตอบสนองกับโลก แนวทางการใช้พลังงานของเราที่เปลี่ยนไปอีกด้วย.

 

กลุ่มนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพวังสะพุง จังหวัดเลย คิดถุงพลาสติกหุ้มรถกันน้ำท่วมขึ้นมาให้ชื่อว่า “ถุงไอเดีย คอปเวอร์ คาร์” (IDEA cover car) ไว้ใช้คลุมรถที่จมอยู่ใต้น้ำได้ปลอดภัย ๑๐๐% ด้านนายสันติประชา ดอนชุม อาจารย์ประจำแผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตร่วมกับนักศึกษา กล่าวว่า ถุงไอเดีย ทำจากวัสดุโพลิเมอร์เอสทีลิน ซึ่งเป็นพลาสติกหนาสามารถกันน้ำได้ มีการออกแบบและตัดเย็บได้ตามขนาดของรถแต่ละชนิด มีซิบกันน้ำสำหรับเปิดเป็นช่องเพื่อขับรถเข้าไปเก็บในถุง รถยนต์จะวิ่งเข้าไปจอดอยู่ด้านในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ที่มีความหนาและทนทาน ก่อนที่จะรูดซิปยาวครอบทั้งคันรถ เหมือนกับการสวมถุงพลาสติกสิ่งของ ต้นทุนในการผลิตถุงไอเดียขนาดใส่รถยนต์กระบะ ๑ คัน ประมาณ ๑,๕๐๐ บาท จากการทดลองได้นำรถยนต์เข้าไปไว้ในถุงแล้วปิดให้สนิท จากนั้นนำลงไปแช่ในน้ำทั้งคันเป็นเวลานาน ๑-๒ วัน ปรากฏว่าไม่มีน้ำซึมเข้าไปภายในถุงได้ ทำให้รถปลอดภัยจากน้ำท่วม ทั้งนี้ตนและทาง สอศ.ได้มีการจดสิทธิบัตร “ถุงไอเดีย” ไว้แล้ว พร้อมทั้งเตรียมที่จะพัฒนารูปลักษณ์ และการหาวัสดุคุณภาพดีมาใช้ผลิตถุงไอเดียให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วย จึงมั่นใจว่าผลงานชิ้นนี้จะสามารถช่วยเหลือผู้ที่มีรถยนต์ รถจักรยานยนต์ในช่วงเวลาคับขันที่เกิดปัญหาน้ำท่วมได้มาก

ภาพจากเวบพันทิป ปูแผ่นพลาสติก หรือหงายแผ่นคลุมรถไว้กับพื้น จากนั้นขับรถเข้าำไปจอดบนแผ่นคลุมรถ คลุมแผ่นคลุมรถตลบขึ้น จัดการแร็ปรถ  ตามภาพ (ยังไม่คอนเฟิร์มว่ากันน้ำที่มากับน้ำท่วมได้จริง)  ถ้ารถจมน้ำแล้วเวลาจ่ายค่าซ่อมจะกลุ้มไม่คุ้มเสี่ยง อีกทั้งต้องรอคิวซ่อมหลายเดือน

 จะให้ชัวร์ว่ารถจะลอยเหนือน้ำต้องหนุนด้วยโฟมแล้วประครองรถไว้สี่มุมแบบนี้ ไม่อยากให้รถเคลื่อนที่ควรหาเชือกมาผูกรถไว้กับเสาหรือคานด้วยไม่ให้ลอยไปตามกระแส น้ำ

ไอเดียคุณกล่องออมสิน D.I.Y เรือง่ายๆ ทำจากฟิวเจอร์บอร์ด กับท่อ PVC ครับ งบประมาณไม่กี่ร้อยบาท  ภาพจากเวบพันทิป  เรือฟิวเจอร์บอร์ดเหมาะสำหรับบรรทุกของแล้วใช้เชือกผูกจูงลากขณะน้ำท่วมไม่สูง ยังสามารถเดินลุยน้ำได้อยู่ (ยังไม่คอนเฟิร์มว่าบรรทุกคนแล้วจะพายทวนกระแสน้ำได้อย่างปลอดภัย)

  วิธีช่วยรถให้ลอยน้ำ จากเหตุการณ์น้ำท่วมล้นมาจากแม่น้ำโอไฮโอ ใกล้ หลุยส์วิลล์  เคนตั๊กกี้ สหรัฐ เมื่อพฤษภาคม 2554  ด้วยหัวคิดที่หลักแหลมของเจ้าของรถ คือ บิล มุสเซลเมน และเพื่อน ใช้เบาะลมช่วย  964 Porsche 911 ซึ่งเป็นรถหายากของนักเลงรถในสหรัฐ มีเพียง 250 คันบนโลก เห็นเก่า ๆ แต่มีค่าทางใจ เป็นเราก็ยอมทำทุกอย่างเพื่อรถแสนรักเช่นเดียวกัน read more How I saved my Porsche from a flood by floating it

ปกติปลายฤดูหนาวเมื่อหิมะละลาย น้ำในแม่น้ำก็จะท่วมทุกปี ประมาณ 17 ฟุต (5.1 เมตร)  แต่ฤดูใบไม้ผลิ ทางการแจ้งเตือนว่ามีพายุ น้ำจะสูง 24 ฟุต (7.2 เมตร) เขาก็ได้เตรียมกั้นโรงจอดรถเพื่อให้พ้นน้ำท่วม แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เกิดพายุฝนตกหนักติดต่อกันสี่วันระดับน้ำค่อย ๆ เพิ่ม สูงถึง 34 ฟุต (10.2 เมตร) สูงกว่าที่ทางการประกาศ ถึง 9 ฟุต (2.7 เมตร)  อาศัยที่มีเพื่อนเป็นช่างยนต์มีครื่องมือช่างมาพร้อม และเบาะลมก็มีอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทุนซื้อหา เพียงใช้สมองและแรงก็เลยได้เห็นรถพอร์ชสีเหลืองลอยน้ำได้ดังภาพ อย่าคิดว่าทำได้ง่าย ๆ ต้องใช้ทักษะช่าง รู้ว่าจะวางเบาะลมไว้ตรงไหนบ้างเพื่อให้น้ำหนักสมดุล จากรูปจะเห็นว่าด้านหน้ารถมีเบาะหนึ่งชิ้นและด้านท้ายของรถจะมีเบาะรองถึงสองชิ้นด้วยกัน เนื่องจากรถคันนี้เขาวางเครื่องที่ท้ายรถ น้ำหนักส่วนท้ายจึงมากกว่าด้านหน้ารถ แล้วใช้ปั๊มลมอัดลมเข้าไปในเบาะเป็นระยะ ต้องประมาณปริมาตรของลมแต่ละเบาะเพื่อให้สามารถรับน้ำหนักรถได้อย่างสมดุลด้วย มิฉะนั้นรถจะเอียงตกน้ำได้ ผู้เขียนมั่นใจว่าถ้าบิลรู้ว่าน้ำจะสูงขนาดนี้คงไม่เอารถมาลอยน้ำอย่างนี้แน่ ถ้าเขาไม่อยู่ท่ามกลางพายุกระหน่ำ เขาคงขับรถไปจอดบนที่สูงพ้นน้ำแน่นอน อย่านำวิธีนี้ไปใช้โดยไม่ศึกษารายละเอียด จะกลายเป็นว่าเร่งรถให้จมน้ำเร็วขึ้น

 

 คลิปรายการ พบหมอไขข้อข้องใจ  สารพันปัญหาในภาวะน้ำท่วม”  จากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส  thaipbs ฝ่าวิกฤติน้ำท่วม รวมวิธีแก้ปัญหาที่มากับน้ำท่วมโดยผู้เชี่ยวชาญ  ออกอากาศ เวลา 20.30  – 21.30 น. ฝากคำถามถึงหมอบ้าน  โทร. 02 790 2900 และ 02 790 2027 (ในเวลาออกอากาศ)  หรือส่ง SMS  พิมพ์ QA ตามด้วยคำถาม ส่งไปที่ 4268822

    “หมอรถ” (31 ต.ค. 54) การเตรียมรถก่อนลุยน้ำท่วม

    “รู้ทันน้ำ” (31 ต.ค. 54) โดย ผศ.ดร. นพนันท์ ตาปนานนท์ ผศ.ดร.พนิต ภู่จินดา และ ผศ.ดร.ไขศรี ภักดีสุขเจริญ

 “ดูแลผู้ป่วยอัมพฤกษ์-อัมพาต” (29 ต.ค. 54) โดย นพ.มัยธัช สามเสน ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา

 “ปรับใจ รับสภาพน้ำท่วม” (29 ต.ค. 54) รายการคนสู้โรค โดย นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต

 “หมอบ้าน” (29 ต.ค. 54) การดูแลบ้านและการประเมินสถานการณ์เพื่อรับมือกับวิกฤต

 การดูแลจิตใจให้ผ่านพ้นวิกฤต (28 ต.ค. 54) พูดคุยกับประเด็นสำคัญในภาวะวิกฤตน้ำท่วมที่เกิดขึ้นกับผู้ประสบภัยจำนวนมากเวลานี้

 “รู้ทันน้ำ” (28 ต.ค. 54) โดย ผศ.ดร. นพนันท์ ตาปนานนท์ ผศ.ดร.พนิต ภู่จินดา และ ผศ.ดร.ไขศรี ภักดีสุขเจริญ

 การป้องกันภัยจากไฟดูดและอุบัติภัยอื่นๆ (27 ต.ค. 54)  ฟังคำตอบจาก นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย และคุณสกาวรัตน์ สมสกุลรุ่งเรือง

 “รู้ทันน้ำ” รู้ว่าบ้านของเราเสี่ยงน้ำท่วมหรือไม่ ถ้าท่วมน้ำจะสูงเท่าไร (27 ต.ค. 54) โดย ผศ.ดร. นพนันท์ ตาปนานนท์ และ ผศ.ดร.พนิต ภู่จินดา ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศูนย์รู้ทันน้ำ โทร 08-1702-2999 โทรถามข้อมูลได้ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น.  โดยบอกพิกัดสถานที่ตั้งบ้านพักอาศัยกับเจ้าหน้าที่ จะได้ข้อมูลว่าพื้นที่บริเวณบ้านของเรามีความเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมมากน้อยเพียงใด หรือได้ข้อมูลน้ำจะท่วมสูงเท่าใดเพื่อจะได้เตรียมยกของให้พ้นจากระดับน้ำท่วม

 จับงูอย่างไรให้ปลอดภัย (26 ต.ค. 54) จับงูอย่างไรให้ปลอดภัย และ การใช้ชีวิตในภาวะวิกฤต

 “รู้ทันน้ำ” (26 ต.ค. 54) บ้านของท่านน้ำจะท่วมสูงแค่ไหน และจะอยู่อย่างไรกับน้ำ เพื่อจะได้ไม่เป็นผู้ประสบภัย

 การทำน้ำใช้ในภาวะวิกฤต (25 ต.ค. 54) วิธีเปลี่ยนน้ำท่วมให้เป็นน้ำใช้ โดย ผศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล

กายภาพบำบัด (24 ต.ค. 54 ) รู้วิธี ยกของหนัก ยกกระสอบทราย ไม่ให้เกิดอันตรายกับกระดูกสันหลัง มีวิธีผ่อนคลายกล้ามเนื้อ คอ ไหล่ สะบัก อักเสบบวมให้ใช้น้ำแข็งประคบ  แก้ตะคริวที่น่อง ข้อเท้าพลิก ปรึกษาคลีนิคกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล  โทร  02 441 5450 

“หมอกู้ภัย”  การทำงานอาสาสมัครช่วยกู้ภัยน้ำท่วม บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ กับการทำงานอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู วิธีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย, การช่วยเหลือผู้ถูกไฟดูด จมน้ำ งูกัด ตะปูตำ  มูลนิธิร่วมกตัญญู โทร 02 751 0951 -53  (24 ต.ค. 54 )

  “หมอรถ” เรื่องน่ารู้เี่กี่ยวกับกล่อง ECU โดยคุณชาญเฉลิม สินธุเสน ผู้จัดการด้านเทคนิคศูนย์การจัดการเรียนรู้ (23 ต.ค. 54)

 “หมอบ้าน” ข้อแนะนำการดูแลบ้านและระบบไฟฟ้าในวิกฤตน้ำท่วม (22 ต.ค. 54) ถุงพลาสติกใช้กันน้ำห่อหุ้มเครื่องใช้ไฟฟ้า หุ้มตู้เย็น เครื่องซักผ้า

 เอาชีวิตรอดยามวิกฤต โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช แพทย์ด้านอายุรวัฒน์ (22 ต.ค. 54)

 “เภสัชกร” “ยาจำเป็นติดตัวเมื่อยามภัยพิบัติ” โดย ภก.ดร.บดินทร์ ดิวสุวรรณ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ (22 ต.ค. 54)

 “โภชนาการ” “กินอยู่อย่างไรให้ถูกวิธีและอยู่รอดในช่วงวิกฤตน้ำท่วม” โดย ณัฏฐิรา ทองบัวศิริไล นักโภชนาการ กองโภชนาการ กรมอนามัย (21 ต.ค. 54)

 “หมอบ้าน” ไขปัญหาเรื่องป้องกันบ้านจากน้ำท่วม กับคุณธเนศ วีระศิริ เลขาธิการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (20 ต.ค. 54)   : วิธีสร้างผนังกันน้ำ

 “หมอรถ” แก้ไขปัญหารถในภาวะน้ำท่วม (19 ต.ค. 54)  : การดูแลและบำรุงรักษารถในภาวะำน้ำท่วมเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่, เตรียมรถและอุปกรณ์ประจำรถก่อนลุยน้ำ,  วิธีขับรถขณะน้ำท่วม, เบรกไม่ควรแช่น้ำอันตราย, แก้ปัญหาหลังรถลุยน้ำท่วม แก้ครัชติด

 “หมอรถ” (ช่างเล็ก) ดูแลยานพาหนะช่วงน้ำท่วม (15 ต.ค. 54)

 “หมอบ้าน” ป้องกันบ้านช่วงน้ำท่วมกับสถาปนิก (17 ต.ค. 54)

 “หมอบ้าน” การรักษาดูแลบ้านในภาวะน้ำท่วม (15 ต.ค. 54)

 ไขปัญหาสุขภาพ การดูแลสุขภาพช่วงน้ำท่วม (15 ต.ค. 54)

 ไขปัญหาประกันภัยจากภาวะน้ำท่วม  (18 ต.ค. 54)

 ไขปัญหาประกันสังคมจากภาวะน้ำท่วม  (18 ต.ค. 54)

[21 ตุลาคม 2554] ข่าวจาก ครอบครัวข่าว 3  ดูคลิปวิดีโอ”วิธีทำให้รถยนต์ลอยน้ำ…ป้องกันน้ำท่วม ” หรือดูวิดีโอจากคอมเม้นต์ด้านล่าง

ส่วนใครที่กำลังกังวลว่าน้ำท่วมไม่รู้จะเอารถไปจอดที่ไหน วันนี้เรามีไอเดียร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ที่สามารถทำให้รถลอยในน้ำ

อาจารย์และนักศึกษาประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล ได้ทำการทดสอบวิธีการที่ทำให้รถลอยในน้ำ ด้วยการหาวัสดุง่ายๆ มาใช้กับรถ คือ ตาข่าย และผ้าใบ ที่มีขนาดพอดีเท่ากับรถของคุณผู้ชม โดยตาข่าย และผ้าใบนั้น มีขนาดความหนาที่ใช้กับรถบรรทุก 10 ล้อโดยทั่วไป ขั้นแรกนำผ้าใบมาวางก่อน ตามมาด้วยตาข่ายอยู่ด้านบน จากนั้นก็ถอยรถมาจอดบนตาข่าย พร้อมกับหาผ้าคลุมรถมาคลุมด้านบน แล้วค่อยยกตาข่ายมารัดหุ้มตัวรถชั้นที่ได้แน่นก่อน จากนั้นก็ตามมาด้วยผ้าใบหุ้มตามอีกที เพื่อป้องกันน้ำเข้า และสาเหตุที่ทำให้รถลอยได้ เพราะน้ำหนักของตัวรถถูกถ่ายหรือกระจายไปตามรูตาข่าย ซึ่งจะทำให้ผ้าใบและตาข่ายไม่ฉีกขาด และสามารถทำให้รถลอยน้ำได้ทั้งคัน

แต่ทั้งนี้รถจะลอยขึ้นมาได้ต้องอยู่ในระดับน้ำประมาณ 47 เซนติเมตรเป็นต้นไป ส่วนสนนราคาในการใช้วัสดุอุปกรณ์ครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 4 พันบาท สำหรับผู้สนใจอยากที่จะทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อไปที่สาขาวิชา วิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่หมายเลข 044-224410-1

   

 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ไอเดียเจ๋งแนะวิธีช่วยรถจมน้ำ ม.เทคโนโลยีสุรนารีคิดค้นวิธีการรถลอยน้ำด้วยตาข่ายและผ้าใบ

ม.เทคโนโลยีสุรนารีคิดค้นวิธีการรถลอยน้ำด้วยตาข่ายและผ้าใบ

เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อาจารย์และนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) นำโดย รศ.ดร.ทวิช จิตรสมบูรณ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล มทส. (เจ้าของความคิดประดิษฐ์เรือน้ำใจปีบทอง) และอาจารย์ธีทัต ดลวิชัย สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล ได้คิดค้นวิธีการ  “รถลอยน้ำด้วยตาข่ายและผ้าใบ” ซึ่งเป็นวิธีการในตาข่ายและผ้าใบคลุมรถ เพื่อให้รถยนต์ลอยขึ้นจากน้ำ โดยทำการทดสอบและสร้างต้นแบบเพื่อให้ประชาชนที่สนใจนำไปจัดทำเองได้ ใช้วัสดุที่หาได้ง่าย และใช้งานจริงได้ทันที

รศ.ดร.ทวิช กล่าวว่า ได้คิดไว้ก่อนหน้าแล้วว่าจะหาทางช่วยรถไม่ให้จมน้ำ เช่น รถที่จอดไว้ในที่จอดรถของบ้าน เจ้าของอาจวิตกว่าน้ำจะท่วมรถยนต์เสียหาย หากเอาไปจอดไว้ที่อื่นก็ไม่สะดวก ไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับรถยนต์จำนวนมาก และปัญหาความปลอดภัยอาจจะถูกงัดแงะโจรกรรม จึงทำการทดลองเอาตาข่ายแข็งแรงมาหุ้มรถแบบตึงๆ เอาเชือกรัดให้แน่นเข้ากับหลังคารถ จากนั้นเอาผ้าใบหุ้มอีกชั้น มัดหลวมๆ  จะทำให้รถลอยน้ำได้เมื่อน้ำท่วม โดยผ้าใบและตาข่ายจะทำหน้าที่รับน้ำหนักรถที่ล้อทั้งสี่ล้อ แล้วกระจายเฉลี่ยไปยังตาข่ายด้านในไม่กระทำเป็นจุด  ผ้าใบและตาข่ายจะไม่ฉีกขาด และรับน้ำหนักรถให้รถลอยน้ำได้ทั้งคัน

ขณะที่ อ.ธีทัต ซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลการจัดทำและการทดสอบร่วมกับนักศึกษา กล่าวว่า วัสดุอุปกรณ์ในการจัดทำรถลอยน้ำประกอบด้วย ตาข่าย ผ้าใบชนิดหนาพิเศษ และเชือกสำหรับมัด โดยจะคลุมด้วยตาข่าย มัดและดึงให้แน่นก่อน แล้วคลุมด้วยผ้าใบอีกชั้นเพื่อกันน้ำ โดยใช้ผ้าใบขนาดประมาณ 4×7 เมตร เจาะตาไก่ร้อยเชือกคลุมเกือบทั้งคันหลวมๆ เมื่อระดับน้ำขึ้นสูง รถยนต์ทั้งคันจะลอยน้ำขึ้นมา ไม่ต้องกลัวปัญหารถจมน้ำ และลดปัญหาการหาที่จอดรถตามสะพาน หรือตึกสูง เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำท่วมและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย วิธีการในการทำไม่ยากสามารถทำเองได้ มีต้นทุนไม่เกิน 5,000 บาท

ทั้งนี้ ผู้สนใจนำแบบวิธีการจัดทำรถลอยน้ำไปใช้ สามารถติดต่อได้ที่ สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา โทรศัพท์ 0-4422-4410-1 หรือ รศ.ดร.ทวิช จิตรสมบูรณ์  โทร. 08-5903-3882 E-mail : tabon@sut.ac.th.

 ภาพจากเว็บพันทิป อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่จะรักษารถให้พ้นจากน้ำท่วมครั้งนี้ครับ แนวคิดจาก ม.เทคโนโลยีสุรนารี        how to prevent car from flood, Thai Cool Idea against flooding

  

 

 จากเดลินิวส์ 24 ตุลาคม 2554  เครื่องกรองน้ำท่วม


ภาวะน้ำท่วมแบบนี้ มองไปทางไหนก็เห็นแต่น้ำล้อมรอบ ทว่าสิ่งที่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมขาดแคลนมากที่สุด ก็คือ “น้ำ” นั่นเอง โดยคนเราต้องการน้ำทั้งใช้ดื่มกินและชำระล้าง ไม่ใช่แค่ 8 แก้วต่อวัน…ถ้าอย่างนั้น คงดีไม่น้อยหากสามารถเปลี่ยนสภาพน้ำที่ท่วมอยู่รอบๆ บ้าน ให้นำมาใช้เป็นน้ำอุปโภคและบริโภคได้..
ผศ.ดร.มณฑล ฐานุตตมวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวด ล้อม และรองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ นายปรัชญา จันทร์ศักดิ์ นักวิจัยประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ตอบสนองความต้องการของผู้ประสบภัยได้ ด้วยสิ่งประดิษฐ์ที่ชื่อว่า Mobile Aqua Purifier (MAP) หรือ เครื่องผลิตน้ำสะอาดที่สามารถเคลื่อนที่ได้

เจ้าเครื่องที่ว่านี้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส เนื้อวัสดุทำจากสเตนเลส ขนาด 45x50x55 เซนติเมตร น้ำหนัก 15 กิโลกรัม มีคุณสมบัติในการผลิตน้ำสำหรับอุปโภคได้ 120 ลิตรต่อชั่วโมง และน้ำบริโภค 30 ลิตรต่อชั่วโมง ไม่ว่าน้ำที่ท่วมจะมีสีขุ่นมากหรือมีกลิ่นเน่าเหม็นเพียงใด หากผ่านเครื่องกรองรุ่นนี้ จะสามารถได้น้ำที่ใสสะอาดสำหรับดื่มกินและใช้ชำระล้างได้อย่างสบายใจ ซึ่งน้ำที่ได้นั้นผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยทีมวิเคราะห์คุณภาพน้ำของคณะวิศวฯ ม.ก. มาแล้ว นอกจากนี้ทีมวิจัยยังรับประกันด้วยการดื่มเองกินเองจึงยืนยันได้ว่าปลอดภัยหายห่วงแน่นอน

แต่หากอยากมั่นใจอีกนิด ลองมาดูการทำงานของเจ้าเครื่องกรองน้ำรุ่น MAP กันดีกว่า…

โดยกระบวนการกรองน้ำของเครื่องรุ่นนี้ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ขั้นแรกคือการกรองหยาบ ด้วยไส้กรองชั้นแรกที่มีลักษณะเป็นแท่งใช้สัมผัสกับน้ำที่ต้องการกรอง โดยจะมีเชือกพันอยู่รอบแท่งนั้นเพื่อคัดกรองไม่ให้สิ่งสกปรกชิ้นใหญ่ไหลตามน้ำเข้าสู่เครื่อง จากนั้นน้ำจะเดินทางเข้าสู่ขั้นที่ 2 เรียกว่าขั้นตอนกรองละเอียด โดยวัสดุไส้กรองที่ทำจากเซรามิกเผามีประสิทธิภาพในการดักความขุ่นของน้ำจนใสสะอาดได้ ข้อยกเว้นสำหรับเครื่องรุ่นนี้คือน้ำที่ผสมสีหรือน้ำกร่อยและน้ำทะเลเท่านั้นที่ไม่สามารถแยกสีและความเค็มออกมาได้ ส่วนขั้นตอนที่สามคือการผ่านตัวดูดซับด้วยแท่งคาร์บอนที่ใช้ในเครื่องกรองน้ำทั่วไป จุดนี้จะเป็นการดูดซับสารพิษในน้ำเพื่อให้ปลอดภัยต่อการใช้อุปโภค

“หากผ่าน 3 ขั้นตอนนี้ น้ำจะสะอาดพอสำหรับการอุปโภค แต่ถ้าต้องการความมั่นใจเพิ่มขึ้น เราจะมีคลอรีนให้ด้วย 1 กระปุก สำหรับใช้ผสม 1 ช้อนต่อน้ำ 10 ลิตร เพื่อให้น้ำนั้นสะอาดมากยิ่งขึ้น กระทั่งสามารถนำไปใช้ชำระล้างแผลได้ แต่ถ้าจะใช้น้ำในการบริโภคก็จะต้องให้น้ำไหลไปผ่านขั้นตอนที่ 4 นั่นคือการกรองด้วยเยื่อกรองนาโน ซึ่งจะทำให้คุณภาพน้ำที่ได้ทัดเทียมกับการกรองน้ำด้วยระบบรีเวอร์สออสโมซิส (Reverse Osmosis System) นั่นคือระบบการกรองน้ำที่สะอาดที่สุด”

สำหรับความพิเศษของเครื่องกรองน้ำที่ผลิตโดย ทีมวิจัยคณะวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มก. อันดับแรก วัสดุอุปกรณ์ทั้งหมดที่นำมาใช้ต้องสามารถหาได้ง่าย ส่วนประกอบทุกชิ้นซื้อได้ที่คลองถมหรือตามตลาดทั่วไป ดังนั้นหากเข้าใจระบบการทำงานของเครื่องแล้ว ประชาชนก็สามารถนำไปผลิตไว้ใช้ในครัวเรือนได้เอง และความพิเศษอีกข้อหนึ่งคือการผลิตเครื่องกรองน้ำโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า เพราะในช่วงน้ำท่วมมักจะถูกตัดขาดจากระบบสาธารณูปโภคน้ำ-ไฟด้วย

ดังนั้นเครื่องนี้จึงทำงานด้วยระบบแรงดันจากมือ คล้ายกับการสูบลมล้อรถจักรยาน โดยจะมีท่อพีวีซีเพื่อใช้ในการดันน้ำ ภายในท่อนั้นจะถูกออกแบบให้มีลิ้นเพื่อใช้แรงดูดน้ำจากภายนอก พร้อมๆ กับดันน้ำให้เข้าสู่ภายในเครื่องในเวลาเดียวกัน เนื่องจากเทคนิคสำคัญอย่างหนึ่งของการกรองน้ำที่สะอาด คือจะต้องมีแรงดันที่ดีในการส่งน้ำเข้าสู่ชั้นกรอง

“อย่างที่บอกว่าถ้าเข้าใจระบบแล้ว ชาวบ้านสามารถนำ 4 ขั้นตอนของการกรองไปใช้เพื่อผลิตน้ำสะอาดได้ แต่หากเป็นเครื่องรุ่น MAP ของ มก. ก็จะสะดวกมากขึ้นเพราะผู้ใช้เพียงสูบน้ำใส่เข้าไปแล้วขั้นสุดท้ายก็แค่บิดหัวก๊อกน้ำเพื่อรองน้ำสะอาดออกมา ขณะที่การเปลี่ยนชิ้นส่วนเมื่อหมดอายุการใช้งานหรือการทำความสะอาดก็ง่าย เพราะทุกชิ้นสามารถถอดออกมาล้างเองได้ และไม่ต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์ใด ๆ ในการแกะหรือประกอบเข้าไป”

และเนื่องจากสภาวะน้ำท่วมของประเทศไทยทำให้เจ้าเครื่อง MAP ได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ โดยทางมหาวิทยาลัยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนสนับสนุนงบประมาณผลิตเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยผ่านทางมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก ในราคาต้นทุนเครื่องละ 15,000 บาท จำนวน 80 เครื่อง กำหนดแล้วเสร็จต้นเดือนพฤศจิกายน 54 สำหรับท่านที่สนใจต้องการเป็นเจ้าของ หรืออยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อผลิตไว้ใช้เอง สามารถติดต่อไปได้ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ก. เพราะเครื่องกรองน้ำรุ่นนี้จดอนุสิทธิบัตรของมหาวิทยาลัยเอาไว้แล้ว โทร. 0-2942-8555 ต่อ 1152 หรือ 08-6894-3639

    ขั้นตอนในการผลิตน้ำสะอาดสำหรับอุปโภค (น้ำใช้เท่านั้น) ด้วยตนเองในสภาวะน้ำท่วม โดย กลุ่มอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อุปกรณ์ที่จำเป็น ประกอบไปด้วย 3 ส่วน ได้แก่

1. โอ่ง ถังพลาสติก หรือภาชนะรองรับน้ำ จำนวน 2 ใบ
2. สารส้มก้อน
3. สารฆ่าเชื้อโรคคลอรีนชนิดน้ำ 2% (หยดทิพย์)
ขั้นตอนการผลิตน้ำสะอาด ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน คือ

1. เตรียมน้ำลงในภาชนะรองรับน้ำใบที่ 1 โดยเลือกใช้น้ำจากแหล่งน้ำในบริเวณที่สะอาด ห่างจากแหล่งสุขาหรือโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ และไม่ผ่านการปนเปื้อนจากสารเคมี จากนั้นตักใบไม้หรือเศษไม้ที่อาจลอยอยู่บนผิวน้ำออก

2. แกว่งสารส้มในน้ำ แกว่งสารส้มในน้ำจนกระทั่งสังเกตเห็นตะกอนเริ่มจับตัว ซึ่งอาจใช้เวลามากน้อยต่างกันไปตามปริมาตรและลักษณะของน้ำ โดยทำการแกว่งที่ความลึกประมาณ 2/3 ส่วนของความลึกน้ำจากผิวน้ำ

3. การตกตะกอนเพื่อให้ได้น้ำใส หลังจากขั้นตอนการแกว่งสารส้ม จะต้องทิ้งน้ำไว้จนกระทั่งตะกอนตกลงสู่ก้นถัง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาประมาณ 30 นาทีหรืออาจตั้งทิ้งไว้ข้ามคืน จากนั้นจึงตักหรือถ่ายน้ำส่วนใสเข้าสู่ภาชนะบรรจุใบที่ 2 น้ำที่ผ่านขั้นตอนนี้จะมีลักษณะใสแต่ยังไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อโรค

4. การเติมสารเพื่อฆ่าเชื้อโรคลงในภาชนะรองรับน้ำใบที่ 2 โดยเติมสารฆ่าเชื้อโรคคลอรีนชนิดน้ำ 2% (หยดทิพย์) ในปริมาณ 1 หยด ต่อน้ำ 1 ลิตร กวนผสมและปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้สารฆ่าเชื้อโรคออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาชนะรองรับน้ำใบที่ 2 จึงควรทราบปริมาตรน้ำโดยคร่าว หากใช้ถังซึ่งแจกโดยทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมีขีดบอกปริมาตรน้ำภายในถัง

น้ำหลังบำบัด / น้ำก่อนบำบัด

ในภาวะอุทกภัยที่เกิดขึ้น การประยุกต์ใช้กรรมวิธีอย่างง่ายในการผลิตน้ำสะอาดที่สามารถนำไปใช้อุปโภค (น้ำใช้เท่านั้น) ได้อย่างปลอดภัยนับว่ามีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน อย่างไรก็ตาม น้ำใสที่ได้อาจยังไม่เหมาะสมต่อการบริโภคเนื่องจากน้ำที่ผ่านการผลิตขึ้นเองอาจไม่มีการควบคุมคุณภาพที่ดีเพียงพอ ด้วยความปรารถนาดีจากกลุ่มอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คำเตือนสำหรับน้ำยาหยดทิพย์

– เก็บให้พ้นมือเด็ก
– อย่าให้เข้าตาและสัมผัสผิวหนัง
– ห้ามรับประทานโดยตรง
– หากสารละลายหยดทิพย์ถูกมือให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาด
– ถ้าสารละลายหยดทิพย์เข้าตาต้องรีบล้างตา
– เก็บรักษาสารละลายหยดทิพย์ในที่มืด
– ด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้งแล้วรีบไปพบแพทย์

  จากเดลินิวส์ (13 ธันวาคม 2554)  ผลิตน้ำดื่มจาก“ชุดกรองน้ำพลังงานแสงอาทิตย์”

ทดสอบคุณภาพด้วยชุดตรวจเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียของกรมอนามัย มั่นใจสะอาดปราศจากจุลินทรีย์

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ อาจารย์สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เผยว่า ชุดกรองน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ ได้พัฒนาขึ้นจากแนวคิดที่จะช่วยผ่อนคลายปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มในแหล่งชุมชนน้ำท่วม หรือ ในศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย ให้มีน้ำสะอาดดื่มอย่างเพียงพอ จึงพัฒนาชุดกรองน้ำดังกล่าว แทนการใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งสามารถใช้น้ำดิบจากแหล่งน้ำธรรมชาติ คูคลองน้ำไหล หรือ น้ำประปาสีขุ่นดื่มได้ไม่สนิทใจ โดยนำน้ำดิบมาพักไว้ แกว่งสารส้มประมาณ 5-10 นาที ให้ตกตะกอน น้ำจะใสขึ้น จากนั้น นำมาผ่านชุดกรอง จะได้น้ำดื่มสะอาด ทำการทดสอบคุณภาพด้วยชุดตรวจเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มั่นใจได้ว่า สะอาด ปลอดภัย ปราศจากเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินอาหาร

“เป็นการพัฒนาเทคโนโลยี หรือ อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว ประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาเซลล์ แบตเตอรี่ ปั้มน้ำ ระบบกรองน้ำ ไส้กรองน้ำ ระบบฆ่าเชื้อด้วยรังสี UV สามารถหาซื้อได้ในท้องตลาด โดยเลือกใช้อุปกรณ์มีมาตรฐานรับรอง มั่นใจคุณภาพ ข้อดีคือสะดวก รวดเร็ว ใช้งานได้ทันที ซึ่ง มทส.จัดสรรงบประมาณจัดทำชุดกรองน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ นำไปติดตั้งในชุมชน หรือ ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องน้ำดื่มแล้วเบื้องต้น 3 ชุด” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรชัย กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.รังสรรค์ ทองทา กล่าวถึง การทำงานของชุดกรองน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ ว่า ประกอบด้วยอุปกรณ์ 2 ส่วน คือ ส่วนที่ใช้กรองน้ำ และส่วนที่ให้พลังงาน โดยใช้เครื่องกรองน้ำที่หาซื้อได้ทั่วไป แต่พิเศษคือเพิ่มการกรองหยาบเข้าไป จึงใช้ได้กับน้ำที่มีคุณภาพด้อยกว่าน้ำประปา สำหรับด้านหลังชุดกรองน้ำ ประกอบด้วย อินเวอร์เตอร์ รับพลังงานจากโซลาเซลล์ เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ปั้มน้ำ อาศัยแรงดันให้เครื่องทำงาน ผู้ใช้เพียงกดสวิทซ์เครื่องก็จะกรองน้ำ

“ไม่ใช้พลังงานไฟฟ้า ปลอดภัยจากไฟรั่ว และไฟช็อต ต้นทุนการผลิตประมาณ 20,000 บาทต่อชุด ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กกะทัดรัด ใส่ในกระเป๋าเดินทางได้ เคลื่อนย้ายสะดวก มีกำลังการผลิตโดยกรองน้ำดื่มได้ 120 ลิตรต่อชั่วโมง หรือ ประมาณถังน้ำขนาด 20 ลิตร จำนวน 6 ถัง เหมาะต่อการนำไปใช้ในกลุ่มชุมชน หรือ พื้นที่ประสบภัยต่าง ๆ ได้” ผศ.ดร.รังสรรค์ กล่าว

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยสุรนารี โทร. 0 4422 4081-5.

 

 วิธีทำอุปกรณ์ตรวจไฟรั่ว

จากเดลินิวส์ (15 พ.ย. 54)  “ชุดทดสอบไฟรั่ว” เวอร์ชั่นง่ายใช้สะดวก 

จุฬาฯ ประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยตรวจไฟรั่วในภาวะน้ำท่วม แบบฉบับง่าย ๆ ใช้สะดวก แจกผู้ประสบอุทกภัย

อาจารย์อำนาจ สาธานนท์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น ภัยจากกระแสไฟฟ้ารั่วเป็นอีกหนึ่งอันตรายที่ควรระวัง ทำให้ภาควิชาฟิสิกส์มีแนวคิดผลิต “ชุดทดสอบไฟรั่ว” เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย สามารถใช้ตรวจสอบตำแหน่งไฟฟ้ารั่วได้ ป้องกันตนเองจากไฟฟ้าดูด โดยมีอาจารย์ นิสิต และบุคลากรในคณะช่วยลงแรง รวมทั้งการสนับสนุนงบประมาณจาก บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด

“เครื่องมือนี้ถูกออกแบบให้คล้ายคันเบ็ดตกปลา เพื่อทำให้ผู้วัดไม่ต้องเสี่ยงไปอยู่ใกล้บริเวณที่วัดไฟรั่ว โดยอุปกรณ์ประกอบด้วย 1.หัววัดไฟ มี 2 แบบ คือ แบบทุ่น และแบบแผ่นโฟมลอยน้ำ 2.เครื่องวัดไฟรั่ว และ 3.สายไฟ ยาวประมาณ 250 เซนติเมตร” อาจารย์อำนาจ กล่าว

อาจารย์อำนาจ อธิบายถึง ขั้นตอนการประกอบ ว่า
 เริ่มจากนำสายไฟมายึดกับด้ามไม้ (อาจใช้ไม้กวาด ไม้ขนไก่ หรือ ท่อพีวีซีก็ได้) ยาวประมาณ 1 เมตร ให้ปลายด้านหนึ่งของสายไฟอยู่ที่ปลายของด้ามไม้ และเหลืออีกปลาย ยาวประมาณ 120 เซนติเมตร จากนั้น ต่อสายไฟด้านที่อยู่ติดกับด้ามไม้เข้ากับเครื่องวัดไฟรั่ว แล้วต่อปลายอีกด้านของสายไฟเข้ากับหัววัดไฟ โดยต่อสายสีแดงเข้าช่องสีแดง และสายสีดำเข้าช่องสีดำ (ควรใช้แบบทุ่นในกรณีวัดไฟรั่วใต้น้ำ และแบบแผ่นโฟมลอยน้ำในกรณีวัดไฟรั่วที่ผิวน้ำ)

“สำหรับวิธีใช้งาน เริ่มจากเปิดสวิทซ์เครื่องวัดไฟรั่วก่อน จะเห็นไฟสีเขียวขึ้น จากนั้น ทดสอบอุปกรณ์ก่อนนำไปวัดไฟ (โดยนำสายไฟด้านที่ต่อกับหัววัดไฟมาต่อเข้ากับถ่านไฟฉาย ถ้าหลอดไฟสีแดงติด แสดงว่าอุปกรณ์พร้อมใช้งาน) แล้วนำหัววัดไฟไปหย่อนในน้ำที่ต้องการวัดไฟรั่ว ถ้าหลอดไฟสีแดงติดขึ้นมาแสดงว่าบริเวณแถวนั้นมีไฟรั่วอยู่ ยิ่งเข้าไปใกล้จุดไฟรั่ว ไฟสีแดงจะยิ่งสว่างมากขึ้น” อาจารย์อำนาจ กล่าว

ทั้งนี้ ระวังอย่าให้ด้าม และเครื่องวัดไฟรั่วโดนน้ำ เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้ ห้ามเหวี่ยงหัววัดไฟขณะกำลังวัดไฟรั่ว ต้องทดสอบอุปกรณ์โดยต่อกับถ่านไฟฉายทุกครั้งก่อนวัดไฟ และขณะวัดไฟรั่วควรหมุนหัววัดไฟไปมาบริเวณที่วัด เพื่อให้แน่ใจว่ามีไฟรั่วหรือไม่ เมื่อหลอดไฟสีแดงสว่าง แสดงว่าบริเวณนั้นมีไฟรั่ว ห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด ให้รีบสับเบรคเกอร์ทั้งชั้น และติดต่อการไฟฟ้า แจ้งให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยเหลือ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม หรือ ติดต่อขอรับ ได้ที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร.02-218-5000.


จากเดลินิวส์ (22 พ.ย. 54)  เรือทำง่ายรวดเร็วปลอดภัย  
“มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี” เผยไอเดีย “เรือน้ำใจปีบทอง 2” เน้นสร้างรวดเร็ว ปลอดภัย ใช้ต้นทุนต่ำ

รศ.ดร.ทวิช จิตสมบูรณ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) กล่าวว่า หลังจากมหาวิทยาลัยออกแบบ และผลิต “เรือน้ำใจปีบทอง 1” ระดมนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากร ร่วมลงแรง เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยบริจาคให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปแล้วกว่า 150 ลำ ขณะนี้ ได้มีการพัฒนาเรือรุ่นที่ 2 ขึ้น โดยเปลือกเรือเป็นสังกะสีแผ่นเรียบ ใช้เบอร์ 24 เพราะขึ้นรูปง่าย และทนทาน หนาประมาณ 0.4 มม. (จากเดิมรุ่นแรกทำด้วยผ้าใบคลุมรถสิบล้อ) มีข้อดีคือ ราคาถูกลง พร้อมทนต่อการทิ่มทะลุมากกว่า แต่เนื่องจากข้อจำกัดของหน้ากว้างสังกะสีขนาด 4 ฟุต และยาว 8 ฟุต ทำให้สร้างเรือหน้ากว้างที่สุดได้ 58 ซม. กราบเรือสูง 30 ซม. ตัวเรือยาว 160 ซม. หัวเรือยาวประมาณ 50 ซม. นั่งได้ 3 คน หรือ ผู้ป่วยนอน 1 คน ส่วนราคาวัสดุ ประกอบด้วย สังกะสีแผ่นเรียบประมาณ 500 บาท และเหล็กเส้นประมาณ 50 บาท

“ขั้นตอนในการประกอบเรือ เริ่มจากการสร้างแบบ โดยนำเหล็กฉากเชื่อมเข้าด้วยกันตามขนาดเรือ ให้กราบเรือแบะออกเล็กน้อย จากนั้น วางแบบลักษณะคว่ำ บนเสาสูงประมาณ 1.2 เมตร แล้ววางสังกะสีแผ่นเรียบด้านบนแบบ ใช้ค้อนเคาะพับขึ้นรูป ทั้งนี้ บริเวณส่วนโค้งด้านหัว และท้าย ต้องพับเหล็กเข้าด้วยกัน (คล้ายพับเรือกระดาษ) ต่อมา สร้างโครงเรือ ด้วยเหล็กเส้นก่อสร้าง ขนาด 3 หุน ประกอบด้วย โครงสี่เหลี่ยมด้านพื้นเรือ 1 ชุด โครงสี่เหลี่ยมกราบด้านบน พร้อมทำหัวแหลม 1 ชุด และโครงแนวขวาง รูปตัวยู ที่กางออกเล็กน้อยอีก 2 ชุด เชื่อม หรือ มัดเข้าด้วยกันโดยใช้ลวด เมื่อเสร็จ ให้นำโครงเหล็กลงวางในตัวเรือ แล้วตีพับขอบสังกะสีด้านบนเข้ามาหุ้มโครงเหล็ก” รศ.ดร.ทวิช กล่าว

นอกจากนี้ รศ.ดร.ทวิช เผยว่า มทส.ได้ดัดแปลง “เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายบ่า” มาเป็นใบพัดหางยาว สำหรับขับเคลื่อนเรือ โดยการถอดส่วนใบตัดหญ้า และเพลาดอกจอกที่หักมุมเพลา ออก แล้วเอาใบพัดเรือหางยาว ขนาด 5 นิ้ว สวมเข้าไป ซึ่งต้องตีปลอกให้รูใบพัดเล็กลงพอเหมาะกับแกนเพลาเครื่องตัดหญ้า ซึ่งเป็นเดือยหมู จากนั้น เจาะปลอกเพลาใบพัด 6 รู ทำเกลียวใน ขนาด 1 หุน แล้วนำน๊อตขันอัดเข้ากับแกนเพลาให้แน่น

ทั้งนี้ เรือดังกล่าว ไร้ตะเข็บรอยต่อ จึงปราศจากการรั่วซึม ผ่านการทดลองขับเคลื่อนด้วยการพาย ถ่อ ลาก หรือ เข็น เครื่องยนต์มีกำลัง 2 แรงม้า ทำความเร็วได้ประมาณ 20 กม.ต่อชม.

               หลังน้ำท่วม

น้ำที่ท่วมเป็นเวลานานมักเน่าเสีย มีเชื้อโรคจำนวนมาก ควรระวังไม่สัมผัสน้ำที่ท่วม ไม่รับประทานอาหารที่สัมผัสน้ำท่วม

บ้านในบริเวณน้ำท่วม มักจะไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ ห้องน้ำห้องสุขา/ห้องส้วมไม่สามารถใช้การได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาสุขอนามัย ขับถ่ายของเสียในถุงพลาสติกโรยด้วยปูนขาวและมัดปากถุงทุกครั้ง อย่าขับถ่ายทิ้งลงน้ำ อาจทำให้เกิดโรคระบาด ท้องร่วง อหิวาต์

กรณีไฟฟ้ายังใช้การได้ ให้ระวังอันตรายจากไฟดูด ไฟช็อต ก่อนเปิดสวิชต์ใช้งานเครื่องไฟฟ้าทุกครั้งต้องมั่นใจว่าตัวไม่เปียกหรือยืนแช่น้ำอยู่

การกลับเข้าบ้านหลังน้ำลด อย่าเพิ่งเปิดสะพานไฟ ให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ไฟฟ้า ปลั๊กไฟ สายไฟ หลอดไฟไม่เปียกน้ำ  อย่าใช้ร่างกายสัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโลหะโดยตรง ระวังไฟดูด ให้ใช้ไม้ที่แห้งเขี่ยเปิดกล่องเปิดฝาสะพานไฟ แล้วสำรวจภายในด้วยสายตา แทนการใช้มือเปล่าเปิด

ใช้ไฟฉายส่องตามซอก มุม หลืบ เพดาน ตู้ ลิ้นชัก ส้วม ชักโครก เพื่อสำรวจว่าไม่มีสัตว์มีพิษเข้ามาอาศัยอยู่ ถ้าพบสัตว์มีพิษควรเรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาจัดการ สายด่วน มีปัญหาสัตว์ป่า สัตว์มีพิษ สัตว์อันตราย 1362 หรือ โทร 09 0101 0030  มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง โทร 02 226 4444 – 8 มูลนิธิร่วมกตัญญู โทร 02 751 0951 หากพบซากสัตว์ตายให้โรยด้วยปูนขาวแล้วฝังกลบให้มิดชิดอย่าให้แมลงวันตอมจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อ

สำรวจความเสียหายของบ้านและทรัพย์สิน ดูว่าโครงสร้างของบ้านยังแข็งแรงสามารถเข้าอยู่อาศัยได้หรือไม่ รื้อสิ่งปรักหักพังออก ซ่อมได้ก็ซ่อม ซ่อมไม่ได้ต้องรื้อออก  ถ้าจะกลับเข้ามาอยู่ในบ้านควรตรวจ ประตู หน้าต่าง หลังคา กลอน ซ่อมแซมให้แข็งแรงจากโจรภัยงัดแงะ  เร่งฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ให้ใช้งานได้ก่อน

ระบายน้ำออกจากบ้านให้หมด เปิดประตู หน้าต่างเพื่อขจัดความชื้นในบ้านออกด้วย ของใช้/เฟอร์นิเจอร์ที่เปียกน้ำให้นำออกไปตากแดดให้แห้งสนิท

ทำความสะอาด เก็บกวาด ขยะ ดิน โคลนที่มากับน้ำ ควรทำความสะอาดภายในบ้าน และภายในท่อระบายน้ำในบ้านด้วย เพราะอาจมีดินโคลนไปอุดตันท่อทำให้เกิดปัญหาน้ำเสียไหลออกจากบ้านไม่ได้ เกิดน้ำท่วมซ้ำ

ระวังโรคระบาดที่มากับน้ำท่วม เช่น ปอดบวม ตาแดง โรคฉี่หนู อหิวาตกโรค ควรเตรียมวิธีป้องกันและรักษา เช่น ยากันยุง ยาทารักษาโรคน้ำกัดเท้า ยาแก้แพ้ ยาแก้ผดผื่นคัน ยาคลายเครียด ยาแก้ปวดลดไข้ ยาแก้อักเสบ ยาธาตุ ยาแก้ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อ พยายามรักษาสุขภาพจิตด้วย อย่าเครียด อย่าอยู่คนเดียวให้หาเพื่อนพูดคุยจะได้ไม่เป็นโรคซึมเศร้า

เตรียมค่าใช้จ่าย สำหรับการฟื้นฟู ซ่อมแซม ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า อาจจะต้องหาแปลนบ้านที่ยกสูง หรือเตรียมหาบ้านทำเลใหม่ หลังน้ำท่วมสภาพแวดล้อมย่อมเปลี่ยนแปลง อาจต้องเผชิญกับภาวะสินค้าแพง จากข้ออ้าง การขนส่งลำบาก ถนนถูกตัดขาด ต้องปรับตัว บางคนอาจมีญาติ/มิตร ให้ความช่วยเหลือ บางคนอาจจะไม่เหลือญาติ ไม่เหลือบ้านเลย อย่าพึ่งหมดกำลังใจ ถ้าไร้ที่พึ่งให้ติดต่อหน่วยงานของรัฐ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรสงเคราะห์ผู้ประสบภัยต่าง ๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ จะได้บรรเทาทุกข์ไปสักระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตามอย่าลืม เตรียมกำลังกายและกำลังใจให้พร้อม ชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป เข้มแข็งไว้ สู้ สู้

 ดาวน์โหลดวิธีซ่อมแซมกู้บ้านหลังน้ำท่วม  บ้านหลังน้ำท่วม โดย อาจารย์ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์

 ดาวน์โหลดเอกสาร สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) 

– 16 ข้อปฏิบัติความปลอดภัยในการสำรวจบ้านเรือนหลังน้ำท่วม

– 7 ประเด็น ความปลอดภัย “โครงสร้างอาคาร” หลังน้ำท่วม

 อ่าน เตือนภัย! โรคที่มากับน้ำท่วม

 download คู่มือการตรวจสอบและซ่อมแซมอาคารบ้านเรืองหลังน้ำท่วม
การตรวจสอบและซ่อมแซมอาคารบ้านเรืองหลังน้ำท่วม   เนื้อหาประกอบด้วย การตรวจและซ่อม
1. โครงสร้าง รั้วบ้านเอียง : อาคารทรุด, ฐานรากถูกน้ำเซาะ, เสา คาน พื้น แตก ร้าว
2. งานสถาปัตยกรรม ตกแต่งภายใน และงานจัดสวน : รั้วบ้าน, ประตู, ผนัง, พื้น, เฟอร์นิเจอร์, ต้นไม้, สนามหญ้า
3. ระบบสุขาภิบาล : ส้วมเหม็น ส้วมเต็ม ราดน้ำไม่ลง, ท่อส้วมแตก, ท่อระบายน้ำ, ระบบน้ำประปา
4. ระบบไฟฟ้า : แผงสวิตซ์ไฟฟ้า, ปลั๊กและสวิตซ์ไฟฟ้า, เครื่องใช้ไฟฟ้า
5. เครื่องกล : เครื่องปรับอากาศ, ลิฟต์, ปั๊มน้ำ

  

   ลิงก์ ดาวน์โหลด แบบบ้านลอยน้ำ : กรมโยธาธิการและผังเมือง

 สารจากอธิบดีกรมโยธาและผังเมือง แนวคิด บ้านลอยน้ำ

 ดาวน์โหลดแบบแปลนสถาปัตยกรรม บ้านลอยน้ำ

 ดาวน์โหลดแบบวิศวกรรมโครงสร้าง บ้านลอยน้ำ

 ดาวน์โหลดแบบงานระบบไฟฟ้า บ้านลอยน้ำ

 ดาวน์โหลดแบบงานระบบสุขาภิบาล บ้านลอยน้ำ

 ดาวน์โหลดประมาณราคาค่าก่อสร้าง บ้านลอยน้ำ

แปลนบ้านลอยน้ำ : กรมโยธาธิการและผังเมือง

 ปีหน้าถ้าจะท่วมอีกก็ไม่หวั่น ถ้ามีสระว่ายน้ำลอยน้ำ  ภาวะปกติก็เอาไว้ผ่อนคลาย ในภาวะน้ำท่วมขาดแคลนน้ำสะอาด ก็เก็บน้ำไว้ใช้  ถ้าผู้ผลิตเขาสร้างกระท่อมข้างสระให้ด้วยคงจะขายดี ผู้ผลิตอยู่ที่ภูเก็ต บริษัทผู้ผลิต

 

 

โดมลอยน้ำ ภาพจาก biskvitka.net

Плаващ дом / Floating Dome Home

Плаващ дом / Floating Dome Home

 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  (22 ตุลาคม 2544)  วิธีดูแลรถหลังประสบภัยน้ำท่วม

อาจารย์รักชาติ แสงวงศ์ หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมยานยนต์และหัวหน้าศูนย์บริการยานยนต์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความรู้ในการดูแลรักษารถยนต์ที่ผ่านการจมน้ำว่า การสำรวจรถยนต์ที่ผ่านการจมน้ำต้องตรวจดูสภาพโดยรวมว่ามีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน จากนั้น ควรเปิดฝากระโปรงรถเพื่อปลดขั้วแบตเตอรี่ออกเพื่อตัดระบบการจ่ายไฟ ที่สำคัญไม่ควรสตาร์ตรถ เพื่อลองเครื่องยนต์เนื่องจากระบบกลไกในรถยนต์รุ่นปัจจุบันมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นสมองกล ซึ่งระบบเหล่านี้จมน้ำเพียง 5 นาทีก็เกิดความเสียหายได้ ทั้งนี้หากจมน้ำ 1-2 วัน ระบบดังกล่าวอาจเป็นสนิมทำให้ระบบการทำงานเสียหายมาก และที่สำคัญต้องตรวจดูว่าเครื่องยนต์เสียหายมากน้อยแค่ไหน จากนั้น ให้ทำการเป่าหรือใช้สเปรย์ไล่ความชื้น เพราะในจังหวะที่เราดับเครื่อง กระบอกสูบบางกระบอกยังทำงานอยู่อาจทำให้น้ำเข้าได้ และควรถ่ายน้ำมันทุกชนิดที่อยู่ในรถออกทันที เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรก น้ำมันคลัตช์ ฯลฯ เพราะน้ำที่ปนกับน้ำมันจะทำให้เกิดสนิม

สำหรับรถยนต์ที่ผ่านการจมน้ำมาควรซ่อมแซมหรือขายทิ้ง อาจารย์รักชาติ แนะนำว่าต้องเอารถไปประเมินสภาพก่อนว่ามีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน คุ้มค่าหรือไม่ที่จะนำไปใช้ต่อ โดยปกติค่าซ่อมแซมรถยนต์ที่เสียหายจากการจมน้ำมีมูลค่าต่อคันอยู่ที่ประมาณ 300,000 บาท เพราะทุกอย่างเสียหายหมดเหลือแต่โครงรถกับเครื่องยนต์ ซึ่งต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ส่วนเครื่องยนต์ก็ต้องผ่าดูอีกว่ามีน้ำขังอยู่ข้างในหรือเปล่า ถึงแม้จะเสียเงินซ่อมแล้ว สภาพก็ไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม เพราะมีอุปกรณ์บางตัวที่ติดอยู่กับรถซึ่งไม่สามารถถอดออกมาเปลี่ยนได้ หากต้องการส่งซ่อมควรใช้บริการศูนย์ของรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ หรือส่งซ่อมที่อู่รถที่ได้มาตรฐาน มีผู้เชี่ยวชาญดูแล สำหรับรถยนต์ที่มีประกันชั้นหนึ่ง บริษัทประกันจะรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด โดยบริษัทจะสำรวจว่ามีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน แต่ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทประกันด้วย

ส่วน ข้อควรระวังในการซื้อรถยนต์มือสองหลังเกิดเหตุอุทกภัย เพื่อป้องกันการหลอกขายรถยนต์ที่เคยจมน้ำมา คือก่อนตัดสินใจซื้อรถต้องสำรวจดูสภาพโดยรวมก่อน เช่น รถที่ผ่านการจมน้ำเมื่อเปิดประตูเข้าไปจะได้กลิ่นอับ แม้จะซ่อมดีแค่ไหนแต่กลิ่นก็ไม่หาย เพราะน้ำท่วมไม่ใช่น้ำสะอาดต้องใช้เวลานานในการดับกลิ่น และผู้ซื้อควรตรวจสอบระบบจ่ายไฟว่ามีความขัดข้องหรือไม่ แม้จะซ่อมดีแค่ไหน หากรถยนต์ผ่านการจมน้ำมาระบบจะมีข้อบกพร่อง และจุดเด่นที่ต้องสังเกตคือ นอต ที่ใช้ขันเครื่องยนต์ ควรสำรวจดูว่ามีร่องรอยการรื้อหรือเป็นสนิมเพราะผ่านการจมน้ำมาหรือไม่

จากเดลินิวส์ (21 พ.ย. 54)  ซ่อมรถ..หลังน้ำลด

ช่วงสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลายแล้วแบบนี้ ปัญหาหนักอกหนักใจของบรรดาคนเมืองทั้งหลาย สิ่งหนึ่งคงหนีไม่พ้นพาหนะคู่ใจอย่างรถยนต์ที่ต้องเปียกแฉะทั้งช่วงล่าง ช่วงกลาง บ้างก็ถูกน้ำท่วมจมมิดทั้งคัน

ยุทธ โรหิตเสถียร อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยี สาขาเทคโนโลยียานยนต์ ในฐานะผู้ดูแลศูนย์บริการรถยนต์ ” สยามออโต้ เซอร์วิส” ของ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ให้ข้อมูลที่ฟังแล้วสบายใจได้ว่า รถยนต์ที่จมน้ำยังสามารถใช้การได้ขึ้นอยู่กับระดับน้ำที่ท่วมตัวรถว่าสูงมากน้อยแค่ไหน และระยะเวลาที่จอดแช่น้ำนานเพียงใด
สำหรับรถยนต์ขนาดเล็กหรือรถบ้านที่ถูกน้ำท่วมสูงประมาณ 15 เซนติเมตร หรือท่วมแค่ครึ่งล้อรถยนต์ เจ้าของรถสามารถลองสตาร์ตรถได้เอง หากสตาร์ตไม่ติดก็อาจเกิดจาก 2 กรณี คือ กรณีที่แบตเตอรี่ไม่มีไฟก็ต้องต่อสายพ่วงแบตฯ หรือกรณีมีปัญหาที่มอเตอร์สตาร์ต เพราะโดยส่วนใหญ่อุปกรณ์ตัวนี้จะติดตั้งไว้ต่ำทำให้ถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายได้ง่าย ทางแก้ก็ต้องส่งเข้าศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมรถ
ส่วนกรณีน้ำท่วมเกินครึ่งล้อรถยนต์ แนะนำว่าก่อนสตาร์ตให้ตรวจเช็กดูว่าน้ำเข้าท่อไอเสียและมอเตอร์สตาร์ตหรือไม่ หากน้ำเข้าก็จะทำให้โอกาสที่เครื่องจะติดหรือไม่ติดมีเท่ากัน แต่ถ้าในกรณีรถที่ถูกน้ำท่วมทั้งคันและแช่น้ำอยู่เป็นเวลานาน เจ้าของรถไม่ควรสตาร์ตรถเอง เพราะจะทำให้อะไหล่ในส่วนที่ไม่เสียหายก็อาจเสียหายได้ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสูงมากขึ้นตามไปด้วย

โดยหลักการแล้วควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจเช็ก ซึ่งจะมีการไล่ระบบต่าง ๆ ในเครื่องยนต์ ตั้งแต่ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำมันต่าง ๆ ทั้งน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย น้ำมันเบรก น้ำมันคลัตช์ น้ำมันเพาเวอร์ ที่ต้องมีการไล่ของเดิมออกแล้วเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด นอกจากนี้ยังต้องตรวจเช็กระบบสายพาน ตลับลูกปืน ฯลฯ หรือจะเรียกง่าย ๆ ว่าตรวจเช็กกันใหม่ทั้งคันเลยก็ว่าได้

ไพรัช ลัทธะวัฒน์ นักศึกษาปี 3 สาขาเทคโนโลยียานยนต์ เล่าว่า จากประสบการณ์การทำงานในอู่ซ่อมรถยนต์ที่มีอยู่เป็นทุนเดิม เมื่อนำมาบวกกับความรู้ที่ได้จากการศึกษาเล่าเรียนในรั้ววิทยาลัย ทำให้มีความมั่นใจทั้งในด้านทฤษฎีและในการปฏิบัติงานจริงที่สามารถทำได้รวดเร็วแม่นยำมากยิ่งขึ้น เพราะการเรียนรู้ในวิชาเรียนจะต้องฝึกปฏิบัติงานจริงในศูนย์บริการ ได้ประสบการณ์เพิ่มเติมและยังได้เรียนวิธีการใช้ชีวิตในสังคมเพื่อนร่วมงาน ตลอดจนการดูแลบริการลูกค้า รวมถึงสิ่งสำคัญคือ จรรยาบรรณของวิชาชีพช่างยนต์ที่ไม่ควรเอาเปรียบหรือหลอกลวงเจ้าของรถยนต์ให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็น

“ในวิชาเรียนที่เกี่ยวกับไฟฟ้ายานยนต์ก็จะมีการฝึกปฏิบัติซ่อมระบบไฟฟ้าของเครื่องยนต์ ส่วนวิชายานยนต์ก็จะฝึกปฏิบัติซ่อมเครื่องยนต์ เป็นต้น โดยก่อนอื่นจะมีการตรวจเช็กสภาพรถยนต์เบื้องต้นให้กับผู้มาใช้บริการ จากนั้นจะนัดให้มาตรวจเช็กและให้บริการในช่วงที่ตรงกับเวลาที่เรียน ในกรณีที่ต้องเปลี่ยนอะไหล่ชิ้นใดก็จะแจ้งเจ้าของรถเพื่อที่จะได้ซื้ออะไหล่มาให้เราเปลี่ยนโดยไม่คิดค่าบริการ สิ่งสำคัญในการตรวจเช็กจะต้องซื่อสัตย์กับผู้มาใช้บริการ ถ้าอะไหล่ชิ้นไหนยังไม่หมดอายุการใช้งานหรือใกล้หมดอายุการใช้งานก็ต้องแจ้งตามสภาพความเป็นจริง”

นอกจากนี้ในทุกปีทางวิทยาลัยจะมีโครงการให้ประชาชนนำรถมารับบริการตรวจเช็กเบื้องต้น 28 รายการ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งที่ผ่าน ๆ มาก็มีประชาชนให้ความสนใจนำรถมารับบริการจำนวนมาก และเช่นเดียวกันในปี 2554 นี้ ทางวิทยาลัยมีโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 โดยระหว่างวันที่ 1-30 ธ.ค. 54 จะเปิดให้ประชาชนสามารถนำรถมารับบริการตรวจเช็กสภาพพร้อมกับจะเพิ่มบริการพิเศษ ตรวจเช็กเครื่องยนต์หลังน้ำลด โดยไม่คิดค่าบริการแต่อย่างใด

สำหรับเจ้าของรถยนต์ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่คณะเทคโนโลยี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เลขที่ 46 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ 10600 โทร. 0-2878-5032 หรือที่ศูนย์บริการรถยนต์สยามออโต้ เซอร์วิส วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม โทร. 0-2878-5036

 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  (7 พ.ย. 54)  หลังน้ำลด….ซ่อมได้ 

ช่วงน้ำท่วมมาเวลานี้เรียกว่าสร้างความเสียหายไม่น้อยแล้ว แต่เชื่อแน่ว่าหลังน้ำลดสภาพความเสียหาย ที่แท้จริงจะมากยิ่งกว่า…นายสุขุม หลานไทย อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีไฟฟ้า คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) เพชรบุรี ให้คำแนะนำประชาชนเตรียมความพร้อมหลังน้ำลด เรื่องสำคัญอย่างหนึ่งเกี่ยวกับงบประมาณในการซ่อมบำรุงต่างๆ ไม่เฉพาะอาคารบ้านเรือนเท่านั้น แม้แต่บรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จมน้ำเปียกน้ำทั้งหลายด้วย

“โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปียกน้ำ บางชิ้นซ่อมแล้วคุ้มแต่บางอย่างก็ซื้อใหม่คุ้มกว่า ยิ่งช่วงหลังน้ำลด ราคาค่าซ่อมและอะไหล่จะแพง ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น ประชาชนสามารถตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้าเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง โดยเริ่มแรกแนะนำก่อนว่า ใครที่คิดว่าจะลองเสียบปลั๊กดูว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าใช้งานได้หรือไม่นั้น เป็นความคิดที่ผิดถนัด เนื่องจากการทดสอบเครื่องใช้ไฟฟ้าทันทีหลังจากเปียกน้ำจะทำให้ช็อตและเสียหายได้”

สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือการทำความสะอาดภายนอกและภายใน เท่าที่แกะชิ้นส่วนได้ โดยในส่วนของผิวสัมผัสด้านนอกวัสดุเช็ดล้างเท่าที่ทำได้ ส่วนแผงควบคุมหรือแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในเครื่องใช้ไฟฟ้า ขอแนะนำให้ใช้แปรงสีฟันขัดเบาๆ แต่อย่าใช้ของแข็งในการทำความสะอาดเด็ดขาดถ้าไม่อยากให้มันพังเสียก่อน จากนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการตากแดดจนแน่ใจว่าแต่ละชิ้นส่วนแห้งสนิท หรือหากใครจะใช้ลมเป่าก็ได้ ถ้าหากเป็นลมร้อนจากไดร์เป่าผมก็อย่าให้ใกล้วัสดุมากนัก

ต่อจากนั้นให้ไปหาเครื่องวัดค่าทางไฟฟ้า หรือ มัลติมิเตอร์ส (Multimeters) มาใช้ทดสอบ โดยเจ้าเครื่องนี้สามารถหาซื้อได้ทั่วไป มีตั้งแต่ราคาประมาณ 400 บาทขึ้นไปจนถึงหลักหมื่นบาท ซึ่งผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านไฟฟ้าเพียงปฏิบัติตามคู่มือ ด้วยการนำสายของตัวเครื่องแตะเข้ากับขั้วบวกและลบของเครื่องใช้ไฟฟ้า ระวังอย่าแตะผิดข้างเท่านั้น เพื่อตรวจสอบค่าความต้านทานไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ๆ โดยดูง่าย ๆ หากหน้าปัดของมัลติมิเตอร์สขยับก็แสดงว่าใช้ได้ สามารถลองเสียบปลั๊กเปิดใช้งานได้เลย แต่ในกรณีที่หน้าปัดขยับแต่เสียบปลั๊กแล้วใช้ไม่ได้ หรือถ้าลองเปิดแล้วพบสิ่งผิดปกติ เช่น มีเสียงแปลกปลอม หรือส่วนที่ควรหมุนกลับไม่หมุน เป็นต้น ก็ควรถอดปลั๊กแล้วนำไปส่งช่างซ่อมหรือให้ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้ามาดูให้จะดีกว่า หรือกรณีแตะขั้วบวกขั้วลบแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ได้เวลาส่งให้ช่างซ่อมได้เช่นกัน

นายสุธิศ วรรณคร นักศึกษาปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีไฟฟ้า คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.เพชรบุรี เล่าว่า ตลอดเวลา 3 ปีที่เรียนไฟฟ้า มรภ.เพชรบุรี ได้ออกฝึกปฏิบัติมาหมดแล้วทั้งงานใหญ่งานเล็ก ไม่ว่าจะเป็นการเดินสายไฟ วางระบบไฟ ซ่อมไฟ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ หรือแม้กระทั่งซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัวเรือน ตามโครงการ ’ไฟฟ้านำความรู้สู่ท้องถิ่นตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง“  ของ มรภ.เพชรบุรี ซึ่งในแต่ละปีจะออกพื้นที่ถึง 4 ชุมชนทั้งในจังหวัดเพชรบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง

“ครั้งหนึ่งเคยไปจัดกิจกรรมซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วมให้กับชาวบ้านชุมชนท่ายาง จ.เพชรบุรี ก่อนออกทีมเราก็จะมีการประสานกับแกนนำชุมชนล่วงหน้าเพื่อประกาศให้ชาวบ้านนำเครื่องใช้ไฟฟ้ามารวมกัน ส่วนคณะที่จะลงพื้นที่ก็จะเตรียมอะไหล่ที่คาดว่าต้องเปลี่ยนไปให้พร้อม ทั้งนี้ชาวบ้านก็ขนกันมาแบบจัดเต็ม เราก็ซ่อมให้ได้หมด ทั้งทีวี ตู้เย็น พัดลม หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ฯลฯ ส่วนใหญ่แล้วไม่มีอาการที่ซ่อมไม่ได้ แต่อาจมีปัญหาเรื่องขาดอะไหล่บางชิ้นไม่สามารถออกหาซื้อได้ทันเท่านั้น”

และด้วยสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่กินพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ทางทีมงานนักศึกษาและอาจารย์ สาขาเทคโนโลยีวิชาไฟฟ้า มรภ.เพชรบุรี กว่า 100 ชีวิต ได้เตรียมพร้อมเข้าให้บริการประชาชน โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างสำรวจพื้นที่เหมาะสมที่จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือกันแบบฟรี ๆ สนใจติดต่อสอบถามหรือขอความรู้เบื้องต้นได้ที่ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.เพชรบุรี โทร. 0-3249-3300-5 ต่อ 1214 และ 08-7166-9111.

ครบเครื่องเรื่องแคมปัส
คลิก อินไซด์แคมปัส dailynews online

 จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  (24 พฤศจิกายน 2554) ตรวจสอบบ้านหลัง ‘น้ำ’ ลด ทำความสะอาดหรือต้อง รื้อ! 

หลังเกิดมหาอุทกภัย เป็นเหตุให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องอพยพออกจากบ้าน เนื่องด้วยมวลน้ำครั้งนี้ ไม่ได้ท่วมเพียงระดับพื้นชั้นล่างเท่านั้น หากยังเข้าสู่ตัวบ้าน ซึ่งบางพื้นที่อ่วมตั้งแต่ชั้นหนึ่งกระทั่งเกือบถึงชั้นสอง คำถามที่ตามมาคือ บ้านที่ทิ้งไปในขณะน้ำท่วมเป็นเวลานานนั้น จะกลับเข้าไปอยู่ได้หรือไม่ และต้องถึงกับรื้อหรือเปล่า? วันนี้ Special Report จะพาไปไขคำตอบกับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเรียนรู้ “วิธีตรวจสอบความผิดปกติของโครงสร้างหลักในบ้าน” รวมถึง “สิ่งที่ควรทำ และต้องห้าม! หลังน้ำลด”

อาจารย์ธเนศ วีระศิริ เลขาธิการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ หรือ วสท. และ อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีชนบท คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยกับเดลินิวส์ออนไลน์ว่า จากประสบการณ์การลงพื้นที่ตรวจสอบน้ำท่วมขังอาคารต่าง ๆ พบว่าอาคารไม้ หรือ อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กส่วนใหญ่ ไม่ได้รับความเสียหายถึงขนาดรื้อทิ้ง แต่ถามว่ามีหรือไม่ที่พบความเสียหายก็คือมี

ดังนั้นวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ หรือ วสท. จึงมีนโยบายที่จะใช้ความรู้ ความสามารถ และระดมวิศวกรอาสา ซึ่งปัจจุบันได้ 173 ท่านแล้ว เตรียมจะเข้าไปช่วยประชาชนตรวจบ้าน ทางด้านวิศวกรรม ไฟฟ้า สุขาภิบาล รวมทั้งโครงสร้าง ฐานราก เพื่อให้ประชาชนมีความสบายใจ หมดความกังวลใจ โดยจะบริการฟรี ตรวจฟรี ภายใต้ “ศูนย์ตรวจสอบอาคารด้านวิศวกรรมหลังอุทกภัย” ทั้งนี้ ขั้นตอนดังกล่าวอยู่ระหว่างรอเวลา ให้เป็นไปตามลำดับ ซึ่งขณะนี้เป็นช่วงให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ ที่ 080-812-3733 หรือ 080-812-3743 และจะมีการเพิ่มหมายเลขในภายหลัง

“สำหรับกรณีน้ำลดแล้ว มีคำแนะนำคือ ก่อนเข้าบ้านควรเตรียมถุงเท้า บู๊ทยาง ถุงมือยาง รวมทั้งหน้ากากป้องกันมลภาวะ เพราะน้ำท่วมขังจะมีการปนเปื้อน เตรียมแว่นตาในลักษณะป้องกันไว้ด้วย รวมทั้งอุปกรณ์ตรวจวัดไฟ เช่น ไขควงวัดไฟ จากนั้น ทำความสะอาดรอบนอกบ้าน กำจัดตะไคร่ ส่วนน้ำที่ยังขังต้องหาทางระบายออก แม้จะเป็นลักษณะท่วมติดพื้น

นอกจากนั้น สิ่งสำคัญคือ เมื่อเข้าไปในตัวบ้านแล้ว อย่าแตะสวิทซ์ไฟโดยเด็ดขาด ยังไม่ควรสับคัทเอาท์เชื่อมต่อแม้จะเห็นว่าแห้ง หรือ พยายามทำความสะอาดผิวภายนอกแล้วก็ตาม อย่ามั่นใจว่าข้างในไม่มีน้ำอยู่ ควรตามช่างมาถอดดู เช็ดทำความสะอาดเต้าปลั๊กไฟต่าง ๆ เพราะหากสับคัทเอาท์จะเกิดการลัดวงจร ทำให้ระบบไฟฟ้าเสียทั้งบ้าน” อาจารย์ธเนศ กล่าว

อาจารย์ธเนศ กล่าวต่อถึง หลักทำความสะอาดห้องน้ำ โดยต้องตรวจดูการอุดตัน ล้างท่อระบายน้ำ กำจัดถุงขยะ เศษพลาสติก รวมถึงถุงทรายที่เคยอัดไว้ก่อนออกจากบ้าน จากนั้น กดชักโครกดูว่าน้ำไหลดีหรือไม่ ถัดมา เช็คมิเตอร์น้ำ หากปิดวาล์วแล้วมิเตอร์ยังหมุนแสดงว่าท่อรั่ว อาจมีอะไรกดทับทำให้แตกร้าว หรือ หากเปิดวาวว์แล้วมิเตอร์ไม่ทำงานก็ผิดปกติเช่นกัน

พรม ผ้า หรือ โซฟาที่วางอยู่ชั้นล่างถูกน้ำท่วมถึง จะอุ้มน้ำ ต้องนำออกนอกบ้านผึ่งแดด แต่การทำความสะอาดพรมค่อนข้างลำบาก หากไม่มั่นใจควรทิ้ง อย่าปล่อยเป็นแหล่งกักเก็บเชื้อโรค ต่อมา สังเกตการบวมตัวของฝ้าเพดาน หากบวมให้ตามช่างมาถอดออก ป้องกันเหตุร่วงหล่น จากนั้น ทำความสะอาดพื้น ผนัง เสา แล้วเช็ดให้แห้ง

อย่าลืมตรวจคาน พื้น และผนัง แอ่นหรือไม่ มีรอยร้าวที่ผิดปกติไปจากเดิมก่อนจะออกจากบ้านหรือเปล่า เสาโย้ไหม หากเป็นไม้อาจเกิดลักษณะบวม ปล่อยทิ้งไว้นานเสี่ยงแตกได้ ส่วนกรณีบ้านอยู่ริมแม่น้ำลำคลอง ให้สังเกตแนวรั้วด้านที่อยู่ชิดแม่น้ำลำคลองว่าโน้มเอียงเข้าหาบ้าน หรือ เอียงออกฝั่งลำคลองหรือไม่ เพราะรั้วมีแนวโน้มจะล้ม จากนั้น สังเกตว่ามีรอยแยกของดินขนานคลองหรือเปล่า เป็นข้อบ่งชี้ว่าดินอาจจะสไลด์ แต่ไม่เสมอไป สำหรับ กรณีบ้านวางอยู่บนเสาเข็ม ให้ตรวจว่าดินฐานรากยุบตัวลง หรือ มีรอยแตกไหม ถ้าไม่มีแสดงว่าเสาเข็มยังรับแรงได้ ดังนั้น หากพบสิ่งผิดปกติข้างต้น ควรติดต่อวิศวกรเข้าตรวจสอบ เพื่อความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน” อาจารย์ธเนศ ให้คำแนะนำ

การตรวจสอบความผิดปกติหลังจากทิ้งบ้านไปนานช่วงน้ำท่วม ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำเป็นอันดับต้นๆที่ทุกคนควรทำ เพราะโครงสร้างของบ้านอาจได้รับผลกระทบร้ายแรงกว่าที่เราคิดจากปัญหาน้ำท่วม การตรวจสอบอย่างจริงจังและไม่ประมาทจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้บ้านของทุกครอบครัวกลับมาอยู่ได้อย่างปลอดภัยอีกครั้ง

 จาก ประชาชาติธุรกิจ (19 พฤศจิกายน 2544) เปิดคู่มือ “ทำความสะอาดบ้าน” ฉบับเข้มข้น ขจัดคราบน้ำท่วม “ด้วยตัวเอง”

ถึงตอนนี้ระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มลดลง ผู้คนเริ่มทยอยกลับเข้าบ้าน

บ้านหลังเดิมที่อาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สำหรับบ้านที่ไม่ได้ยกข้าวของเครื่องใช้ก่อนเผ่นออกจากบ้าน อาจจะต้องทำใจสักพักหนึ่งก่อนจะก้าวเข้าไปชมผลงานที่น้องน้ำฝากไว้

น้ำจอมพลังที่อาจจะเคลื่อนย้ายทุกสิ่งทุกอย่างในบ้าน โยกไปคนละทิศละทาง กองระเกะระกะอยู่ทั่วบ้าน สภาพไม่เหมือนเดิมแน่นอน หรืออาจจะแค่ฝากคราบสกปรกไว้ตามพื้น ผนัง และขอบโต๊ะเก้าอี้ ขึ้นอยู่กับระดับน้ำและระยะเวลาที่น้ำคงอยู่

ฉะนั้น ควรตั้งสติให้มั่นแล้วค่อย ๆ เดินกลับเข้าบ้านอย่างระมัดระวัง

มีขั้นตอนและวิธีการที่จะเข้าไปจัดการบ้านหรือที่อยู่อาศัย หลังจากที่น้ำท่วมขังมาเป็นเวลานานนับเดือนนั้น ซึ่งมีรายละเอียดมากมายที่ต้องจัดการอย่างระมัดระวัง

กมลพรรณ (กอวัฒนา) นุชผ่องใส กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ฟาร์อีสต์ เพียร์เลส (ไทยแลนด์) 1968 จำกัด ผู้เชี่ยวชาญในการทำความสะอาดแบบครบวงจรมานานกว่า 40 ปี แนะนำวิธีทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลดด้วยตัวเองไว้อย่างน่าสนใจ

เตรียมพร้อมก่อนเข้าบ้าน 

เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม อาทิ แว่นตาช่าง, หน้ากากกรองฝุ่น, ผ้าปิดปากปิดจมูก, ถุงมือยาง, รองเท้าบูต, ไฟฉาย และหมวกนิรภัย

จากนั้นแต่งกายให้พร้อมก่อนเข้าไปในตัวบ้าน สิ่งสำคัญคือห้ามประมาทและอย่าเข้าไปคนเดียว ต้องมีคนไปเป็นเพื่อน และต้องมีคนรออยู่ด้านนอก เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดคิดขึ้น

ขั้นตอนก่อนเข้าไปยังตัวบ้านให้ปฏิบัติดังนี้

1. ก่อนเข้าไปในตัวอาคารบ้านเรือน ให้เดินดูบริเวณรอบ ๆ บ้านก่อน โดยสำรวจพิจารณาดูโครงสร้างที่อาจจะเสียหายเป็นอันตรายก่อนตัดสินใจที่จะเข้าไป

2. ระวังเรื่องสัตว์มีพิษต่าง ๆ ที่อาจหนีน้ำเข้าไปอาศัยอยู่ในตัวบ้าน

3. สังเกตดูรอยร้าว หรือการบิดตัวของโครงสร้างก่อนตัดสินใจเข้าไป

4. ตรวจดูที่จัดเก็บถังแก๊ส มองหาสิ่งผิดปกติที่อาจจะมีการรั่วซึม

5. ตรวจสอบการจ่ายไฟให้แน่ใจว่า ไฟฟ้ายังไม่ได้จ่ายกระแสเข้าไปในบ้าน โดยการดูที่คัตเอาต์ว่ายังมีการสับสวิตช์ลงอยู่หรือไม่

6. เปิดประตูให้เกิดการถ่ายเทอากาศ อย่าเหยียบเข้าบ้านทันที ให้สังเกตพื้นบ้าน ลองค่อย ๆ ใช้เท้าทิ้งน้ำหนักเพื่อทดสอบก่อน

7. สังเกตดูเพดานว่ามีการอมน้ำ แอ่นท้องช้าง หรือมีคราบน้ำอยู่หรือไม่ เพราะเพดานอาจพังทลายลงมาได้เมื่อมีการเคลื่อนไหวให้ระมัดระวัง

ตรวจเช็กเชื้อโรค-ระบบไฟฟ้า 

ขั้นตอนของการทำความสะอาด ต้องใช้เวลาและความอดทนอย่างมาก

“ต้องคำนึงถึงการกำจัดการฆ่าเชื้อโรคเชื้อราที่เราอาจมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า จากการสัมผัสหรือหายใจเอาเชื้อเหล่านี้เข้าไปโดยไม่รู้ตัว” กมลพรรณย้ำ

ดังนั้น ต้องคำนึงถึงการป้องกันตนเอง เช่น การใส่ถุงมือยาง และรองเท้าบูต ที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคเชื้อรา, ป้องกันการสัมผัสสารเคมี รวมถึงป้องกันไฟดูด รวมทั้งคาดผ้าปิดจมูกและปากที่ช่วยป้องกันการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อราและไอระเหยของสารเคมีเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ

ในระหว่างการทำ ความสะอาดควรเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศระบายได้มากที่สุด โดยอาจเปิดพัดลมเพดานช่วยระบายอากาศ

ข้อห้ามคือ ห้ามเปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะเชื้อโรคต่าง ๆ จะถูกดูดเข้าไปอยู่ในระบบปรับอากาศ และจะกลายเป็นที่เพาะพันธุ์เชื้อราต่อไป ถือเป็นภัยเงียบที่เรามองไม่เห็น

จากนั้นก็มาเริ่มที่ระบบไฟฟ้าของทั้งบ้าน ซึ่งจะต้องถูกปิดทันทีที่น้ำท่วมบ้าน ดังนั้นระบบไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งแรก ๆ ที่จะต้องจัดการทันทีที่น้ำลด โดยให้ช่างไฟฟ้ามืออาชีพมาตรวจสอบและซ่อมแซมให้หมดก่อนจึงจะสามารถกลับไปใช้ไฟฟ้าได้

บางครั้งจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเดินสายไฟใหม่ทั้งหมด และสายไฟจะต้องแห้งสนิท รวมทั้งสวิตช์ไฟ, เต้าเสียบปลั๊กไฟต่าง ๆ ที่จมอยู่ใต้น้ำอาจจะมีโคลนตมและตะกอนที่มากับน้ำเข้าไปอยู่ จึงต้องมีการตรวจเช็กระบบอย่างละเอียด

ระบบเครื่องปรับอากาศ หลังน้ำลดต้องเรียกช่างแอร์มืออาชีพมาตรวจเช็กระบบเครื่องปรับอากาศภายในบ้านทั้งหมด พร้อมทั้งทำความสะอาดท่อ

ต่าง ๆ, แผ่นกรองอากาศ เปลี่ยนฉนวนกันความร้อนที่จมน้ำ ฯลฯ เมื่อช่างแก้ไขให้เสร็จเรียบร้อยแล้วให้ซีลปิดไว้ก่อนจึงจะเริ่มการทำความสะอาดบ้าน

อย่าลืมว่าก่อนจะเปิดเครื่องปรับอากาศต้องทำความสะอาดบ้านจนเสร็จเรียบร้อยพร้อมกลับเข้าไปอยู่แล้วเท่านั้น

ถึงเวลาลงมือทำ 

หลังจากตรวจเช็กทุกอย่างจนแน่ใจแล้ว ก็มาถึงวิธีการทำความสะอาดขนานใหญ่ โดยเริ่มตามโปรแกรมดังนี้

1. เริ่มด้วยการขนย้ายสิ่งของต่าง ๆ ภายในบ้านออกมาให้ได้มากที่สุด เพื่อสะดวกในการจัดการกับโคลนตมที่มากับน้ำ ให้ใช้พลั่วตักดินโคลนออกจากพื้นบ้านให้ได้มากที่สุด

จากนั้นจึงใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง (ถ้ามี) หรือสายยางฉีดน้ำเพื่อชะล้างโคลนออกจากพื้นผิว อุปกรณ์อย่างหนึ่งที่จะช่วยผ่อนแรงได้มากคือ ไม้ปาดน้ำ หากไม่มีและพื้นที่ไม่ใหญ่มากนัก สามารถใช้ผ้าขนหนูทำเป็นผ้าลากน้ำได้ โดยเน้นการกำจัดดินโคลนออกไปให้หมด

2. เรื่องของพื้น หากพื้นบ้านของท่านมีการใช้วัสดุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ไวนิล, เสื่อน้ำมัน, พรม, ปาร์เกต์ ฯลฯ มีความจำเป็นที่จะต้องรื้อวัสดุปูพื้นเหล่านั้นออกเพื่อให้พื้นด้านล่างแห้ง ซึ่งกว่าจะแห้งสนิทอาจใช้ระยะเวลานานพอสมควร

การทำความสะอาดพื้นทุกชนิด ต้องพิจารณาดูตามความเหมาะสมของพื้น โดยทั่วไป ๆ สามารถใช้น้ำผสมคลอรีนในอัตราส่วน 0.1% (1 CC ต่อน้ำ 1,000 CC) ฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณก่อนแล้วจึงขัดถูพื้นด้วยน้ำยาล้างจานหรือผงซักฟอก ขัดถูให้ทั่วบริเวณแล้วจึงราดด้วยน้ำร้อนเดือด ๆ หรือใช้ผลิตภัณฑ์น้ำยาเคมีทำความสะอาดที่สามารถฆ่าเชื้อต่าง ๆ ได้ ซึ่งต้องอ่านฉลากวิธีใช้ให้ละเอียดและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

หากเป็นไปได้ควรใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อกำจัดกลิ่นที่เป็นสารชีวภาพเอนไซม์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อ กำจัดกลิ่น กำจัดคราบไขมันได้

ข้อดีกว่าผลิตภัณฑ์อื่น ๆ คือ สารชีวภาพเอนไซม์นั้นจะยังคงมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อที่จะเกิดขึ้นใหม่จากความชื้นต่อไปได้อีกนานประมาณ 3-6 เดือน ตราบที่พื้นยังมีความชื้นอยู่ และที่สำคัญสารชีวภาพเอนไซม์นั้นไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

สำหรับพื้นบ้านที่ปูพรม ถ้าพื้นบ้านที่ปูพรมจมอยู่ใต้น้ำท่วมหรือน้ำเสีย ควรจะตัดใจกำจัดทิ้งไปเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ เพราะพรมเป็นแหล่งเพาะเชื้อราอย่างดี

การทำความสะอาดพรมด้วยตัวเองเป็นเรื่องยาก ต้องใช้มืออาชีพที่เชื่อถือได้ว่าจะใช้น้ำยาซักพรมที่ฆ่าเชื้อกำจัดกลิ่น และใช้เครื่องมือซักพรมชนิดพิเศษที่สามารถทำความสะอาดได้ล้ำลึก แต่ค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดค่อนข้างสูง ควรพิจารณาให้ดี

 จาก ประชาชาติธุรกิจ (19 พฤศจิกายน 2544)  ชุบชีวิต “เครื่องครัว-เฟอร์นิเจอร์”

เครื่องครัวและเครื่องใช้ไฟฟ้า 

เครื่องครัวเป็นสิ่งที่ต้องเน้นเป็นพิเศษเพราะสำคัญกับการกินอยู่ โดยพวกเครื่องครัวที่เป็นเครื่องแก้ว, เครื่องกระเบื้อง, พลาสติก, เมลามีน โดยเฉพาะแก้วน้ำและจานชามใส่อาหาร

ให้ผสมคลอรีน 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำร้อน 1 แกลลอน ใส่ลงในภาชนะแล้วนำสิ่งของเหล่านั้นแช่เอาไว้อย่างน้อย 10 นาทีเพื่อฆ่าเชื้อต่าง ๆ

จากนั้นนำขึ้นจากน้ำไปพึ่งแดดให้แห้ง 1 รอบ ก่อนนำกลับมาทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างจานอีกครั้งหนึ่ง ที่สำคัญอย่าใช้ผ้าเช็ดให้แห้ง แต่ควรทิ้งให้ถ้วยจานเหล่านั้นแห้งเอง

ส่วนเครื่องครัวที่เป็นเครื่องเงิน, เครื่องโลหะต่าง ๆ เช่น ช้อน, ส้อม, มีด, หม้อ, กระทะ ไม่ควรใช้คลอรีนเนื่องจากอาจทำปฏิกิริยากับโลหะหลาย ๆ ชนิดจะทำให้สีเปลี่ยนไป แนะนำให้นำไปต้มในน้ำเดือดอย่างน้อยเป็นเวลา 10 นาทีเพื่อฆ่าเชื้อ แล้วใช้น้ำยาทำความสะอาดที่สามารถฆ่าเชื้อได้แช่ไว้ ที่สำคัญน้ำยาที่ใช้จะต้องไม่เป็นอันตรายต่อคน เช่น ห้ามใช้โซดาไฟ กรณีที่เป็นเครื่องครัวขอแนะนำให้ใช้น้ำยาล้างจานที่มีส่วนผสมของสารชีวภาพเอนไซม์ ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อโรคและไม่เป็นอันตราย แล้วนำมาทำความสะอาดอีกครั้งหลังจากการต้มในน้ำร้อน

สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ก่อนที่จะนำกลับไปใช้งาน

มิฉะนั้นอาจเกิดไฟฟ้าชอร์ตเอาได้ หรืออาจก่อความเสียหายให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า

การทำความสะอาด, การขจัดคราบสกปรก และการกำจัดกลิ่นของเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น วิทยุ, โทรทัศน์, เครื่องซักผ้า, เครื่องล้างจาน, เครื่องดูดฝุ่น ฯลฯ เราอาจทำความสะอาดภายนอกตัวเครื่องได้เอง

แต่จำเป็นต้องให้ช่างมาตรวจเช็กดูข้างใน โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการต่อสายดินเพื่อป้องกันไฟดูด ไฟชอร์ต เมื่อถูกน้ำท่วมไปแล้วอาจมีสิ่งสกปรกหรือโคลนเข้าไปอุดตันอาจทำให้สายดินไม่สามารถทำงานได้ ควรจะให้ช่างมาตรวจเช็กก่อนการใช้งาน มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายได้

นอกจากนั้น ยังมีสิ่งของเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่อาจต้องทำความสะอาดด้วย เช่น สิ่งของเครื่องใช้ที่ทำจากผ้า โดยเฉพาะเสื้อผ้าต้องรีบนำมาซักทำความสะอาดฆ่าเชื้อโดยเร็วก่อนที่จะขึ้นรา ให้ซักด้วยน้ำร้อน แล้วตากแดดให้แห้ง

หนังสือเปียก

สำหรับเอกสารสำคัญ, ภาพถ่าย, และหนังสือที่เปียกน้ำ ในขั้นแรกให้ล้างเอาสิ่งสกปรกออกอย่างระมัดระวัง แล้วเก็บใส่ไว้ในถุงพลาสติก จากนั้นให้นำไปแช่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นชนิดที่เป็นแบบไม่มีน้ำแข็งเกาะ เพื่อป้องกันการขึ้นรา และเมื่อมีเวลาที่จะทำความสะอาดให้นำออกมาจากตู้เย็นให้ละลาย แล้วค่อยปล่อยให้แห้งอย่างช้า ๆ บางครั้งการทำความสะอาดของเหล่านี้อาจต้องใช้คนที่เป็นมืออาชีพเช่นกัน

และยังมีของหลายสิ่งที่เมื่อแช่อยู่ในน้ำแล้ว ไม่คุ้มค่าความเสี่ยงในการนำกลับมาใช้งาน ควรตัดใจกำจัดทิ้งไป เช่น ที่นอนฟูก, หมอน, ของเล่นเด็กตุ๊กตา ฯลฯ ที่สำคัญโปรดกรุณาอย่านำไปบริจาคให้ผู้ด้อยโอกาส เพราะจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว

ทั้งหมดนี้คือสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งทำหลังจากน้ำลด เพื่อให้บ้านกลับคืนสภาพให้เร็วที่สุด หรือใครที่อยากจะเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ใหม่ก็ถือโอกาสนี้ทำได้เลย…

เฟอร์นิเจอร์ไม้

นายพิริยะ บุญกิตติวัฒนา กรรมการผู้จัดการกลุ่มโรงงานในเครือบริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด เปิดเผยว่า เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้หากทำจากไม้จริง (solid wood) ให้ทำความสะอาดคราบสกปรก ตะไคร่น้ำ โดยใช้แปรงขนอ่อนชุบด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาล้างจาน จากนั้นเช็ดให้แห้ง และวางไว้ในที่ร่ม มีอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อไม้คลายความชื้นออกไป ห้ามนำเฟอร์นิเจอร์ไม้ตากแดดโดยเด็ดขาด เพราะไม้อาจแตกหรือคดงอได้

เมื่อความชื้นหมดแล้ว อาจใช้สีหรือแล็กเกอร์ทาเพิ่มเติม เพื่อความเงางามขึ้นก็ได้ (วิธีการทดสอบความชื้นแบบง่าย ๆ ใช้แผ่นพลาสติกขนาดพอประมาณ ใช้เทปกาวแปะติดผิวบนเฟอร์นิเจอร์ ทิ้งไว้ 1-2 วัน สังเกตหากมีไอน้ำขึ้นที่พลาสติกแสดงว่ายังคงมีความชื้นหลงเหลืออยู่) หากเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากชิ้นไม้อัด (particle board) ในกรณีที่โดนความชื้นจากน้ำเพียงเล็กน้อยอาจนำมาวางในที่ร่มเพื่อไล่ความชื้น หากกังวลเรื่องการเกิดเชื้อราหรือกลิ่นอับ อาจใช้ Nonoclean by Nanoyo ฉีดพ่นเพื่อลดการเกิดเชื้อราและกลิ่นอับชื้นต่าง ๆ แต่หากน้ำปริมาณมากท่วมเฟอร์นิเจอร์เป็นเวลานานไม้จะบวมและยุ่ย เสียความแข็งแรง แนะนำว่าควรต้องทิ้งไป

เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากโลหะ 

โลหะมีทั้งประเภทที่เป็นสนิม เหล็ก, ทองแดง, ทองเหลือง เป็นต้น และประเภทปลอดสนิม เช่น สเตนเลส อะลูมิเนียม หากถูกความชื้นสูงหรือแช่น้ำเป็นเวลานานจะทำให้เกิดสนิมหรือเป็นคราบหมองได้ วิธีแก้ไขเบื้องต้นคือใช้แปรงขนนุ่มขัดสนิมออก โดยอาจใช้น้ำยาขัดสนิมเพื่อทุ่นแรงในการขัดถูได้ดีกว่าเช็ดล้างทำความสะอาด อย่าให้มีรอยเปื้อนค้างอยู่

จากนั้นทิ้งไว้ให้แห้ง เมื่อแห้งสนิทดีแล้ว ป้องกันการเกิดสนิมอีกขั้นด้วยการทาสีทับ ซึ่งจะช่วยทำให้เฟอร์นิเจอร์ดูใหม่ขึ้น หากเป็นโลหะประเภท

สเตนเลสซึ่งปลอดสนิมใช้แค่แปรงขนนุ่มชุบด้วยน้ำสบู่อ่อน ๆ เช็ดทำความสะอาด สำหรับบานพับ ลูกบิด และรูกุญแจ ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตจากโลหะให้เช็ดให้แห้งสนิท ขัดส่วนที่เป็นสนิมออกให้หมด ใช้พวกน้ำยาหล่อลื่นชโลมตามจุดรอยต่อและรูต่าง ๆ ให้ทั่ว ห้ามใช้จาระบีหรือพวกขี้ผึ้งทา เพราะจะทำให้ความชื้นระเหยออกไม่ได้จะทำให้ฝังอยู่ข้างในและจะเป็นปัญหาในภายหลัง

เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากหนัง 

ใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์เทลงบนแปรงขนนุ่มหรือผ้าที่เปียกหมาด ๆ ทำให้เกิดฟองเล็กน้อย นำไปเช็ดถูเครื่องหนังที่ต้องการทำความสะอาด โดยอย่าให้เปียกน้ำมากเกินไป เช็ดฟองสบู่ออก ด้วยผ้าที่เปียกหมาด ๆ อีกผืน จากนั้นใช้ผ้าขนหนูแห้งเช็ดอีกครั้ง และอาจใช้น้ำยา แวกซ์ หรือครีมบำรุงรักษาเพิ่มความเงางามอีกครั้ง ไม่ควรนำเฟอร์นิเจอร์หนังไปตากแดดเพราะอาจทำให้หนังแตกและสีซีดจางได้

เฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนประกอบของผ้า 

หากโดนน้ำขังเป็นเวลานาน ๆ จะสกปรกมีคราบเลอะ อาจก่อให้เกิดเชื้อโรคสะสมและมีกลิ่นเหม็นอับ

หากเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถแกะมาทำความสะอาดได้ก็สามารถนำออกมาล้างน้ำทำความสะอาด และตากให้แห้งสนิท ถ้าเป็นแบบสำเร็จรูปที่ไม่สามารถแกะมาได้ควรทิ้งในทันที เพราะหากนำมาใช้จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และมีผลเสียต่อสุขภาพของผู้ใช้งานได้

แต่ในกรณีที่เกิดรอยเปื้อนเพียงเล็กน้อยอาจหาผ้ามาหุ้มใหม่ได้ และหากต้องการยับยั้งการเกิดเชื้อราและลดกลิ่นอับของผ้า อาจใช้ Nonoclean by Nanoyo ฉีดพ่นเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวได้

จาก ไทยรัฐ (8 ธันวาคม 2554) คืนชีพให้บ้าน 5,000 บาท เอาอยู่!

บ้านเธอแห้งยัง บ้านฉันแห้งแล้ว! แต่ยังไม่รู้เลยว่าจะเริ่มทำอะไรก่อน

นี้คงเป็นคำถามยอดฮิตของอีกหลายๆ ชีวิตที่ต้องเผชิญมวลน้ำก้อนใหญ่ไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนนานนับเดือนจนทำให้ทรัพย์สินบ้านเรือนเสียหายรวมทั้งสุขภาพพลานามัย เมื่อน้ำแห้งก็ถึงเวลาที่เราจะต้องมาเริ่มบูรณะซ่อมแซมทรัพย์สินให้กลับมาดีเหมือนเดิม หรือถือเอาช่วงเวลานี้ทำบ้านให้ดีกว่าเดิม

ไทยรัฐออนไลน์มีคู่มือจิ๋วบิวท์บ้านใหม่มานำเสนอเพื่อเป็นแนวทางให้ลองนำไปปรับใช้กันดูเผื่อจะเป็นประโยชน์ได้บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งในเนื้อหาอาจทำให้เราเห็นภาพรวมของสิ่งต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย และในคู่มือได้บอกวิธีตรวจเช็กบ้านคร่าวๆ สิ่งที่ต้องทำก่อนและหลัง เป็นขั้นเป็นตอน step by step ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ ที่ท่านผู้อ่านสามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยแยกออกเป็น 3 ขั้นตอน 1.ประเมินความเสียหาย 2.กู้ระบบ 3.ฟื้นฟู ในคู่มือท่านสามารถเช็กรายการที่ต้องทำความสะอาด ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนใหม่ และสามารถเพิ่มเติมได้ด้วยตัวของท่านเอง

วิธีการใช้
1.ปริ้นคู่มือฉบับจิ๋วออกมา
2.พับตามรอยประ(เมื่อพับแล้วท่านสามารถพกไปได้ทุกที่)
3.ลงมือทำได้เลย
โหลด pdf คลิก

Credit
รองศาสตราจารย์ ดร. อมร พิมานมาศ
สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศูนย์ข้อมูลความช่วยเหลือ

Announcement of Bangkok Metropolitan Administration : Flooding Situation in Bangkok 
M.R. Sukhumbhand Paribatra, the Governor of Bangkok, referred to the flooding situation in Bangkok

 thailandtourismupdate.com

 Flooding situation updates in Thailand 2011/ useful links and contact numbers (11/10/2011)

The current flooding is having some impact on tourism. Key tourist destinations and attractions across Thailand are not damaged by the floods and most are open. Provinces in the other parts of Thailand including the northeast, east, west and south are not affected by the floods. Major tourist destinations such as Chiang Mai, Loei, Phuket, Krabi and Samui are experiencing normal weather conditions.

The floods are mainly affecting land in low-lying agricultural areas and adjacent to major waterways such as the Chao Phraya River. Warnings of heavy rains resulting in localized flash floods and landslides in mountainous areas or areas adjacent to waterways have been issued for several provinces.

Certain areas of several provinces in north and central Thailand including Ang Thong, Ayutthaya, Chai Nat, Chaiyaphum, Kalasin, Kampheang Phet, Khon Kaen, Lamphun, Lop Buri, Mae Hong Son, Mahasarakham, Nakhon Nayok, Nakhon Pathom, Nakhon Ratchasima, Nakhon Sawan, Phichit, Phitsanulok, Prachin Buri, Saraburi, Sing Buri, Sukhothai, Suphan Buri, Ubon Ratchathani, and Uthai Thani have been affected by floods due to heavier-than-usual seasonal rains.

The crest of the floodwaters is currently passing through Bangkok. Most parts of the city have not been affected, while flooding is occurring in some areas adjacent to the Chao Phraya River. The Bangkok Metropolitan Administration (BMA) has comprehensive flood control measures in place and is monitoring the situation closely.

All airports throughout Thailand are operating as per normal. Train services from Bangkok to northern destinations beyond Lop Buri are suspended, with only limited services in the areas affected by the flooding. The State Railway of Thailand (SRT) is offering full refunds on tickets for travelers who want to cancel their trips to destinations where train service is suspended. Travelers can contact the SRT Call Center at 1690 for updates regarding train services. Highway 32, also known as The Asian Highway (AH-2), is partly affected by the floods and closed from Km 21 to Km 39 in Ayutthaya province.

Tourists planning to travel to the provinces affected by the floods are advised to check the latest weather forecasts for their destination and confirm arrangements with the transportation providers with which they will be travelling.  Tourists can also call the TAT Information Line at 1672 to check local conditions, or visit the Thailand Meteorological Department web site at http://www.tmd.go.th/en for updated weather forecasts.

Useful links

Thai flood Update from The Thai News Agency

http://apps.arcgis.com/hosted/OnePane/azuretwitter/index.html?appid=34d713d7671045779c7c0acb4a4b8b6c

http://maintenance.doh.go.th/test.html

http://www.tmd.go.th/en/daily_forecast.php

http://www.tmd.go.th/en/

Thais and foreigners who wish to support the Chaipattana Foundation’s flood relief efforts can contact 02 218 4425-8 ext 116 and 117 to donate money and necessities.

ข้อมูลบริจาคเงิน

  • มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก
    ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาเทเวศร์ ออมทรัพย์
    เลขที่ 020 – 2 – 53333 – 8
    ธ.กสิกรไทย สาขาถนนหลังสวน
    เลขที่ 082 – 2 – 66600 – 0
  • มูลนิธิชัยพัฒนา
    ศูนย์ช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วมของมูลนิธิชัยพัฒนา ลาดบัวหลวง โทร 09 0408 9472
    ศูนย์ช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วมของมูลนิธิชัยพัฒนา วังน้อย-มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย โทร 09 0408 9473-75ชื่อบัญชี มูลนิธิชัยพัฒนา ประเภทออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 067 – 2 – 00011 – 9 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาย่อยสวนจิตรลดาชื่อบัญชี มูลนิธิชัยพัฒนา ประเภทออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 046 – 2 – 40277 – 7 ธนาคารทหารไทย สาขาสนามเสือป่า

    สิ่งของที่ทางศูนย์ช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วมของมูลนิธิชัยพัฒนา ต้องการด่วนในขณะนี้  นมเด็ก ของใช้สำหรับเด็กเล็ก ผ้าอนามัย รองเท้าแตะ ผ้าถุง สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ผ้าอ้อมผู้ใหญ่และเด็ก  นำสิ่งของไปบริจาคได้ที่ศูนย์ช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม
  • มูลนิธีโอเพ่นแคร์ opencare.org
    บัญชี กองทุนร้อยนํ้าใจ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบ อุทกภัย ตลอดลำนํ้ายมมูลนิธีโอเพ่นแคร์ ธ.ไทยพาณิชย์ 402-177853-3
  • ArsaThai (พรรคประชาธิปัตย์)
    มูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ธ.กรุงไทย สาขา ย่อยกระทรวงการคลัง เลขที่ 068 – 0 – 02 -3607
  • บมจ. อสมท
    บัญชี “อสมท รวมใจ ช่วยภัยน้ำท่วม” ธ.กรุงไทย สาขาอโศก ออมทรัพย์ เลขที่ 015 -015 – 999 – 4
  • สำนักนายก
    บัญชี “กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบ สาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี” ธ.กรุงไทย สาขาทำเนียบ รัฐบาล ออมทรัพย์
    เลขที่ 067 – 0 – 06895 – 0
  • ไทยพาณิชย์
    บัญชี “มูลนิธิสยามกัมมาจล-ไทยพาณิชย์เพื่อ ผู้ประสบภัย” สาขา ATM & SCB Easy
    เลขที่ 111 – 3 – 90911 – 5
  • กรมการศาสนา
    บัญชี “สงเคราะห์พระภิกษุสามเณร และผู้ประสบภัย” ธ.กรุงไทย
    เลขที่ 059 – 1 – 29006 – 5
  • SpringNews TV
    ชื่อบัญชี “ร่วมมือ ร่วมใจ เพื่อผู้ประสบภัย” ธ.กรุงเทพ เลขที่ 196 – 075084 – 0
  • ครอบครัวข่าว 3
    บัญชี “ครอบครัวข่าว 3 ช่วยผู้ประสบอุทุกภัย 54” กระแสรายวัน ธ.กรุงเทพ สาขามาลีนนท์
    เลขที่ 014 – 3 – 00444 – 8
  • บริจาคช่วยน้ำท่วมทาง SMS AIS / DTAC / TrueMove พิมพ์ 3 ส่ง 4567899 (10 บ/ครั้ง) มอบครอบครัวข่าว 3
  • ไปรษณีย์ร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัย น้ำท่วมเปิดจุด รับบริจาคเงิน ทุกที่ทำการทั่ว ปท.กว่า 2,000 แห่ง
  • กทม.
    บัญชี “กองทุนกรุงเทพมหานครช่วยเหลือ ผู้ประสบ ภัย” ธ.กรุงไทย สาขาถนนข้าวสาร
    เลขที่ 027 – 0 – 17081 – 2
  • แต้มสะสม KBank Reward Point
    ใช้บริจาคช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมได้ ผ่านสภากาชาด ไทย (ถึง 31 ต.ค.) รายละเอียด http://ow.ly/6z7ky
  • มูลนิธิราชประชา
    บัญชี “มูลนิธิราชประชานุเคราะห์” ออมทรัพย์ ธ.ไทยพาณิชย์ เลขที่ 401 – 6 – 36319 – 9
  • มูลนิธิวิจัยและพัฒนาระบบยากองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เพื่อจัดซื้อ “ชุดยาสู้น้ำ ท่วม” รายละเอียดบริจาค ttp://ow.ly/6zt2w
  • สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้า คุณทหาร ลาดกระบัง
    บัญชี “สถาปัตย์รวมน้ำใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำ ท่วม” ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาย่อยเทคโนโลยีฯ
    เจ้าคุณทหาร เลขที่ 088 – 251250 – 8
  • วุฒิสภาช่วยน้ำท่วม
    บัญชี “วุฒิสภาช่วยน้ำท่วม ธ. กรุงไทย สาขารัฐสภา ออมทรัพย์ เลขที่ 089 – 0 – 22222 – 3 สอบถาม 0-2244-1777-8 หรือสายด่วน 1102
  • @POH_Natthawut
    บัญชี “ทวิตสกิดใจคนไทยรักกัน” ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาโฮมโปร ราชพฤกษ์ เลขที่ 375 – 212428 – 9
  • จ.เชียงใหม่
    บัญชี “กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณะ ภัย” ธ.กรุงไทย สาขาข่วงสิงห์
    เลขที่ 547 – 0 – 37532 – 3

จุดบริจาคสิ่งของ

ภาพจาก สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น

CNN   reports:  Thailand flooding: Fear brings people together By Moni Basu  (October 14, 2011)

see more video at comment below

  

  

  

  

Thanks for all sources

ขอบคุณทุก ๆ ข้อมูล ทุก ๆ แหล่งข่าว

ภาพจาก blog.fabric.ch

คาถาแคล้วคลาด ตั้งสติ อย่าตื่นตระหนก ไม่ประมาท

Posted in 2. ตะวันสัมผัสมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น | 64 Comments

Krabi Tourist Information, Map of Krabi, Property for sale in Krabi

Krabi Tourist Information

 

 

KRABI

 Andaman Sea’s Treasure
  Krabi is an ideal getaway destination rich with natural attractions, including white sandy beaches, fascinating coral reefs, numerous islands, and verdant forests with caves and waterfalls. Krabi attracts people from all over the world, with popular spots including the Ao Nang, Hat Rai Le and the Phi Phi Islands, where ‘The Beach’ was filmed.How to Get There

 

 Thai Airways International operates flights from Bangkok to Krabi

Bangkok Office

Tel. 0 2280 0060, 0 2628 2000 or Hotline 1566

Krabi Office
Tel. 0 7570 1591
http://www.thaiairways.com/
 

Air Asia offers flights from Bangkok to Krabi. International flights to and from Kuala Lumpur are also provided.

Bangkok Office
Tel. 0 2515 9999
http://www.airasia.com/

Destination Air offers shuttle service from Phuket to Phi Phi, Krabi and Lanta as well as between Krabi destinations.

Tel. 0 7632 8638
http://www.destinationair.com/
 

 

The 12-hour journey from Bangkok can be made by either air-conditioned or non-air-conditioned bus, leaving from the Bangkok Southern Bus Terminal.

Tel. 0 2435 1199, 0 2435 1200

http://www.transport.co.th/

 
 

 

Route 1: From Bangkok, take Highway 4 passing Phetchaburi, Prachuap Khiri Khan, Chumphon, Ranong and Phang-nga, a total distance of 587 miles.

Route 2: From Bangkok, take highway 4 and 41 at Chumphon, passing Amphoe Lang Suan in Surat Thani to Amphoe Wiang Sa. Then take Highway 4035 to Amphoe Ao Luek and continue on Highway 4 to Krabi, a total distance of 505 miles.

Route 3: From Phuket, take Highway 402 and 4 to Krabi, a total distance of 114 miles.

 

คำขวัญจังหวัดกระบี่
กระบี่ เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก

คำขวัญการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่

แหล่งถ่านหิน ถิ่นหอยเก่า เขาตระหง่าน ธารสวย รวยเกาะ เพาะปลูกปาล์ม
งามหินทราย ใต้ทะเลสดสวย มรกตอันดามัน สวรรค์เกาะพีพี


       
รูปกระบี่ไขว้ เบื้องหลังมีภูเขาและทะเล

กระบี่ไขว้   หมายถึง ดาบโบราณซึ่งครั้งหนึ่ง มีผู้ค้นพบในท้องที่จังหวัด
ภูเขา   คือ เทือกเขาพนมเบญจาที่สูงสุดในแถบนั้นมีเมฆปกคลุมตลอดเวลา และกั้นเขตแดนกับจังหวัดอื่น
ทะเล   คือ ชายอาณาเขตอีกด้านหนึ่งซึ่งติดต่อกับมหาสมุทรอินเดีย

จังหวัดกระบี่ ใช้อักษรย่อว่า “กบ”

คำขวัญของจังหวัดกระบี่
“กระบี่เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก”

ธงประจำจังหวัดกระบี่

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด    “ทุ้งฟ้า”

ประวัติความเป็นมา

จัดหวัดกระบี่ตั้งขึ้นในปลายรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเป็นแขวงหนึ่ง ขึ้นต่อเมืองนครศรีธรรมราช เรียกว่า “แขวงเมืองปกาสัย”

ประมาณปี พ.ศ. 2415 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะขึ้นเป็นเมืองปกาสัย และทรงพระราชทานนามว่า “เมืองกระบี่” โดยมีหลวงเทพเสนา เป็นเจ้าเมืองกระบี่คนแรก ในปี พ.ศ. 2418 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แยกเมืองกระบี่ ออกจากการปกครองของเมืองนครศรีธรรมราช เป็นเมืองจัตวา ขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร

ความหมายของคำว่า “กระบี่” มีตำนานเล่าสืบต่อกันมา ชาวบ้านได้ขุดพบมีดดาบโบราณใหญ่เล่มหนึ่ง ได้นำมามอบให้เจ้าเมืองกระบี่ ต่อมาไม่นานก็ขุดพบมีดโบราณเล็กอีกเล่มหนึ่ง รูปร่างคล้ายกับมีดโบราณเล่มใหญ่ และได้นำมามอบให้กับเจ้าเมืองกระบี่เช่นกัน เจ้าเมืองเห็นว่าเป็นดาบโบราณ ควรเก็บไว้เป็นของคู่บ้านคู่เมือง เพื่อเป็นศิริมงคล แต่ขณะนั้นยังสร้างเมืองไม่เสร็จ จึงได้นำดาบไปเก็บไว้ในถ้ำเขาขนาบน้ำหน้าเมือง โดยวางไว้ไขว้กัน ลักษณะการวางได้กลายเป็นสัญลักษณ์ ของตราประจำเมือง คือดาบไขว้ทาบอยู่บนภูเขาขนาบน้ำ ที่ซึ่งขุดพบดาบใหญ่ จึงตั้งชื่อว่า “บ้านกระบี่ใหญ่” บ้านที่ขุดพบดาบเล็กตั้งชื่อว่า “บ้านกระบี่น้อย” ปัจจุบันมีฐานะเป็นตำบลทั้งสองบ้าน ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองกระบี่ 
 
ขนาดและที่ตั้ง

จังหวัดกระบี่ เป็นจังหวัดในเขตภาคใต้ ตั้งอยู่ทางฝั่งทะเลตะวันตก ติดกับทะเลอันดามัน โดยห่างจากกรุงเทพมหานคร ตามถนนสายเอเซีย ประมาณ 820 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 4,727.512 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตดังนี้

ทิศเหนือ ติดจังหวัดพังงา และจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ทิศตะวันออก ติดจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช
ทิศใต้ ติดจังหวัดตรัง และทะเลอันดามัน
ทิศตะวันตก ติดทะเลอันดามัน
 
ภูมิประเทศและภูมิอากาศ
สภาพพื้นที่โดยทั่วไปประกอบด้วย ภูเขา ที่ราบ และเนินสูง ๆ ต่ำ ๆ มีชายทะเลยาวประมาณ 160 กิโลเมตร มีเกาะประมาณ 130 เกาะ ลักษณะพื้นที่ทั่วไปเป็นดินเหนียวและดินร่วน ที่มีการระบายน้ำที่ดี พื้นเหมาะแก่การเกษตร อันได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว มะม่วงหิมพานต์และผลไม้

จังหวัดกระบี่ ได้ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จึงทำให้มีฝนตกตลอดปี ในปี พ.ศ. 2549 จังหวัดกระบี่ มีอุณหภูมิระหว่าง 23.23 – 35.30 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ระหว่าง 35.0 – 91.01 ปริมาณน้ำฝนทั้งปี 1,580.1 มิลลิเมตร

 

 

รวมแผนที่จังหวัดกระบี่

 Map of Krabi

แผนที่ท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่

Krabi Map for Tourist

 

แผนที่ตัวเมืองกระบี่

Krabi City Map

 

แผนที่เขตการปกครอง จังหวัดกระบี่

ขายที่ดิน จังหวัดกระบี่

 

LAND FOR SALE  IN KRABI PROVINCE, THAILAND

Property for sale in Krabi

Title Deed: Chanote Nor Sor 4 Jor

Land area  : 200 Rai (320,000 sqm.)

Sale: 400,000 Baht/Rai (13,800 USD/1,600 sqm.)

Contact: +668 2971 6872

 

TANAH UNTUK DIJUAL di Krabi provinsi, THAILAND

Hartanah untuk dijual di Krabi

Tajuk Surat Ikatan: Chanote Nor Se 4 Jor

Keluasan tanah: 200 Rai (320,000 meter persegi.)

Dijual: 400,000 Baht / Rai (13.800 USD / 1.600 meter persegi.)

Contact: +668 2971 6872

 

زمین برای فروش در KRABI استان، تایلند
املاک برای فروش در Krabi

عنوان سند : Chanote نه سور 4 Jor

مساحت زمین : 200 RAI (320000 متر مربع است.)

فروش : 400.000 بات / RAI (13800 USD / 1600 متر مربع است.)

تماس با ما : +668 2971 8726

 
 
Grundstück zu verkaufen in der Provinz Krabi, ThailandImmobilien zum Verkauf in Krabi

Eigentumsurkunde: Chanote Nor Sor 4 Jor

Grundstücksfläche: 200 Rai (320.000 qm).

Verkauf: 400.000 Baht / Rai (13.800 USD / 1.600 qm.)

Kontakt: +668 2971 6872

 
 
 
أرض للبيع في محافظة كرابي ، تايلاندالممتلكات للبيع في كرابي

عنوان سند : Chanote ولا سور 4 جور

مساحة الأرض : 200 راي (320000 متر مربع).

بيع : 400000 باهت / راي (13800 دولار أمريكي / 1600 متر مربع).

الاتصال : +668 2971 6872

 
 
 
Grond te koop in provincie Krabi, THAILANDOnroerend goed te koop in Krabi

Title Deed: Chanote Nor Sor 4 Jor

Oppervlakte: 200 Rai (320.000 m²).

Te koop: 400.000 Baht / Rai (13.800 USD / 1.600 m²).

Contact: +668 2971 6872

 
 
 
 
クラビ、タイの売り地クラビでの販売のためのプロパティ

権利証書:Chanote NORソーサラー4ジョール

土地面積:200ライ(32万平方メートル。)

販売:400,000バーツ/ライ(13800 USD/1600平方メートル。)

お問い合わせ:+668 2971 6872

 
 
 
 
土地出售在Krabi省,泰國物業銷售的甲米

契:Chanote也索爾4佐

土地面積:200清萊(320,000平方米)。

銷售:40萬泰銖/清萊(13800美元/ 1,600平方米)。

聯繫:66829716872

 
 

 

 

 Link Krabi Land Office

สำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่
ถ.อุตรกิจ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.กระบี่ 81000
โทรศัพท์ 075-611260 โทรสาร 075-620573  
E-mail info@landofficekrabi.com

 

ภาพถ่ายดาวเทียมอำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่

 

ภาพถ่ายดาวเทียม ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่

 

แผนที่ท่องเที่ยวเกาะลันตา จังหวัดกระบี่

แผนที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา

 

แผนที่ท่องเที่ยวหมู่เกาะพีพี

 Kho Phi Phi Tourist Map

 

Thailand Travel Guide for Krabi

Krabi, a province on southern Thailand’s Andaman coast, is an almost otherworldly region of labyrinthine archipelagos, where islands seem to erupt vertically out of the sea and secluded beaches are only accessible by colorfully adorned long tail boats. Krabi’s myriad of bays and coves have sheltered pirates, merchants, and sea gypsies for thousands of years and archaeological evidence indicates that Krabi was originally inhabited as early as 25,000 – 35,000 years ago!

With attractions including hot springs, a wildlife sanctuary, sea caves, flourishing coral reefs and exotic marine life, limestone cliffs that draw rock climbing enthusiasts from around the world, and national parks that include the island paradises of Koh Phi Phi and Koh Lanta, one could easily spend weeks in Krabi and leave yearning for more.

If that wasn’t enough, Krabi features some of the most photogenic sunsets in Thailand, often accompanied by spectacular displays of cloud to cloud lightning, that are best enjoyed from a beachside bar or restaurant.

Meanwhile, with all the tourists spread out among various beaches and islands, life goes on in Krabi Town, the somewhat sleepy provincial capital. Surprisingly few tourists spend time in the charming riverside town, whose hilly streets feature a number of cozy cafes and inexpensive and authentic Thai cuisine is served at an outdoor, riverside evening market.

“Town” to most visitors is Ao Nang, a seaside strip of guesthouses, hotels, bars, restaurants, and souvenir shops that continues to grow as tourist arrivals increase, now spreading north into Noppharat Thara, whose quiet, shady beach is part of the national park that includes the Phi Phi Islands. Ao Nang is the major launching point for boat trips to nearby islands and the isolated beaches of Phra Nang Cape, where the famous former hippie enclave of Railey Beach is located.

Krabi Province, which lies along the coast of the Andaman sea in Southern Thailand, is a top tourist destination as a result of its plentiful natural attractions including, white sandy beaches, crystal clear water, extensive coral reefs, numerous caves and waterfalls, and over 130 islands, including Koh Lanta and the jewels of the Andaman coast, the six islands of Mu Koh Phi Phi National Park.

While not the top destination in and of itself, Krabi Town is a charming provincial capital located along the banks of a river that leads to the nearby Andaman Sea. Consequently, Krabi is an important port city for both local fisherman as well as boats ferrying visitors to the nearby attractions, including Koh Phi Phi, Koh Lanta, and Railey Beach, one of the premier rock climbing destinations in the world.

 

Key Tip

  • Visitors are advised to make early reservations (up to a year in advance) for accommodation during the peak season from late December to early January because of the popularity of the Krabi and its attractions.
  • When traveling by ferry to islands around Krabi, it may be preferable to purchase only a one way ticket so that your trip can be more easily altered and you can more easily arrange your departure.

 

There are two very hot periods of weather on Krabi: between April and May when the average temperatures ranges from 27 to 36 degrees Celsius and between September and October, a time that sees frequent rainfall that has a wonderfully cooling effect.

 

 

Krabi attraction lists

 

Ao Nang

Ao Nang is located approximately 6 kilometers from Hat Noppharat Thara and 20 kilometers from the town of Krabi. A large bay with scenic beaches and 83 small islands, Ao Nang has several famous beaches which include East Rai Le, West Rai Le and Tham Phra Nang (cave) which stretches to the foot of a prominent limestone range. A boat from Ao Nang Village can be hired for sightseeing excursions around Ao Nang, Hat Tham Phra Nang and Hat Nam Mao, all of which are only accessible by foot. Other offshore isles such as Ko Poda, Ko Kai, Ko Mo and Ko Thap, are popular destinations that can be reached by a rented boat from Ao Nang. An abundance of colorful coral reefs and lovely cartoon fishes make these islands ideal for diving and snorkeling.

 

Hat Noppharat Thara

Located 6 kilometers from Ao Nang is a famous 3-kilometer long white sandy beach lined with dense casuarinas and coconut groves. The beach, paved with tiny seashells, was formerly called “Hat Khlong Haeng”, which means dried canal beach by locals, because the canal dries up during low tide and the area turns into a long beach. Situated 18 kilometers north-west of Krabi, Hat Noppharat Thara is in fact part of Hat Noppharat Thara-Mu Ko Phi Phi National Park and is the location of the Park headquarters. This Park covers a large area both onshore and offshore and. Reservations for accommodations on the beach should be made in advance at the Forestry Department in Bangkok, contact tel. (02) 5797223, 5795734, or at Hat Noppharat Thara National Park, P.O. Box 23, Amphoe Mueang, Krabi 81000, tel. (075) 6347436.

 

Mu Ko Hong

Mu Ko Hong consists of a group of limestone islands including Ko Lao or Ko Sa Ka, Ko Lao Riam, Ko Pakka, Ko Lao La Ding and Ko Hong or Ko Lao Li Pe which is the biggest island to the south. The attractions on these islands include fine beaches, shallow and deep-water coral reefs and various kinds of fish while popular activities include snorkeling, scuba diving, fishing, sea-canoeing and nature studies on the 400-meter hiking trail around Ko Hong. Mu Ko Hong is located at the edge of the Than Bok Khorani National Park, and is accessible by a 1-hour boat trip from Ao Nang. The park entrance fee is 200 baht per person with an additional fee of 20 baht per person for camping on the island.

 

Pranang Cave

Like Railay, the beach of Pranang can only be reached by boat, and is similarly popular for swimming and rock climbing. Pranang Cave, which often lends its name to the beach, is a small but memorable cave, shrouded in mythology and mystery. The stalactites and stalagmites are one outstanding feature. Ao Pranang is a beautiful, 600 m long beach, blessed with pure, white sands. It is quite a hot spot, and is sure not to disappoint sun lovers.

 

Mu Ko Poda

Situated south of Ao Nang, 8 kilometres offshore, Mu Ko Poda is fringed by clear waters, and offers white sandy beaches, as well as, pristine coral reefs. This is why it is a year-round attraction and an excellent place for fishing because it is not affected so much by the monsoon.

 

 

Thale Waek or Separated Sea

One of Thailand’s unseen highlights, Thale Waek is situated along Ko Dam Khwan. As the tide recedes, the sea is gradually separated by the white sand and limestone beach that will appear to amazingly connect the two islands at low tide. The best time to visit Thale Waek is 5 days before and after the full moon from December to beginning of May. To visit Thale Waek, proceed on Highway No. 4034 from the city, then turn left and follow Highway No. 4202 to Ao Nang.

 

Namtok Ron Khlong Thom

The waterfall, located quite near to the Emerald pool, is in a shady forest area with numerous hot springs. The hot springs and cool streams converge on a slope to form lovely cascades of warm water with a temperature of 40-50 degrees Celsius. The best time to visit is from 7.00 a.m. to 8.00 a.m. and from 4.00 p.m. to 5.00 p.m. To reach the waterfall visitors should travel 45 kilometers from town to Amphoe Khlong Thom, then take Sukhaphiban 2 Road for another 12 kilometers. The admission fee is 10 baht per person.

 

Khao Phanom Bencha National Park

Khao Phanom Bencha National Park Covering a total area of 31,325 rai, including parts of Amphoe Mueang, Amphoe Ao Luek, and Amphoe Khao Phanom, Khao Phanom Bencha National Park is Krabi’s only on land National Park. It offers pristine, lush forest with mountain ranges running north to south. Khao Phanom Bencha, the highest elevation of Krabi, stands at 1,397 metres above sea level. Its marvellous scenery is enhanced by streams, waterfalls, caves, and wild animals such as Asian tapir, Sumatran serow, Asiatic black bear, and Fishing cat. In addition to this, it boasts more than 218 species of birds such as eagles, hornbills, and woodpeckers. 
 Other attractions include:
Namtok Huai To – Originating from Khao Phanom Bencha, this waterfall is composed of 5 cascades, each with its own name, such as Wang Sam Hap, Wang Chong Loi, Wang Doi Prong, Wang Thewada, and Wang Ton Phrio. Namtok Huai To eventually flows to Khlong Krabi Yai in Amphoe Mueang, Krabi. Namtok Huai Sade – Located some 300 metres from the park’s office, this waterfall is composed of 3 cascades with a crystal clear pool. It eventually flows to Khlong Ton and Khlong Krabi Yai.Trekking to the peak of the Khao Phanom Bencha is another highlight. Two routes are available. First route: This route takes 4 days and 3 nights starting from
Namtok Huai To, which is located 300 metres from the park’s office. Visitors climb 5 cascades and at the top walk further towards the stream. Take a left turn at the large dipterocarpus Yang tree and stay overnight at Khao Luk Chang. The next morning continue walking and stay overnight at Khuan Namkhang. Then, keep trekking towards the foot of Khao Phanom Bencha. The next day, visitors can trek to its peak and stay one more night.Second route: Commute by car towards Bang San Operational Base. This route is 60 kilometres and takes 3 days and 2 nights. Trekking starts by walking from the said base heading for Khao Phanom Bencha’s peak, which takes the whole day. Stay overnight. Proceed downhill the following day and stay at Khuan Namkhang. Trekking continues the next morning towards the park’s office. Either route, tourists will experience the beauty of flora and fauna, caves, cliffs, waterfalls, streams, sea of fog, panoramic view of Krabi, and cool weather all year- round. Getting the necessary information beforehand is recommended.
Rental tents are available (2 – 8 people) at a rate of baht 150 – 600/night. Alternatively, tourists may bring their own and pay a fee of baht 30/tent/night. Contact Khao Phanom Bencha National Park, P.O. Box 26, Amphoe Mueang, Krabi, 81000, Tel. 0 7662 9013, 08 9893 6455. In addition to this, contact the Department of National Park, Wild Life, and Flora, Tel. 0 2562 0760 or visit http://www.dnp.go.th/, e-mail: mailto:phanombencha_np@yahoo.co.th: Adult 100 bath  Child 50 bathTo get there from the provincial town of Krabi, proceed along Phetchakasem Road for 1 kilometre towards Ban Talat Kao T-junction. Take a left turn onto the Talat Kao – Ban Huai To route. The total distance to the National Park is 20 kilometres.

   

Khao Phanom Bencha National Park    

 

 

Emerald Pool

This hot spring originates from a warm stream in the lowland forest of Khao Nor Juji which is supposedly Thailand’s last piece of virgin and fertile forest. The intensity of the pools turquoise colored water varies according to the light and time of the day so visitors determined to see the real emerald color should plan to visit at dawn or early in the morning. The pool, which can be visited all year round, charges and entrance fee of 20 baht. To get there, take Highway No. 4 to Khlong Thom District, then turn left to Route No. 4038 to Lam Hap Sub-district. The Emerald pool is located along the way, with clear signs posted.

 

 

Rock climbing

Apart from marine sports, Krabi is also an ideal place for rock climbing. Lines of sheer limestone cliffs along Tham Phranang and Rai Le beaches have challenged thousands of climbers from all over the world every year. The levels of difficulty of the various routes vary, so even the most inexperienced climbers can experiment. Equipment, instruction and guides are available at most lodgings.

Railay Rock Climbing Club
Mobile: +66 (0) 89 294 0686, 81 797 2517
Fax: +66 (0) 7566 2191
E-mail: tourism@krabi-tourism.org

 

Susan Hoi or Fossils Shell Beach

Susan Hoi features a slab formed from a huge number of embedded various types of mollusks which can be dated to approximately 40 million years ago. This shell graveyard at Ban Laem Pho was once a large freshwater swamp, the habitat of diverse mollusks. With changes on the surface of the earth, seawater flooded the freshwater swamp and the limestone elements in the seawater enveloped the submerged mollusks resulting in a homogenous layer of fossilized mollusk shells forty centimeters thick known as Shelley Limestone. With geographical upheavals, the limestone layer is now distributed in great broken sheets of impressive magnitude on the seashore. The site is located 17 kilometers from the town.

 

Mu Ko Lanta National Park

Covering a total area of 152 square kilometres, Mu Ko Lanta National Park is located in Amphoe Ko Lanta and consists of many islands. Some major islands are Ko Lanta Yai, Ko Lanta Noi, Ko Taleng Beng, as well as, other surrounding islands like Mu Ko Ha, Mu Ko Rok, and Ko Ngai. 

Attractions within the National Park

Ko Lanta Noi
Ko Lanta Noi was the former settlement of the Ko Lanta community, where a district office, school, as well as, traditional lifestyle, and houses are still currently available.

Ko Lanta Yai
Ko Lanta Yai’s topography is long and narrow. This island is home to “Chao Le” or sea gypsies who continue to maintain their traditional lifestyle and beliefs, such as setting a boat a drift to drive out evil and bring good luck, which is practiced during the full moon in June and November. Sala Dan Pier is where tour operators, shops and banks are situated. Several beautiful beaches are in the west such as Hat Kho Kwang, Hat Lo Bara, Ao Phra Ae, Hat Khlong Khong, and Hat Khlong Nin. A paved road runs along the beaches all the way from the northern part of the island to the headquarters of the Mu Ko Lanta National Park in the south. The landscape is dominated by a series of mountains covered with virgin rainforest. To the east features an old community. The district office was previously here and later relocated to Ko Lanta Noi. Most people on the island are Muslim. The communities of Ban Sang Ka-u still maintain their traditional Loi Ruea Ceremony. Not far from the headquarters, Laem Tanot features a lighthouse, where visitors can enjoy the panoramic view of a pebble beach merging with a white sandy beach. At the end of the cape features Ko Mo, an ideal diving spot. Besides Laem Tanot, tourists can enjoy the Andaman Sea’s spectacular view from many hilltop restaurants located in the central part of the island.
 
Accommodation is available. High season is from November to May. Camping in the Mu Ko Lanta National Park is allowed but must notify the park in advance at No. 5, Tambon Ko Lanta Yai, Amphoe Ko Lanta, Krabi, 81150, Tel. 0 7562 9018 – 9. Alternatively, contact the Department of National Park, Wildlife and Flora, Tel. 0 2562 0760 or visit Mu Ko Lanta National Park .

Admission to the national park area : Adult 400 baht, Child 200 baht

To Get There

By Car: This is served by a car ferry from Ban Hua Hin to Ko Lanta Noi.
Then, proceed by the second car ferry to Ko Lanta Yai. Ferries operate between
8.00 a.m. – 6.30 p.m.

Ferry: Fares and Departure Times
Ban Hua Hin – Ko Lanta Noi
Departs Ban Hua Hin: 7.00 a.m. – 10.00 p.m.
Departs Ko Lanta Noi: 6.00 a.m. – 10.00 p.m.
Travelling time: 15 – 20 minutes
Fares: car is 50 baht/motorcycle is 10 baht

Ko Lanta Noi – Ko Lanta Yai
Departs Ko Lanta Noi: 6.00 a.m. – 8.00 p.m.
Departs Ko Lanta Yai: 6.00 a.m. – 10.00 p.m.
Travelling time: 15 – 20 minutes
Fares: car is 40 baht/motorcycle is 10 baht

Ferries operate between 7.00 a.m. – 8.00 p.m.

Remarks: Fares are subject to change without notice. 

 Mu Ko Lanta National Park
Mu 5, Ko Lanta Yai Sub-district,  Amphur Ko Lanta   Krabi   Thailand 81150
Tel. 0 7566 0711-2   Fax 0 7566 0711   E-mail lanta_np@yahoo.co.th

Mu Ko Lanta National Park

 

 

Mu Ko Phi Phi (Phi Phi Islands)

Regarded by travelers from all walks of life as being among the most beautiful tropical islands of the world, Phi Phi Islands have become one of the most popular tourist attractions in Thailand. In addition, the islands are famous as the location where the movie “The Beach” featuring Leonardo Di Caprio was shot. The islands, together with the nearby Noppharat
Thara Beach, a total area of 390 square kilometers, were recently established as a national park.

Phi Phi Islands are located just 40 kilometers away from both Krabi and Phuket. Thus, despite the fact that both Noppharat Thara Beach and Phi Phi administratively are a part of Krabi Province, most tourists think that Ko Phi Phi is part of Phuket Province.

The islands and the coastal hills are composed mainly of limestone and are an extension of the limestone mountain range in Phang-Nga Province. The main characteristics of these mountains and islands are their steep cliffs, large caves and dwarf trees growing out of the rock crevices, like those in Phang-Nga Bay.

Interesting Attractions of Mu Ko Phi Phi:

The island group is composed of two rocky, tree-covered islets Phi Phi Don and Phi Phi Le.
Ko Phi Phi Don – covers an area of 28 square kilometres. Outstanding attractions are the twin bays with curving white sandy beaches of Ao Ton Sai and Ao Lo Da Lam. Ko Phi Phi Pier, accommodation, and restaurants are situated at Ao Ton Sai. Visitors can walk from this bay uphill to the scenic spot where the visibility of the twin bays is generally excellent. Beside Ao Ton Sai, there are also other attractive beaches and bays around the island.  A number of accommodation is available at Hat Laem Hin, Hat Yao, and Ao Lo Bakao. At the northern end of the island is Laem Tong, renowned for its underwater natural beauty with lodging available. A huddle of fisherman’s huts (15 – 20 families) is located here. Most of them have previously migrated from Ko Li Pe of Tarutao National Park, Satun province. A day trip by boat or snorkelling spectacular coral shallows around. Ko Phi Phi Don and Ko Phi Phi Le is recommended.

Ko Phi Phi Le– Covering an area of only 6.6 square kilometres, this islet is surrounded by limestone mountains and sheer cliffs plunging hundreds of metres to the sea. The sea is 20 metres deep and the deepest point in the south of the island is around 34 metres. Ko Phi Phi Le offers superb scenic bays such as Ao Pi Le, Ao Maya, and Ao Lo Sa Ma. In the northeast of the island is a large cave called Tham Viking. The cave was renamed Tham Phaya Nak or Naga Serpent Cave by His Majesty King Bhumibol Adulyadej because of a stone resembling the mythical creature, which His Majesty saw when he paid a visit here in 1972. The cave is considered sacred to locals who come here to collect swallow nests. Inside the eastern and southern parts of the cave are ancient rock paintings of elephants and various types of boats, including a European sailboat, an Arabian sailboat, a sampan, a Chinese junk, a waterwheel sailing boat, and a steamboat.  It is believed the paintings were the works of sea merchants or pirates because the study of west-to-east ship routes indicates that this area may have been a stopover for boats seeking shelter from storms, transferring cargo or making repairs.

Ao Maya and Ao Lo Sama – Phi Phi Islands scenic coves are favorite snorkeling places while the sea around the islands, especially the southern part, which are deep and full of coral formations are popular diving spots. With its emerald crystal sea, secluded beaches, mountain cliffs, colorful coral reefs and undersea life, Phi Phi is a paradise in the Andaman Sea. The best time to visit Phi Phi Islands is from November to April, when the sea is calm.

Ko Yung– An island to the north of Ko Phi Phi Don, has a stone beach on the east and small sandy beaches amid valleys. In addition, the island is teeming with diverse colorful coral reefs. Ko Phai, another island to the north of Ko Phi Phi Don and not far from Ko Yung, has spectacular beaches in the north and east of the island. The bank of coral reefs comprised mainly of antler corals stretches from the north to the south of the island.

Ko Mai Phai – Ko Mai Phai is north of Ko Phi Phi Don and not far from Ko Yung. Marvellous beaches are in the north and east of the island.  The bank of coral reefs with staghorn corals, in particular, stretches from north to south of the island. 

How to Get to Ko Phi Phi

It is accessible from both Krabi and Phuket. From Krabi, take the Song Thaeo service (12 baht) from the provincial town of Krabi to Pak Khlong Chilat Pier. From there, ferries depart for Ko Phi Phi twice daily at 10.00 a.m. and 3.00 p.m. On return, the ferries leave Ko Phi Phi at 9.00 a.m. and 2.00 p.m. The 2-hour trip costs 350 baht per person. For further details, contact Phi Phi family Co., Ltd., Tel. 0 7561 2463. Chao Ko Co., Ltd., Tel. 0 7563 1823. Andaman Wave Master Co., Ltd., offers a ferry service from Pak Khlong Chilat Pier twice daily at 10.00 a.m. and 2.00 p.m. (200 baht). For further details, contact A D V Co., Ltd., on Khao San Road, Tel. 0 2281 1463 – 5 or Andaman Wave Master Co., Ltd., Tel. 0 7563 0471.
 
Alternatively, a one-day trip on a speedboat is available at Ao Nang. Departure time is 9.00 a.m. On return, it reaches Ao Nang at 5.00 p.m. Contact Ao Nang Travel and Tour Co., Ltd. for more information, Tel. 0 7563 7152 – 3. The trip costs 1,200 baht per person with lunch included.

Remarks:
Boat fares are subject to change without notice.
Admission to Phi Phi Islands and other attractions in the Hat Noppharat Thara – Mu ko Phi Phi National Park :  Adult 400 baht, Child 200 baht

Visitors travelling from Phuket can contact tour operators in Phuket’s provincial city for a one-day trip to Ko Phi Phi (boat fares are subject to change without notice, please contact tour operators directly for more details.) 

On arrival to Ao Ton Sai in Ko Phi Phi Don, trips to the surrounding islands can be made in a long-tail boat.

 

 

Tourist Information Centres

The Tourism Authority of Thailand Krabi Office
Krabi Municipality Building
292 Maharat Road, Muang district, Krabi 81000
Tel: 0-7562-2163, 0-7561-2811, 0-7561-2812
Fax: 0-7562-2164
E-mail: tatkrabi@tat.or.th

 

Useful Links about Krabi Thailand

แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดกระบี่

เว็บคู่มือท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่

Krabi Tourist Attractions

 

 

 

Sources:

Tourism Authority of Thailand http://www.tourismthailand.org/where-to-go/cities-guide/attractions/search-result/destination/krabi/?sort=4&subcat_id=&keyword=&refine=&cHash=209bde27cc&pageno=1&pagesize=10

Tourism Authority of THAILAND Los Angeles http://www.tat-la.com/destinations/krabi

Mu Ko Lanta National Park http://web3.dnp.go.th/parkreserve/asp/style1/default.asp

ข้อมูลจังหวัดกระบี่  http://www.krabi.go.th/province_data/data_prov.htm

 Krabi Land Office http://www.landofficekrabi.com/index.php

 National Parks of Thailand http://web3.dnp.go.th/parkreserve/nature.asp?lg=2

Posted in 2. ตะวันสัมผัสมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น | Leave a comment